ผู้ที่รู้จักแต่ไม่รู้จัก หรือกระจกที่เห็นทุกชาติแต่ไม่มีตัวเองอยู่ในนั้น หรือ เมื่อพยานของทุกชาติปรากฏตัวและความจริงที่ลึกกว่าตำนานทำให้รู้ว่า บางสิ่งที่คิดว่าเข้าใจแล้วนั้นยังไม่เข้าใจเลย
ว่ากันว่า "มีคนบางคนในโลกนี้ที่เดินอยู่ในทุกชั่วอายุคน ไม่ใช่เพราะะไม่ใช่เพราะคำสาป แต่เพราะพวกเขาเลือกที่จะอยู่ เพื่อเป็พยานให้กับสิ่งที่คนอื่นลืม
พวกเขาไม่มีชื่อในตำรา ไม่มีหน้าในบันทึก มีแค่รอยเท้าที่ทิ้งไว้บนเส้นทางและกุ้ยหยูเล็กๆ ที่วางไว้หน้าประตูในคืนที่ไม่มีดวงจันทร์
ถามว่าพวกเขาเหนื่อยไหม ก็คงเหนื่อย แต่ถ้าถามว่าเสียใจไหม คำตอบคือไม่เพราะการได้เห็นรักที่แท้จริงสมหวัง แม้แค่ครั้งเดียว คุ้มค่าเสมอ"
☽ อารัมภบทรอยเท้าที่ไม่มีเ้าของ ☽
มีบางสิ่งที่อู๋ หลิงซาง สังเกตเห็นตลอดการเดินทางกลับจากหมู่บ้านจื้อฉวน
รอยเท้า
ไม่ใช่รอยเท้าของคนเดินผ่านทั่วไปแต่เป็รอยที่ปรากฏขึ้นในระยะห่างที่สม่ำเสมอราวกับวัดห่างจากเส้นทางของพวกเขาประมาณสี่สิบก้าว ขนานไปกับทิศทางที่เดินแต่ไม่เคยเข้ามาใกล้กว่านั้น
รอยเ่าั้หายไปเมื่อพวกเขาหยุดพักและปรากฏขึ้นใหม่เมื่อออกเดิน
ราวกับมีใครบางคนเดินเคียงไปโดยไม่้าให้เห็น
เขาไม่ได้บอกเซิ่นอวี๋ทันทีเพราะ้าข้อมูลเพิ่มเติมก่อน แต่เขาสังเกตไว้ทุกวัน จดบันทึกระยะห่าง ทิศทางและลักษณะของรอยที่บางครั้งหลงเหลืออยู่บนดินนิ่ม
รอยเท้าเล็กน้ำหนักเบา เดินเร็ว
และในวันที่สี่ของการเดินทางกลับรอยนั้นหายไปโดยสิ้นเชิงราวกับว่าสิ่งที่ตามมาตัดสินใจว่าไม่จำเป็ต้องตามอีกต่อไป
หลิงซางมองออกไปที่ขอบทางที่ว่างเปล่า
เขาคิดในใจ"ไปแล้ว"
แต่ไม่ไปด้วยการหนีไปด้วยการเสร็จสิ้นภารกิจ
☁ กลับถึงฉางอันและสิ่งที่รออยู่☁
ฉางอันเจ็ดวันหลังจากออกเดินทาง
ฉางอันต้อนรับพวกเขากลับด้วยฝนเบาๆที่ตกตลอด่บ่าย
ไม่ใช่ฝนเย็นของฤดูหนาวแต่เป็ฝนอุ่นของต้นฤดูใบไม้ผลิที่เพิ่งเริ่มฝนที่นำกลิ่นดินและกลิ่นหญ้าอ่อนลอยมาในอากาศ
หยูหลานโล่งใจที่เห็นโรงหมอยังอยู่ครบถ้วนดีเพื่อนที่รับ่ดูแลรายงานว่าไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติ คนไข้มาตามปกติยาสต็อกอยู่ครบ
เธอขอบคุณเพื่อนส่งกลับ แล้วก็เริ่มจัดการโรงหมออย่างรวดเร็วในแบบที่บอกว่าเธอคิดถึงงานมาตลอด
เย่เซิ่นอวี๋ ไปส่งรายงานให้ตัวิผ่านเครือข่าย แวะซื้อขนมปังสองก้อนระหว่างทางกลับมาพร้อมข้อมูลเพิ่มเติมว่าไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติในฉางอันระหว่างที่พวกเขาไม่อยู่
หลิงซางทำสิ่งแรกที่เขาทำทุกครั้งเมื่อกลับจากการเดินทาง ตรวจยาในโรงหมอ ตรวจสต็อกสมุนไพรเขียนรายงานสรุปการรักษาที่หมู่บ้านจื้อฉวน
และสิ่งที่สองเปิดจดหมายที่ค้างอยู่ระหว่างที่ไม่อยู่
จดหมายสี่ฉบับฉบับที่น่าสนใจที่สุดมาจากบิดา
"มีคนมาเยี่ยม อ้างว่ารู้จักเ้า รอเ้ากลับก่อนจะพูด ไม่ต้องรีบแต่ก็อย่าช้า"
หลิงซางอ่านสองรอบ
"มีคนมาเยี่ยมพ่อ" เขาบอกเซิ่นอวี๋ที่กลับมาพอดี
เซิ่นอวี๋วางขนมปังลงบนโต๊ะรับจดหมายไปอ่าน
"รู้จักเ้า ไม่ใช่รู้จักบิดาท่าน" เขาสังเกต "และรอเ้ากลับก่อน ไม่ใช่รอที่จะพบบิดาท่านต่อ"
"คนที่รู้จักข้าแต่ข้าไม่รู้จักเขา" หลิงซางพูด
"กุ้ยหยูในกล่อง" เซิ่นอวี๋พูดขึ้น"ผู้ส่งกล่องนั้น"
"อาจใช่" หลิงซางพูด "ไปพบพ่อวันนี้"
คฤหาสน์ตระกูลอู๋บ่ายวันเดียวกัน
อู๋เจิ้งหยวนนั่งรออยู่ในห้องรับแขกปกติไม่ใช่ห้องสมุดส่วนตัวที่เขาใช้สำหรับการสนทนาที่สำคัญแต่เป็ห้องรับแขกทั่วไปที่มีเก้าอี้สบายและชาดี
นั่นบอกอะไรหลิงซาง
ครั้งนี้แขกไม่ใช่ศัตรู
"หลิงซาง" เจิ้งหยวนลุกขึ้นทักทายลูกชายแล้วมองเซิ่นอวี๋ "ท่านเซิ่นมาด้วยดี"
"แขกที่ว่านั้นยังอยู่ไหม" หลิงซางถาม
"รออยู่ในสวน" เจิ้งหยวนพูดน้ำเสียงที่หลิงซางอ่านออกว่ามีบางสิ่งที่ผิดปกติซ่อนอยู่ "เขาบอกว่า้าพบท่านทั้งสองพร้อมกันไม่แยก"
"ท่านรู้จักเขาไหม" เซิ่นอวี๋ถาม
เจิ้งหยวนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
"รู้จักในแบบที่น่าแปลก" เขาพูดในที่สุด "เขาแก่มาก แก่กว่าที่ควรแก่ แต่ดวงตาของเขาเฉียบคมราวกับยังหนุ่มเขาบอกชื่อ แต่ข้ารู้สึกว่าชื่อนั้นไม่ใช่ชื่อที่แท้จริง"
"ชื่อที่บอกคืออะไร"
"จิ้วเซียน" เจิ้งหยวนพูด "เก้าความลับ"
????ผู้ที่รอในสวน????
สวนหลังคฤหาสน์ตระกูลอู๋
ในสวนที่มีต้นบ๊วยปลูกเป็แถวดอกสีขาวอ่อนที่เพิ่งเริ่มบานในต้นฤดูใบไม้ผลิชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนม้านั่งหินข้างบ่อน้ำ
เมื่อแรกเห็นหลิงซางประเมินว่าแก่กว่าบิดาของเขา อาจเจ็ดสิบ อาจมากกว่า ผมขาวทั้งหัวรอยตีนกาและรอยเวลาที่ลึกบนใบหน้า แต่หลังตรง ไม่งอ ไม่ต้องพึ่งไม้เท้า
แต่เมื่อชายนั้นหันมามองหลิงซางรู้สึกถึงบางสิ่งที่ทำให้การประเมินอายุทั้งหมดล้มเหลว
ดวงตาของชายคนนี้ไม่มีอายุ
ไม่ใช่ดวงตาที่ไร้เดียงสาหรือแก่เกินอายุแต่เป็ดวงตาที่เห็นมามากเกินกว่าจะนับได้ด้วยปีที่ผ่านไปดวงตาที่จำทุกสิ่งที่เคยเห็น และยังคงเห็นต่อไปโดยไม่แสดงอาการเหนื่อย
เซิ่นอวี๋ที่เดินเคียงหลิงซางรู้สึกถึงบางสิ่งในทันที
รอยแผลเป็ที่ข้อมือซ้ายเรืองขึ้นไม่ใช่สีแดงของอันตราย ไม่ใช่สีเงินของิญญา แต่เป็สีทองอ่อนๆ ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
ชายนั้นยิ้มรอยยิ้มที่มีอะไรซ่อนอยู่มากมายในนั้น บางสิ่งที่เศร้า บางสิ่งที่อบอุ่นและบางสิ่งที่ดูเหมือนความโล่งใจที่รอมานาน
เขาพูดเบาๆ
"มาถึงแล้ว"
"ท่านคือใคร" หลิงซางถามตรงๆ ตามนิสัย
ชายนั้นไม่ตอบทันทีหันมองดอกบ๊วยที่กำลังบานก่อน
"ท่านหมออู๋ถามว่าข้าคือใคร" เขาพูด เสียงที่ลึกกว่าที่ร่างแก่ชราควรมี "คำตอบนั้นยาวกว่าที่บ่ายวันหนึ่งจะบรรจุได้แต่ข้าจะพยายาม"
เขาชี้ไปที่ม้านั่งหินอีกสองตัวในสวน
"นั่งก่อนเถิด"
เมื่อทั้งสามนั่งลงชายที่เรียกตัวเองว่าจิ้วเซียนมองทั้งสองคนสลับกันมองในแบบที่คนที่เห็นคนมาหลายร้อยชีวิตมอง ประเมินไม่ใช่เพื่อตัดสินแต่เพื่อเข้าใจ
"ข้าได้รับมอบหมายให้ดูแลบางสิ่งมานานมาก" เขาเริ่ม "ดูแลและส่งต่อในเวลาที่ถูกต้องข้าทำหน้าที่นี้มาในทุกชาติที่ท่านทั้งสองปรากฏตัว"
"ทุกชาติ" เซิ่นอวี๋พูดซ้ำเสียงนิ่ง แต่ดวงตาที่ตื่นตัว
"ทุกชาติ" จิ้วเซียนยืนยัน"ท่านทั้งสองเป็ิญญาที่ผูกกันมาหลายร้อยปีทั้งตำนานแลประวัติศาสตร์ ที่ถูกซ่อนไว้รู้เื่นี้ แต่สิ่งที่ไม่มีใครบอกท่านคือข้าคือส่วนหนึ่งของเื่นั้นด้วย"
"ส่วนหนึ่งอย่างไร" หลิงซางถาม
จิ้วเซียนมองมือของตัวเอง
"ในชาติแรก" เขาพูดช้าๆ "ข้าเป็เพื่อนของเ้าหญิงหิมะเพื่อนที่รู้จักเธอก่อนที่ใครจะรู้ว่าเธอมีพลังรู้ว่าเธอเป็คนอย่างไรก่อนที่เธอจะกลายเป็ 'เ้าหญิง'ในสายตาใคร"
เขาหยุด
"ตอนที่เธอสิ้นชีวิต ข้าทำสิ่งที่โง่มากข้าร้องขอต่อฟ้าดินว่าขอเป็พยานในทุกชาติที่เธอเวียนกลับมาขอเห็นให้แน่ใจว่าในที่สุดเธอจะได้รับสิ่งที่เธอสมควรได้รับ"
"และฟ้าดินยอม" เซิ่นอวี๋พูด
"ฟ้าดินเคร่งครัดเื่ค่าตอบแทนของคำขอ" จิ้วเซียนพูด มุมปากขยับขึ้นเล็กน้อย "ข้าขอเป็พยาน ฟ้าดินให้ข้าเป็พยานแต่ไม่ได้บอกว่าข้าจะแก่ชราตามปกติระหว่างที่เป็พยานอยู่"
"ท่านยืดชีวิตมาทุกชาติ" หลิงซางพูด ไม่ใช่คำถาม
"ยืดมาหลายร้อยปี" จิ้วเซียนยืนยัน"ไม่ใช่ชีวิตนิรันดร์เพียงแต่ยาวพอที่จะเห็นทุกชาติที่เ้าหญิงหิมะและผู้ปกป้องของเธอเวียนกลับมา"
ความเงียบตกลงมาในสวนเสียงนกร้องในต้นบ๊วย เสียงน้ำในบ่อน้ำ
"แล้วท่านเห็นอะไรบ้าง" เซิ่นอวี๋ถาม เสียงที่นุ่มกว่าปกติในแบบที่เขาใช้กับคนที่มีเื่เล่า
จิ้วเซียนมองเขาแล้วก็มองหลิงซาง
"ข้าเห็นทั้งสองล้มเหลวในชาติแล้วชาติเล่า" เขาพูดตรงๆ "ไม่ใช่เพราะไม่รัก แต่เพราะความกลัว ความไม่แน่ใจกำแพงที่สร้างขึ้นเองโดยไม่รู้ตัว ข้าเห็นเ้าหญิงหิมะในทุกชาติที่เธอมียิ้มให้คนอื่นแต่หัวใจอยู่กับผู้ปกป้องของเธอและข้าเห็นผู้ปกป้องในทุกชาติที่เขามียืนเฝ้าอยู่โดยไม่รู้ว่าตัวเองได้รับอนุญาตให้อยากได้อะไรมากกว่าการเฝ้า"
เซิ่นอวี๋ไม่พูดอะไรแต่หลิงซางเห็นว่ามือของเขากำแน่นเล็กน้อย
"และชาตินี้" จิ้วเซียนพูดต่อเสียงที่อบอุ่นขึ้น "ข้าเห็นสิ่งที่ต่างออกไปข้าเห็นสองคนที่พูดในสิ่งที่ทุกชาติก่อนหน้าไม่กล้าพูดข้าเห็นการเลือกที่ไม่ใช่การเฝ้า แต่การอยู่"
"นั่นคือเหตุผลที่ท่านส่งกุ้ยหยูมาให้" หลิงซางพูด
"ใช่" จิ้วเซียนพูด "ถึงเวลาที่ข้าส่งต่อสิ่งที่ดูแลมาเพราะชาตินี้คือชาติที่ข้าคิดว่า ทั้งสองพร้อมแล้ว"
???? บันทึกของพยาน????
จิ้วเซียนหยิบถุงผ้าเล็กๆออกมาจากเสื้อคลุม วางบนโต๊ะหินระหว่างพวกเขา
ข้างในมีกุ้ยหยูสีเขียวอมเหลืองชิ้นเดิมที่อยู่ในกล่องไม้และสิ่งอีกอย่าง
ม้วนกระดาษเล็กๆที่มัดด้วยเชือกแดงเก่าจนซีด
"บันทึกของข้า" จิ้วเซียนพูด"ทุกชาติที่ผ่านมา ข้าจดบันทึกไว้ ไม่มากแต่เพียงพอที่จะเข้าใจรูปแบบ"
หลิงซางหยิบม้วนกระดาษขึ้น
"อ่านได้ไหม"
"นั่นคือเหตุผลที่ข้านำมา" จิ้วเซียนพูด
หลิงซางคลายเชือกออกกางกระดาษ
ตัวอักษรขนาดเล็กแน่นทุกหน้าแต่เขียนด้วยลายมือที่คงเส้นคงวาตลอดราวกับเขียนในชีวิตเดียวเพราะมันเขียนในชีวิตเดียวจริงๆ แม้จะยาวนานกว่าชีวิตทั่วไปหลายเท่า
เขาอ่านเร็วดวงตาสังเกตตัวอักษรอย่างมีระเบียบ
เซิ่นอวี๋นั่งข้างๆอ่านไปพร้อมกัน
บันทึกนั้นเล่าชาติแล้วชาติไม่ใช่รายละเอียดชีวิตทั้งหมดแต่เป็จุดสำคัญของแต่ละชาติที่จิ้วเซียนเห็นและบันทึกไว้
ชาติที่สองเ้าหญิงหิมะเกิดในตระกูลพ่อค้าชายแดน ผู้ปกป้องเกิดในตระกูลทหาร พวกเขาพบกันรักกัน แต่าพรากพวกเขาออกจากกัน ทั้งสองตายโดยไม่ได้พูดสิ่งที่ต้องพูด
"รู้ชัดแจ้ง แต่ยังเลือกเงียบ เพื่ออะไร?"
ชาติที่สามเ้าหญิงหิมะเป็หมอที่รักษาคนในหมู่บ้าน ผู้ปกป้องเป็ชาวนาที่ดูแลทุ่งนาข้างๆพวกเขาอยู่ใกล้กันตลอด แต่ไม่เคยก้าวข้ามระยะห่างที่ทั้งสองสร้างขึ้นชาตินั้นจิ้วเซียนเขียนไว้ว่า
"ห่างกันแค่ก้าวเดียว แต่ไกลราวกับขอบฟ้า"
ชาติที่สี่ชาตินี้ทั้งสองรู้ว่ารักกัน พูดออกมาด้วย แต่ครอบครัว กฎระเบียบและความกลัวที่สังคมสร้างขึ้น ทำให้ทุกอย่างพังทลายก่อนที่จะสมหวัง
ชาติที่ห้าที่หก ที่เจ็ด รูปแบบซ้ำๆ ในรูปแบบที่ต่างกัน บางชาติใกล้มาก บางชาติไกลมากแต่ทุกชาติมีเหตุผลที่ทำให้ไม่ถึงจุดที่สมบูรณ์
และท้ายสุดของบันทึกหน้าสุดท้ายที่เขียนด้วยลายมือเดิมแต่ดูสดกว่าหน้าอื่นบันทึกชาตินี้ที่จิ้วเซียนเพิ่งเขียน
"ชาตินี้ ทั้งสองคนมีการเปลี่ยนแปลง คนหนึ่งไม่เพียงแค่เฝ้าอีกต่อไปคนหนึ่งไม่เพียงแค่เงียบอีกต่อไป บางที ครั้งนี้อาจสำเร็จ ถ้าสำเร็จภารกิจของข้าก็เสร็จสิ้น"
หลิงซางวางม้วนกระดาษลง
เซิ่นอวี๋มองออกไปที่ดอกบ๊วยในสวนดวงตาที่ปกติอ่านยากตอนนี้มีอะไรบางสิ่งที่ซับซ้อนอยู่ข้างใน
"ท่านจิ้วเซียน" หลิงซางพูด
"อะไร"
"ท่านพูดว่าถ้าสำเร็จ ภารกิจของท่านจะเสร็จสิ้น" หลิงซางพูด เสียงที่ตรงและระมัดระวัง "หมายความว่าอะไร"
จิ้วเซียนมองลูกชายของเ้าหญิงหิมะในชาตินี้ในดวงตาที่เห็นมาหลายร้อยปีนั้นมีบางสิ่งที่อ่อนโยนและเหนื่อย
"หมายความว่า" เขาพูดช้าๆ "ข้าได้รับอนุญาตให้ไปในที่สุด"
????สิ่งที่ค้างอยู่และวิธีชำระ????
หลังจากนั้นการสนทนาดำเนินต่อไปอีกนาน
จิ้วเซียนอธิบายสิ่งที่บันทึกในกุ้ยหยูสีเขียวอมเหลืองวิธีชำระร่องรอยที่เหลือค้างอยู่ในตัวเซิ่นอวี๋ให้สมบูรณ์แบบ
"ที่หลิงซางทำนั้นถูกต้อง" เขาพูด "แต่ไม่ครบร่องรอยที่เหลือนั้นฝังลึกกว่าที่ตำราทั่วไปอธิบายมันอยู่ในส่วนที่เชื่อมกับรอยแผลเป็ กับคำสาบานในชาติแรกกับพันธะที่ยังไม่สมบูรณ์"
"พันธะที่ยังไม่สมบูรณ์" เซิ่นอวี๋พูดซ้ำ
"ผู้ปกป้องสาบานว่าจะปกป้องในทุกชาติ" จิ้วเซียนพูด "คำสาบานนั้นทำให้รอยแผลเป็อยู่ที่นั่น เป็สัญลักษณ์ของพันธะแต่พันธะที่แท้จริงนั้นไม่ใช่แค่การปกป้อง"
"มันคืออะไร" หลิงซางถาม
"มันคือการเลือก" จิ้วเซียนพูด"การเลือกที่ไม่ใช่เพราะหน้าที่ไม่ใช่เพราะคำสาบาน แต่เพราะ้า เพราะรัก เพราะนั่นคือสิ่งที่อยากทำ"
เขามองเซิ่นอวี๋
"ผู้ปกป้องในทุกชาติยืนเฝ้าเพราะรู้สึกว่าต้องไม่ใช่เพราะอยากจะอยู่ที่นั่น ความแตกต่างนั้นเล็กมากในทางกายแต่ใหญ่มากในทางพลังงาน"
"และถ้าเลือกได้อย่างแท้จริง" หลิงซางพูด "ร่องรอยนั้นจะหาย"
"จะหาย" จิ้วเซียนยืนยัน"เพราะพันธะจะสมบูรณ์มันไม่้ารอยเตือนอีกต่อไป"
เซิ่นอวี๋นั่งเงียบอยู่นานมองดอกบ๊วยสีขาวที่ร่วงลงมาเป็ครั้งคราวเมื่อมีลมพัด
"ข้าต้องทำอะไร" เขาถาม
"ไม่ต้องทำอะไรพิเศษ" จิ้วเซียนพูด เสียงที่อบอุ่นอย่างผิดปกติสำหรับชายที่ดูแห้งแล้ง "แค่รู้ว่าตัวเองเลือกรู้ว่าไม่ได้อยู่ที่นี่เพราะคำสาบานเก่าในชาติที่ไม่จำ แต่อยู่เพราะ้าอยู่ด้วยตัวเอง ชาตินี้"
เซิ่นอวี๋หันมามองหลิงซาง
หลิงซางมองกลับดวงตาสีเทาอมน้ำตาลในแสงบ่ายมีบางสิ่งที่รอ ไม่กดดัน ไม่เรียกร้อง แค่รอ
"ข้าอยู่ที่นี่" เซิ่นอวี๋พูดเบาๆไม่ได้พูดกับจิ้วเซียน แต่พูดกับหลิงซาง และพูดกับตัวเอง "เพราะข้า้าอยู่ ไม่ใช่เพราะต้องอยู่ข้าเลือก ด้วยตัวเอง ชาตินี้"
รอยแผลเป็ที่ข้อมือซ้าย
เรืองขึ้นสว่างทองอ่อนๆ เหมือนแสงเทียนที่อ่อนโยน
จากนั้นก็ค่อยๆจาง
จางลงจางลง จนกระทั่ง
ไม่หายแต่เปลี่ยน
รอยแผลเป็ที่เคยนูนและชัดเจนนั้นค่อยๆเรียบลง จนเหลือแค่รอยจางๆ บนิั ยังเห็นอยู่ถ้ามองใกล้แต่ไม่ใช่สัญลักษณ์ของพันธะที่ยังค้างอยู่อีกต่อไป
มันกลายเป็รอยของความทรงจำไม่ใช่รอยของหน้าที่
จิ้วเซียนมองรอยนั้นในดวงตาของเขามีบางสิ่งที่สว่างขึ้น
"เสร็จแล้ว" เขาพูดเบาๆ "ร่องรอยที่เหลือก็จะจางตามในไม่ช้า"
????สิ่งที่จิ้วเซียนเล่าก่อนจาก????
พวกเขาอยู่ในสวนจนกระทั่งพระอาทิตย์เอียงต่ำ
จิ้วเซียนเล่าสิ่งที่เขาเห็นมาหลายร้อยปีไม่ใช่ทุกอย่าง แต่เป็ส่วนที่เขาคิดว่าสองคนตรงหน้าควรรู้
เื่ของอสูรผู้ลบที่เขารู้จักมานานกว่าอู๋เจิ้งหยวน
"มันไม่ได้เกิดขึ้นเอง" จิ้วเซียนพูด "มันเป็ผลของความโลภที่สะสมมาหลายร้อยปี คนที่กลัวความตายคนที่้าพลัง คนที่ไม่ยอมรับขอบเขตระหว่างโลกเมื่อพลังงานของความโลภนั้นสะสมมากพอมันก็กลายเป็สิ่งที่มีตัวตนเป็ของตัวเอง"
"มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ" หลิงซางพูด
"มันคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยไม่ตั้งใจ" จิ้วเซียนพูด "และนั่นทำให้มันทำลายได้ เพราะสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วยความโลภสามารถทำลายได้ด้วยสิ่งตรงกันข้าม"
"ความพอใจ ความเสียสละ ความรัก" เซิ่นอวี๋พูด
"ใช่" จิ้วเซียนพยักหน้า"กุ้ยหยูในกล่องนั้นบันทึกวิธีสมบูรณ์หลิงซางจะอ่านออก เพราะพลังของเขาสามารถถอดรหัสพลังงานในกุ้ยหยูได้"
"แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง" หลิงซางพูด มองจิ้วเซียนตรงๆ "ร่องรอยที่อสูรทิ้งไว้ในตัวเซิ่นอวี๋ มันจางลงแล้วแต่ยังไม่หายสนิทท่านพูดว่าจะจางตาม แต่จะมีผลข้างเคียงไหม"
จิ้วเซียนมองหลิงซางมองในแบบที่ประหลาดใจเล็กน้อย
"ท่านหมออู๋สังเกตเห็น"
"ข้าเป็หมอ" หลิงซางตอบสั้น
"ผลข้างเคียงมี" จิ้วเซียนพูด"ร่องรอยนั้นเมื่อจางออกอาจทำให้มีอาการ ไข้ต่ำอ่อนล้า และในบางกรณีอาจมีความฝันที่ชัดเจนผิดปกติฝันถึงสิ่งที่ไม่ใช่ความทรงจำในชาตินี้"
เซิ่นอวี๋มองข้อมือของตัวเอง
"ฝันถึงชาติก่อน"
"อาจเป็ไปได้" จิ้วเซียนพูด"แต่ไม่ต้องกังวล มันจะผ่านไปเองถ้ามีคนอยู่ดูแล"
เขามองหลิงซางในดวงตานั้นมีความหมายที่ไม่จำเป็ต้องพูดออกมา
"ข้าจะดูแล" หลิงซางพูดเสียงที่ตรงและไม่มีทางเถียง
ก่อนที่จิ้วเซียนจะลุกขึ้นจากเซิ่นอวี๋พูดขึ้น
"ท่านจิ้วเซียน"
"อะไร"
"ท่านพูดว่าถ้าภารกิจเสร็จสิ้น ท่านจะได้ไป" เซิ่นอวี๋พูด เสียงที่นุ่มนวลกว่าปกติ "ไปที่ไหน"
จิ้วเซียนมองเซิ่นอวี๋ในดวงตาที่เห็นมาหลายร้อยปีนั้นมีบางสิ่งที่เป็ส่วนตัวมากจนทำให้รู้สึกว่าการถามต่อเป็การล่วงล้ำ
แต่เขาก็ตอบ
"ไปพบเพื่อนเก่า" เขาพูดเบาๆ"คนที่ข้าพลัดพรากมาั้แ่ชาติแรกเพราะข้าเลือกอยู่เป็พยาน แทนที่จะตามเธอไป"
"เธอ" เซิ่นอวี๋พูดซ้ำเข้าใจ
"เพื่อนที่รักมากกว่าชีวิต" จิ้วเซียนพูด รอยยิ้มที่มุมปากมีทั้งความเศร้าและความหวังปนกัน "แต่ข้าเลือกอยู่เพราะคิดว่านั่นคือสิ่งที่ถูกต้องและตอนนี้ข้าคิดว่าข้าทำถูกต้องแล้ว แม้จะใช้เวลานาน"
ลมพัดผ่านสวนดอกบ๊วยขาวร่วงลงมาสองสามดอก ลอยอยู่ในอากาศสักครู่ก่อนจะลงพื้น
"ขอบคุณ" เซิ่นอวี๋พูดด้วยน้ำเสียงที่บอกว่าขอบคุณมากกว่าแค่การส่งกล่องมา
จิ้วเซียนพยักหน้า
"ไม่ต้องขอบคุณ นั่นคือสิ่งที่ข้า้า"
♥️สิ่งที่พยานเห็นเป็ครั้งสุดท้าย♥️
"ข้าเห็นมาหลายร้อยปีว่าความรักนั้นทำงานอย่างไร เห็นมันล้มเหลวซ้ำๆ ด้วยเหตุผลเดิมๆ ความกลัว ความไม่แน่ใจการรอที่นานเกินไป
แต่ข้าก็เห็นด้วยว่า เมื่อมันสำเร็จมันไม่ได้สำเร็จด้วยพลังวิเศษ ไม่ได้สำเร็จด้วยชะตากรรม
มันสำเร็จด้วยคนสองคน ที่เลือกที่จะพูดในเวลาที่ถูกต้องเลือกที่จะอยู่เมื่อมีทางออกไป เลือกที่จะเชื่อแม้จะกลัว
และนั่นคือสิ่งที่งามที่สุด ที่ข้าได้เป็พยานมาในทุกชาติ"
จากบันทึกสุดท้ายของจิ้วเซียน
♥️ "ชาตินี้ ชีวิตนี้ ไม่จากไม่ทิ้ง เดินเคียงกับเ้า จนแก่ไม่เสียใจ"♥️
..สุสาส์นราคะ..