The Legend of Altea: โลกเวทมนตร์แห่งเทพธิดา

    ตอนที่139 บุกดันเจี้ยน42 (ไฮโรกริฟ)

              หญิงสาวทั้ง3คนต่างวิ่งไปเรื่อยๆสลับกับใช้ประตูเทเลพอร์ต

              เส้นทางที่อยู่นี้เต็มไปด้วยสัตว์ปีศาจจำนวนมาก หากเคลื่อนไหวไม่ได้ หรือ ไม่มีช่องว่างพอที่จะใช้ประตูมิติ พวกเขาก็เลือกที่จะสู้แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเธอเลย

              เด็กสาวผมสีดำไว้ผมยาวทรงทวินเทล พยายามหลบการโจมตีของสัตว์ปีศาจหัวเป็นหมูแต่ร่างกายคล้ายมนุษย์แต่มตุ่มหนองสีเขียวไหลเยิ้มทั่วทั้งตัว

              “แหวะ..ขยะแขยงชะมัด”

              ชีน่าเด็กสาวผมสีชมพูไว้ทรงทวินเทลแบบสั้นตอนนี้อยู่ในจุดปลอดภัยกำลังมองดูพี่สาวตนเองต่อสู้อยู่

              อาร์ติเฟกซ์ปืนสั้นในมือซ้ายเปลี่ยนเป็นมีดสั้นเบี่ยงการโจมตีจากดาบมรกตที่ฟันเข้ามารัวๆจากนั้นสไลด์มีดผ่าใต้แขนซึ่งเต็มไปด้วยมัดกล้าม 

              ลูน่าบิดมีดเล็กน้อยฟันเฉียงขึ้นจนแขนศัตรูลอยขาดกระเด็น จากนั้นใช้อาร์ติปืนสั้นในมือขวายิงกระสุนระเบิดหัวศัตรูจนกระจุย

              สัตว์ปีศาจอีก2ตัวปล่อยหอกไฟจากด้านบน ลูน่าวิ่งหลบได้แบบสบายๆ ส่วนอีก2ตัวพ่นไอเย็นจากด้านล่างสร้างธารน้ำแข็งขนาดใหญ่

              ลูน่าสร้างประตูมิติขึ้นอีกครั้งแล้วหลบเข้าไปข้างในจากนั้นไปโผล่ด้านหลังศัตรู เตะพวกมีปีกที่อยู่กลางอากาศลงไปอัดกระแทกกับพื้นน้ำแข็ง จากนั้นร่ายสกิลยิงเสาแสงขนาดใหญ่ระเบิดจนทะลุไปถึงเพดานชั้นล่าง

              เอเรนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากทางด้านหลังจึงหันกลับไปมอง

              “โห..ชินกับค่าสเตตัส LV50 ได้ไวเกินคาดนะเนี่ย…นับว่ามีพรสวรรค์อยู่มากทีเดียว..ฉันล่ะสงสัยจริงๆว่าทำไมตอนสอบเข้าเธอถึงไม่ได้ที่หนึ่ง”

              เอเรนกล่าวพลางใช้ก้นดาบคาตะนะกระแทกหัวสัตว์ปีศาจตัวสุดท้ายจนสลบเหมือด

              สัตว์ปีศาจบริเวณโดยรอบถูกกำจัดไปหมดแล้วอาจารย์1คนและนักเรียน2คน จึงกลับมารวมตัวกันได้อีกครั้งหลังจากถูกฝูงสัตว์ปีศาจบังคับให้แยกออกจากกัน   

              ก่อนหน้านี้ที่มาถึงชั้นลึกระดับนึง พวกเขาทั้ง3ก็ได้เจอกับสัตว์ปีศาจพูดได้ที่หน้าตาเหมือนสิงโต แรกๆก็นับว่าตกใจไม่น้อย เพราะมันพูดได้ แถมยังดูแข็งแกร่งสุดๆ แต่นับว่าโชคดีที่หลังจากได้คุยกันสักพักต่างคนก็ได้รู้จุดหมายของกันและกัน อันดับแรกคือพวกเอเรนไม่ได้สนใจคริสตัลมหาเวทมนตร์หรือสมบัติดันเจี้ยนอะไรทั้งนั้นพวกเธอแค่ต้องการตามหานักเรียนทั้ง4คนของเธอที่เกิดอุบัติเหตุและหลงเข้ามาในชั้นลึก เมื่อได้อธิบายถึงรูปลักษณ์ของนักเรียนกลุ่มนั้นแล้ว สฟิงซ์ก็รู้ได้ทันทีว่าหมายถึงใคร จึงได้เล่าสถานการณ์ของตนเองให้ฟังและภารกิจที่มอบให้พวกเรเวล

              เมื่อเอเรนและเด็กสาว2คนรู้ว่าเพื่อนของเธอปลอดภัยดีและร่างกายครบ32 จึงค่อยโล่งใจขึ้นมาหน่อย 

              สฟิงซ์ได้บอกข้อมูลเรื่องมีบุคคลอื่นที่ไม่ประสงค์ดีกำลังไล่ตามลงมาในดันเจี้ยนแห่งนี้ และมอบแผนที่ผ่านความทรงจำให้เป็นครั้งสุดท้าย แต่ว่าไม่ได้มอบเลเวลบูสต์ให้

              ถ้าถามว่าทำไมพวกเอเรนถึงยอมเชื่อง่ายๆน่ะหรอ อันดับแรกเลยคือมันไม่มีเหตุผลให้ต้องโกหกยังไงล่ะ เพราะถ้าหากสฟิงซ์นั่นมีจิตมุ่งร้ายจริงๆ พวกเธอก็คงผ่านมาไม่ได้ง่ายๆแน่ๆ อีกอย่างไม่ว่าแผนที่ในหัวหรือเรื่องที่เล่ามาจะจริงหรือไม่จริง พวกเธอก็มีวิธีตามหาพวกเรเวลด้วยพลังของชีน่าอยู่แล้ว ฉะนั้นการได้รับข้อมูลหรือเบาะแสเพิ่มเติมจึงไม่ใช่เรื่องเสียหาย 

              หลังจากสฟิงซ์ได้พาวาร์ปข้ามชั้นเรียบร้อยทำให้พวกเธอสามารถร่นระยะทางได้มหาศาล แถมยังใช้ประตูเทเลพอร์ตของลูน่าย่นระยะทางในการวิ่งต่อได้อีก ทำให้ระยะห่างระหว่างพวกเธอกับเรเวลเริ่มเข้าใกล้กันทุกที

              ***

              #ทางลงบันไดชั้นที่92#

              หากพ้นชั้นนี้ไป ก็จะไม่มีสัตว์ปีศาจถือกำเนิดอีกแล้ว แต่พวกเรเวลดันซวยซะก่อนเพราะระยะเวลาบัพสัตว์เทพดันมาหมดลงซะก่อน ท่ามกลางฝูงสัตว์ปีศาจนับพันตัว ซึ่งเป็นจำนวนที่เยอะระดับทำลายสถิติเท่าที่เคยเจอมาเลย ราวกับพวกมันจะไม่ยอมให้ผู้บุกรุกข้ามผ่านชั้นนี้ไปได้

              “โถ่เอ้ยยยย…ดวงกุดชะมัด….”

              เซเลน่าโวยวายออกมา..ทันทีที่สเตตัสตกฮวบ..ความรู้สึกหนักอึ้งทั้งร่างกายและจิตใจก็ปรากฎขึ้นมาทันที ถ้าหากให้มาต่อสู้กับศัตรูในสภาพกึ่งหนืดฉับพลันแบบนี้ละก็  

              รู้สึกเคลื่อนไหวลำบาก และตัวก็หนักไปหมด จะทำยังไงดีล่ะทีนี้

              “ฉันว่าน่าจะเป็นผลข้างเคียงของเลเวลบูสต์มากกว่านะ”

              เรเวล เซซิเลีย และรูอันก็รู้สึกถึงสภาพไม่ต่างกัน

              หากจะต้องต่อสู้กับศัตรูเลเวล50ทั้งกองทัพแบบนี้คงไม่พ้นเอาชีวิตไปทิ้งแน่ๆ แถมมานาโพชั่นก็หมดแล้วด้วย ทำให้สกิล<หอกแห่งปาฎิหาริย์> ของเรเวลใช้ไม่ได้อีกแล้วเพราะพลังเวทเหลือไม่พอ

              หากจะมีสกิลที่รุนแรงสักอันและไม่ต้องใช้พลังเวทละก็

              ไม่มีหรอก..จะบ้ารึไง..ต่อให้รุนแรงแค่ไหนและใช้สกิลผลาญสแต็คแทนผลาญพลังเวท สกิลพวกนั้นก็เคยลองมาหมดแล้ว แถมไม่มีสกิลไหนที่จะโค่นกองทัพเป็นพันนี้ได้พร้อมๆกันหรอก แถมBCสแต็ค คงจะหมดก่อนด้วยซ้ำ นอกจากนี้สกิลที่ใช้เก็บสแต็คยังต้องใช้พลังเวทด้วย ถ้าพลังเวทมีไม่พอทุกอย่างก็จบต่อให้มีสแต็คเหลืออยู่แค่10อันมันจะทำอะไรได้ล่ะ

              เรเวลเปิดหน้าต่างสเตตัสตัวเองและไล่รายชื่อสกิลเรียงดูทีละอันพลางสบถในใจ แต่ก็ต้องพบว่ามีสกิลอยู่อันหนึ่งที่เขายังไม่เคยลอง และไม่มีผลลัพธ์ที่ชัดเจนระบุไว้

              เราลืมสกิลนี้ไปได้ยังไงนะ…ไม่สิ…รายละเอียดเกี่ยวกับมันแทบจะไม่มีเขียนเลย..

              เออช่างแมร่ง..ช่วยไม่ได้แหะ..คงต้องเดิมพันกันสักหน่อยละ

              เมื่อคิดได้ดังนั้นเด็กหนุ่มผมขาวจึงหันไปบอกกับเด็กสาวผมเหลือง

              “เซซิเลีย..ช่วยใช้สกิลของเธอล่อสัตว์ปีศาจไปรวมกันที่จุดเดียวหน่อย แล้วก็อำพรางเธอกับคนอื่นๆจากพวกมันด้วย”

              “เอ๊ะ!?….แต่ว่า…”          

              เด็กสาวดูลังเลเล็กน้อย…แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มของเด็กหนุ่มราวกับจะบอกว่าไม่เป็นไร…ให้เชื่อมั่นในตัวเขา เด็กสาวก็ลงมือทันที

              เซซิเลียรีดเค้นพลังเวทสุดท้าย ร่ายสกิลสร้างโถอโร่ม่าซึ่งสามารถล่อสัตว์ปีศาจให้สนใจไปที่จุดเดียวกันได้ จากนั้นสร้างกรงเจ้าหญิงดอกไม้ห่อหุ้มรอบๆเซเลน่า รูอัน และตัวเธอในจุดเดียวกันเพื่ออำพรางศัตรู

              เมื่อสัตว์ปีศาจวิ่งไปรวมกันที่จุดเดียวแล้วเรเวลจึงเล็งไปยังบริเวณสัตว์ปีศาจที่ปิดล้อมใกล้ๆบันได ซึ่งมีเกือบ200ตัว  

              ‘ถ้าหากจัดการเฉพาะส่วนนี้ได้ละก็จะเปิดทางได้’ 

              เด็กหนุ่มวิ่งไปข้างหน้า ร่ายสกิล <แอ็คเซเลอเรชั่นไดร์ฟ> บูสต์เตอร์ความเร็วขึ้นไป40เลเวล กระโดดข้ามไปโผล่กลางวงศัตรู

              สัตว์ปีศาจรอบๆดูเหมือนไม่สนใจเรเวลเลยตอนนี้ พวกมันต่อคิวกันเบียดเสียดเพื่อจะโจมตีโถอโร่ม่าที่เซซิเลียสร้างขึ้นอย่างเดียว 

              แน่นอนว่าก็ใช่ว่าจะเป็นแบบนั้นทุกตัวแหละนะ..บางตัวที่รู้สึกได้ถึงเรเวลก็เริ่มจะตั้งท่าโจมตีเข้ามา แต่ว่าไม่ทันแล้ว

              ถ้าหากสกิล <หอกแห่งปาฎิหาริย์> ถือเป็นสกิลประจำเทวทัณฑ์อันแรก

             “ถ้างั้นขอถือโอกาสลองใช้สกิลประจำเทวทัณฑ์อันที่2  Holy Skill หน่อยละกัน”

              →BC -10

              ใช้งาน: เวทเพลิงศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่1

              “[FIRST ORDER HOLY FLAME MAGIC]”

              ทันทีที่เสียงร่ายสกิลออกจากปาก…ก็เกิดอักขระไฮโรกริฟสีทองผุดขึ้นเป็นสายวงแหวนแล้วโคจรรอบตัว สร้างสถานะอมตะขึ้นชั่วคราว ศัตรูที่โจมตีเข้ามามิอาจโดนเป้าได้เพราะการโจมตีทะลุผ่านร่างกายเด็กหนุ่มคล้ายอากาศอันว่างเปล่า      

              “นั่นมันอะไรน่ะ!?” เซเลน่ามองด้วยความสนใจจากระยะไกล

              “อักษรนั่นเหมือนที่เขียนอยู่บนผนังชั้นบนของพิระมิดเลย” รูอันเองก็รู้สึกคุ้นๆกับแบบอักษรสีทองนั่น

              “ไฮโรกริฟ…ฉายาอักขระแห่งทวยเทพ…แม้แต่มนุษย์ผู้เป็นปราชญ์วิชาการที่ปราดเปรื่องที่สุดก็ไม่อาจแปลความหมายของมันได้ทั้งหมด…" เซซิเลียกล่าวเดียวน้ำเสียงตื่นเต้นอย่างมาก ราวกับรอที่จะได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็น รวมทั้งเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังลึกๆ

              แต่ถึงแบบนั้น

              “อะ..อะไรกันเนี่ย!!”

              เรเวลดูลนลานทันทีที่ตนเองสูญเสียการควบคุมร่างกายไปชั่วขณะ

              สายธารแห่งอักขระเทพโคจรรอบตัวเด็กหนุ่ม หมุนวนไปบรรจบที่หอกสีขาวเงินบริสุทธิ์ บังคับให้เด็กหนุ่มตั้งท่าเหน็บหอกไว้ที่เอวข้างกายอัตโนมัติคล้ายท่าเตรียมชักดาบ พร้อมกับมีเสียงระฆังดังกังวาลอันคุ้นเคยและอนุภาคแสงสีขาวบริสุทธิ์เกิดขึ้น

              ทันทีที่อักขระสีทองหายไป สถานะอมตะชั่วคราวก็สิ้นสุดลง เป็นสัญญาณของการร่ายสกิล

              “ตอนนี้แหละ!!…[Counter Flare]”

              เด็กหนุ่มตะวัดหอกเฉียงขึ้น เกิดคลื่นกระแทกอย่างรุนแรงพร้อมกับแสงสว่างวูบกระจายไปทั่วทั้งชั้น

              คลื่นหอกสีทองบริสุทธิ์ปลดปล่อยฟาดฟันเฉียงสลับกันคล้ายผักกาดถูกหั่นเป็นชิ้นๆบนเขียงด้วยใบมีดอันคมกริบ ก่อบังเกิดคลื่นกระแทกแห่งความตายกระจายไปทั่วทั้งสนามรบ สัตว์ปีศาจรอบๆนับพันถูกฉีกกระชากแหลกเป็นเสี่ยงๆในชั่วพริบตาเกิดเป็นละอองเลือดละเลงปลิ่วว่อนฟุ้งกระจายไปทั่ว และไหม้ไปจุลไปในที่สุด

              "ร้อน..ร้อนมาก"

              เซซิเลีย เซเลน่า รูอันที่อยู่ระยะไกลเกือบ1กิโลเมตรต้องรีบคลายกรงเจ้าหญิงดอกไม้เพื่อวิ่งหนีแล้วหมอบลงกับพื้นเพื่อไม่ให้โดนลูกหลง

              “สกิลบ้าอะไรกันเนี่ย!!…มันโกงเกินไปแล้วมั้ย!!…” เซเลน่ากล่าว

              “โชคดีที่เรเวลใช้สกิลนั่นตอนอยู่ห่างจากพวกเรามากนะครับ..ไม่งั้นพวกเราคงไม่ได้กลับขึ้นไปบนพื้นแน่ๆ..และนั่นคงไม่ใช่เพราะสัตว์ปีศาจหรอก…” รูอันเอามือใผ้หลังศีรษะตัวเอง แล้วมุดหน้าติดกับพื้น

              “มองโลกในแง่ดี..อย่างน้อยตอนนี้พวกเราก็ครบ32นะคะ” เซซิเลียเองก็หลับตาแล้วหมอบลงในสภาพไม่ต่างจากคนอื่นเท่าไหร่ แถมตอนนี้เธอก็ง่วงนอนสุดๆเพราะพลังเวทเริ่มเข้าใกล้0เต็มทีแล้วด้วย

              ทันทีที่การโจมตีทั้งหมดจบลง รอบๆตัวของเรเวลก็ไม่เหลืออะไรอีก..มีเพียงแค่ของเหลวสีดำในสภาพไหม้เกรียมติดพื้นเท่านั้นเท่านั้น

              กองทัพสัตว์ปีศาจLV50นับพันถูกจัดการด้วยสกิลเดียว แถมมีระยะเวลาชาร์จไม่ถึง5วินาทีด้วยซ้ำ

              “เห้อ…จบสักที”

              เรเวลพึมพัมออกมา พร้อมกับเข่าทรุดลงกับพื้น แต่ดูเหมือนจะไม่จบแค่นั้น

              →รับผลจาก [Holy Skill]

              →สกิลและเวทมนตร์ทั้งหมดถูกผนึก30ชั่วโมง  

              "หือ?"

              มีข้อความจากระบบแสดงขึ้นมาต่อ

              [ท่านจะไม่สามารถใช้งานสกิลหรือเวทมนตร์ใดๆได้อีกจนกว่าจะครบเวลาที่กำหนด]

              "หาาา!?"

             

                             

     

     

              #คุยกับไรท์(คนเขียน)#

              -อันดับแรกต้องขอสวัสดีปีใหม่ก่อนครับ จริงๆจะสวัสดีปีใหม่ตั้งแต่ตอนที่แล้วละ แต่ลืม555

              -ปีใหม่นี้ขอให้โควิดมันจบไวๆครับ 

              -ขออภัยที่ตอนนี้อัพช้าไปหน่อยครับ 

              -ไรท์ติดสอบถึงวันที่16 มค. ฉะนั้นตอนถัดไปจะขออัพหลังวันที่16นะครับ 

              -ภาคบุกดันเจี้ยนดำเนินมาถึงส่วนปลายทางแล้ว ไรท์ค่อนข้างดีใจพอสมควร เพราะในที่สุดก็ใกล้จะเขียนSagaอันน่าเบื่อนี้จบสักที นับว่าเป็นSagaที่ยาวที่สุดของเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ โดยกินเนื้อหาแทบจะ30-40%ของทั้งเรื่องเลยด้วยซ้ำ

             -ยังไงก็ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่คอยติดตามและคอมเมนต์ให้กำลังใจไรท์มาตลอดนะครับ แม้ว่าไรท์จะไม่ค่อยอัพตรงเวลาก็ตาม แต่ก็ต้องขอบคุณจริงๆ เพราะทั้งยอดวิวและคอมเมนต์ล้วนเป็นกำลังใจอันแสนสำคัญยิ่งที่ทำให้ไรท์เขียนเรื่องนี้ต่อไปได้

    คล้ายกับเรื่องThe Legend of Altea: โลกเวทมนตร์แห่งเทพธิดา ที่คุณอ่าน