“ฉันไม่แปลกใจเลยค่ะ ว่าทำไมผู้หญิงหลายคนถึงหลงรักคุณนัก เพราะคุณช่างเอาใจแบบนี้นี่เอง” ชายหนุ่มหลุดยิ้ม แล้วใช้แรงดึงหญิงสาวเดินขึ้นทีละขั้นช้าๆ
“หึ...ดูคุณจะเริ่มรู้จักผมมากขึ้นแล้วสินะ ระวังอย่าหลงรักผมอีกคนละกัน” หญิงสาวชะงักในคำพูด ทว่ายังคงยิ้มกว้างไม่โต้ตอบ
“อันที่จริง คุณไม่ต้องทำตามคำสั่งคุณพ่อไปทุกอย่างก็ได้นะคะ หากอยู่ที่นี่แล้วไม่ชอบ คุณมีวิธีอื่นมากมายที่จะหลีกเลี่ยงไปได้”
“บัตรเครดิตผม ขึ้นอยู่กับคุณพ่อนะครับ คุณอย่าลืม” รอยยิ้มยังคงเด่นชัดบนใบหน้าหวานไม่จางหาย พลางหยุดเดินแล้วยืนหอบครู่หนึ่ง
“ไม่เบื่อเหรอคะ ต้องถูกบังคับให้อยู่ในป่ากับคนที่พึ่งรู้จักกัน”
“ก็ดีกว่าคิด” เขาพูดจบจึงดึงมือหญิงสาวขึ้น้าต่อ หนูนาเริ่มหวั่นไหวในคำพูดแสนธรรมดานั้น เธอก้าวเท้าตามเขาไปช้าๆ ไม่นานนักจุดหมายปลายทางที่ว่าก็อยู่เพียงปลายเท้าขยับ ลมอ่อนพัดโชยมาปะทะทุกวินาที สีเขียวชอุ่มสุดสายตา ทิวเขาระดับต่างกันสลับไปมาชวนน่าหลงใหลอย่างถึงที่สุด หมอกจางๆ บังบางส่วนเอาไว้แต่นั่นทำให้ทุกอย่างโดยรวมดูดีไปหมด
“ดีจังค่ะ” หนูนาสูดอาการบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด ชานนท์เห็นดังนั้นจึงลองทำตาม แล้วพบว่าการทำแบบนี้รู้สึกดีอย่างมาก
“สวยจังเลยนะครับ” หนูนาหันไปเห็นแววตาระริกของชานนท์ ที่กำลังทอดสายตามองทิวเขาด้านหน้า ทำให้เธอรอบยิ้ม เขาดูมีความสุขไม่ต่างจากเธอ ภายนอกแม้จะดูแข็งแกร่งจอมกวน แต่จริงๆ แล้วเขาอ่อนโยนและอบอุ่นอย่างมาก
“คุณ ทางด้านนั้นมีป้ายอะไรด้วย” ชานนท์หันมาบอกภรรยา ก่อนทั้งสองจะเบี่ยงตัวเดินมายังป้ายไม้ที่ปักเด่นหราอยู่กลางหุบเขา สภาพค่อนข้างเก่าทีเดียวแต่พอเห็นตัวหนังสือได้อย่างชัดเจน
“พวกเาาวหมู่บ้านทั้งหมด ขอขอบคุณผู้บริจาคใจดีที่มอบโอกาสต่างๆ ให้มาจนถึงทุกวันนี้ ขอขอบคุณตระกูลทรัพย์ทวีและตระกูลพิยะพันธ์เป็อย่างสูง ด้วยรัก...ลงปีที่สองพันห้าสามสิบห้า” หนูนากะพริบตาถี่ๆ มือบางลูบตัวอักษรทั้งหมดให้เด่นชัดขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
“คุณเห็นอย่างที่ฉันเห็นไหมคะ” หนูนาถามชานนท์ด้วยเสียงสั่นเครือ
“ปีสองพันห้าร้อยสามสิบห้า ตรงกับปีที่ผมเกิด คงเป็ฝีมือพ่อผมกับพ่อของคุณมาบริจาคเอาไว้” ชายหนุ่มยืนนิ่งมองตรงไปยัง พ.ศ. เกิดของเขาตาไม่กะพริบ เขาไม่เคยสนใจมาก่อนว่าราเชนทร์เคยบริจาคและทำคุณงามความดีอะไรเอาไว้บ้าง หากแต่วันนี้ที่ได้ยืนดูป้ายขอบคุณจากฝีมือคนชาวเขา ทำให้เขารับรู้ว่ามันยิ่งใหญ่เพียงใด
“หนูนาหวังว่าตอนนี้พ่อคงได้อยู่บน์ ความดีของพ่อหลายคนได้ประจักษ์แล้วรวมถึงหนูด้วย ขอบคุณแทนเด็กๆ ขอบคุณแทนพวกเขาด้วยนะคะ” หนูนาลูบไปที่ตัวอักษรคำว่าพิยะพันธ์อย่างเบามือ พร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงอาบแก้ม ชานนท์ดึงตัวเธอกลับเข้ามาแล้วโอบกอดไว้เพื่อปลอบประโลม
“เลิกร้องไห้ได้แล้ว ถ้าพ่อคุณเห็นว่าคุณขี้แยแบบนี้ท่านจะไม่สบายใจเอาได้นะ” หนูนาพยักหน้าพลางใช้มือน้อยๆ รีบเช็ดน้ำตาตามคำสั่งอย่างว่าง่าย ในขณะที่รอยยิ้มของชานนท์ปรากฏเด่นชัด พลางเงยหน้ามองป้ายด้วยความชื่นชม
“เรามาถ่ายรูปไว้ดีกว่า” ว่าแล้ว ชานนท์ควานหามือถือในกระเป๋าแล้วยกกล้องขึ้นมา ถ่ายรูปเขากับเธอพร้อมป้ายขอบคุณของชาวบ้านบนยอดเขา
“รูปออกมาเป็อย่างไรบ้างคะ ฉันยังไม่ทันตั้งตัว” สิ้นเสียงของหนูนา ชานนท์ยกยิ้มพลางรีบเก็บมือถือใส่กระเป๋ากางเกง แล้วเบี่ยงประเด็นไปทางอื่น
“ภาพออกมาสวยดี ผมเช็คแล้ว”
“แต่ฉันยังไม่ทันเห็นเลยนะคะ”
“เชื่อใจผมเถอะนะ” ชายหนุ่มพูดพร้อมทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้ หันมองไปยังทิวเขาด้านหน้าอย่างพอใจ
“คุณหนาวเหรอ” เมื่อหันกลับมาแล้วพบว่าหญิงสาวยืนห่อตัวอยู่อย่างไม่สบายตัวเท่าไหร่นัก
“อยู่ๆ ก็รู้สึกว่าอากาศที่นี่เย็นเหมือนกันนะคะ” หนูนายิ้มหวาน พลางพูดแก้เขินกับสุขภาพที่ไม่ค่อยอำนวยเท่าไหร่นัก ก่อนชายหนุ่มจะถอดเสื้อแล้วนำมาสวมไว้ให้ ใช้มือหนาดึงเธอเข้ามาโอบ
“แบบนี้ดีขึ้นไหม” คนตัวเล็กที่อยู่ภายใต้แขนล่ำ กำลังพยักหน้างึกๆ รู้สึกอบอุ่นจากร่างกายกายแผ่ซ่านไปจนถึงหัวใจ ที่ในขณะนี้กำลังเต้นแรงไม่เป็จังหวะ รู้ทั้งรู้ว่าเขามีคนรักอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถห้ามความหวั่นไหวนี้ได้เลยแม้สักวินาที
“เรากลับกันดีกว่านะ เดี๋ยวคุณจะไม่สบายไปกันใหญ่” ชานนท์ยืนมองทิวเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจูงมือภรรยากลับที่พัก
“ที่ฉันให้ไปสืบเื่แม่ดารานั่น ไปถึงไหนละ” ราเชนทร์ยกมือถือโทรหาลูกน้อง ในขณะที่งานบริหารยังกองเต็มหน้า ราเชนทร์วางแผนทุกอย่างไว้ ซึ่งในตอนนี้ดูเหมือนทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางอย่างที่ควรจะเป็
“คุณวิภาเธอทำงานอยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้ตามคุณชานนท์ไปที่แม่ฮ่องสอนครับ” ราเชนทร์ได้ฟังดังนั้นจึงพยักหน้าแสดงความพอใจออกมาระยะหนึ่ง
“แต่จากวงในกองละครบอกว่า คุณวิภาเธอมีอารมณ์หงุดหงิดเป็อย่างมาก ทำกองปั่นป่วนได้เกือบทุกชั่วโมง อาจเป็ผลมาจากการที่คุณชานนท์ไปฮันนีมูนกับคุณหนูนาครับ”
“จับตาดูการกระทำของหล่อนเอาไว้ให้ได้มากที่สุด เพราะฉัน้าให้ตาชานนท์กับหนูนามีเวลาร่วมกันให้นานเท่าที่จะเป็ไปได้ ไม่้าให้ใครหน้าไหน ที่ไม่เกี่ยวข้องกับครอบครัวมีส่วนร่วมเด็ดขาด”
“ได้ครับท่าน” หลังจากลูกน้องวางสายไป สายตาคมของราเชนทร์เบี่ยงมาจับจ้องที่ภาพเล็กมุมโต๊ะทำงาน เป็ภาพของเขาและวิรุณกอดคอกันอย่างมีความสุข ในครั้งที่ได้ไปเหยียบเมืองนอกเป็ครั้งแรก มันไม่ง่ายเลยที่ทั้งสองจะจับมือกันฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ จากที่ไม่มีอะไรจนไต่เต้าเป็มีทุกอย่างในชีวิต แล้วแยกย้ายกันต่างคนต่างเติบโตในแบบที่ตนถนัด
“ฉันจะทำทุกอย่าง ตามที่นายได้ฝากฝังเอาไว้ เพื่อที่นายจะได้หมดห่วงแล้วหลับให้สบายนะเพื่อนรัก” มือหนาเอื้อมไปลูบที่รูปภาพใบเล็กนั้นด้วยความหวัง
“เป็อะไรของเธออีกวิภา ฉันเตือนเธอนี่เธอไม่เคยฟังฉันเลยนะ ว่าให้ตั้งใจทำงาน ไม่ใช่เอะอะอ้างนั่นอ้างนี่ อ้างไม่ทำงาน ไม่เห็นเหรอว่าคนอื่นเขารอเธอแค่คนเดียว” ผู้จัดการส่วนตัวเดินเข้ามา หลังจากพบว่าแม่นางเอกขอพักสักสองชั่วโมงเพื่อทำอารมณ์