พระสนมไม่เอาไหน
บทที่ 1
เมื่อพ้นผ่านธรณีประตูเข้าสู่อาณาเขต ‘ตำหนักชิงอี’ก็ประหนึ่งก้าวเข้าสู่บ้านใหม่ตำหนักชิงอีแห่งนี้มีต้นไม้สูงใหญ่กระจายอยู่โดยรอบชวนให้รู้สึกร่มรื่น แต่ที่โดดเด่นก็เห็นจะเป็สระบัวขนาดย่อมๆใบบัวสีเขียวตัดกับดอกบัวสีหวานแหววชวนมอง มีทั้งชมพู เหลือง ฟ้า แดงเล็กบ้างใหญ่บ้างกระจายกันไป
ตรงกลางของสระบัวเป็สะพานหินสีขาวโค้งสวยงามทอดไปยังอาคารหลังใหญ่ด้านหน้าแต่ก่อนจะถึงสระบัวและสะพาน ตรงที่พวกอาหลิวยืนอยู่ตรงนี้เป็ลานกว้าง ทั้งซ้ายและขวามีอาคารทรงยาวทอดตัวขนาบกำแพงไปจนจรดสระบัว
เสี่ยวจื่อไม่ได้เดินนำให้ข้ามสะพานไปยังอาคารหลังใหญ่ที่อยู่อีกฝากของสระบัวแต่ผายมือให้พวกเราเดินไปทางด้านขวาแทน
อาหลิวและป้านางกำนัลประคองพระสนมเดินตามเสี่ยวจื่อไปที่้าของประตูทางเข้ามีป้ายเล็กๆติดไว้ เขียนว่า ‘ตำหนักไป๋เซ่อ’อาคารทรงยาวนี้ดูเล็กและหรูหราน้อยกว่าตำหนักที่อยู่อีกฝากของสระบัวมากนัก
“เรียนพระสนมที่นี่เป็ตำหนักเล็กมีชื่อว่า ‘ไป๋เซ่อ’ อยู่ในอาณาเขตของตำหนักชิงอี มีพระสนมหูเจาหรงเป็นายตำหนักซึ่งพำนักที่ตำหนักใหญ่อีกฝากของสระบัวส่วนตำหนักเล็กที่อยู่ตรงข้ามกันมีชื่อว่า ‘หลันเซ่อ’เป็ที่พำนักของ ติงเหม่ยเหรินเพคะ” เสี่ยวจื่อพูดรายงานเสร็จก็กลับไปยืนก้มหน้าก้มตาที่ข้างประตู
“หูเจาหรงและติงเหม่ยเหรินอยู่ที่ตำหนักหรือไม่”
ป้านางกำนัลตวัดสายตาไปถามเสี่ยวจื่ออาหลิวไม่เข้าใจว่านางจะทำตัวดุไปทำไม พูดคุยกันแบบไม่ต้องทำท่าเบ่งใส่จะทำให้ผื่นขึ้นหน้าหรืออย่างไรกัน
“ข้าน้อยได้เข้าไปสอบถามแล้วพระสนมทั้งสองท่านไม่อยู่ที่ตำหนักเ้าค่ะ นางกำนัลที่อยู่เฝ้าตำหนักบอกว่าทั้งสองท่านน่าจะไปหาพระสนมซุนเสียนเฟยที่ตำหนักเสียนฝูไม่ทราบว่าจะกลับเมื่อไหร่” เสี่ยวจื่อตอบป้านางกำนัลด้วยเสียงเบาหวิว
อาหลิวและป้านางกำนัลประคองให้พระสนมนั่งลงที่ตั่งไม้แกะสลักตัวหนึ่งภายในตำหนักเล็กไป๋เซ่อป้านางกำนัลทำท่าลังเลเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรสักอยู่ครู่หนึ่ง ก็ก้าวมายืนหน้าพระสนมด้วยท่าทางที่พยายามจะอ่อนน้อมนางปรายตามาที่อาหลิวเล็กน้อยแล้วจึงเอ่ยขึ้น
“ฉีกูกู่มอบหมายให้ข้าน้อยเอ่อ...เย่จื่อ เป็ผู้ดูแลมาส่งเฉิงไฉเหรินจนถึงตำหนักที่พำนัก และให้พาเฉิงไฉเหรินเข้าไปคารวะพระสนมที่เป็นายตำหนักและพระสนมที่พำนักในตำหนักเดียวกันตามธรรมเนียมให้ถูกต้องซึ่งในที่นี้ก็คือหูเจาหรงและติงเหม่ยเหรินตามที่เสี่ยวจื่อได้เรียนให้ทราบแล้ว แต่เนื่องจากพระสนมทั้งสองไม่อยู่ทั้งอีกนานกว่าจะกลับด้วยเหตุนี้ข้าน้อย...เอ่อ...ข้าน้อยจึงจำเป็ต้องขอตัวกลับก่อนเพคะ”
“เดี๋ยวก่อนสิคุณ เอ้ย! ท่านเย่จื่อในเมื่อฉีกูกู่มอบหมายให้ท่านเป็คนพาเฉิงไฉเหรินไปคารวะพระสนมทั้งสองท่านแล้วทำไมถึงไม่รับผิดชอบหน้าที่ให้เสร็จแล้วค่อยกลับล่ะ”
อาหลิวยังคงแอ็คติ้งทำหน้าเข้มพูดคุยกับป้านางกำนัลก็แหม...ยัยป้าเย่จื่อคิดจะไม่รับผิดชอบหน้าที่แล้วชิ่งหนีกันไปดื้อๆอย่างนี้ได้ที่ไหน
แม้อาหลิวจะไม่ชอบหน้ายัยป้าคนนี้สักเท่าไหร่แต่คิดๆดูแล้ว พระสนมที่ไม่ค่อยประสาธรรมเนียมในวังกับตัวของอาหลิวเองที่แทบจะไม่คุ้นชินกับวัฒนธรรมของที่นี่เลย ยังไงเสียก็ต้องพึ่งพายัยป้านี่ไปก่อนทำอะไรผิดไปอย่างน้อยก็ยังมีนางเอาไว้ช่วยรับหน้าได้หน่อยนึงก็ยังดี
“แต่ข้ายังมีงานคั่งค้างอีกมากต้องทำให้มารอโดยไม่มีกำหนดเช่นนี้ วันนี้คงไม่ได้ทำอะไรกันพอดี”ป้าเย่จื่อหันมาคุยกับอาหลิวด้วยท่าทางที่แม้จะเกรงใจกว่าตอนแรกแต่ก็ใช่ว่าจะยอมให้อาหลิวข่มกลับเสียทีเดียว
“หากท่านบกพร่องหน้าที่ข้าน้อยเกรงว่าฉีกูกู่จะไม่พอใจ ยิ่งนางซึ่งเป็คนของไทเฮาเป็ผู้ฝากฝังด้วยตัวเองแล้วเช่นนี้ท่านยังจะเห็นว่าเื่นี้ไม่สำคัญอีกอย่างนั้นหรือ”
อาหลิวบังอาจเอ่ยถึงไทเฮาขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ แต่ก็ได้ผลพอสมควรป้าเย่จื่อเม้มปากแน่นนัยตากลิ้งกลอกกำลังคิดตรึกตรองอย่างหนัก ขณะที่ป้านางกำนัลกำลังชั่งใจขันทีหนุ่มน้อยสองคนก็เดินมาโค้งก้มหัวต่อหน้าสนมน้อยและกล่าวรายงานด้วยความนอบน้อม
“เรียนพระสนมพวกข้าน้อยได้นำของลงจากรถม้าและนำไปเก็บในห้องด้านหลังเรียบร้อยแล้วไม่ทราบว่าพระสนมมีอะไรให้บ่าวรับใช้อีกหรือไม่”
อาหลิวมองไปที่พระสนมที่ตอนนี้ตื่นอย่างเต็มที่แล้วนางกระพริบตาปริบๆ แล้วก็ส่งสายตาไปที่อาหลิวทีขันทีน้อยทีนานทีเดียวกว่าจะเอื้อนเอ่ยออกมา
“ขอบใจพวกท่านทั้งสองมากนะจ๊ะของที่ข้าเอามาด้วยมีค่อนข้างมาก คงจะเหนื่อยซินะ นั่งพักก่อนดีหรือไม่ หิวรึเปล่าข้ามีขนม...”
“อะแฮ่ม!!”
อาหลิวกระแอมเสียงดังจนกลบเสียงของพระสนมดูเหมือนคุณหนูเฉิงจะลืมตัวอีกแล้วว่าตัวเองนั้นเป็พระสนม อาหลิวคิดว่ายังไม่เหมาะนักที่จะทำตัวสนิทสนมเป็กันเองกับบ่าวไพร่ที่ยังไม่คุ้นเคยยิ่งต่อหน้ายัยป้าเย่จื่อด้วยแล้วเดี๋ยวจะยิ่งไม่ให้เกียรติกันไปใหญ่
“พวกเ้าทั้งสองทำหน้าที่ได้ดีมากพระสนมและตระกูลเฉิงจะไม่ลืมความดีของพวกเ้าเลยเอ้านี่...พระสนมให้พวกเ้าเป็รางวัล”
อาหลิวล้วงเข้าไปหยิบก้อนทองส่งให้ขันทีคนละสองก้อนขันทีน้อยทั้งสองคนยิ้มแฉ่งรีบเข้ามารับรางวัลพร้อมกับคุกเข่าเอาหัวโขกพื้นขอบอกขอบใจยกใหญ่จนอาหลิวต้องบอกว่าให้พอแล้วพอป้าเย่จื่อเห็นดังนั้นก็ทำตาลุกวาว แม้จะพยายามปกปิดแต่ก็เก็บทรงไม่ค่อยอยู่สักเท่าไหร่
อาหลิวยังจำสิ่งที่ฮูหยินเฉิงสอนได้แม้มีเวลาไม่มากแต่ฮูหยินเฉิงก็พยายามที่จะบอกเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับการเอาตัวรอดในวังหลวงให้อาหลิวรู้ไว้ให้มากที่สุดนางว่าพวกขันทีกับนางกำนัลมีที่หลับที่นอน มีเสื้อผ้าใส่ ไม่มีอดอยาก ดังนั้นเงินเดือนจึงน้อยมากโดยเฉพาะพวกตำแหน่งเล็กๆ บางทีเบี้ยหวัดที่ได้ก็ถูกส่งกลับบ้านเกิดจนหมด พวกเขาจึงมักจะมีช่องทางหาเงินเล็กๆน้อยๆเอาไว้ซื้อของที่อยากได้เสมอ
การประจบเอาใจเ้านายก็ถือว่าเป็หนึ่งในช่องทางการทำเงินด้วยเช่นกันหากเ้านายพอใจก็มักจะตบรางวัลหรือแจกทิปให้บ่อยๆ สิ่งที่ให้ได้ก็มีั้แ่ของกินเสื้อผ้า เครื่องประดับ ไปจนกระทั่งเงินทอง จะอะไรก็แล้วแต่พวกเขายินดีที่จะรับทั้งสิ้น
คุณหนูลี่หลินเป็พระสนมลำดับที่ห้าซึ่งเป็ตำแหน่งที่ไม่สูงนักแต่ก็นับว่ามาจากตระกูลขุนนางที่มีหน้ามีตาพอสมควรดังนั้นพวกเื่การให้ทิปตกรางวัลเนี่ยจะทำน้อยหน้าไม่ได้ เสียชื่อตระกูลหมดอีกทั้งเื่อะไรแบบนี้ยังใช้ซื้อใจคนและสร้างเครือข่ายได้อีกด้วยแม้จะเป็เพียงแค่ผิวเผินแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย ด้วยเหตุนี้ฮูหยินเฉิงจึงเตรียมสมบัติให้คุณหนูลี่หลินได้นำติดตัวเข้าวังมาไม่น้อยทีเดียว
เื่เหล่านี้อาหลิวเข้าใจดีและเห็นด้วยกับฮูหยินเฉิงทุกประการยิ่งเห็นปฏิกิริยาจากขันทีน้อยและป้าเย่จื่อแล้วคำสั่งสอนของฮูหยินเฉิงก็ยิ่งชัดเจนแจ่มแจ้งมากขึ้นสำหรับขันทีน้อยสองคนที่ช่วยขับรถม้าและขนของให้ ทองสองก้อนนี้ก็ออกจะมากไปหน่อยแต่อาหลิวก็คิดแล้วว่านอกจากตอบแทนเื่ในวันนี้ ที่เหลือก็เป็ค่าโฆษณาภาพลักษณ์ให้กับสนมเฉิงไฉเหรินน้องใหม่แห่งวังหลวงก็แล้วกัน
อาหลิวให้ขันทีหนุ่มน้อยสองคนนั้นกลับไปได้ตอนนี้เหลือแต่เพียงป้าเย่จื่อเท่านั้นดูเหมือนนางจะคิดคำนวณแล้วว่าขนาดขันทีเด็กแค่ช่วยขนของแค่นั้นยังได้ทองกลับไปคนละสองก้อนถ้านางอยู่ช่วยสนมเฉิงไฉเหรินปฏิบัติภารกิจสำคัญจนเรียบร้อย คงได้สิ่งตอบแทนอย่างงามเป็แน่
เมื่อชั่งน้ำหนักแล้วเห็นว่าการอยู่ทำงานอีกสักหน่อยคงจะคุ้มค่ากว่าเป็ไหนๆ ป้าเย่จื่อที่เอาแต่ทำหน้าเป็ั์ก็กลับกลายมาเป็คุณป้าใจดีรีบกุลีกุจอเดินเข้ามาหาพระสนมด้วยท่าทางเอาอกเอาใจจนอาหลิวแอบที่จะเบะปากมองบนไม่ได้
“ในเมื่อหูเจาหรงและติงเหม่ยเหรินยังไม่กลับตำหนักก็ถือว่าเป็การดีที่จะเตรียมตัวให้เรียบร้อยข้าน้อยขอแนะนำว่าก่อนอื่นควรให้เฉิงไฉเหรินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียก่อนควรเป็ชุดที่เรียบง่ายกว่านี้ทั้งนี้เพื่อมิให้โดดเด่นเกินกว่าเจาหรงและเหม่ยเหรินที่ตำแหน่งสูงกว่าไฉเหรินเพคะนี่เ้า! พาเฉิงไฉเหรินไปเปลี่ยนชุด เร็วๆด้วยล่ะ!”
ป้าเย่จื่อพูดจาฉอเลาะกับสนมเฉิงแต่พอหันกลับไปพูดกับเสี่ยวจื่อก็ตวัดเสียงทำหน้าเป็ั์ แม้อาหลิวจะเบื่อหน่ายกับความบ้าอำนาจและความกลิ้งกลอกของป้าเย่จื่อสักแค่ไหนแต่ก็ต้องอดทนไว้ก่อน วันนี้เป็วันแรกในวังหลวง มีไกด์นำทางสักคนแม้จะไม่ดีเท่าไหร่แต่ก็ดีกว่าไม่มีเลย
เสี่ยวจื่อรีบมาประคองสนมเฉิงลี่หลินเข้าไปห้องด้านในแต่พอเสี่ยวจื่อมายืนใกล้ๆกับพระสนมแล้วก็ยิ่งทำให้อาหลิวรู้สึกว่านางกำนัลเสี่ยวจื่อคนนี้ตัวสูงใหญ่มาก สนมเฉิงลี่หลินที่เดินอยู่ข้างๆแทบจะหายมิดไปเลยอาหลิวว่าสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปแล้ว เสี่ยวจื่อน่าจะสูงกว่าอาหลิวอีกไม่แน่ว่าอาจจะพอๆกับเฟยลี่ก็เป็ได้
ทว่าขนาดตัวของเสี่ยวจื่อนี้ช่างขัดกับกิริยาท่าท่างที่เอาแต่ทำตัวเล็กลีบเจียมเนื้อเจียมตัวสุดๆต่างกับป้าเย่จื่อที่ตัวเล็กแต่ทำเหมือนคางคกพองลมให้ใหญ่เข้าไว้จริงๆ
ระหว่างที่สนมเฉิงลี่หลินไปแต่งตัวใหม่เพื่อไม่ให้บรรยากาศอึดอัดเกินไปอาหลิวจึงชวนป้าเย่จื่อพูดคุย
“เอ่อ...ท่านเย่จื่อ”
“เรียกข้าว่าเย่กูกู่ก็ได้”ป้าเย่จื่อทำท่ารำคาญอาหลิวที่ใช้วิธีการเรียกขัดกับวิถีชาววังเหลือเกิน
“อ่อ เย่กูกู่ ข้าทราบว่าฉีกูกู่เป็นางกำนัลของไทเฮาท่านเองก็ทำงานที่ตำหนักของไทเฮาเช่นกันหรือ”
“ก็...ก็ประมาณนั้นแหละ”เย่กูกู่ตอบแบบอึกๆอักๆ แต่อาหลิวก็พยักหน้ารับแบบเชื่อเต็มร้อยเพื่อมิให้นางรู้สึกเก้อเขิน
อาหลิวใช้เวลานี้ถามเื่ทั่วไปเช่น ตอนเช้าต้องไปกินข้าวที่ไหนมีอะไรที่พระสนมต้องทำเป็กิจวัตรประจำทุกวันหรือไม่ เสื้อผ้าใครเป็คนซักหากไม่สบายต้องทำยังไง ถามจนเย่กูกู่รำคาญ นางทำท่าดีใจมากตอนที่สนมเฉิงลี่หลินแต่งตัวเสร็จแล้วเดินออกมาจากห้องเสียที
สนมเฉิงลี่หลินตอนนี้อยู่ในชุดเสื้อสีขาวอมเทาปักลายผีเสื้อเล็กๆสีชมพูและเหลืองกระโปรงสีชมพูอ่อนพลิ้วไล่ระดับปักลายเช่นเดียวกับเสื้อส่วนเครื่องประดับผมก็เอาออกไปกว่าครึ่งชุดนี้ดูสวยงามอ่อนหวานและลุ่มล่ามน้อยกว่าชุดเข้าวังมากนักส่วนตัวแล้วอาหลิวคิดว่าชุดนี้ออกจะเข้ากับบุคลิกของเฉิงลี่หลินมากกว่า
“เฉิงไฉเหรินแต่งตัวเช่นนี้นับว่าเหมาะสมยิ่งเพคะ”
เย่กูกู่หันมาคุยกับสนมเฉิงลี่หลินทันทีเพราะเบื่อหน่ายกับการถามซอกแซกของอาหลิวเต็มทนขณะที่พระสนมกำลังจะนั่งลงที่ตั่ง ก็พอดีกับที่ข้างนอกมีเสียงอึกกระทึกคึกคักน่าจะมีคนเข้ามาที่ตำหนักชิงอีแห่งนี้หลายคนทุกคนทำท่าจะเดินออกไปดูซึ่งรวมถึงสนมน้อยที่ดูตื่นเต้นไม่น้อยด้วยแต่เย่กูกู่ห้ามไว้ก่อน
“เฉิงไฉเหรินโปรดรออยู่ในนี้ก่อนดูเหมือนจะมีคนจากตำหนักอื่นติดตามหูเจาหรงมาด้วยต้องให้พวกนางไปที่ตำหนักเสียก่อนเราถึงจะขอเข้าไปคารวะได้หากเดินดุ่มๆออกไปเช่นนี้คงไม่ค่อยดีเท่าไหร่เพคะ”
เย่กูกู่พูดด้วยเสียงเหยียดๆประหนึ่งจะด่าว่าเื่แค่นี้ต้องให้บอกด้วยหรืออย่างไร ทั้งอาหลิว สนมน้อยและเสี่ยวจื่อ จึงได้แต่ยืนแอบดูตามช่องหน้าต่างเท่านั้น
กลุ่มผู้หญิงใส่เสื้อผ้าสวยงามหลายคนกำลังเดินข้ามสะพานหินสีขาวและตรงไปยังตำหนักหลักหลังใหญ่มีขันทีเดินตามหลังขบวนสามสี่คนนางกำนัลที่คอยถือพัดถือของรวมๆแล้วอีกเกือบสิบคนเห็นจะได้ตำหนักชิงอีที่ตอนแรกอาหลิวคิดว่ากว้างขวางก็แคบลงไปถนัดตา
กลุ่มคนหายเข้าไปในตำหนักหลักบางคนเข้าทางด้านหน้าอีกหลายคนที่น่าจะเป็นางกำนัลและขันทีเดินอ้อมเข้าไปทางด้านข้าง เย่กูกู่ที่ยืนแอบมองอยู่เหมือนกันดูสถานการณ์อีกสักพักก็หันมาสั่งเสี่ยวจื่อให้เข้าไปในตำหนัก เพื่อเรียนพระสนมหูเจาหรงซึ่งเป็นายตำหนักชิงอีแห่งนี้ว่าพระสนมเฉิงลี่หลินขอเข้าคารวะ
ทว่าเสี่ยวจื่อได้รับคำสั่งแล้วก็ทำท่ากล้าๆกลัวๆอาหลิวเดาว่านางก็คงจะเป็เด็กใหม่เหมือนกัน เสี่ยวจื่อละล้าละลังจนเย่กูกู่ตวาด นางถึงรีบวิ่งปรู๊ดออกไปเพียงไม่นานนักก็กลับมารายงานว่าหูเจาหรงให้สนมเฉิงลี่หลินเข้าพบได้
พอได้ยินดังนั้นสนมเฉิงลี่หลินที่เริ่มจะตื่นเต้นลุกลี้ลุกลนก็กวักมือเรียกอาหลิวเข้าไปหา
“พี่หลิว พี่หลิว “ข้า...ข้าต้องทำอะไรบ้าง”
อาหลิวไม่กล้าพูดคุยหัวข้อนี้ต่อหน้าเย่กูกู่สักเท่าไหร่เพราะเื่นี้อยู่ในหัวข้อการอบรมที่ฉีกูกู่เคยสอนทั้งทฤษฎีและปฏิบัติมาหมดแล้ว ซึ่งตอนนี้สนมน้อยของอาหลิวก็ลืมจนหมดเกลี้ยงหากเย่กูกู่รู้เข้ามีหวังได้ถูกเหยียดหยามมากขึ้นไปอีกเป็แน่อาหลิวเลยต้องกระซิบกระซาบพูดคุยกับสนมน้อยแค่สองคน
“ก็ทำความเคารพแบบที่ฉีกูกู่เคยสอนไม่ต้องถึงขั้นเต็มพิธีแบบเคารพฮองเฮาหรือฮ่องเต้ เอาแค่แบบผู้ที่ยศสูงกว่าเราก็พอพระสนมพอจะจำได้หรือไม่”
พระสนมได้ฟังแล้วก็ตาลอยทำท่านึกถึงสิ่งที่ฉีกูกู่เคยสอนไว้แต่คงนึกนานไปหน่อย เย่กูกู่เลยทำเสียงจึ๊กจั๊ก
“ให้ผู้ที่ยศศักดิ์สูงกว่าต้องรอนานเป็การไม่บังควรนะเพคะ!” เย่กูกู่ เอ่ยเร่งขึ้นไปอีก
“ข้าจำได้แล้ว! ข้าจำได้แล้ว!”
ในที่สุดสนมน้อยก็นึกออกอาหลิวรู้สึกโล่งใจขึ้นมานิดหน่อย เราสี่คนนำโดยเย่กูกู่ สนมเฉิงลี่หลินเสี่ยวจื่อ และปิดท้ายขบวนด้วยอาหลิวก็พากันเดินไปที่ตำหนักหลัก
ระหว่างทางกำลังเดินข้ามสะพานสระบัวก็มีเต่าตัวน้อยเดินไต่ขึ้นมาบนใบบัวใหญ่สนมเฉิงลี่หลินเห็นเข้าก็อดที่จะตื่นเต้นชี้ไม้ชี้มือชวนให้เสี่ยวจื่อดูไม่ได้จนเย่กูกู่ต้องหันขวับทำตาเขียวใส่ ส่วนอาหลิวก็ได้แต่ทอดถอนใจไม่ต้องคาดหวังไปไกล เอาแค่ชั่วโมงนี้นาทีนี้ ให้ผ่านไปได้อย่างราบรื่นก็ดีใจมากแล้ว
-โปรดติดตามตอนต่อไป -
#เกิดใหม่อีกทีดันเป็ขันทีของสนมไม่เอาไหน