ตอนที่19 มันควรหมดยุคคลุมถุงชนได้แล้ว
“ขายยังไงคะ?”
ณิชาปราดเข้าไปหาร้านขายผลไม้ดองที่มีกลิ่นเฉพาะของมันซึ่งเรียกน้ำลายของณิชาให้เอ่อล้นขึ้นมาทันใด จนต้องกลืนน้ำลายเป็ระยะด้วยความอยากกินเธอถามราคาและจำนวนกับคนขายอย่างกระตือรือร้น
ชายหญิงสูงวัยที่เป็คนขายยิ้มให้เธออย่างยินดีพลางตอบกลับว่า
“ไม่แพงหรอกแม่หนูแต่ละอย่างราคาเท่ากัน ขายเป็ถุง ถุงเล็กหนึ่งหยวน ถุงใหญ่สามหยวน”
ณิชาตาโตเป็ประกายในราคาที่ไม่แพงพลางรู้สึกน้ำลายสอมากขึ้น ซึ่งผลไม้ดองมีทั้งมะม่วงดอง พุทราดอง องุ่นดองฝรั่งดอง และพลับดอง ยังไม่รวมผลไม้อบแห้งอีกหลากหลายชนิดทว่าเธอเลือกเฉพาะกลุ่มผลไม้ดองทั้งห้าชนิดเท่านั้น
“ขอผลไม้ดองถุงเล็กทุกอย่างค่ะนี่ค่ะเงินสิบหยวน”
ณิชาแจ้งรายการที่ตน้าก่อนจ่ายเงินเป็ธนบัตรสีน้ำเงินสิบหยวนเพราะไม่มีธนบัตรห้าหยวนโดยหญิงชราทอนเงิน
ให้เธอเป็ธนบัตรสีม่วงห้าหยวนหนึ่งใบ เธอยื่นมือรับเงินทอนและผลไม้ดองอย่างยินดีแล้วใช้ไม้จิ้มผลไม้เข้าปากทันทีอย่างไม่เกรงใจ
ท่าทางรีบกินของณิชาเรียกเสียงหัวเราะจากหญิงชราทันใดว่า“เอ๊! แม่หนูนี่ท่าจะท้องกระมัง กินสดๆแบบนี้ไม่เข็ดฟันหรือ?”
ณิชายิ้มเขินอายพลางตอบกลับตามจริงว่า“ค่ะ ท้องอ่อนๆ อยู่ เลยอยากกินของเปรี้ยวค่ะ”
เธอไม่เป็กังวลกับข่าวลับของตัวเองเพราะถือว่าชายหญิงชราล้วนเป็คนแปลกหน้าสำหรับเธอซึ่งไม่จำเป็ต้องทำความรู้จักลึกซึ้งมากมายฉะนั้นจึงกล้าที่จะบอกความจริงอย่างไม่กังวล
จากนั้นณิชาเดินเข้าร้านอินเทอร์เน็ตโดยได้รับคำเตือนอย่างไม่พอใจจากพนักงานร้านซึ่งพูดกับเธออย่างตรงไปตรงมาว่า
“นี่คุณคะเอาของกินเข้ามาแบบนี้ไม่เหมาะสมนะคะ หากทำอุปกรณ์ของเราเปื้อนหรือสกปรกคุณต้องจ่ายเงินเพิ่มนะคะ”
ณิชายิ้มรับอย่างเข้าใจเพราะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บอบบางต่อของกินหรือน้ำรวมทั้งวัสดุบางอย่างอาจชำรุดเสียหายจากของกินดื่มได้เธอไม่ได้ตอบโต้แต่พูดรับรองอย่างจริงจังว่า
“ตกลงค่ะฉันยินดีให้ปรับหากทำสกปรก แต่ฉันรับรองว่าจะไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาด”
พนักงานร้านเห็นว่าณิชาตอบรับเงื่อนไขพิเศษแต่โดยดีจึงยอมปล่อยให้เธอเข้ามาเล่นอินเทอร์เน็ตอย่างไม่เต็มใจพลางหันหน้าไปซุบซิบกับเพื่อนร่วมงานอีกคนให้จับตามองณิชาเป็การเฉพาะว่า
“นี่เสี่ยวเกานายดูยัยคนสวยให้ดีนะ อย่าให้เธอทำคีย์บอร์ดหรืออุปกรณ์คอมของพวกเราเสียหายละไม่งั้นถูกเถ้าแก่บ่นแน่ๆ”
“เข้าใจแล้วไม่ต้องเป็ห่วง ผมจะเฝ้าดูเป็อย่างดี” เสี่ยวเการับปากเพื่อนร่วมงานอย่างเข้าใจ
ณิชาเลือกที่นั่งค่อนข้างสะดวกและกว้างขวางพอในการวางของกินเธอกินมะม่วงดองให้เสร็จเรียบร้อยก่อน พร้อมกับนำขยะไปทิ้งนอกร้านก่อนที่จะกลับมาพิมพ์งานอย่างรวดเร็ว เธอพบว่าทักษะการพิมพ์ของเธอเร็วขึ้นกว่าคราวก่อนโดยไม่รู้สึกถูกดูดพลังหายลับไปเหมือนเช่นเคยสร้างความยินดีให้กับเธอเป็อย่างยิ่ง ทว่าเธอไม่ประมาทอีกจึงเลือกที่จะพิมพ์ช้าๆเพื่อลดพลังงานลง
“ดีจริงที่มือฉันพิมพ์ได้เร็วกว่าเดิมแสดงว่าทักษะมือกลของฉัน ใกล้จะกลับคืนมาแล้วใช่ไหม?”
ณิชาถามตัวเองด้วยตาเป็ประกายอย่างยินดีเธอคาดหวังงว่าทักษะมือกลจะกลับคืนมาในเร็ววันเพราะมั่นใจว่าทักษะนี้จะช่วยให้เธอสร้างรายได้ รวมถึงการเขียนโปรแกรมขั้นสูงได้ง่ายขึ้น
เริ่มแรกณิชาพิมพ์คำสั่งเขียนโปรแกรมใหม่ในการสืบค้นหาคนแซ่เทียนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าขายโบราณวัตถุเมื่อทำเสร็จเธอรีบกินพุทธาดองต่อด้วยฝรั่งดอง แล้วนำขยะไปทิ้งนอกร้านอย่างรู้งาน
“เสร็จเสียทีโปรแกรมค้นหาหวังว่าโปรแกรมใหม่นี้ จะช่วยให้ฉันตามหาคนที่้าพบนะ กินเพิ่มพลังต่อดีกว่าจะได้เอาขยะไปทิ้ง หากถูกปรับมากเกินไป เดี๋ยวเงินฉันจะลดเร็วจนหาเพิ่มไม่ทัน”
พฤติกรรมของณิชาที่ใส่ใจต่อความสะอาดของโต๊ะคอมพิวเตอร์ทำให้พนักงานของร้านเริ่มสบายใจและคลายความกังวลมากขึ้น
ณิชารู้สึกว่าการได้กินของเปรี้ยวช่วยทำให้ตนเองมีพลังขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัวเธอสามารถพิมพ์คำสั่งได้เร็วขึ้น ทว่ายังช้ากว่าทักษะมือกลอยู่มาก
“อยากให้ทักษะมือกลกลับคืนมาเร็วๆจังเลย ฉันจะได้รีบทำงานหาเงินเสียที”
ณิชาบ่นพึมพำขณะกำลังพิมพ์คำสั่งค้นหาวิธีสร้างรายได้ทันใดนั้นเธอเหลือบมองเห็นข่าวประกาศขายโบราณวัตถุของเด็กวัยรุ่นชายคนหนึ่งเป็โพสต์ในบัญชีส่วนตัวที่มีคนเข้าไปดูไม่กี่ร้อยคนทว่าภาพของโบราณวัตถุนั้นดึงดูดความสนใจจากเธอเข้าอย่างจังเนื่องจากเป็แจกันลายครามที่มีลวดลายและขนาดเหมือนกับสินค้าที่เธอเพิ่งทำการประเมินไปเมื่อไม่นานมานี้เอง
“เอ๊! ทำไมแจกันโบราณนี้? ถึงได้เหมือนกับที่ฉันประเมินไปหรือว่ามันจะเป็ของจริง?” ณิชาพึมพำอย่างไม่แน่ใจ
อย่างไรก็ตามเธอรู้สึกหัวใจเต้นแรงอย่างมีความหวังเนื่องด้วยราคาที่เด็กหนุ่มตั้งไว้มีราคาแค่สองหมื่นหยวนเท่านั้นประการสำคัญคือมันมีรูปลักษณ์คล้ายแจกันที่เธอเพิ่งประเมินไปแล้วพบว่าเป็ของปลอมฉะนั้นแจกันโบราณของเด็กหนุ่มมีโอกาสเป็ของจริงได้มากกว่าครึ่ง
ณิชาบันทึกที่อยู่ของเด็กหนุ่มลงในโทรศัพท์ตนเองพร้อมกับค้นหาพิกัดที่อยู่ของเขาเพื่อติดต่อเจรจา จากนั้นเธอตัดสินโทรหาเขาทันทีเพราะกังวลว่าจะมีคนอื่น่ชิงสินค้าตัวนี้ไปก่อนตนเอง
ครู่หนึ่งมีเสียงของเด็กหนุ่มปลายสายรับโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงกังวลว่า“สวัสดีครับ”
“สวัสดีค่ะฉันชื่อเทียนอู๋เหยานะ ฉัน้าพบคุณ เพราะเห็นโพสต์ที่คุณประกาศขายแจกันพวกเราสะดวกพบกันที่ไหนดี?”
ปลายสายตอบกลับมาอย่างกระตือรือร้นเขาพูดอย่างเร่งรีบว่า “งั้นไปพบผมที่โรงพยาบาลฟิวเจอร์เลยครับ ผมจะนำไปด้วย”
“ตกลงอีกครึ่งชั่วโมงเจอกันค่ะ” ณิชาตอบกลับอย่างยินดี
นั่นเป็เพราะว่าเธอพิมพ์คำสั่งตรวจสอบพิกัดที่อยู่ของโรงพยาบาลฟิวเจอร์ไปพร้อมกับการโทรหาเด็กหนุ่มซึ่งพบว่าอยู่ไม่ไกลเกินไปนัก โดยใช้เวลานั่งแท็กซี่ไปถึงโรงพยาบาลไม่เกินครึ่งชั่วโมงจึงตอบรับอย่างสบายใจ
เมื่อจัดการภารกิจได้สำเร็จหนึ่งอย่างทำให้ณิชาต้องรีบออกจากร้านไปก่อนที่จะได้ทำภารกิจหาเงินด้วยวิธีอื่นเพราะเธอรับนัดกับเด็กหนุ่มไปก่อนแล้วจึงไม่้าผิดนัดให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดีต่อตนเอง
โชคดีที่ร้านอินเทอร์เน็ตนี้ไม่ใช่ร้านในเครือของจ้าวหลงทำให้จ้าวหลงไม่ได้พบความผิดปกติเกี่ยวกับโปรแกรมที่ณิชาแอบฝังไว้ในเครื่องแต่อย่างใด
..........
ด้านจ้าวหลงที่เดินทางมาถึงคฤหาสน์ของจ้าวเฟยเทียนแล้ว
เวลานี้เขายืนอยู่ในห้องนอนของปู่ซึ่งป่วยกะทันหันจากอากาศเปลี่ยนแปลงเพราะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวโดยปู่เขามักมีอาการภูมิแพ้บ่อยครั้ง รวมทั้งเพิ่งผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจากอาการป่วยที่หมอวินิจฉัยว่าเป็โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ไม่นานมานี้
“ปู่เรียกหาผมหรือครับ?”จ้าวหลงสอบถามปู่ตนเองอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ
“ใช่พวกแกออกไปก่อน ฉันอยากคุยกับเสี่ยวหลงตามลำพัง”
จ้าวเฟยเทียนโบกมือไล่ลูกชายทั้งสองของตนเองที่เดินมาพร้อมกับหลานชายให้ออกไปเนื่องจากเขา้าสนทนาเื่สำคัญกับจ้าวหลงทำให้จ้าวเฟยเจินและจ้าวเฟยิส่งเสียงฮึดฮัดอย่างไม่พอใจก่อนที่จะเดินออกไปจากห้องอย่างไม่เต็มใจ
เมื่อเห็นว่าทุกคนออกไปจากห้องนอนของตนเองแล้วจ้าวเฟยเทียนกวักมือเรียกให้จ้าวหลงเข้ามาใกล้ตนเอง ก่อนกระซิบเสียงเบาบอกบางอย่างซึ่งทำให้จ้าวหลงตื่นใทันทีว่า
“ปู่คิดว่ามีคนนำเครื่องดักฟังมาติดไว้ หลานลองหาดูสิ”
สายตาที่จริงจังของปู่ทำให้จ้าวหลงพยักหน้าตอบรับคำสั่งอย่างเข้าใจเขาเดินสำรวจรอบห้องนอนปู่อย่างละเอียดพร้อมกับเดินไปล็อกประตูห้องนอนไว้อย่างแ่เบาเพราะไม่้าให้มีคนเข้ามาขัดขวางการตรวจสอบเนื่องจากเขาเข้าใจปัญหาภายในตระกูลเป็อย่างดีเป็ปัญหาที่เกิดจากความโลภและอิจฉาของคนซึ่งเป็สันดานยากที่จะแก้ไขได้
จนกระทั่งเขาพบสิ่งผิดปกติในแจกันดอกไม้ประดิษฐ์ซึ่งมีแสงกระพริบบางเบากระทบเข้ากับหางตาของเขาพอดีเมื่อเห็นสิ่งผิดปกติที่เกิดจากการสังเกตของปู่ตนเองแล้วทำให้จ้าวหลงหรี่ตามองเครื่องดักฟังครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจหันหลังเดินกลับไปหาปู่เขาหยิบกระดาษและดินสอจากโต๊ะอ่านหนังสือของปู่ติดมือมาด้วย
จากนั้นจ้าวหลงไปนั่งเก้าอี้ข้างเตียงของปู่แล้วลงมือเขียนบางอย่างให้ปู่อ่านแทนการพูดระหว่างกัน
‘ผมคิดว่ามีคนในตั้งใจทำเราปล่อยไปก่อนดีกว่า อย่าเพิ่งตีหญ้าให้งูตื่นเลยครับ’
จ้าวเฟยเทียนอ่านข้อความที่หลานชายตั้งใจเขียนสื่อสารกับตัวเองเขาพยักหน้ารับรู้แล้วส่งสัญญาณตอบกลับเป็เชิงตอบตกลงซึ่งจ้าวหลงรับรู้ได้ทันทีว่าเขาต้องเป็คนดำเนินการหาผู้ต้องสงสัยต่อไป
จากนั้นจ้าวหลงพูดเื่การดูแลสุขภาพของปู่อย่างเป็กันเองเหมือนกับไม่ได้รับรู้ว่ามีการดักฟังซึ่งปู่ให้ความร่วมมือร่วมแสดงละครอย่างเข้าใจ
สักพักหนึ่งจ้าวหลงเขียนส่งสัญลักษณ์ให้ปู่เขียนบางอย่างที่้าพบเขาลงในแผ่นกระดาษที่เหลือโดยข้อความที่ปู่เขียนมีใจความสำคัญดังนี้
‘เสี่ยวหลงช่วยตามหาทายาทของเหลาหั่วด้วยปู่เชื่อว่าตระกูลเทียนสายหลักจะยังเหลืออยู่พวกเราต้องช่วยพวกเขาทำภารกิจสำคัญให้สำเร็จจงได้ งานนี้สำคัญมาก อย่าบอกให้ใครรู้เด็ดขาด’
จ้าวหลงขมวดคิ้วสงสัยในข้อความที่มาจากปู่ทว่าเขาจำเป็ต้องพยักหน้ารับอย่างเข้าใจเนื่องด้วยหากไม่ใช่เื่สำคัญและจำเป็ขนาดคอขาดบาดตายปู่จะไม่กำชับเื่การสื่อสารกับคนอื่นอย่างแน่นอนถึงแม้ว่าเขาจะสงสัยในการตายและการล่มสลายของตระกูลเทียนสายหลักก็ตาม
จ้าวหลงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจแล้วพูดคุยเื่งานของเขาให้ปู่ฟังอย่างจริงจังว่า
“ผมว่าจะลาออกแล้วนะครับงานหนักเหลือเกิน ผมแทบไม่มีเวลาว่างกลับมาหาปู่เลยแล้วยังจะบังคับให้ผมแต่งงานอีก ผมไม่เอาหรอกครับ ผมเห็นเจียอีเป็แค่น้องสาวเท่านั้น”
“แกก็อายุพอสมควรแล้วนี่นาพ่อแม่แกก็มีสัญญากับอีกฝ่ายมาก่อน คงยกเลิกยากอยู่หรอก แกก็แต่งๆ ไปเหอะน่าอยู่กันไปก็รักกันเองแหละ”
“ไม่เอาครับมันควรหมดยุคคลุมถุงชนได้แล้ว หากใครชอบเจียอีก็ควรให้เขาแต่งแทนผมสิจะมาบังคับผมทำไม?”
จ้าวหลงจงใจใช้เสียงดังพูดถึงการเปลี่ยนตัวคู่หมั้นเพราะเขารู้ดีว่าญาติผู้น้องซึ่งเป็ลูกชายของอารองนั้นหลงรักหยางเจียอีมาั้แ่เด็กแล้ว ทว่าฝ่ายหญิงกลับหลงรักเขาแทนอีกฝ่ายจนกลายเป็รักสามเส้าที่เขาไม่้าสักนิด อนึ่งเขาเห็นหยางเจียอีเป็แค่น้องสาวตนเองเท่านั้น
“เฮ้อ! ก็เจนนี่ไม่ได้ชอบเสี่ยวปินนี่นาแล้วจะให้ฝ่ายหญิงเปลี่ยนใจจากแกก็คงยาก ส่วนฉันยังไงก็ได้ แค่ให้มีทายาทสืบต่อก็พอ”
ปู่พูดขึ้นอย่างเข้าใจในเหตุการณ์รักสามเส้าของหลานชายเป็อย่างดีเขาได้แต่ถอนหายใจกับปัญหาโลกแตกที่ไม่รู้ว่าจะมีทางออกเช่นไร
“ผมจนจะตายทำงานก็ได้เงินเดือนไม่เยอะ จะมีเงินมากพอให้เจียอีไปชอปปิงได้หรือ? ที่สำคัญคือผมไม่ได้รักเจียอีเลย”
จ้าวหลงจงใจบ่นเสียงดังเื่หน้าที่การงานของตนเพราะเงินเดือนข้าราชการทหารที่ไม่ได้มีมากมายย่อมใช้เป็ข้ออ้างเื่การดูแลฝ่ายหญิงได้รวมทั้งเขา้าให้ศัตรูในที่ลับเปิดเผยตัวตน แทนการที่เขาจะต้องลงมือเอง เนื่องจากเขาไม่้าใช้วิธีรุนแรงกับคนในครอบครัวหากไม่จำเป็จริงๆ
“เอาเหอะแกค่อยไปพูดกับพ่อแกเอง ปู่จะนอนพักละ ลงไปกินข้าวเสีย”
จ้าวเฟยเทียนโบกมือไล่หลานชายที่เริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆซึ่งเขาเข้าใจเป็อย่างดีว่าหลานชาย้ากระตุ้นอีกฝ่ายให้เปิดเผยตัวตนออกมาทว่าเขาไม่้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวเื่ความรักของหนุ่มสาวอีกจึง้าความสงบเพื่อพักผ่อน