เจียงม่อเซิ่งมองอวี๋จิ่นลี่ที่แทบจะทับร่างตนทั้งตัวอย่างลุ่มลึก ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือไม่ วินาทีที่เด็กหนุ่มคนนี้ััตนเมื่อครู่ เขารู้สึกว่ามีพลังพิสดารหนึ่งกลุ่มไหลเวียนอยู่ในร่างกายของตน
เพราะว่าร่างกายของเขาอ่อนแออย่างถึงที่สุด ดังนั้นประสาทััต่อพลังภายนอกจึงไวยิ่งขึ้น
แต่ก็เป็เพราะร่างกายอ่อนแอ เขาจึงทำไม่ได้แม้แต่การป้องกันตัวขั้นพื้นฐานที่สุด
หากเป็่เวลาปกติ เขาไม่มีทางยอมปล่อยให้ใครนำพลังเข้าร่างกายตัวเองเด็ดขาด เพราะนั่นอาจทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง
คนคนหนึ่งนำพลังเข้าสู่ร่างกายอีกคนหนึ่ง หากคนคนนี้คิดจะทำอะไร ก็สามารถทำให้อีกฝ่ายกลายเป็คนพิการได้อย่างง่ายดาย
ทว่าเจียงม่อเซิ่งกลับไม่รู้สึกว่าพลังกลุ่มนั้นมุ่งร้ายแต่อย่างใด มันคล้ายแหวกว่ายอยู่ในร่างกายของเขาอย่างซุกซนหนึ่งเที่ยวจากนั้นก็หายไป
คนทั้งสองมองหน้ากันด้วยความ ‘ลึกซึ้ง’ เนิ่นนาน ท้ายที่สุดอวี๋จิ่นลี่ก็ลุกขึ้นจากร่างเจียงม่อเซิ่ง ส่วนเฉียวมู่หลานเห็นลูกชายไม่มีท่าทีรังเกียจหรือรำคาญเลยแม้แต่น้อย ในใจก็ผ่อนลมหายใจอย่างอดไม่ได้และยังรู้สึกดีใจจากใจจริง
อวี๋จิ่นลี่ยังไม่สามารถััถึงไอปีศาจจากตัวเจียงม่อเซิ่งได้ และยังไม่มั่นใจว่าอีกฝ่ายเป็ภูตปีศาจเหมือนตนหรือไม่
อาจเพราะ ‘เน่ยตาน[1]’ ของคนคนนั้นแหลกสลายไปแล้ว จึงทำให้ไม่มีไอปีศาจแผ่กระจายออกมาล่ะมั้ง ไม่ว่าอย่างไรอวี๋จิ่นลี่ก็อยากช่วยเจียงม่อเซิ่งฟื้นฟูเน่ยตานกลับมาอีกครั้ง เพียงแต่ขั้นตอนอาจยุ่งยากพอควร
แต่ว่าอวี๋จิ่นลี่ไม่ได้พูดเื่เหล่านี้ออกมา เพราะอย่างไรเสียเขาก็แตกต่างจากมนุษย์
หากขาทองคำเป็ภูตปีศาจจริง ถ้างั้นต่อไปชีวิตที่นี่ของเขาก็จะดียิ่งขึ้น เพราะถึงอย่างไรครอบครัวที่ขาทองคำ ‘ทะลุมิติ’ มาก็ดูยอดเยี่ยมมาก
“เสี่ยวลี่ อาหารกลางวันเสร็จแล้วจ้ะ พวกเราลงไปกินข้าวกันก่อน แล้วค่อยมาดูอาเซิ่งใหม่นะ” เฉียวมู่หลานกล่าวกับอวี๋จิ่นลี่ด้วยความเอ็นดู
“ครับ” พออวี๋จิ่นลี่ได้ยินเื่ของอร่อย ดวงตาทั้งคู่ก็ยิ่งวิบวับทันที แม้แต่เื่ศึกษาตัวตนของเจียงม่อเซิ่งก็ทิ้งไว้ข้างหลัง ท่าทางนั้นเพียงพอให้เห็นถึงความตะกละที่มีต่ออาหารรสเลิศ
เฉียวมู่หลานเห็นอวี๋จิ่นลี่มีท่าทางน่ารักแบบนี้ ความชื่นชอบในใจก็ยิ่งทวีคูณ
เจียงม่อเซิ่งมองมารดาตนที่พาเด็กหนุ่มออกไปตาปริบๆ และไม่เหลียวแลตนแม้แต่น้อยทำให้เขาประหลาดใจสุดขีด
ต้องบอกก่อนว่าเมื่อก่อนทุกครั้งที่แม่เข้ามาที่นี่ ล้วนแต่จะเทความสนใจทั้งหมดไว้ที่เขาจนถึงขนาดร่ำไห้เงียบๆ และทุกครั้งต้องให้เขากับพ่อโน้มน้าวแม่จึงจะยอมออกไป
ทว่าครั้งนี้กลับไม่มองตนแม้แต่ปราดเดียว จู่ๆ เจียงม่อเซิ่งก็เกิดความคิดว่าลูกแท้ๆ กลับมาแล้ว ส่วนตนเป็เด็กที่ถูกเก็บมา
เจียงม่อเซิ่งส่ายหน้าหัวเราะเยาะตัวเอง เขาไม่ได้เห็นแม่ยิ้มมานานมากแล้ว ั้แ่เขาเกิดเื่แม่ก็ร่ำไห้น้ำตานองหน้าแทบทุกวัน ตอนนี้สามารถยิ้มอย่างมีความสุขขนาดนี้ได้ เขาควรจะขอบคุณเด็กหนุ่มคนนั้น
ส่วนอวี๋จิ่นลี่เด็กหนุ่มที่เจียงม่อเซิ่งขอบคุณในตอนนี้กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะ ตั้งตารอด้วยความตื่นเต้นดีใจว่าอาหารรสเลิศบนโลกใบนี้จะเป็อย่างไร อร่อยและเยอะยิ่งกว่ายุคดาวโลกหรือไม่
“เสิร์ฟได้เลย” เจียงเจิ้นเทาเห็นสายตาของอวี๋จิ่นลี่แทบจะเกาะติดห้องครัวอยู่แล้วจึงยิ้มสั่ง
ครั้นเหล่าคนรับใช้ยกอาหารออกมาวางลงบนโต๊ะอาหารทีละจาน ก็เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของอวี๋จิ่นลี่แข็งทื่อในชั่วพริบตาหลังเห็นอาหารในจานเต็มสองตา
เชิงอรรถ
^ พลังภายในที่เกิดจากการบำเพ็ญเพียรฝึกฝนจิตจนสำเร็จมรรคผล เสมือนเป็นยาอายุวัฒนะที่เกิดในกาย