"เงาจันทราทอเงาเงียบกลางห้วงเหมันต์มิเอื้อนเอ่ย
กระจกเจินสะท้อนเฉลยพยากรณ์เผยใต้หล้าไกล...
ดาราพริบหล้าแลหม่นแว่วเสียงกลคำฟ้าดลหมาย
หนึ่งเงาจิตหนึ่งทางใจบ่มเพาะในเงา…เซียนเปิดทาง...
คำภีร์อยู่ชั้นเมฆล่องผู้ใดมองเห็นจิตทั้งกลาง
แม้มารแม้เทพเหินห่างสุดท้ายมรรคา…ย่อมคืนใจ"
หมอกจางเริ่มคลี่คลุมผืนดินยามเช้า แสงแรกของวันลอดผ่านยอดไม้โบราณ ทอแสงอ่อนลงบนใบหน้าเรียบนิ่งของเฉินฟูฟู่ ผู้ซึ่งยืนอยู่หน้าผาหินกลางดินแดนต้องห้าม สายลมยามเช้าพัดพาเสียงกระซิบแ่เบาของิญญาเร้นลับราวกับบทเพลงจากฟากฟ้าไกลโพ้น
เถาฟายืนเคียงข้างเขา ั์ตาสะท้อนความมุ่งมั่นและวังเวงในคราเดียวกัน สองร่างผู้มีชะตาพันผูกกับฟ้าเบื้องบน ต่างรับรู้ว่าหนทางเบื้องหน้า... จะมิใช่เื่ง่ายเสียงของอาจารย์เฒ่าเกาจินซึ่งปรากฏขึ้นในค่ำคืนก่อน ยังดังก้องในห้วงจิต
ถ้อยคำนั้นเสมือนคำปลุกเร้าที่ผลักดันให้พวกเขาย่างก้าวไปยังเบื้องลึกของหุบผาหลืบซึ่งไม่มีชื่อบนแผนที่โลกใด ทว่าภายใต้ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลับมีพลังอันเร้นลับซ่อนอยู่
เมื่อเดินลึกเข้าไปในถ้ำโบราณแห่งหนึ่งที่ฝังตัวอยู่ใต้ผาใหญ่ เฉินฟูฟู่พบกับแสงสว่างริบหรี่ซึ่งส่องออกมาจากแท่นหยกกลางถ้ำ แสงนั้นมิได้มาจากแสงธรรมชาติ แต่มาจาก “กระจกั” สมบัติล้ำค่าที่เล่ากันว่าถูกสร้างขึ้นโดยเซียนโบราณในยุคแรกเริ่มของ์และโลกมนุษย์
มันมิใช่กระจกธรรมดา... แต่เป็ “กระจกจิตเจิน” กระจกเซียนที่บรรจุิญญารู้คิดไว้ภายในแท่นหยกขยับเพียงเล็กน้อย เสียงคล้ายสายธารแห่งหมื่นกาลเวลาดังแว่วมา และในฉับพลัน ผิวหน้ากระจกจิตเจินก็เปล่งประกายจาง ๆ ภายในแสงสะท้อน ปรากฏเงาร่างของเฉินฟูฟู่และเถาฟาอยู่กลางหมู่ดาราไร้สิ้นสุด
“ผู้ใด...กล้าปลุกข้าจากห้วงนิทรานับหมื่นปี?” เสียงหนึ่งดังกังวานอยู่ในหัวใจ ไม่ผ่านโสตประสาทแต่กลับได้ยินชัดเจน
เฉินฟูฟู่ก้าวไปข้างหน้า ประสานมือคารวะแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ข้าคือเฉินฟูฟู่ ผู้ถือชะตาแห่งแผ่นดินใต้หล้า บัดนี้ปรารถนารับรู้เส้นทางสู่คำภีร์วิถีเซียน เพื่อหยุดยั้งหายนะจากฟากฟ้าที่กำลังจะมาเยือน”
เงาสะท้อนในกระจกเปล่งแสงขึ้น ดวงตาของกระจกที่ปรากฏบนผิวกระจกนั้นกลับดูราวกับมีชีวิต มันจับจ้องมองเข้าไปในจิติญญาของผู้เอ่ยคำร้องขอ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ประหนึ่งมหามรรคาแห่งธรรมะโบราณ
เฉินฟูฟู่หลับตาลง... ใจจดจ่อ เงาสะท้อนในกระจกกลายเป็ภาพแห่งห้วงเวลาเก่าแก่ ปรากฏภาพพญามารนามว่า ซูเมิ่งหาน แห่งยุคเทพา กำลังต่อสู้กับนักพรต์ผู้แบกคำภีร์วิถีเซียนไว้บนหลัง ภาพนั้นเลือนลางราวกับความฝันของชาติภพก่อน
ทันใดนั้น เสียงแว่วในห้วงเงาก็ดังขึ้น
ภาพเปลี่ยนฉับพลัน เผยเส้นทางผ่านภูผามืด กลุ่มหมอกพิษ วังิญญา และด่านอาคมโบราณ กระจกสะท้อนแสงเจิดจ้า ทิ้งรอยแผนที่ลางเลือนในห้วงจิตของเฉินฟูฟู่
“นั่นคือเส้นทางที่พวกเราต้องไปหรือ?” เถาฟากระซิบ กระจกจิตเจินเอ่ยอีกครา ราวกับมองเห็นความลังเลในใจมนุษย์
ทันใดนั้น ภายในเงาสะท้อนกระจก เฉินฟูฟู่กลับเห็นภาพของตนเองในชุดดำ ทว่าเต็มไปด้วยความมืดที่ไหลวนอยู่รอบกาย ไม่ใช่เงา แต่คือส่วนหนึ่งในใจเขาเอง ความโกรธ ความแค้น ความเ็ปในอดีตล้วนมารวมอยู่ที่นี่
เขากำมือแน่น “ข้าจะไม่ให้ความมืดนั้นควบคุมข้าอีก”
แสงจากกระจกสว่างวาบ ก่อนที่เงาดำจะสลายไปทีละน้อย ทิ้งไว้เพียงตนเองผู้มีจิตมั่นแน่ว
“เ้าผ่านบทแรกแห่งเงาจิตแล้ว” กระจกจิตเจินกล่าว
“จากนี้...จงเดินตามเส้นทางที่ข้าจะมอบให้ เ้าอาจพบผู้เฝ้าประตูแต่ละด่าน อาจพบผู้หลงทางที่เคยไล่ตามคำภีร์เช่นเ้า และอาจพบ...ความจริงของดวงชะตา ที่เ้ามิเคยคาดคิด”
พร้อมคำพูดนั้น กระจกค่อย ๆ สลายเป็ผงแสง กลายเป็แสงสว่างที่ไหลเข้าสู่ดวงจิตของเฉินฟูฟู่ ภาพเส้นทางสลักชัดในห้วงปัญญา
เมื่อแสงจางลง เหลือเพียงแท่นหยกว่างเปล่า เถาฟาหันมามองเฉินฟูฟู่
“เ้ารู้หรือไม่... ดวงตาของเ้าตอนนี้ มั่นคงเสียยิ่งกว่าคราใด”
เฉินฟูฟู่ไม่ตอบ กลับหันไปมองสู่ปลายถ้ำ ราวกับมองเห็นเส้นทางอันยาวไกลที่ทอดอยู่เบื้องหน้า
เขายกมือขึ้น ลูบหน้าอกเบา ๆ พลางกล่าว
“คำภีร์วิถีเซียน...ข้าจะหามันให้พบ เพื่อโลกนี้ เพื่อข้า... และเพื่ออนาคตที่ไม่ถูกลิขิตโดยผู้ใด”
"เงาสะท้อนที่แท้ มิได้อยู่ในกระจกใด แต่มันสะท้อนอยู่ในใจ...
ผู้ที่กล้ามองตรงไปในความมืดของตนเอง
จึงคือผู้ที่พร้อมจะเดินสู่แสงแห่งมรรคา"
Wisan-Mars