ตอนที่ 171 เขาวงกต
ภายในสุสานส่วนนี้เป็นจุดที่ดูแปลกแยก ให้ความรู้สึกอึดอัดอย่างไม่อาจอธิบายให้แก่นิทาน เขารู้สึกเหมือนว่าตนได้ผ่านห้วงมิติขนาดเล็กห้วงหนึ่งยามมุดเข้ามาในซอกของถ้ำ
นิทานกำและแบมือน้อย ๆ เขารู้สึกเหมือนว่าร่างของเขาได้รับการปล่อยผ่าน เหมือนว่ามีพลังบางอย่างที่สามารถกดดันเขาได้ หากมันเลือกที่จะไม่ทำ คีตาที่นำเข้ามาก่อนรออยู่เบื้องหน้า มันนั่งหันหน้าไปมาพร้อมหูที่ขยับยุกยิก ๆ ตรวจจับทุกสิ่งรอบตัว
เขาเงยหน้ามองเพดานแล้วจึงเห็นว่าเพดานของที่นี่ดูผิดแปลกและไม่สมเหตุสมผลแม้แต่น้อย ก่อนเขาเข้ามา หน้าซอกถ้ำนั้นคือภูเขาขนาดมหึมา ดังนั้นเมื่อเขาเข้ามาแล้ว เพดานก็สมควรเป็นหินและดินอันเกิดจากการขุดเจาะภูเขาเพื่อสร้างสุสาน แต่เพดานนี้กลับเป็นอิฐหรือแร่หินบางอย่างที่เขาไม่รู้จักแผ่นเดียวยาวพรืด
เป็นดั่งแผ่นหินขนาดยักษ์ที่ใหญ่เท่าภูเขาทำหน้าที่เป็นหลังคาให้แก่สุสาน นิทานขมวดคิ้วมองสภาพรอบตัวอันแสนแปลกประหลาด เขายืมใช้พลังอาณาเขตของคีตาเพื่อตรวจสอบสภาพแวดล้อมโดยรวม และภาพนั้นก็ทำให้นิทานขมวดคิ้วแน่นขึ้น
กล่อง? นิทานคิดอย่างฉงน นั่นคือภาพที่เขาเห็นผ่านพลังอาณาเขตที่กินพื้นที่ครอบคลุมหลายตารางกิโลเมตร ภาพจากมุมสูงทำให้นิทานเห็นว่าสุสานแห่งนี้เหมือนกล่องใบหนึ่ง กล่องที่ภายในเป็นเขาวงกตขนาดยักษ์และเขาอยู่ภายในนั้น นิทานไม่ได้มองจากนอกกล่องได้ พลังอาณาเขตมิได้สารพัดประโยชน์ขนาดที่จะมองทะลุได้ทุกอย่าง
พลังอาณาเขตทำงานในรูปแบบของการทำให้เขารับรู้ได้ถึงรูปร่างและตำแหน่งของทุกสิ่งรอบตัว ราวกับว่ารอบตัวเป็นอาณาเขตที่เขาเชี่ยวชาญ เขาสามารถรับรู้ได้ว่ารอบ ๆ ของตนมีอะไรอยู่บ้าง รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นได้ตามเวลาจริง แต่ไม่อาจมองทะลุสิ่งที่ถูกปิดบังหรือกำแพงปิดได้ หากเขาต้องการรับรู้ถึงสิ่งใดให้ชัดเจนมากกว่าปกติ เขาต้องวาง ‘ตา’ ลงในจุดนั้น หมายถึงเพ่งสมาธิไปยังจุดนั้น
พลังนี้ทำให้นิทานจับสังเกตได้ถึงขอบมุมของสุสานรวมถึงรอยแตกบนเพดานที่ทำให้เขาสามารถมองลอดออกไปตรวจสอบรอบ ๆ ได้ คำว่ากล่องจึงผุดขึ้นมายามเขาตรวจสอบรูปร่างโดยรวม
ที่แห่งนี้ไม่เหมือนกับการขุดภูเขาเพื่อทำสุสาน แต่เหมือนว่าสุสานที่ถูกสร้างจนเสร็จแล้วถูกวางเอาไว้ที่นี่ แล้วจึงมีภูเขาเกิดขึ้นมาทับทีหลังเสียมากกว่า หากนิทานก็ไม่มั่นใจนัก มีหลายจุดที่ดำมืดไปหมดจนนิทานไม่อาจมองเห็นอะไรได้แม้เขาจะวางตาไว้ตรงนั้น เหมือนมีพลังบางอย่างปกปิดไม่ให้เขาเห็นได้กว้างจนเกินไป
พลังอาณาเขตในนี้รับระยะได้ไม่ถึงกิโลเลยเหรอเนี่ย แต่สุสานนี้ดูใหญ่อย่างกับเมือง น่าจะเสียเวลาพอตัวเลยถ้าไม่มีเส้นทางไว้ก่อน นิทานเป่าปาก พลังอาณาเขตเป็นดาวข่มของเขาวงกต เขาจะหลงทางได้อย่างไรในเมื่อเขามองภาพจากมุมสูงได้แถมยังกว้างเป็นกิโล แต่ที่นี่ดูจะไม่สะดวกสบายถึงเพียงนั้น พลังอาณาเขตถูกจำกัดด้วยม่านพลังเบาบางรอบกล่องใบนี้ สมควรเป็นม่านพลังเดียวกันกับที่เขารู้สึกยามเข้ามา
“โดนจำกัดพลังจริง ๆ ด้วยครับ ผมใช้รีดพลังจากอักษรบนร่างไม่ได้เลย เหมือนว่ากลับไปเป็นระดับผู้เรียนรู้จริง ๆ” เพชฌฆาตผิวปากหวิว เขาเป็นคนที่สองที่ตามเข้ามา ขยับร่างกายไปมาเพื่อทดสอบ พลังกายของเขาถดถอยลงไปมาก
“ผู้แสวงวิถีทำได้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย” เพชฌฆาตลองเค้นพลังจากในร่างแต่ก็พบว่าพลังจิตวิญญาณในร่างของตนแทบไม่อาจใช้งานได้เลย เป็นระดับคล้ายกับผู้เรียนรู้อย่างแท้จริง
“งี้จะสู้ไหวจริงมั้ยครับเนี่ย” นิทานกล่าวหยอกด้วยรอยยิ้มจนเพชฌฆาตหัวเราะร่วน เขาดีดนิ้วครั้งหนึ่ง กำไลไข่มุกบนข้อมือของเขาก็หายไป สลายกลายเป็นไอพลังที่เคลื่อนเข้าสู่ร่าง พลังของเพชฌฆาตกระโดดสูงขึ้นอีกครั้ง กลายเป็นพลังระดับนักสลักเอกส่วนใหญ่
“สบายครับ ผมเตรียมพร้อมมาเยอะ” เพชฌฆาตฉีกยิ้ม นิทานจึงได้เห็นว่าตอนนี้บนร่างของเพชฌฆาตมีเครื่องประดับนับสิบ ๆ ชิ้น กำไลข้อมือเต็มพรืดถึงข้อศอก สร้อยที่ห้อยจนดูเหมือนคนเร่ขายของ แม้แต่ข้อเท้าก็ยังมีกระดิ่งกรุ๊งกริ๊งนับสิบ
นิทานหลุดหัวเราะกับสภาพของเพชฌฆาตยามนี้ หากเขาก็เข้าใจได้ พลังของเพชฌฆาตสมควรเกี่ยวข้องกับการสละบางสิ่งเพื่อแลกกับพลังที่เพิ่มขึ้นมา ดั่งที่เขาทำลายกำไลไข่มุกชิ้นหนึ่งเมื่อครู่
นิทานรู้สึกโชคดีที่เขาไม่มีคำแห่งพลังเช่นนั้น ไม่เช่นนั้นเขาคงปวดใจจากการหมดตัวทุกครั้งหลังการต่อสู้
“รู้สึกได้ถึงจิตประสงค์ร้ายและความแค้นในอากาศเลยค่ะ ที่นี่เหมือนกับอัดแน่นไปด้วยจิตมุ่งร้ายตลอดเวลาเลย” เลโอที่มุดตามเข้ามากล่าวขึ้น เธอหันไปมองรูที่เธอมุดเข้ามา น่าแปลกที่ดูเหมือนว่าเธอจะไม่สามารถมองออกไปเห็นโลกข้างนอกกล่องได้ ม่านพลังนั้นจำกัดการรับรู้ได้ในระดับที่น่าตกตะลึง
อิซึมิและโฮโจตามเข้ามาอย่างรวดเร็ว แล้วจึงเป็นฟาง หมิง เธอมีท่าทีค่อนข้างระแวงและหวาดกลัวอยู่บ้าง ในที่นี้เธออ่อนแอที่สุด แม้ไม่อาจเรียกได้ว่าอ่อนแอเพราะเธอเป็นถึงนักสลักเอกจากผู้เรียนรู้ 2คำ แถมเธอยังขึ้นเป็นนักสลักเอกตั้งแต่อายุ 41ปีซึ่งถือว่าเร็วมาก แต่เมื่อเทียบกับทุกคนในที่นี้แล้วเธอจึงดูด้อยลงอย่างชัดเจน
“คุณนิทานครับ ตามที่วางแผนกันไว้ ผมและเพชฌฆาตจะเป็นแนวหน้าเอง รบกวนตรวจสอบโดยรอบด้วยนะครับ” อิซึมิกล่าวขึ้นมาหลังจากที่ทุกคนตั้งหลักกันเรียบร้อย
เพชฌฆาตและอิซึมิเดินขึ้นหน้าเป็นแนวรับการปะทะช่วงแรกสุดและหน่วยต่อสู้ระยะประชิด พวกเขามีความเชี่ยวชาญในการเข้าปะทะตรง ๆ ที่สุด แถวกลางคือคีตา โฮโจ และเลโอ โฮโจนั้นมีความสามารถในการโจมตีระยะไกลอันหลากหลาย ส่วนเลโอก็เป็นฝ่ายสนับสนุนและรักษา เธอและเลโอจึงอยู่ในจุดที่สามารถช่วยได้ทั้งหน้าและหลัง ส่วนคีตานั้นอยู่ตรงกลางเพื่อขยายระยะการตรวจจับรวมถึงรับมือกับสิ่งที่ฝ่าแนวหน้าเข้ามาได้
นิทานและฟาง หมิงนั้นรั้งท้ายสุด ไม่ใช่เพราะพวกเขาให้นิทานอยู่ด้านหลังเพื่อความปลอดภัย แต่เป็นตรงข้ามกันเลย นิทานมีหน้าที่จัดการสิ่งที่จะลอบโจมตีพวกเขา ส่วนอีกหน้าที่หนึ่งคือจับตาดูฟาง หมิง
ฟาง หมิงบอกพวกเขาตนมีความรู้ด้านประวัติศาสตร์และปริศนาซึ่งอาจจะมีประโยชน์ในภายหลัง เธอจึงได้อยู่หลังสุด
เลโอกางแผนที่ที่พวกเขาได้รับมาจากอารากะแล้วจึงระบุตำแหน่งตัวเองได้อย่างรวดเร็ว จุดที่พวกเขาเข้ามามีหน่วยกล้าตายเข้ามานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว เขตนี้จึงค่อนข้างปลอดภัย
“แยกขวาค่ะ” เลโอกล่าวขึ้น ตอนนี้พวกเขาอยู่ค่อนข้างต้นของเขาวงกต ทางด้านหน้ามีทางแยกกว่าสามทาง แผนที่ที่พวกเขามีระบุไว้ชัดเจนว่าไปทางขวาคือตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด
ไม่มีใครคัดค้าน นี่คือความสำคัญของข้อมูล พวกเขาไม่ต้องเสียเวลาตัดสินใจแต่อย่างใด ช่วงแรกพวกเขายังไม่มีใครพูดอะไรกันนักเพราะความตึงเครียด หากนิทานบอกทุกคนอย่างชัดเจนว่าเขาไม่พบสัตว์อสูรแม้แต่ตัวเดียวในระยะหลายร้อยเมตร ไม่มีความจำเป็นต้องกังวลแม้แต่น้อย พวกเขาจึงเริ่มผ่อนคลายกันได้
“สถาปัตยกรรมแปลกมากเลยค่ะ ไม่เหมือนของอารยธรรมไหนเลย” ฟาง หมิงกล่าวขึ้นมาในระหว่างที่พวกเขาเดินทางกันในเขาวงกต ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วยตามนั้น ร่องรอยของการก่อสร้างในเขาวงกตนี้ดูแปลกอย่างแท้จริง มันเต็มไปด้วยรอยขูดขีดและหินที่กองกันเป็นกำแพง ไม่เหมือนอารยธรรมที่มักก่อกำแพงเรียบแม้แต่น้อย
“แม้แต่พื้นก็แปลกครับ ทางเดินกว้างมาก แถมเพดานยังห่างอีก จุดหักเลี้ยวก็ไม่ใช่การหักศอก แต่เป็นการโค้ง เหมือนกับว่าคนสร้างก่อสร้างฐานรับน้ำหนักแบบหักตรงไม่เป็น” อิซึมิวิเคราะห์ สถานที่นี้ดูไม่เหมือนถูกก่อนสร้างขึ้นมาอย่างดีสมฐานะของผู้แสวงวิถีเลย
แม้จะบอกว่าเป็นเขาวงกต แต่ก็ไม่เหมือนเขาวงกตเสียทีเดียว แทนที่จะเป็นกำแพงสูงใหญ่ที่ก่อเป็นทาง แต่กลับเป็นเหมือนหินที่ถูกพังนำมาเรียงกันเป็นทางและซ้อนกันเป็นกำแพงอย่างหยาบ ๆ แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่ก็มีความทนทานเป็นอย่างมาก
“อาจจะเพราะสถานภาพด้วยครับ ตอนที่ขุนนางพันธุ์ผสมสร้างที่นี่ขึ้น เขาสมควรบาดเจ็บหนัก แถมยังโดนขับไล่และทรยศมาอีก” นิทานลองมองในอีกมุมมองหนึ่ง
พวกเขาพูดคุยกันไประหว่างทาง หากเพราะด้วยประสบการณ์ของแต่ละคนจึงไม่มีใครประมาท หลายชั่วโมงของการเดินทาง ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงจุดหนึ่งที่มีการกล่าวไว้ในข้อมูล
“ห้องข้างหน้าเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีลูกกรงที่บันทึกไว้ครับ” นิทานพูดขึ้นมา กลุ่มขุดค้นหยุดการเดินทางลงชั่วครู่
“จากที่บันทึกไว้ ในห้องนั้นมีลูกกรงและสัตว์อสูรระดับนักสลักเอกอยู่หลายตัว แต่กรงพวกนั้นขังมันไว้ ดังนั้นพวกเขาเลยผ่านไปได้ไม่ยากครับ สัตว์อสูรเหล่านั้นออกมานอกกรงไม่ได้” นิทานกางแผนที่ออกให้ทุกคนเห็นผังที่วาดไว้หยาบ ๆ ทางด้านหน้าเป็นลานกว้างขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ภายในนั้นมีกรงเกือบสิบกรงกระจายอยู่ทั่วห้อง ภายในนั้นมีสัตว์อสูรที่ทั้งเป็นและตาย
“ถ้าข้อมูลถูกต้อง แค่พวกเราเดินผ่านไปตามทางที่พวกเขาเคยเดินก็พอใช่มั้ยครับ หน่วยกล้าตายทุกกลุ่มที่ผ่านมาทำแบบนั้นแล้วผ่านไปได้สบาย ๆ มาตลอด” เพชฌฆาตยืนยัน เขาก็มีสำเนาข้อมูลเช่นกัน ไม่มีหน่วยกล้าตายหน่วยไหนพลาดที่ตรงนี้ แม้สัตว์อสูรระดับนักสลักเอกหลายตัวจะน่ากลัวหากพวกมันไม่อาจออกจากกรงได้ พวกเขาเพียงต้องทำใจแข็งผ่านไปเท่านั้น ในแผนที่ระบุเส้นทางเดินเป็นแนวตรงตรงกลางลานอย่างชัดเจน
“ครับ ผมตรวจดูจากไกล ๆ แล้ว เป็นสัตว์อสูรระดับนักสลักเอก 5ตัว ผู้เรียนรู้ น่าจะ 3คำ 3ตัวครับ รวมเป็น 8ตัว” นิทานกล่าว เขาตรวจสอบด้วยพลังอาณาเขตแล้ว เป็นดั่งที่อธิบายไว้ในข้อมูลทั้งหมด สัตว์อสูรเหล่านั้นล้วนโดนกักขังไว้ กลางทางเดินเห็นรอยเท้าจาง ๆ ของมนุษย์หลายชีวิตได้ นี่สมควรเป็นทางเดินที่ระบุไว้
“งั้นก็ไปกันเถอะค่ะ” เลโอดันตัวลุกขึ้นยืน หากเพื่อความไม่ประมาท ในมือของเธอมีคทาประจำกายเตรียมพร้อมไว้ แน่นอนว่าคนอื่นต่างเตรียมตัวสำหรับการต่อสู้เช่นกัน พวกเขาตรวจดูแผนที่จนมั่นใจว่าจำทางเดินตรงกลางได้ขึ้นใจ
เพียงไม่นานพวกเขาก็มาถึงห้องดังกล่าว หลังจากผ่านกำแพงหินทางด้านหน้าไปก็สามารถเห็นลานกว้างได้ทางด้านหน้า เป็นลานกว้างขนาดประมาณไร่นาของชาวบ้าน โดยรอบมีกรงของสัตว์กระจายตัวอยู่
พวกเขาแม้มีท่าทีระมัดระวัง หากก็ไม่มีใครกดดันเกินไปนัก ข้อมูลระบุไว้ชัดเจนว่าพวกมันออกมาไม่ได้ ขอเพียงเดินตามทางในแผนที่ก็จะผ่านไปได้ง่าย ๆ แถมพวกมันยังเป็นแค่นักสลักเอกอีก พวกเขาสามารถรับมือได้
เพชฌฆาตและอิซึมิก้าวนำเข้าห้อง สายตาของเหล่าสัตว์ร้ายนั้นต่างมองมาทางพวกเขาเป็นทางเดียว หลายตัวพยายามกระโจนเข้ามาหากกรงเหล่านั้นก็ขังพวกมันไว้อย่างแน่นหนา ไม่มีตัวใดสามารถหลุดออกมาได้ พวกเขาค่อย ๆ ก้าวตามเส้นทางที่ระบุไว้ เมื่อเห็นว่าปลอดภัย คนอื่นจึงค่อย ๆ ตามมา ย่ำลงรอยเท้าเดิมของทั้งสองอย่างแม่นยำ
พวกเขาก้าวผ่านลานกว้างอย่างเชื่องช้า สัตว์อสูรเหล่านั้นยังคงตะกุยกรงกันอย่างบ้าคลั่ง หาก็ไม่มีท่าทีที่กรงแข็งแกร่งเหล่านั้นจะพังลงแม้แต่น้อย หน้าตาของสัตว์อสูรพวกนั้นล้วนบิดเบี้ยวและแปลกประหลาดจนนิทานอดขนลุกไม่ได้
พวกเขาก้าวผ่านครึ่งทางมาได้อย่างรวดเร็ว ยังคงไม่มีอันตรายใด ๆ นอกจากหน้าตาน่าขยะแขยงของสัตว์อสูรที่ดูเหมือนเกิดจากการรวมหลายสายพันธุ์เข้าด้วยกัน
เมื่อพวกเขายืนยันได้แล้วว่าพวกมันออกมาไม่ได้ ความผ่อนคลายจึงกลับคืนมาช้า ๆ
“เป็นสัตว์อสูรข้ามสายพันธุ์จริง ๆ ด้วยนะครับ” โฮโจกล่าวขึ้น เขาจับจ้องสัตว์อสูรเหล่านั้นอย่างสนอกสนใจ
“ถูกต้องแล้วครับ แม้จะดูหยาบ หากก็สามารถข้ามสายพันธุ์สัตว์อสูรเหล่านี้ได้จริง” นัยน์ตาของอิซึมิเป็นประกาย ยิ่งเขาได้เห็นเขายิ่งคาดหวังถึงข้อมูลของขุนนางพันธุ์ผสมมากขึ้น
“แต่น่าแปลกนะครับ ถ้ามันถูกขังอยู่แบบนี้ พวกมันหากินกันยังไง แถมยังมีชีวิตอยู่มาจนถึงตอนนี้ได้อีก” เพชฌฆาตถามขึ้น ดูเหมือนเสียงพูดของพวกเขาจะทำให้สัตว์อสูรเหล่านี้บ้าคลั่งมากกว่าเดิม พวกมันตะกุยกรงกันอย่างบ้าคลั่ง
"ฉันก็สงสัยค่ะ ถ้าพวกมันออกมาไม่ได้แล้วมันไม่อดตายกันได้ยังไง ดูยังไงก็คงไม่มีคนคอยให้อาหารแน่ ๆ" ฟาง หมิงเสริม นิทานขมวดคิ้วเล็กน้อย เขารู้สึกว่ากรงเหล่านั้นสั่นน้อย ๆ
“อาจจะมีกลไกเพื่อเปิดกรงหรือปล่อยพวกมันออกมา บางทีอาจจะเป็นกับดักเหยียบก็ได้ค่ะ แต่พวกเราเดินทางทางเดินที่ปลอดภัย” เลโอเสนอขึ้น สัตว์อสูรรอบด้านต่างสั่นกรงรุนแรงขึ้นทุกที แต่ยังไม่สามารถออกมาได้
“อาจจะใช่ครับ ผมก็คิดว่างั้นเหมือนกัน ไม่งั้นบางทีก็เป็นกลไกอย่างอื่น อย่างน้ำหนัก ตรวจจับระดับพลัง พอมีอะไรตรงตามเงื่อนไขกรงค่อยเปิดออก ให้พวกสัตว์อสูรพวกนี้ออกมาจัดการพวกผู้บุกรุก เข้าใจคิดดีนะครับ แต่ถ้าเงื่อนไขยากไปจะกลายเป็นว่าพวกมันออกมาไม่ได้เลยแบบนี้มันก็อดตายหมดพอดี” เพชฌฆาตเมื่อควบคุมสถานการณ์ได้ก็เริ่มแสดงนิสัยพูดมากของตนออกมาอีกครั้ง
ดูเหมือนการพูดมากของเพชฌฆาตจะไปกระตุ้นสัตว์อสูรพวกนี้เข้าอย่างจัง พวกมันจึงมีท่าทีหิวกระหายมากยิ่งกว่าที่เคย ตะกุยกรงและส่งเสียงร้องคำรามดังก้องจนตัวกรงสั่นไหวอย่างรุนแรง
นิทานขมวดคิ้วกับภาพนั้น เขายืมพลังอาณาเขตของคีตามาตรวจสอบแล้วจึงเห็นว่ากรงเหล่านั้นยามนี้เริ่มเกิดรอยปริร้าวแล้ว
“น้ำหนักก็สมเหตุสมผลนะครับ สัตว์อสูรเกือบสิบตัวแบบนี้ อาจจะเตรียมไว้จัดการกลุ่มใหญ่ก็ได้ หากเกิน 10คนอะไรอย่างนี้” โฮโจพูดขึ้น ขณะนี้พวกเขาเห็นทางออกอยู่ไกล ๆ แล้ว
“พื้นเหยียบก็เป็นไปได้ค่ะ ไม่ก็กลไกอะไรสักอย่าง แต่ผ่านได้ก็ผ่านไปเลยเถอะค่ะ อย่าสู้ให้เสียเวลาเลย” ฟาง หมิงกล่าว เธอไม่ชอบสัตว์อสูรหน้าตาอัปลักษณ์เหล่านี้เลยจริง ๆ
“รีบผ่านไปเถอะครับ ประตูอยู่ข้างหน้านี้เอง ผมรู้สึกว่ากรงมันอ่อนกำลังลงด้วย” นิทานขมวดคิ้วพูด สัญชาตญาณของเขากำลังร้องเตือน แม้แต่คีตาก็เริ่มแยกเขี้ยวแล้ว
ทุกคนมองนิทานด้วยสายตาจริงจัง แม้พวกเขาจะไม่เห็นว่ากรงนั้นต่างไปตรงไหน แต่นิทานเป็นนักตรวจจับรวมถึงหัวหน้า พวกเขาย่อมทำตามคำสั่ง ทั้งกลุ่มจึงออกเดินด้วยความเร็วที่มากขึ้น ประตูทางออกห่างไปไม่ไกลแล้ว
นิทานมองกรงเหล่านั้นอีกครั้ง ยามนี้เขารู้สึกได้จริง ๆ ว่ามันดูอ่อนแอลง หากก็ไม่สำคัญแล้ว พวกเขาจะออกจากลานกว้างนี้ได้ในอีกไม่กี่เมตร
“ผมนำให้เองครับ” เพชฌฆาตรีบกล่าวขึ้นเมื่อประตูอยู่ในระยะเอื้อมถึงแล้ว หากคำพูดของเขานั้นเองที่ทำให้หินขนาดยักษ์หล่นลงมาขวางประตูเอาไว้ เป็นกลไกง่าย ๆ ที่มีหินขนาดยักษ์ไหลตกเท่านั้น เพชฌฆาตปฏิกิริยาฉับไว เขาชักดาบฟันหินก้อนนั้นอย่างรวดเร็ว หากเพราะพลังของเขายามนี้เหลือเพียงระดับผู้เรียนรู้ หินก้อนยักษ์นั้นจึงไม่พังโดยสมบูรณ์ เกิดเป็นเสียงปริร้าวดังลั่น
และนั่นเป็นสัญญาณเริ่มศึก เมื่อดาบของเพชฌฆาตฟันออกกระทบหิน กรงมากมายก็ปรากฏรอยร้าวที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า สัตว์อสูรมากมายคำรามอย่างมุ่งร้าย หลาย ๆ กรงเริ่มปริแตกจนมีบางตัวเริ่มมุดออกมาแล้ว
“กลไกอะไร ไม่มีใครโดนอะไรเลยนี่คะ” เลโอขมวดคิ้ว แม้สถานการณ์จะดูแย่หากประสบการณ์และความแข็งแกร่งของเธอทำให้เธอยังคงตั้งสติไว้ได้
"เสียงค่ะ ถ้าฉันเดาไม่ผิด พวกมันดูบ้าคลั่งมากขึ้นตอนที่คุณเพชฌฆาตเริ่มคุย" ฟาง หมิงขมวดคิ้ว
“หน่วยกล้าตายคงกลัวเลยผ่านไปเงียบ ๆ ไม่พูดไม่จา ส่วนพวกเราคุยกันมาตลอดทาง เลยไปกระตุ้นเข้า” นิทานเสริม แม้สถานการณ์จะไม่สู้ดีหากเขาไม่มีความกังวลแม้แต่น้อย
บัดนี้กรงทั้งหมดพังลงแล้ว สัตว์อสูรมากมายประจันหน้าพวกเขา พวกมันพุ่งเข้าหาด้วยความเร็วสูง หากในกลุ่มขุดค้นนี้ไม่มีใครมีท่าทีเกรงกลัว
ตัวการอย่างเพชฌฆาตพอได้ยินคำวิเคราะห์ของนิทานก็พลันฉีกยิ้ม เขาหัวเราะอย่างรื่นเริง ไม่คิดเลยว่าตนจะติดกับดักตื้น ๆ ของคนโบราณเช่นนี้ ดาบบนหลังถูกชักออก มันไม่ใช่ดาบเหล็กธรรมดา ๆ หากเป็นดาบคมเดียวรูปแบบไฟกัลป์ที่เป็นสีดำ ใบดาบย้อมไปด้วยโลหิตที่แห้งกรังจนกลายเป็นสีดำ ด้ามยังคงพันไว้ด้วยเชือกหากเชือกเหล่านั้นกลับถักทอขึ้นจากเส้นใยสีดำที่นิทานคิดว่าน่าจะเป็นเส้นผม
“งั้นก็ถือว่าซ้อมก่อนเข้าไปเจอของจริงละกันนะครับ” เพชฌฆาตฉีกยิ้ม พุ่งสวนเข้าหาสัตว์อสูรมากมายเหล่านั้นโดยไม่กลัวเกรง กลิ่นอายพลังของเขาพุ่งขึ้นสูงเมื่อสร้อยสามเส้นหายไปจากร่าง
นอกจากเพชฌฆาตแล้วมีเพียงเลโอที่ชี้คทาไปทางเพชฌฆาต สร้างแสงเรืองรองห่อหุ้มร่างเขาไว้ โฮโจควักธนูเตรียมพร้อม คนที่เหลือเลือกนั่งลงรอเสียอย่างนั้น
“รีบจัดการหน่อยนะครับ มันเสียเวลา” นิทานกล่าว