บทที่ ยี่สิบหก
ยาพิเศษ
หลังจากที่จ้าวจวิ้นหยางดึงร่างบางให้ลุกขึ้นยืนได้สำเร็จและกำลังจะอ้าปากคล้ายจะเริ่มสอบสวนสิ่งแปลกประหลาดเมื่อครู่ริมฝีปากของเขาค้างอยู่เช่นนั้นเพราะเหลือบไปเห็นจางไป๋ซินสาวใช้ส่วนตัวของฟ่านหนิงวิ่งตะลีตะลานเข้ามาเรียกคุณหนูด้วยน้ำเสียงดังก้องป่าเขาจึงตัดสินใจเก็บคำถามไว้ในใจเสียก่อน
ด้านหญิงสาวที่เพิ่งถูกพยุงก็รีบผละกายออกห่างจากเขาทันทีดวงตาเรียวสวยกะพริบถี่แฝงร่องรอยระแวง แล้วพุ่งตัวไปเกาะแขนสาวใช้จางไป๋ซินแน่นทันทีที่เข้ามาในระยะราวกับห่วงยึดเหนี่ยวฟ่านหนิงก้มหน้า ใบหน้าเล็กซีดเซียวจนแทบไร้เืฝาดเนื้อตัวยังสะท้านเช่นคนที่หมดเรี่ยวแรง
“คุณหนูเ้าคะ! เป็อย่างไรบ้างเ้าคะ?”จางไป๋ซินรีบช่วยพยุงนายหญิงคำถามและน้ำเสียงทั้งดีใจและโล่งอกในคราวเดียวกัน แต่นางก็ยังคงระวังไม่จับผู้เป็นายแรงเกินไปเพราะเห็นว่าคุณหนูของตนคงเจ็บอยู่ไม่น้อย
ฟ่านหนิงเชิดคางขึ้นน้อยๆ พลางแค่นยิ้มมุมปาก “วันนี้ซวยนัก รถม้าพลัดลงเนินเสียได้” น้ำเสียงกล่าวบ่นสถานการณ์พร้อมความอ่อนล้าที่สะท้อนออกมาก็ไม่อาจปิดบังได้
จ้าวจวิ้นหยางมองเหตุการณ์ตรงหน้าไม่โต้แย้งหรือเอ่ยแทรกแต่อย่างใดเขาไม่พูดอะไรต่อ เพียงยืนกอดอกปล่อยให้ทั้งสองพากันประคับประคองกันเองแต่ในใจกลับหมุนวนไปด้วยคำถามไม่รู้จบตัวอักษรประหลาดที่ลอยขึ้นตรงหน้าฟ่านหนิงเมื่อครู่มันคือสิ่งใดกันแน่?
แต่เวลานี้ไม่เหมาะจะสอบสวน “เ้าน่าจะประคองพาคุณหนูของเ้ากลับไปเองคนเดียวได้” น้ำเสียงทุ้มของเขาเอ่ย “ข้าจะนำหน้าไปตามมาจะได้ไม่หลง” จางไป๋ซินจึงรีบประคองนายหญิงตามออกไปอย่างระมัดระวัง
จ้าวจวิ้นหยางออกเดินนำไปก่อนก่อนจะหันกลับไปมองตามหลังเป็ระยะๆ ร่างบอบบางของนางเดินก้าวสั้นๆ ช้าๆ ไปอย่างคนไร้เรี่ยวแรงเส้นผมดำขลับยาวพันกันยุ่ง เนื้อตัวของนางนั้นแม้เพียงมองก็รู้ว่าคงระบมไม่ใช่น้อยคงพักใหญ่ถึงจะลุกเดินได้ปกติ
จนเมื่อกลับถึงจวนคณะทูต ฟ่านหนิงถูกนำไปพักที่เรือนด้านในทันทีหมอถูกตามให้รีบมาดูอาการ หลังตรวจดูแล้วส่วนมากพบเพียงรอยฟกช้ำกับกล้ามเนื้อที่เคล็ดขัดยอกแต่จะดูหนักสุดก็แผลที่หน้าผากจึงจัดยาทาให้แก้ช้ำ และแนะนำให้นอนพักให้มากขยับให้น้อย ฟ่านหนิงพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจนักเมื่อหมอจัดการหน้าที่เสร็จก็ถอนตัวออกไปจากนั้นบิดาของนางก็อยู่สนทนาอีกไม่กี่คำก็ออกไปเช่นกันเพราะ้าให้บุตรีได้พักผ่อน
เมื่อในห้องไม่มีใครอีกนอกจากตัวนางและสาวใช้ส่วนตัวนางก็ขยับกายขึ้นเล็กน้อยแม้จะเจ็บจนเผลอขมวดคิ้วก่อนจะกวักมือเรียกจางไป๋ซินให้เข้ามาใกล้
“เล่าให้ละเอียด” เสียงนางเรียบเย็นจนสาวใช้เผลอกลืนน้ำลาย “เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น”
โดยก่อนจะเล่าเื่จางไป๋ซินก็รีบนำหมอนมาพยุงให้นายหญิงเอนหลังนั่งพอได้ถนัดแล้วจึงคุกเข่าลงข้างเตียงเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่ตนพบเจอมา
“หลังจากที่รถม้าไหลตกไปที่เนินลาดไม่นานซื่อจื่อก็นำองครักษ์หน่วยติดตามมา ขี่ม้ากันมาทั้งกองเสียงอึกทึกลั่นเขาไม่นานก็ปราบสายลับเฮยตูเกลี้ยงเลยเ้าค่ะ ส่วนเหล่าองค์หญิงองค์ชายก็ปลอดภัยกันทุกคนส่วนสายลับต่างแคว้นที่แฝงตัวเข้ามาล้วนถูกจับไว้หมดแล้วเ้าค่ะ”
ฟ่านหนิงพยักหน้าตามเื่เล่า หันมองจางไป๋ซินที่ชะงักเล็กน้อยเมื่อเล่ามาถึงตอนหนึ่งพักสูดหายใจลึกก่อนกล่าวต่อ “หลังเหตุการณ์เริ่มสงบลง แต่ยังไม่ทันที่บ่าวจะรายงานว่ารถม้าของคุณหนูไหลลงไปที่เนินลาดซื่อจื่อกลับรู้เสียก่อนเ้าค่ะ ราวกับเห็นด้วยตาตนเองซื่อจื่อสั่งให้องครักษ์กระจายกำลังตามเส้นทางรถม้าไหลลงไป คำสั่งเฉียบขาดจริงจังทุกคนจึงออกตามหาทันที และก็อย่างที่คุณหนูเห็นเ้าค่ะ แม้แต่ซื่อจื่อเองก็ออกตามด้วยตัว”
คนฟังจนจบยกคิ้วสูง หัวเราะในลำคอเบาๆ “หึๆแน่ละ เขาจะไม่ออกตามเองได้อย่างไรเล่า นั่นมันหน้าที่ของเขาหากเขามัวแต่ยืนอยู่เฉยๆ คงไม่สมกับที่ได้รับหน้าที่มากับคณะทูตแล้ว”
จางไป๋ซินรีบเสริม “แต่ซื่อจื่อก็มองเห็นเหตุการณ์ได้ทั้งไม่มีใครรายงานเลยนะเ้าค่ะว่าเกิดเหตุกับคุณหนูใหญ่สั่งการก็ไม่มีรั้งรอ โดยถ้าไม่ได้ซื่อจื่อที่รีบตามหาช่วยองค์ชายสามคงรับมืออย่างลำบาก หวังผลชนะสายลับเฮยตูได้ครึ่งหนึ่งเท่านั้นแล้วที่บ่าวตามคุณหนูใหญ่เจอก็แกะรอยจากซื่อจื่ออีกที ไม่เช่นนั้นคงไม่เร็วเช่นนี้”
“ไม่เร็วเช่นนี้? ฮึ...กว่าจะได้เห็นหน้าเขาก็ตะวันตกดินไปแล้วอยู่ดี” ฟ่านหนิงเอียงหน้าลงพิงหมอน พลางมองเพดานด้วยแววตาวุ่นวายระหว่างตั้งใจจะโกรธเคืองดีหรือว่ายอมๆ ปล่อยไป แต่หนึ่งสิ่งที่นางรู้คือต้องโทษบุรุษคนนั้นที่มีดวงไม่สมพงศ์อยู่ใกล้แล้วมีเื่! “ไม่แน่เขาอาจมีเจตนาแกล้งทำเป็ชักช้าให้ข้าลำบากในป่าด้วยซ้ำ”
“โธ่คุณหนู” จางไป๋ซินร้องเสียงหลง แต่เห็นแววตาที่แฝงรอยไม่พอใจของคุณหนูที่หลงเหลืออยู่เล็กน้อยเท่านั้นไม่ได้จริงจังแต่อย่างใด ก็พลันเม้มปากแน่นไม่กล้าพูดอะไรต่อได้แต่ก้มหน้าเงียบ
เมื่อได้รู้เื่ที่้าแล้วฟ่านหนิงพลางยกมือขึ้นกดที่บ่าตนเองที่ยังระบมอยู่“ช่างเถอะ เื่นี้ก็พอเท่านี้” เพราะนางทนไม่ไหวแล้วเห็นทีจะต้องพักนอนหลับเสียก่อน
หลายวันผ่านไปฟ่านหนิงพักรักษาตัวอยู่ในเรือนอาการเจ็บเนื้อตัวเริ่มทุเลาลงมาก แต่นางยังคงพันผ้าไว้ที่หน้าผาก แต่นอกจากนั้นก็ลุกขึ้นนั่งเดินเหินได้สะดวกขึ้นแล้ว
หลังพักให้ร่างกายเยียวยา ยามบ่ายวันหนึ่งเมื่อดื่มยาเรียบร้อยไร้เงาบ่าวรับใช้ในเรือน พลางนั่งพิงหมอนอยู่บนเตียง ฟ่านหนิงก็ทอดถอนหายใจก่อนเรียกหา “เ้าระบบ”ที่น่ารำคาญนั้นเพราะตอนนี้นางพร้อมสู้รบอีกสักหนึ่งบทแล้ว
“ออกมาเดี๋ยวนี้ข้ามีเื่ต้องคุยกับเ้า!”เสียงของนางแข็งกระด้างกว่าปกติใบหน้าที่นิ่งเฉยเปลี่ยนมาเป็ใบหน้าที่เพิ่มความหงุดหงิดรอรับความขุ่นเคืองที่กำลังจะมานางรู้ดีว่าคุยกับระบบทีไรก็ทะเลาะกันตลอดแต่ไม่คุยก็ไม่ได้
เสียงเย็นเรียบเหมือนไร้อารมณ์ดังขึ้นในหู “ระบบเปิด ผู้ทำภารกิจ้าถามสิ่งใด?”
ฟ่านหนิงเอ่ยเข้าเื่ทันทีไม่รั้งรอ “ก่อนอื่นเลยข้าไม่เอาภารกิจสานสัมพันธ์อะไรบ้าๆแบบนี้อีกแล้ว! จะให้ข้าไปนั่งทำตัว...ไร้สาระสิ้นดี แล้วที่ภารกิจนี้สำเร็จได้ก็เพราะบังเอิญด้วย!” พลันคิดถึงก็ขนลุกซู่ทั้งที่เป็ฤดูร้อนและหวังว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่ในป่าจะไม่กระทบกับเส้นเื่นัก
ระบบนิ่งไปอึดใจแล้วตอบเรียบ “ไม่อาจรับรองได้ภารกิจทั้งหมดขึ้นอยู่กับการประเมินตามเกณฑ์เท่านั้น”
“การประเมิน? อะไรๆ ก็การประเมิน!”ฟ่านหนิงแทบจะเขวี้ยงถ้วยชาใส่ข้อความที่ลอยเคว้งนางกัดฟันแน่น “ประเมินโดยไม่คิดจะมองความเป็จริงบ้างหรือ? ภารกิจที่ให้มาน่ะ ไร้แก่นสารสิ้นดี! คนเป็ๆจะไปวัดค่าเป็การประเมินตายตัวได้อย่างไร”
เสียงระบบยังคงเรียบสนิท “ฐานข้อมูลของระบบมีความน่าเชื่อถือสูงการประเมินอ้างอิงจากข้อมูลดังกล่าว ไม่บิดเบือน”
ฟ่านหนิงยกมือขึ้นกดขมับ พลางถอนหายใจแรง “ฮึ่ย!ก็ได้ข้าเป็เพียงเบี้ยให้เ้าโขกสับสินะ?เช่นนั้นก็ไปตายเถิด!”
ระบบเงียบไปทันที ราวกับถูกนางผลักไสหายเข้าสู่อากาศฟ่านหนิงสะบัดแขนเสื้อ “ไม่ๆ ข้ายังไม่จบ ห้ามเงียบ” พลางบ่นพึมพำอย่างเอาใจไม่ถูก“เื่ที่สอง เหตุการณ์ที่เกิดระหว่างข้ากับจ้าวจวิ้นหยางไม่ส่งผลกับเส้นเื่หรืออย่างไร?”ก็ที่ทั้งสองเผลอล้มทับกัน
“การประเมินเวลานี้ยังไม่กระทบเส้นหลักเนื่องจากที่เคยเกิดระบบรวน ต้องรอผลหลังกลับถึงต้าหลิงเฉิง หากมีการกระทบจะดันภารกิจให้แก้อีกที”
“ก็เป็ข้าอีกที่ต้องแก้! แล้วนั้นมันคืออะไร ที่จ้าวจวิ้นหยางเห็นข้อความของระบบทำไมถึงเกิดเื่เช่นนั้นได้?”นี่คือเื่ที่ฟ่านหนิงหนักใจที่สุดใน่นี้แล้วคนอย่างจ้าวจวิ้นหยางถ้าคิดจะหาคำตอบคงต้องตามตอแยไม่เลิกแน่ นางก็คิดวิธีมาหลายวันว่าจะแก้ตัวอย่างไรให้แเีก็ยังคิดไม่ออก
“คำตอบยังไม่อาจรับรองได้แต่จากความเป็ไปได้มากที่สุดคือ่เวลาที่ภารกิจสำเร็จเกิดระบบรวนจนดึงตัวละครอื่นเข้ามาในระบบเพิ่มชั่วขณะ” สุดท้ายก็ไม่มีคำตอบที่แน่ชัดฟ่านหนิงกลอกตามองเพดาน วันนี้ไม่ว่าจะคำถามอะไรเ้าระบบก็ตอบว่าเนื่องจากระบบร่วนๆซ้ำๆ จนน่ารำคาญเป็ที่สุด
“ทำอะไรเป็ประโยชน์สักอย่างก็ไม่ได้ไปไหนก็ไหน” ฟ่านหนิงโบกมือไล่ก่อนจะกลับไปเอนตัวกึ่งนั่งกึ่งนอนเช่นเดิม
ไม่นานหลังจากที่นางปิดระบบแล้วบิดาของนางก็กลับมาถึงจากไปประชุมกับคณะทูตเขาสวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงินใบหน้าที่บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความห่วงใยเมื่อก้าวเข้ามาเห็นบุตรสาวพิงตัวหมอนหน้างออยู่บนเตียงก็อดยิ้มปลอบไม่ได้
“ลูก...เป็อย่างไรบ้าง ดีขึ้นหรือไม่” เขารีบเดินเข้ามา มือใหญ่แตะลูบเบาๆ ที่ศีรษะบุตรสาว
ฟ่านหนิงแกล้งเบะปาก พลางพูดเสียงออดอ้อน “ท่านพ่อหายไปไหนมาเ้าคะ ข้ารอให้ท่านมาเยี่ยมจนเฉาแล้วยังคิดว่าท่านจะทอดทิ้งลูกสาวเสียแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้ฟ่านซือิหัวเราะเบา ๆแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความสงสาร เขานั่งลงใกล้ๆ อยากจะพะเน้าพะนออย่างเอ็นดูเขาจึงช่วยดึงหมอนให้เข้าที่พลางตอบ “่นี้บิดาเ้าต้องไปเจรจากับทางแคว้นมู่ก่านน่ะสิเพื่อทางนั้นจะต้อวแสดงคำขอโทษและความรับผิดชอบเื่การรักษาความปลอดภัยที่บกพร่องพวกเขาจึงตกลงจะร่างสัญญาใหม่ พร้อมส่งบรรณาการมาเป็การชดเชย”
ฟ่านหนิงฟังแล้วพยักหน้าช้า ๆ แววตาดูเข้าใจแต่ริมฝีปากกลับยังคงเชิดขึ้นเล็กน้อย สีหน้าเหมือนกำลังมีอารมณ์ที่ขุ่นมัว
ฟ่านซือิที่ไม่รู้ต้นเหตุแต่พอมองใบหน้างดงามของบุตรีแล้วก็อดสะท้อนใจไม่ได้เพราะทุกครั้งที่เขาเหลือบไปเห็นแผลบนหน้าผากของบุตรสาวที่พันผ้าไว้ก็ใจแทบขาดคิดถึงความเ็ปที่นางต้องทน อีกทั้งเมื่อหายแล้วอาจเหลือรอยแผลถาวรไว้บนผิวพรรณซึ่งสำหรับหญิงสาวที่รักสวยรักงามอย่างฟ่านหนิงย่อมเป็เื่ใหญ่เพียงแต่บุตรีของเขาไม่กล้าร้องโวยวายเพราะรู้ว่าทั้งหมดเกี่ยวพันกับศักดิ์ศรีระหว่างสองแคว้น
เขาจึงรีบปลอบใจ “ลูกอย่าได้กังวลเลยนะไว้เมื่อเ้าหายแล้ว กลับถึงบ้านเรา บิดาจะหายาดีที่สุดมาให้เ้ารับรองว่าแผลนี้จะไม่ทิ้งร่องรอยไว้”
ฟ่านหนิงกะพริบตาก่อนหัวเราะแห้งๆ “ท่านพ่อไม่ต้องลำบากเ้าค่ะข้าไม่ได้คิดมากถึงเพียงนั้น เพียงแต่เมื่อครู่ข้าอารมณ์ไม่ดีเพราะทะ...เอ่อ เื่เล็กน้อยๆ แค่ไม่ค่อยสบายตัวเ้าค่ะ”
แต่ฟ่านซือิก็ยังไม่เชื่ออยู่ดีคิดว่าที่นางตอบเช่นนี้เป็เพราะน้อยใจ จนคิดว่าจะต้องพยายามหาทางแก้ไขให้ได้ฉะนั้นหลังจากเยี่ยมอาการฟ่านหนิงเรียบร้อย เขาจึงเรียกหมอที่มารักษาบุตรีออกมาคุยพร้อมกับใบหน้าเต็มไปด้วยความร้อนรน
“ท่านหมอ! บุตรีข้าคนนี้อยู่เมืองหลวงนับว่าเป็คุณหนูอันดับหนึ่งงดงามหมดจด ทั้งยังเป็สตรีที่ยังไม่มีคู่หมั้นด้วยซ้ำแล้วจะให้นางมีแผลเป็ที่หน้าผากเช่นนี้ไม่ได้ นางจะทุกข์ใจยิ่งท่านหมอมียาพิเศษตำรับใดบ้าง ข้ายินดีจ่ายไม่อั้นเพื่อรักษาแผลเป็ของนาง” ฟ่านซือิพรั่งพรูคำพูดออกมาจนหมด หากเป็เื่ราชการบ้านเมืองเขาสามารถทำท่าทางไว้ทีได้แต่ก็เป็เื่เกี่ยวกับครอบครัวและบุตรีกลับไม่สามารถรักษาความนิ่งได้จริงๆ
ด้านหมอผู้สูงวัยฟังจบก็ส่ายหน้าเบาๆ ถอนหายใจ “อะแฮ่ม ใต้เท้า คือตัวข้าเองก็ไม่ใช่หมอหลวงการจะมียาพิเศษเช่นนั้นยากนัก หากใต้เท้า้าจริงๆ ไม่สู้เข้าวังแล้วลองเอ่ยขอจากหมอหลวงโดยตรงเหล่า” เมื่อว่าจบแล้วท่านหมอก็ขอตัวลาไป
ฟ่านซือิยืนนิ่ง ถอนหายใจยาว สายตาเต็มไปด้วยความกังวลคิดว่าตนเองคงต้องเข้าวังไปเอ่ยปากกับทางแคว้นมู่ก่านเองเสียแล้วแต่ติดอยู่หนึ่งอย่าง เขาไม่อยากทำให้ฟ่านหนิงถูกเข้าใจผิดว่าเป็ความ้าของนางเพราะคนที่มาเอ่ยขอคือบิดานาง แล้วนางก็จะกลายเป็สตรีที่ห่วงภาพลักษณ์มากเกินงามจะทำให้นางถูกนินทาลับนางอีก
แต่ถ้าอะไรที่จะต้องทำก็ต้องทำ เพื่อบุตรีเขาล้วนยอม หากยังไม่ทันที่เขาจะก้าวออกจากโถงเสียงทุ้มหนักแน่นก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “เสนาบดีฟ่าน...เื่นี้ปล่อยเป็หน้าที่ของข้าอง”
ฟ่านซือิหันกลับไปก็เห็นจ้าวจวิ้นหยางยืนอยู่ในชุดยาวสีดำปักลายอสรพิษเงินร่างสูงสง่าพร้อมแววตาที่มุ่งมั่น เขาก้าวเข้ามาพลางเอ่ยน้ำเสียงจริงจัง “ข้าเป็ผู้นำคุ้มกันคณะทูตครั้งนี้ ย่อมควรรับผิดชอบด้วยหากทำให้คุณหนูใหญ่ฟ่านต้องาเ็ เื่ยานี้ข้าจะจัดการให้เอง”
ฟ่านซือิรีบยกมือคารวะ “ซื่อจื่อข้าขอบคุณท่านอย่างที่สุด”
จ้าวจวิ้นหยางเพียงพยักหน้าเบาๆ แต่สายตาคมนั้นกลับมองไปทางเรือนด้านในที่ฟ่านหนิงพักอยู่วูบหนึ่งแฝงรอยซับซ้อนเกินกว่าจะตีความได้
สำหรับบุรุษอย่างจ้าวจวิ้นหยางเื่การหายามาลบรอยแผลเป็หาใช่เื่ยากเย็นอันใดต่อให้เขาไม่รู้จักหมอสักคนในแคว้นมู่ก่าน แต่เขามีวิธีทำให้คนที่รู้จักหมอที่ดีที่สุดหายาขนานเอกมาส่งให้ถึงมือเขาเพียงมุ่งหน้าเข้าสู่วังหลวง เข้าไปถึงตำหนักที่องค์ชายสามประทับอยู่
“กระหม่อมมีเื่จะกราบทูลเล็กน้อยต่อองค์ชายสามเกี่ยวกับเื่สายลับระหว่างแคว้นครานี้ แม้จะควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้วและก็ไม่ควรจะกล่าวถึงต้นสายปลายเหตุที่อาจจะกระทบความสัมพันธ์ไปมากกว่านี้” จบคำจ้าวจวิ้นหยางก็หยุดไปครู่ เพื่อเว้นวรรคอย่างไว้เชิงให้คนที่ได้ฟังรับรู้ด้วยตัวเองว่าประโยคเมื่อครู่ตัวเขากำลังกล่าวหาท่านนั้นเอง..องค์ชายสามรับอาสาเป็ผู้คุ้มกันคณะแต่ไม่อาจจะทำหน้าที่ลุล่วงท่านนั้นเองที่ต้องรับผิดชอบมากกว่าใคร
หลังสังเกตได้ว่าอีกฝ่ายน่าจะพอสำนึกได้ก็เอ่ยต่อ “ความจริงครั้งนี้ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดก็คือคุณหนูใหญ่ฟ่านนางได้รับาเ็ และนางก็มาจากสกุลฟ่านซึ่งถืออำนาจในราชสำนักของแคว้นเรา โดยนางก็ยังได้รับแต่งตั้งให้ร่วมคณะทูตเป็แขกคนหนึ่งเช่นขุนนางคนอื่นที่ฝ่าาทรงคัดเลือกเอง เช่นนั้นจะเพิกเฉยต่อเื่นี้ย่อมเป็เื่ไม่ควรเฉพาะยามที่นางมีาแที่หน้าผาก”
องค์ชายสามในชุดคลุมไหมสีเขียวหยกปักลายวิจิตรด้วยเส้นทองนั่งฟังพลางถอนใจอย่างรู้ผิดแต่เพียงพอได้ยินว่า “คุณหนูฟ่านมีาแที่หน้าผาก” มือก็ชะงักไปทันที ท่าทีตื่นตระหนกจนแทบไม่อาจซ่อน
“เ้าว่าอย่างไรนะ! คุณหนูฟ่านมีแผลที่หน้าผากหรือ? เช่นนี้...เช่นนี้ เฮ่อ ข้าผิดเอง!” น้ำเสียงขององค์ชายสามเต็มไปด้วยความร้อนรน
จ้าวจวิ้นหยางเลิกคิ้วเล็กน้อยไม่คิดว่าองค์ชายจะออกอาการมากขนาดนี้แสดงท่าทีเช่นนี้อาจจะไม่ใช่เพียงรู้สึกผิดเสียแล้ว แต่อย่างไรก็ยังอยู่ในแผนจ้าวจวิ้นหยางมุมปากยกขึ้นน้อยๆ กล่าวต่อ “ใช่กระหม่อมหากเื่นี้แพร่งพรายออกไปทุกคนก็จะรู้ว่าแผลนั้นคือหลักฐานการดูแลความปลอดภัยที่บกพร่องของแคว้นมู่ก่าน” น้ำเสียงทุ้มของเขาเน้นชัดในแต่ละคำ
องค์ชายสามหน้าเสียไปชั่วขณะ ดวงตาเหลือบมองซ้ายขวาราวกับกำลังหาทางแก้ไขทันที “เื่นี้ข้าต้องหาทางชดเชยอยู่แล้ว!”
เพียงครู่เดียวเขาก็ส่งคนออกไปตามหาตำรับยารักษาพิเศษที่สามารถลบร่องรอยแผลได้โดยไม่เหลือจากหมอหลวงครั้นพอยากลับมาอยู่ในมือ องค์ชายสามก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้พร้อมแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวล“เช่นนั้นข้าจะนำไปมอบให้คุณหนูใหญ่ฟ่านด้วยตัวเองจะได้กล่าวคำขอโทษแก่นางด้วย”
แต่ทันทีที่เอ่ยถ้อยคำนั้นริมฝีปากของจ้าวจวิ้นหยางก็ยิ้มเยาะวูบหนึ่ง แววตาคมกริบส่องประกาย ขมวดคิ้วน้อยๆก่อนโบกมือห้าม “เื่นี้คงยังไม่เหมาะไม่ควรพ่ะย่ะค่ะคุณหนูฟ่านยังถือว่าเป็ผู้าเ็ นางเป็สตรีที่ยังนอนพักรักษาตัวอยู่จะให้พระองค์เสด็จไปพบถึงเรือนเช่นนั้น เกรงว่าจะไม่เหมาะนัก”
“แต่ว่า...” องค์ชายสามทำท่าจะค้าน
จ้าวจวิ้นหยางก้าวเข้าหนึ่งก้าว น้ำเสียงสงบแต่แฝงอำนาจ “อีกทั้ง...หากมีใครรู้ว่าพระองค์เสด็จไปหาสตรีถึงเรือนพักโดยที่นางยังไม่ได้แต่งงาน เื่นี้อาจถูกตีความผิดไปในหลายทางซึ่งจะสร้างความลำบากทั้งต่อพระองค์และต่อสกุลฟ่าน กระหม่อมขอกล่าวว่าตัวกระหม่อมเองในฐานะผู้นำคุ้มกันคณะทูต ควรจะเป็ผู้จัดการเื่นี้เอง กระหม่อมจะนำไปให้เสนาบดีฟ่านด้วยตัวเอง”
องค์ชายสามเม้มริมฝีปาก มองสบสายตาคมกริบของอีกฝ่ายใบหน้าปรากฏความลังเล แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจยาว “ก็ได้...ในเมื่อซื่อจื่อว่าเช่นนั้นเ้าก็รับแล้วไปส่งมอบต่อให้เสนาบดีฟ่านเถิดแต่บอกเขาด้วยว่าข้าจะส่งบรรณาการชดเชยเพิ่มเติมให้สกุลฟ่าน”
“แน่นอน” จ้าวจวิ้นหยางประสานมือคำนับเล็กน้อยริมฝีปากปรากฏรอยยิ้มที่ยากจะอ่าน
เมื่อออกจากวังยาที่มีค่าเหนือสิ่งใดก็มาอยู่ในมือเขาเป็ที่เรียบร้อยเขาก้าวเดินออกไปยังลานกว้าง แววตาเขายิ่งยากจะเดาถึงแผนการในใจ