เขาตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนมีเสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้นหลายครั้ง
“เข้ามาได้เลยครับ”
มีเสียงคุยกันอีกนิดหนึ่งก่อนประตูจะเปิดออก มีคนถูกผลักเข้ามา เป็ผู้ชายวัยรุ่นอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี ผมเป็สีทองทั้งหัวทำให้เขาสะดุ้งขยับตัวออกห่างเล็กน้อย เพราะคนที่มีผมสีทองเฉดเดียวกันนี้ทำให้เขานึกถึงชายคนนั้น
เพียงแต่ชายคนนี้ผมชี้ฟูไม่เป็ทรงคล้ายไม้กวาด หากมองดีๆ ก็จะพบว่ามีประกายไฟแลบแปลบปลาบอันเป็สาเหตุของทรงผม เขาใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงดำเช่นเดียวกับหัวหน้าและริศ แต่เสื้อผ้าของชายคนนี้เต็มไปด้วยฝุ่นและคราบสกปรกสีดำ สะพายกระเป๋าคาดเอวที่ดูเหมือนจะแบกของขนาดใหญ่มาด้วย คนที่เดินตามชายคนนั้นเข้ามาก็คือริศ ทำให้เขารู้สึกโล่งอก
ชายคนนั้นหันมาบ่นริศ “ให้ฉันพักสักหน่อยก็ไม่ได้ ไม่รู้จะให้รีบมาทำไม ดูเ้าเด็กนี่สิ ใจนหัวหดแล้ว”
ริศตอบชายคนนั้น “เขาไม่ได้กลัวนายเพราะสภาพที่ดูไม่ได้ตอนนี้หรอก ที่เด็กคนนี้กลัวเพราะว่าเขาเพิ่งไปเจอ ‘สมาคมกุหลาบแดง’ มา และคนที่เขาเจอก็คือ... ชายคนนั้น”
“ชายคนนั้น? อย่าบอกนะว่าไอ้เวรนั่น”
สีหน้าของชายคนนั้นเปลี่ยนเป็โกรธจัด ทรงผมเปลี่ยนเป็ชี้ตั้งเรืองแสงสีเหลืองพุ่งเข้ามาเขย่าตัวภัทรอย่างแรง
“ไอ้เวรนั่นมันอยู่ที่ไหน! น้องชาย บอกฉันมาว่าไปเจอมันที่ไหนมา!”
ชายคนนั้นเขย่าตัวเขาแรงมากจนภัทรวิงเวียนศีรษะ จนริศต้องรีบลากตัวชายคนนั้นออกไปแล้วพูดให้สงบสติ
“หยุดเลย! นายต้องใจเย็นก่อน ถ้าแม้แต่เด็กคนนี้รู้ว่าเ้านั่นอยู่ที่ไหน พวกเราคงไม่ต้องใช้เวลาตามหามันจนถึงตอนนี้หรอก”
ชายคนนั้นสงบสติอารมณ์อยู่พักหนึ่ง เส้นผมสีทองที่ชี้ตั้งก็ลู่ลงมา เมื่อได้สติแล้วจึงหันมาพูดกับภัทร
“ฉันขอโทษที พอดีได้รู้เื่ไอ้หมอนั่นแล้วหัวร้อนไปหน่อย”
ภัทรที่พอตั้งสติได้ก็ตอบกลับ “ไม่เป็ไรครับ แค่อย่าเขย่าผมแบบนั้นอีกก็พอ คุณแรงเยอะมากรู้มั้ย ว่าแต่คุณคือใครเหรอครับ แล้วทำไมถึงได้โกรธเกลียดผู้ชายคนนั้นขนาดนี้”เขาหันไปทางริศ
ริศพยักหน้า “ฉันจะอธิบายเอง เ้าหมอนี่ชื่อกรัณย์ ชื่อเล่น ‘กร’ แต่คนเรียกเขาว่า ‘ชีตาห์’ จากอัตลักษณ์ของเขามากกว่า เป็เด็กในสังกัดของเราเอง เพราะชั้นเรียนขึ้นระดับผู้วิเศษระดับสูงจะมีการฝึกงานกับหน่วยงานต่างๆ ชีตาห์เลยมาฝึกงานกับเรา”
“แล้วเกี่ยวอะไรกับชายคนนั้นเหรอครับ”
“หมอนั่นคือพี่ชายของฉันเอง” ชีตาห์ตอบสีหน้าซังตาย
ภัทรหันมามองอย่างรวดเร็วแต่ยังไม่ได้พูดอะไร ริศจึงอธิบายต่อ
“พูดให้ถูกคือญาติผู้พี่ พวกเขาถูกเลี้ยงมาด้วยกัน แต่ชีตาห์และพี่ชายเป็คนตระกูลหลัก และก็เป็ถึงผู้มีความสามารถมากในระดับท็อปรุ่นเยาของตระกูลด้วย
แต่เมื่อสี่ปีก่อนมีการทดสอบคุณสมบัติ เด็กตระกูลสาขามีเด็กคนหนึ่งเกิดมาพร้อมกับพร์ เธอคนนั้นเกิดมาพร้อมรากมนตราเจ็ดเส้น พร้อมธาตุประจำตัวอย่างอัสนีวายุและกระดูกมนตราพยัคฆ์เหยียบเมฆา ทำให้เหล่าผู้าุโลงความเห็นให้เด็กคนนี้เป็ผู้สืบทอด สร้างความไม่พอใจให้กับคนในตระกูลหลักหลายคนรวมทั้งชายคนนั้น
คืนหนึ่ง เขาขโมยศาสตราวุธ ‘กิมกังอสนีวายุ’ แต่ไม่สำเร็จ ได้ไปเพียงส่วนของวายุ หลังจากนั้นมันก็หนีไปเข้าร่วมกับลัทธิฝ่ายมืด”
เธอหยุดพูดแล้วมองภัทรที่ดูเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง
เขาได้ฟังก็นิ่งเงียบก่อนจะพูด “คุณริศครับ เผื่อคุณจะลืมไป ผมเพิ่งเข้าสู่โลกผู้วิเศษวันนี้เลยนะครับ ผมไม่เข้าใจทั้งหมดที่คุณพูดมาเลย”
ชีตาห์ะเิหัวเราะออกมาดังลั่น “เด็กนี่ว่าตลกแล้ว เจ๊ตลกกว่าอีก ฮ่าๆๆๆ”
ริศแก้เขินโดยการตีหลังชีตาห์ไปหนึ่งครั้ง แต่เมื่อเห็นแรงตบของริศ ภัทรถึงกับต้องคิดใหม่ เพราะชีตาห์กระเด็นไปติดกำแพงห้องอีกฝั่งหนึ่ง ริศค่อยๆ ลุกขึ้นมาเอามือทัดผมกับหูก่อนพูด “ขอโทษทีภัทร
ฉันลืมตัวไปนิดนึง”
ชีตาห์ที่ลุกขึ้นมาในสภาพโอดโอยบ่นอุบอิบ “เจ๊เขินทีไรต้องลงไม้ลงมือทุกที ถ้าเป็ผู้วิเศษระดับหนึ่งอาจหลังหักได้เลยนะ ผู้วิเศษสายวารีอะไรแรงเยอะชะมัด”
ริศทำมุมปากยิ้มแต่ไม่ยิ้มตอบ “หรือจะเอาอีกที”
“ไม่ๆ พอแล้ว ขอโทษครับเจ๊” ชีตาห์รีบเดินมากระซิบกับภัทร
“อย่าได้พูดอะไรให้เจ๊อารมณ์ไม่ดีเด็ดขาด เข้าใจมั้ย”
ภัทรได้แต่พยักหน้าเบาๆ แล้วหันไปถามริศ “ว่าแต่ธาตุ กับรากิญญาคืออะไรเหรอครับ”
“โอ้ ฉันกำลังจะอธิบายเธอพอดี” เธอหยิบของในกระเป๋าขึ้นมา ลักษณะเป็ไม้ทรงกลมสีขาวยาวประมาณสิบสองนิ้ว โบกครั้งหนึ่งแล้วพูดเบาๆ
“ออร์ดิเน็ม (Ordinem)”
แสงสีฟ้าอ่อนพุ่งออกจากปลายไม้ไปทางเก้าอี้ที่มุมห้อง เก้าอี้สองตัวเลื่อนออกมาจากมุมห้องให้เธอและชีตาห์นั่งลงอย่างรวดเร็ว
“นั่นคือคทาของผู้วิเศษเหรอครับ” ภัทรถามขึ้น
“เรียกให้ถูกคือไม้กายสิทธิ์ คทาผู้วิเศษนั้นทรงพลังและราคาแพงกว่ามาก เดี๋ยวฉันจะพาเธอไปรับไม้กายสิทธิ์ตามสิทธิ์พื้นฐานของผู้วิเศษทีหลัง”
“ครับ” ภัทรตอบ
“งั้นฉันจะเล่าต่อล่ะนะ อะไรคือผู้วิเศษ... ผู้วิเศษมีองค์ประกอบสามอย่าง โดยไม่จำเป็จะต้องเกิดมาครบทั้งสามอย่างก็ได้ มันเป็ตัวชี้วัดเส้นทางการฝึกเพียงเท่านั้น แต่สิ่งที่จะต้องเกิดมาพร้อมกันกับผู้วิเศษทุกคนเลยก็คือ ‘แก่นมนตรา’
เมื่อเจริญเติบโตขึ้น แก่นมนตราจะแตกแขนงออกมา แขนงของแก่นมนตราจะเรียกว่า ‘รากมนตรา’ เมื่อมีรากมนตรา ร่างกายก็จะดูดซับพลังงานในอากาศได้มากขึ้น รากมนตราจึงกลายเป็ตัวแปรที่บ่งชี้ว่าร่างกายสามารถรับมานาภายนอกได้มากเพียงใด เมื่ออายุครบสิบขวบจะเป็่ที่รากมนตราเติบโตเต็มที่ ทำให้จำแนกถึงพร์โดยกำเนิดได้ด้วยจำนวนแขนง เรียกเป็ ‘เส้น’
โดยทั่วไปผู้วิเศษมักจะมีจำนวนรากอยู่ที่สามเส้น ห้าเส้นจะนับเป็ผู้มีความสามารถ เจ็ดเส้นคือผู้มีพร์ แปดเส้นคือผู้ที่ฟ้าลิขิตมา ส่วนเก้าเส้นคือผู้วิเศษในตำนานที่ไม่พบเห็นมานับพันปีแล้ว ความจริงคือรากมนตราจะทำให้ผู้วิเศษคนนั้นััได้ถึงพลังงานมานาในอากาศมากขึ้น ยิ่งระดับฝึกตนสูงก็ยิ่งต้องใช้เวลามากขึ้น คนที่มีรากมนตรามากจะยิ่งย่นระยะเวลาการฝึกตนได้ จึงนับว่าได้เปรียบผู้วิเศษอื่นมหาศาล”
“แล้วอย่างนี้ผู้วิเศษที่เกิดมากับรากมนตราที่มีแขนงน้อยจะไม่มีทางสู้ผู้วิเศษที่มีรากิญญาแขนงมากได้เลยเหรอครับ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไปหรอกนะ” ชีตาห์อยากมีส่วนร่วมจึงแย่งพูดขึ้นมา “ปกติผู้คนที่รากมนตราน้อยก็ใช้วิธีการดื่มโอสถเพื่อใช้เลื่อนระดับพลังได้เช่นกัน และเป็พื้นฐานของการฝึกตนด้วย ซึ่งในปัจจุบันนอกจากการใช้วัตถุภายนอกแล้ว วิทยาการทางเวทมนตร์ทำให้สามารถ ‘ปลูกรากมนตราเทียม’ ขึ้นมาได้แล้ว โดยสูงสุดตอนนี้ที่มีการค้นพบคือปลูกได้สองเส้น แม้จะเป็รากที่ไม่สมบูรณ์เท่ารากตามธรรมชาติ แต่ก็เพียงพอให้ดูดซับพลังงานได้มากขึ้น”
ริศพูดต่อ “แต่ทั้งสองวิธีนั้นใช้ทองมหาศาล วิธีแรกยังพบเห็นได้ทั่วไป แต่วิธีหลังนอกจากพวกชนชั้นสูงเท่านั้นแหละถึงจะมีปัญญาทำ
ส่วนเื่ ‘ธาตุประจำตัว’ โดยปกติมนุษย์ทุกคนจะกำเนิดมาจากธาตุทั้งห้า คือ ดิน น้ำ ไฟ ไม้ และ ทอง และมักมีหลงเหลือออกมายังจุดกำเนิด ทำให้ผู้วิเศษส่วนใหญ่มักจะมีธาตุพื้นฐานหนึ่งในห้านี้ แต่ก็มีอีกมากที่จะมีธาตุประจำตัวที่ถูกดึงดูดมาจากภายนอกหรือส่งต่อทางสายเื ทำให้เกิดธาตุจากธรรมชาติ คือ ลม สายฟ้า น้ำแข็ง แสง และ เงา
ยิ่งกว่านั้น คนที่มีมากกว่าหนึ่งธาตุก็จะมีความพิเศษมากยิ่งขึ้นไปอีก โดยทั่วไปร่างกายจะมีธาตุประจำตัวเพียงธาตุเดียว และความเข้มข้นบริสุทธิ์ก็จะเพิ่มไปตามจำนวนของรากมนตรา นี่จึงเป็เหตุผลว่าทำไมรากมนตราถึงสำคัญ เพราะการที่ผู้คนจะัักับเวทมนตร์ธาตุชั้นสูงได้จำเป็ต้องพึ่งรากมนตรา
และอย่างที่สาม คิดว่าคงไม่เกี่ยวข้องกับเธอหรอกเพราะส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดกับผู้วิเศษจากฝ่ายสามัญ”
“มันคืออะไรครับ” ภัทรถาม
“มันก็คือ... โลหิตมนตรา”
“โลหิตมนตรา คืออะไรเหรอครับ” ภัทรถามอย่างสนใจ
ชีตาห์แย่งพูดบ้าง “โลหิตมนตรา คือสายเืผู้วิเศษที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษที่ได้รับของวิเศษมาจากเผ่าพันธุ์ดึกดำบรรพ์ และสามารถส่งต่อได้ทางสายเื ยกตัวอย่างเช่น...”
ชีตาห์ยกมือขึ้นมา จู่ๆ ปลายนิ้วก็มีความเคลื่อนไหว เล็บค่อยๆ ยาวขึ้นกลายเป็กรงเล็บแหลมสีขาว มีปุ่มเนื้อปูดออกมาจากฝ่ามือ ทรงผมก็งอกยาวเปลี่ยนรูปทรงคล้ายหูของสัตว์
“ชีตาห์พอแล้ว เดี๋ยวสัญญาณเตือนก็ดังอีก” ริศเตือน
“ก็ได้ครับเจ๊” เขากางมืออีกครั้ง มือก็ค่อยๆ กลับกลายเป็มืุ์เหมือนเดิมก่อนจะเล่าต่อ “ตระกูลของฉันได้รับสืบทอดพลังของ ‘พยัคฆ์หมื่นทิวา’ มา จึงสามารถจำแลงร่างเทียมที่เกี่ยวกับสัตว์อสูรสายพันธุ์เสือกับฝึกเคล็ดวิชาของพยัคฆ์ได้ แต่ก็ไม่ต้องอิจฉาไปหรอก มันก็ไม่ได้พิเศษขนาดนั้น”
ชีตาห์กลัวภัทรจะหดหู่ เพราะในความเป็จริงการมีโลหิตมนตราเองก็ใช่ว่าคนในตระกูลทุกคนจะมีได้ ดังนั้นผู้ที่มีโลหิตมนตราที่เข้มข้นพอถึงจะมีความพิเศษอย่างมากในด้านกำลังรบ จึงพูดปลอบใจไปเล็กน้อย
ชีตาห์อยากพูดปลอบอีกสักหน่อยจึงนึกเื่หนึ่งขึ้นมาได้และพูดขึ้น “แม้ว่านายจะไม่มีโลหิตมนตรา แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอย่างที่สี่นะ”
“มันคืออะไรเหรอครับ” ภัทรเองก็คิดว่านี่อาจเป็คำปลอบใจของชีตาห์ แต่เขาเองก็อดอยากมีพลังพิเศษแบบคนอื่นบ้างไม่ได้
“มันคือ ลักษณ์มนตรา”