ซูิพยายามเกาะเกี่ยวกิ่งไม้หลายครา เดี๋ยวหักบ้าง เดี๋ยวเกาะไม่ไหวบ้าง สุดท้ายได้แต่ปล่อยตัวให้ร่วงหล่นไป
เสียงลมหวีดหวิวพลันถูกแทนที่ด้วยเสียง ซ่าาาา! อันดังก้อง ร่างของซูิกระแทกลงผืนน้ำเบื้องล่างเต็มแรง น้ำเย็นเฉียบราวมีดนับพันเล่มบีบรัดเข้าใส่ จนมันแทบไม่มีลมหายใจเหลือแม้แต่เฮือกเดียว
ฉีซิ่นหมดสติไปั้แ่กลางอากาศ ทั้งสองถูกพันธนาการไว้ร่วมกัน ซูิต้องหอบมันไว้แนบอกใต้ผืนน้ำ ไหล่ซ้ายที่ถูกกระบี่ของหวังเฉียนเฉือนเป็ทางยาว เผยให้เห็นเืที่ไหลออกผสมกับสายน้ำจนกลายเป็สีแดงจางๆ
กระแสน้ำเบื้องล่างมิใช่ลำธาร แต่เป็ทางน้ำเชี่ยวกรากในหุบเหว น้ำไหลหมุนวนชนโขดหินนับสิบ ซัดร่างทั้งสองให้หมุนคว้างไปมาเหมือนเศษไม้ไร้ค่า
ซูิกัดฟัน แหวกว่ายแม้แขนจะสั่นระริกจนแทบหลุด
“ต้อง…รอด”มันพึมพำเหมือนสวดภาวนาต่อฟ้า ที่ไม่มีใครได้ยิน
ทุกครั้งที่ร่างมันกระแทกหิน ไหล่ซ้ายแสบเสียดราวไฟเผากระดูก น้ำที่กดตัวจมลง ทำให้ไร้ทางขัดขืนที่จะผุดขึ้นมา
หลายครามันคิดว่าต้องจมน้ำตายไปทั้งคู่ แต่ลมปราณฟ้าไม่อนุญาตเช่นนั้น ยิ่งใกล้ตายดวงจิตยิ่งแจ่มใส ทำให้มันยังว่ายฝืนต่อครั้งแล้วครั้งเล่า เชือกพันเอวที่ผูกมันเข้ากับฉีซิ่น ดั่งเส้นด้ายชะตาที่มัดไว้ ยิ่งดิ้นรนยิ่งรัดแน่น
พวกมันบัดเดี๋ยวโดนน้ำเชี่ยวกดจมไป บัดเดี๋ยวโผล่ขึ้นมา แรงกายแทบหมดสิ้น
ซูิที่เกือบหมดแรงเห็นเงามืดใหญ่เบื้องหน้า โขดหินใหญ่ที่แยกกระแสน้ำออกเป็สองทาง มันใช้แรงเฮือกสุดท้ายพาตัวเองพุ่งไปทางด้านซ้าย กระแสที่เบากว่า และถูกซัดเข้าไปยังผนังหินแข็งๆ
“อึก!”
ตัวมันชนเข้ากับหินใหญ่อีกครา ความเ็ปกลายเป็ความด้านชา เื้ัโขดหินปรากฏโพรงถ้ำศิลาขนาดใหญ่ ซูิไม่อาจยั้งคิด มันดันร่างตนและฉีซิ่นเข้าไป ตะเกียกตะกายขึ้นแผ่นศิลา
ลมหายใจมันสั่นสะท้านแทบขาด่ ไหล่ซ้ายด้านชาจนยกแทบไม่ขึ้น มันนั่งคุกเข่า มือขวากดแผลไว้ เืยังคงซึมไม่หยุดจากการการกระแทกหลายครั้งในสายน้ำ ซูิมองฉีซิ่นที่ยังหมดสติ
แม้หน้าของฉีซิ่นจะซีดเผือด แต่ลมหายใจยังมีอยู่…อ่อนแต่สม่ำเสมอ
มันมองไปรอบถ้ำมีเพียงหินชื้นๆ ดวงอาทิตย์ลาลับไป ปรากฏดวงจันทร์ขึ้นมาแทนที่ เื่ราววันนี้นับว่าหนักหนานัก ซูิยังไม่อาจวางใจ มันหอบร่างของทั้งคู่เข้าลึกไปในถ้ำศิลา ยิ่งลึกยิ่งมืดนัก มันมองไม่เห็นแม้กระทั่งฝ่ามือตนเอง
เบื้องนอกยังมีเหล่าจอมยุทธ์หลายร้อยกำลังไล่ปิดล้อมหุบเหว แต่ภายในถ้ำนี้ที่มืดสนิท มีเพียงเสียงน้ำหยด
และสองชีวิตที่ยังไม่ยอมดับลงง่ายๆ…
ราตรีคืบคลาน ความวุ่นวายทั้งหลายหมดไป หลงเหลือเพียงความมืด ไร้สิ่งใดๆรบกวน มีเสียงหยดน้ำที่หยดกระทบแผ่นหินเป็จังหวะอย่างช้าๆ ซึ่งแตกต่างจากใจซูิที่เต้นโครมครามเหมือนจะหลุดออกมาทักทาย
ซูิไม่มีเวลาให้ครุ่นคิดว่าชีวิตมันผิดพลาดั้แ่เมื่อใดถึงได้มาลงเอยอยู่ที่นี่
ที่ข้างกายเขามีเสียงหายใจที่แหบพร่าของฉีซิ่นที่ไม่รู้ชะตากรรม ซูิเทียวเข้าเทียวออกถ้ำหลายคราหาเศษไม้ต่างๆ มันใช้เวลาไปเนิ่นนานกับการก่อกองไฟจนติด เพียงพอต่อการมองเห็นและให้ความอบอุ่นแก่เขาสองคน เมื่อกองไฟติดขึ้นพอทำให้จิตใจของซูิหยุดฟุ้งซ่านได้บ้าง มันถอดเสื้อออก ฉีกเป็ผ้านำมาพันเข้ากับแผลที่ไหล่ตนเอง
เขาเหลือบไปมองฉีซิ่นที่นอนรวยรินอยู่ข้างกองไฟ ตอนนี้มันสลัดคราบจอมโจรสิ้น ดูไปเหมือนชายชราคนหนึ่งที่นอนป่วยด้วยโรคร้าย ผิวกร้านคล้ายผ่านความลำบากมาชั่วชีวิต ซูิไม่กล้าคิดว่าวันข้างหน้าชีวิตมันจะกลายเป็อย่างไร ภายใต้ความเหนื่อยล้า ผ่านเป็ตาย ดวงตาเริ่มพร่ามัว ความมืดเข้าเกาะกุม มันหลับไหลไปโดยไม่รู้ตัว..
สักครู่ มันถูกปลุกขึ้นมาด้วยเสียงไออันรุงแรงของฉีซิ่น กองไฟที่มอดดับไปแล้ว แต่แปลกที่ตามันคล้ายชินกับความมืดพอเห็นภาพอันเรือนราง ซูิมองไปที่ต้นเสียง เห็นเป็เงาภาพเวทนาของฉีซิ่นที่พยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้นแต่ไม่สามารถทำได้
“บัดซบ!! ไอ้พวกบัดซบ!! ”
ฉีซิ่นะโอย่างบ้าคลั่งสลับกับเสียงไอที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น ซูิลนลานรีบจุดไฟขึ้นมาใหม่ ฉีดซิ่นมองมาที่เขาด้วยสีหน้าที่เดาไม่ออก คล้ายเป็คนที่ไม่รู้จัก
แม้หน้าตาจะซูบเซียวแต่แววตายังแข็งกล้าน่าหวาดหวั่นจนซูิต้องหลบตา
เสียงไอดังแทรกขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับกองเืดำที่ทะลักออกจากปากฉีซิ่น พร้อมกับร่างที่ดิ้นพล่านทุรนทุรายไม่อยากจากไปในสภาพนี้ ซูิเคยร่อนเร่ไปทั่วแดน เห็นคนตายตกมาก็ไม่น้อย แต่นี่เป็ครั้งแรกที่เขาเห็นคนทรมานถึงเพียงนี้ สิ่งที่ซูิคิดออกมีเพียงอย่างเดียวคือการกำหนดลมหายใจที่มันมักทำเมื่อเจอเหตุการณ์ร้าย
“ท่านผู้เฒ่า ข้าไม่รู้ว่ามันจะช่วยท่านได้หรือไม่ ถ้าท่านผู้เฒ่ายังมีสติได้ยินข้าโปรดทำตาม”
-ท่านสูดลมหายใจเข้าออกเป็จังหวะให้สม่ำเสมอ ดั่งว่าลืมอาการาเ็ของท่านไปก่อน เมื่อลมหายใจท่านสม่ำเสมอแล้ว จงหายใจเข้าให้ลึกที่สุด ค่อยๆจินตนาการว่าลมหายใจนั้นร่วงหล่นอย่างช้าๆ ผ่านลำคอ และลงมารวมไว้ที่ท้องน้อยท่าน จินตนาการต่อว่าท่านเก็บลมหายใจนั้นไว้ และค่อยๆหายใจออกโดยไม่รบกวนลมเดิม หายใจเข้าลึกๆทำตามแบบเดิม สะสมลมหายใจบริสุทธิ์ไว้ตรงจุดสูญกลาง เมื่อรวบรวมรวมได้แล้วจงลืมทุกอย่างหมดสิ้น นึกถึงเพียงแต่ลมหายใจอันบริสุทธิ์ก้อนนี้ไว้ และท่านจงจินตนาการการควบคุมมัน ให้ไหลไปตามแขนขา ชีพจร จุดลมปราณต่างๆในตัวท่าน”
ซูิพยายามอธิบายอย่างใจเย็นแต่เด่นชัด แข่งกับเสียงสบถด่าฟ้าดินและเสียงไอของฉีซิ่น เมื่อเวลาผ่านไปชั่วครู่มันเริ่มสงบลง ไม่รู้เพราะการกำหนดลมหายใจนั้นได้ผล หรือมันสิ้นใจไปแล้ว