บทที่ 59 อันตรายเกินไป
เล่อเวยตกใจ เลยรีบวิ่งเข้าไปดู โชคยังดี ที่เขาแค่สลบไปเท่านั้น
เล่อเวยปาดเหงื่อเย็นชื้นบนหน้าผาก เธอไม่คิดว่าหมัดเดียวจะรุนแรงขนาดนี้
ตอนเธอจัดการกับนักเลงของเฝิงเจียงก่อนหน้านี้ หมัดของเธอไม่สามารถทำให้ชายรูปร่างประมาณนี้ลอยไปได้
ดูเหมือนในอนาคต เธอควรจะระมัดระวังให้มากขึ้น ไม่ควรทำอะไรตามอำเภอใจ เพราะถ้าเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นมา ก็อาจจะสายเกินแก้!
เล่อเวยครุ่นคิดอยู่ในใจ เธอคว้าคอเสื้อของชายคนนั้นแล้วลากกลับเข้าไปในห้อง
บ้านพี่อวี๋สะอาดสะอ้าน เห็นได้ชัดว่าอวี๋ซู่หลันเป็นคนรักษาความสะอาด มีเพียงมุมเดียวของห้องเท่านั้นที่รกรุงรัง ตรงนั้นมีเตียงเดี่ยว มีขวดเหล้าที่วางระเกะระกะและเสื้อผ้ากองพะเนิน
เห็นแบบนี้ เล่อเวยก็ค่อยรู้สึกโล่งใจ ไม่ว่าพวกเขาจะเลิกกันหรือไม่ในอนาคต แต่อย่างน้อยๆ อวี๋ซู่หลันก็ไม่ใช่คนที่จะถูกบงการได้ง่ายๆ
เธอโยนผู้ชายคนนั้นลงบนเตียง แล้วยื่นมือไปอังใต้จมูกให้แน่ใจว่าเขายังไม่ตาย และเตรียมจะก้าวออกจากห้อง
จังหวะที่กำลังจะออกไปนั่น หางตาเธอก็เห็นบางสิ่งที่แวววาวผิดปกติ
สิ่งนั้นสะท้อนแสงสีเงินยวงโผล่พ้นลิ้นชักโต๊ะข้างเตียงที่เปิดทิ้งเอาไว้ออกมา
ความรู้สึกสังหรณ์ใจที่อธิบายไม่ได้ทำให้เล่อเวยกังวลเป็นอย่างมาก สัญชาตญาณบอกให้เธอลองเข้าไปตรวจสอบดู
ลมหายใจของเล่อเวยหนักขึ้นเล็กน้อย เธอมองไปที่ลานบ้าน ทุกคนในครอบครัวของเธอยังคงหลับสนิท และอวี๋ซู่หลันก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับมา
การเคลื่อนไหวของเธอแผ่วเบาลงโดยไม่รู้ตัว เล่อเวยไม่ได้สุ่มสี่สุ่มห้าเอื้อมมือออกไป เธอพันมือของเธอไว้ด้วยชายเสื้อก่อนที่จะเปิดลิ้นชักดู
“!”
ท่ามกลางกองไพ่เก่าๆ และผ้าขี้ริ้วขาดรุ่งริ่ง มีใบมีดซ่อนอยู่อย่างชัดเจน!
หัวใจของเล่อเวยกระตุกผิดจังหวะ เธอไม่ได้สัมผัสกับสิ่งของภายในโดยตรง แค่สังเกตด้วยสายตาและเห็นมีดที่โผล่พ้นผ้าขี้ริ้วออกมา
นั่นไม่ใช่มีดปอกผลไม้อย่างแน่นอน เพราะมีดปอกผลไม้ใบมีดไม่กว้างเช่นนี้!
เล่อเวยจดจำภาพลิ้นชักทั้งหมดให้ขึ้นใจ และค่อยๆ ปิดมันกลับไปยังตำแหน่งเดิมอย่างเบามือ ก่อนจะย่องออกจากห้องของอวี๋ซู่หลัน แล้วปิดประตูและกลับไปยังห้องของตัวเอง
เล่อเวยไม่ได้สนใจเล่อตงที่ยังคงหลับสนิทเลยแม้แต่น้อย เธอหยิบปากกาและกระดาษออกมาจากโต๊ะ วาดสิ่งที่เห็นอย่างรวดเร็วในขณะที่ความทรงจำของเธอยังชัดเจน
เธอไม่กล้าหายใจแรงด้วยซ้ำเพราะกลัวว่าจะลืมรายละเอียดเหล่านั้น
ไม่กี่นาทีต่อมา เล่อเวยก็หยิบภาพนั้นขึ้นมาสังเกตอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นใบมีด เธอก็รู้สึกได้ว่ามันคุ้นตา
ถึงแม้ความทรงจำจะแม่นยำมากขึ้น แต่สมองของมนุษย์ก็ไม่สามารถเทียบเคียงกับคอมพิวเตอร์ที่สามารถดึงข้อมูลต่างๆ ได้ในทันที นอกจากนี้ การค้นหาด้วยคอมพิวเตอร์ ยังจำเป็นจะต้องป้อนคีย์เวิร์ดลงไป
เล่อเวยขาดคีย์เวิร์ดดังกล่าว ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญ
ทำไมเธอถึงรู้สึกว่ามันคุ้นตา
เธอดึงภาพมีดปอกผลไม้และมีดทำครัวในใจทีละเล่มขึ้นมา แต่ไม่มีมีดเล่มใดตรงกับภาพวาดนี้เลย
เป็นอะไรได้บ้างนะ
เธอเคยเห็นใบมีดอื่นๆ เมื่อไม่นานมานี้หรือเปล่า
...ใช่แล้ว!
กริชทหารสองเล่มนั้น! กริชที่เธอยึดมาจากพวกนักเลงของเฝิงเจียงและมอบให้หลิ่วไถเฉิง!
เล่อเวยหยิบกระดาษออกมาอีกครั้ง และเริ่มวาดภาพกริชจากความทรงจำ แต่เธอก็วาดออกมาได้ไม่ดีนัก
ในแง่หนึ่ง เธอจำได้แค่ว่ามันคือกริชทหารแต่ไม่ได้ตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน เธอไม่ได้ใส่ใจเป็นพิเศษ จึงไม่ได้พินิจพิเคราะห์มันอย่างตั้งใจ
และอีกแง่ เธอวาดภาพมีดในลิ้นชักไปแล้ว และตอนนี้ก็นึกถึงภาพกริชทหาร หากลองวาดอีกครั้ง อาจจะทำให้ถูกชักนำได้ง่าย
หลังคิดไตร่ตรองดูแล้ว เล่อเวยก็เก็บภาพนั้นไว้ในอกเสื้อ
อีกสักพักเธอจะไปที่ตลาดเจิ้นซี แล้วโทรถามหลิ่วไถเฉิง
ไม่ว่าจะใช่หรือไม่ การที่ชายคนนั้นเก็บกริชไว้ตรงโต๊ะข้างเตียง ก็ถือว่าอันตรายเกินไป!
เห็นได้ชัดว่าอวี๋ซู่หลันไม่สนใจบริเวณนั้นเลย หล่อนไม่คิดจะทำความสะอาดด้วยซ้ำ และคงไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ในลิ้นชัก
ถ้าครั้งหน้าพวกเขาทะเลาะกัน แล้วชายคนนั้นชักกริชออกมา!
นี่มันเรื่องคอขาดบาดตายชัดๆ!
บทที่ 60 รู้จักแค่เขาเท่านั้น
ก่อนออกไป เล่อเวยปลุกเล่อตงให้ตื่น
ชายคนนั้นอยู่ในห้องเช่าถัดไป เขาอาจจะตื่นขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ จี่เฟิ่งกับต่งเซียงเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดา ไม่ถึงกับอ่อนแอ แต่ก็ไม่ได้แข็งแรงพอที่จะสู้กับผู้ชายตัวใหญ่ๆ ได้ ส่วนเติ้งหยางก็อายุแค่สองขวบไม่อาจนับเป็นกำลังรบ
กริชในลิ้นชักของชายคนนั้นทำให้เล่อเวยจำเป็นจะต้องระมัดระวัง!
เธอไม่กล้าออกไปโดยทิ้งคนทั้งสี่ที่กำลังหลับไว้ข้างหลัง
ตอนที่ถูกปลุกขึ้นมา เล่อตงยังคงมึนงงเล็กน้อย แต่หลังจากได้ยินคำพูดของเล่อเวย เขาก็ตาสว่างในทันที
“เธออยากให้ฉัน...”
“ตอนนี้ยัง” เล่อเวยรีบห้ามเล่อตงที่กำลังจะหยิบอะไรบางอย่างออกมา และเริ่มสงสัยว่าเล่อตงอาจจะเป็นโดราเอมอนที่พร้อมจะหยิบของวิเศษออกมาโดยไม่รอฟังคำอธิบายใดๆ “แค่จับตาดูเขาไว้ก็พอ จากนี้ไป อย่างน้อยๆ ต้องมีเราคนใดคนหนึ่งอยู่ที่บ้าน จะออกไปพร้อมกันสองคนไม่ได้”
“เข้าใจแล้ว”
ตอนมาถึงตลาดเจิ้นซี เล่อเวยก็เจอร้านขายของชำเล็กๆ จึงเข้าไปโทรหาหลิ่วไถเฉิง
เสียงสัญญาณดังอยู่สองสามครั้งก่อนจะมีเสียงของผู้หญิงเป็นคนรับสาย “สวัสดีค่ะ ใครพูดสายคะ”
เสียงนั้นฟังดูอ่อนเยาว์
คนคนนี้เป็นอะไรกับหลิ่วไถเฉิงกันนะ...ช่างเถอะ ทำไมเธอจะต้องไปสนใจด้วย
เล่อเวยชะงักแวบหนึ่งก่อนจะพูดว่า “สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเล่อเวย เป็นเพื่อนกับหลิ่วไถเฉิง เขาอยู่หรือเปล่าคะ ฉันมีเรื่องอยากจะถามเขาสักหน่อย”
“...เพื่อนของพี่?” เสียงในสายมีความงุนงงเล็กน้อย “พี่ชายฉันมีเพื่อนสาวกับเขาด้วยเหรอเนี่ย รอสักครู่นะคะ พี่ พี่!”
พี่ชาย?
แปลว่าเด็กสาวในสายคือน้องสาวของหลิ่วไถเฉิงงั้นเหรอ
หัวใจของเล่อเวยหนักอึ้ง ขณะนึกไปถึงภาพข่าวในหนังสือพิมพ์ที่เคยเห็นเมื่อชาติก่อน อีกสิบปีหลังจากนี้ เด็กสาวที่มีชีวิตชีวาและน่ารักคนนี้ จะถูกฆ่าตายในบ้านพร้อมกับสามีและลูกสองคน!
เธอรู้สึกแน่นหน้าอกเมื่อคิดถึงเรื่องนั้น
ในอดีต เธอทนไม่ได้กับความจริงที่ว่า เจียงอิ่งผู้เปี่ยมไปด้วยความยุติธรรมและรักความถูกต้อง คนที่ไม่เคยทำอะไรเลวร้าย ต้องมาพบจุดจบที่น่าเวทนา หากทำได้ เธอจะยื่นมือเข้าช่วยครอบครัวของเจียงอิ่งอย่างแน่นอน
และตอนนี้ เมื่อความสัมพันธ์ของเธอกับหลิ่วไถเฉิงสนิทสนมกันมากขึ้น อารมณ์ของเล่อเวยยิ่งซับซ้อนตามไปด้วย มันไม่ได้เป็นเพียงการช่วยเหลือใครสักคนด้วยหัวใจที่ชอบธรรมอีกต่อไป แต่มีความรู้สึกบางอย่างที่เธอไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน
เล่อเวยลอบถอนหายใจ ก่อนจะกระชับหูโทรศัพท์ในมือ สักพักเสียงที่คุ้นเคยของชายหนุ่มก็ดังขึ้นที่ปลายสาย “เล่อเวย มีอะไรหรือเปล่า”
น้ำเสียงนั้นแสดงออกถึงความกังวลเล็กน้อย พวกเขาเพิ่งจะพบกันเมื่อวาน หากไม่มีอะไรเกิดขึ้น เล่อเวยคงไม่โทรหาเขาในวันนี้
เล่อเวยเหลือบมองไปรอบๆ ร้านขายของชำ มีชายแก่นั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์ กำลังเก็บเงินลูกค้า โทรศัพท์ตั้งอยู่ติดกับประตูร้าน มีลูกค้าเข้าๆ ออกๆ เพื่อซื้อบุหรี่หรือไม่ก็รอต่อแถวใช้โทรศัพท์
ในสถานการณ์เช่นนี้ เธอไม่สามารถพูดออกไปตรงๆ ได้ว่ากำลังสงสัยว่าเพื่อนบ้านจะเก็บกริชทหารเอาไว้ในลิ้นชัก เพราะเกรงว่าถ้าพูดออกไปแล้วคนแถวนี้ได้ยิน จะพาลตกใจจนรีบแจ้งตำรวจ
ถ้าเป็นกริชทหารจริงๆ นั่นก็เรื่องหนึ่ง แต่ถ้าไม่ใช่ มันอาจจะกลายเป็นความเข้าใจผิดครั้งใหญ่
ต่อไปเธอกับอวี๋ซู่หลันคงเข้าหน้ากันไม่ติด!
และคงไม่สามารถอยู่ที่บ้านเช่าหลังนั้นได้!
หลังไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง เล่อเวยก็พูดขึ้นมาอย่างช้าๆ ว่า “ฉันเคยให้ของสองอย่างที่ได้มาจากหมู่บ้านกับคุณใช่ไหมคะ วันนี้ฉันเจอของที่คล้ายกัน เลยอยากจะให้คุณช่วยมาดูหน่อย”
ยุคนี้ไม่สะดวกจริงๆ ไม่เช่นนั้น เล่อเวยคงถ่ายรูปส่งไปให้หลิ่วไถเฉิงแล้ว
“คล้ายกัน?!” เสียงปลายสายดังขึ้นกว่าเดิม หลิ่วไถเฉิงประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด “เข้าใจแล้ว อีกสักพักฉันจะขับรถไปที่นั่น”
“ได้ค่ะ ไว้เราค่อยคุยกันตอนคุณมาถึง”
หลิ่วไถเฉิงเคยอยู่ในกองทัพก็จริง แต่ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นทหารและไม่ใช่ตำรวจ ดังนั้นเขาจึงไม่มีสิทธิ์ตรวจค้นลิ้นชักของชายคนนั้น
แต่เธอรู้จักแค่หลิ่วไถเฉิงเท่านั้น ไม่ว่าอย่างไร เธอก็มอบกริชสองเล่มนั้นให้กับเขา และเล่อเวยก็โทรแจ้งตำรวจโดยตรงไม่ได้ เพราะจะให้เธอบอกตำรวจว่าอะไร
‘ฉันเจอบางอย่างที่คล้ายกับกริชทหารในลิ้นชักของเพื่อนบ้าน’
‘แล้วรู้ได้ยังไงว่ามันอยู่ในนั้น ทำไมถึงเข้าไปค้นลิ้นชักบ้านคนอื่นล่ะ’
บางทีก่อนจะทันได้พูดจบ กุญแจมือสีเงินวงใหญ่ที่มีโซ่เชื่อมอยู่ตรงกลางอาจจะมาปรากฏอยู่บนข้อมือของเล่อเวยก่อนก็เป็นได้