“นีเอาซองเอกสารนี่ไปเก็บในตู้เซฟให้พี่หน่อย พอดีพี่จะรีบไปดูงานที่เหมือง รหัสตู้เซฟสองศูนย์สองสองหกเก้านะ”
“.........”
เตชินีมองดูซองเอกสารที่ถืออยู่ในมือเรียวเล็ก พลางคิดถึงคำพูดของจิรกิตติ์ ที่พอกลับมาถึงก็ยื่นซองเอกสารให้เธอ แล้วรีบออกจากบ้านไปอีกครั้ง ตามที่บอกว่าจะไปดูงานที่เหมือง เธอไม่เข้าใจเขา ทำไมเขาเปิดเผยรหัสตู้เซฟให้เธอรู้ นี่เป็นเพราะความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือเป็นเพราะเขาอยากจะลองใจเธอ
‘จะอะไรก็ช่างเถอะ หากเราสุจริตใจซะอย่างก็ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัวอยู่แล้วนี่ ไม่ว่าเจตนาที่เขาจะเป็นเพราะเชื่อใจหรือลองใจเราก็ตาม’
เตชินีพร่ำพูดกับตัวเองอยู่ภายในใจ อย่างที่ตัวเธอรู้ตัวเองอยู่แล้ว ว่าเป็นคนแบบไหน ซื่อสัตย์ และไว้ใจได้มากน้อยแค่ไหน จึงไม่มีอะไรที่จะต้องกลัว หากว่านี่จะเป็นการลองใจก็ตามที
เตชินีถือซองเอกสารเดินขึ้นบันไดไปยังห้องทำงานของจิรกิตติ์ ที่อยู่ชั้นบนของบ้าน เธอเข้ามาอยู่ภายในห้องทำงาน แล้วเดินไปหยุดอยู่หน้าตู้เซฟที่ติดอยู่กับผนังห้อง
ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ
แกร๊ก......
มือเรียวเล็กยื่นไปกดปุ่มหมายเลขตามที่จิรกิตติ์บอกมา ตู้เซฟเปิดออก เตชินีเห็นทั้งเอกสารสำคัญ ทั้งของมีค่า ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่อง ทองคำแท่ง เครื่องประดับเพชร นาฬิกาเรือนหรู และเงินสดหลายๆปึกวางอยู่ในแต่ละชั้นของตู้เซฟ
เงินสดหลายปึกที่เห็น รวมๆแล้วน่าจะเกินหนึ่งล้านบาท เตชินีรู้ว่าจิรกิตติ์ร่ำรวยมาก หากจะพูดว่าเขาเป็นเศรษฐีในแถบนี้ ก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะเขามีธุรกิจหลากหลายอย่าง ทั้งเหมือง ทั้งบริษัทและทั้งโรงงานผลไม้กระป๋อง
“หาเงินมาให้ฉันตามที่ฉันต้องการให้ได้ แล้วอาทิตย์หน้าฉันจะโทรหาเพื่อเอาเงิน”
คำพูดของญาณุสาดังแว่วเข้ามาในหัว ซึ่งเหลืออีกแค่ไม่กี่วันก็จะถึงวันที่ญาณุสาบอกว่าจะมาเอาเงินแล้ว แต่เตชินียังได้เงินไม่ครบห้าแสนบาทเลย เธอไปหายืมใครก็ไม่ได้ เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์ ของมีค่าอะไรที่จะเอาไปเป็นหลักประกัน
“หรือว่าเราจะขอยืมเงินจากพี่กิตติ์ เอาไปให้พี่สาก่อน แล้วเราค่อยหาเงินมาใช้คืนให้พี่กิตติ์ทีหลัง แต่ถ้าเราพูดกับพี่กิตติ์ พี่กิตติ์จะให้เรายืมไหมนะ?”
ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องมองดูเงินสดหลายปึกในตู้เซฟ ปากบางจิ้มลิ้มพร่ำพูดกับตัวเองไปด้วย ซึ่งในความรู้สึกของเตชินี ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เวลาที่ญาณุสาขอความช่วยเหลือใดๆ เตชินีจะยอมช่วยเหลือทุกอย่างอย่างเต็มที่ ไม่เคยมีสักครั้งที่จะไม่ช่วย
มาครั้งนี้ก็เหมือนกัน ที่เตชินีพยายามหาเงินห้าแสนบาท เพื่อเอาไปให้ญาณุสาอย่างสุดกำลัง ถึงแม้จะไม่รู้เลยว่าญาณุสาจะเอาเงินจำนวนนี้ไปทำอะไรก็ตามที และโดยไม่คิดว่าภายภาคหน้าตัวเองจะเดือดร้อน จากการที่จะต้องหาเงินมาใช้หนี้
“........”
เตชินีนิ่งครุ่นคิด ปากบางจิ้มเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรงอยู่หน้าตู้เซฟสักพักใหญ่ๆ จึงค่อยคลายออก แล้วยื่นซองเอกสารที่ถืออยู่ในมือเรียวเล็ก เข้าไปจัดเก็บไว้ในตู้เซฟ ชั้นที่จิรกิตติ์ใช้จัดเก็บเอกสารสำคัญ
วางซองเอกสารไว้แล้ว เตชินียื่นมือเรียวเล็กไปหยิบเงินสดปึกหนึ่งขึ้นมา ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องมองเงินสดปึกที่ถืออยู่นั้นนิ่งเงียบอยู่เช่นนั้น
‘นี่เราจะทำอะไร จะบ้าไปแล้วหรือยังไง’
เตชินีเตือนสติตัวเองอยู่ภายในใจ เธอไม่ใช่คนประเภทที่จะหยิบฉวยเงินของใครไปโดยไม่บอกกล่าวเจ้าของ และไม่ใช่คนโลภมากอยากจะได้เงินของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง ดังนั้นเธอจึงนำเงินสดปึกที่หยิบขึ้นมากลับไปวางไว้ในตู้เซฟตามเดิม
เตชินีปิดตู้เซฟเรียบร้อย จึงเดินออกจากห้องทำงานของจิรกิตติ์ ซึ่งเธอไม่รู้เลยว่าในห้องทำงานมีกล้องวงจรปิดแอบซ่อนเอาไว้ การกระทำดังกล่าวของเตชินี จิรกิตติ์เห็นหมดทุกอย่างทางโทรศัพท์มือถือ
“เฮื่อออออ......”
จิรกิตติ์เห็นเตชินีหยิบเงินสดขึ้นมาก่อนหน้านี้ ถึงกับจ้องมองเขม็ง จนคิ้วเข้มหนาขมวดเข้าหากัน ภายในใจภาวนาขอให้เตชินีอย่าเป็นเหมือนญาณุสา แต่พอเห็นเตชินีนำเงินสดเก็บใส่ในตู้เซฟตามเดิม จิรกิตติ์ถึงกับถอนหายใจออกมาแรงๆ
ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะบอกว่าเขาเชื่อใจเตชินีแล้ว แต่เรื่องเงินๆทองๆไม่เข้าใครออกใคร ขนาดเพื่อนสนิท หรือแม้ทั่งญาติพี่น้องตัวเองแท้ๆยังบาดหมางกันเรื่องเงินเลย ดังนั้นเขาจึงอยากจะรู้ว่า หากเตชินีเห็นทรัพย์สินเงินทองอยู่ตรงหน้า จะหยิบฉวยไปโดยไม่บอกหรือไม่ และผลก็เป็นไปตามที่เห็น
๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗๔๗