ทันทีที่รถจอดเทียบบ้าน เอ่อ ผมใช้คำว่าคฤหาสน์ดีกว่า ผมลืมคิดไปเลยว่าสองคนนั้นมันรวย ก็เล่นทำตัวปัญญาอ่อนกันขนาดนี้ เหอะๆ
“ถึงบ้านแล้วจ้ะลูก ที่รักคะหนูไปทำกับข้าวรอนะคะ รีบไปรับหนูแพรมานะคะ จุ้บ” เธอปลุกผมที่กำลังหลับอยู่ให้ตื่นขึ้น แล้วก็โน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อจุ้บแก้มสามีสุดที่รักของเธอ ก่อนที่เธอจะก้าวขาออกจากรถไป ไม่ทันถึงนาที แม่บ้านและบอดี้การ์ดต่างพากันมาช่วยพยุงผมขึ้นรถวีลแชร์ ผมมองตรงไปที่คุณหญิง เธอก้าวขึ้นบันได ก่อนจะถอดเสื้อโค้ตแล้วยื่นให้แม่บ้าน เหอะ วิถีชีวิตคนรวยตามหนังละครเป๊ะ แล้วเธอก็ค่อยเดินตรงไปที่ห้องครัวที่อยู่ทางฝั่งซ้ายมือ
“ป้าเพ็ญคะ พาตาทีมไปรอที่ห้องก่อนก็ได้ค่ะ”
“ค่ะ คุณหนูเราไปที่ห้องกันนะคะ” เธอตอบรับคำคุณหญิง ก่อนจะหันมาคุยกับผม
“ครับ” สิ้นเสียงผม ป้าเพ็ญแกค่อยๆ เข็นผมไปที่..เอ่อ.. ลิฟต์ ห้ะ บ้าปะเนี่ย บ้านมึงมีแค่2ชั้น แต่มึงมีลิฟต์อะนะ ผมดันหลงมาอยู่ในบ้านของคนไม่ปกติชัด ๆ
“ป้าเพ็ญครับ ทำไมเราต้องมีลิฟต์ด้วยอะครับ” ผมพุดก่อนที่ประตูลิฟต์จะปิดลง แล้วลิฟต์แก้วค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้นไป้า ผมมองไปรอบลิฟต์ ห้องโถงใหญ่มหึมา สะดุดตาผมมาก เพราะมันโอ่อ่าเกินจะต้านไหว ในชาติที่แล้ว ผมก็รวยนะครับ ธุรกิจค้าย้าของผมนี่ตัวเป้งเลย เหมือนผมล้ม ยาก็แทบขาดประเทศ ผมรวยมากแต่ไม่ขนาดนี้จริง ๆ ฮ่า ๆ
“ตายจริง คุณหนูของป้าความจำเสื่อมจริงๆ ลิฟต์นี้สร้างขึ้นเพื่อคุณหนูเลยนะคะ”
“เพื่อผมหรือครับ ตอนนั้นผมอยากได้ลิฟต์ไปทำไมครับ”
“คุณหนูไม่ได้อยากได้หรอกค่ะ แต่เมื่อประมาณ9ปีก่อน คุณหนูประสบอุบัติเหตุจนทำให้เดินไม่ได้ คุณผู้หญิงกับคุณผู้ชายก็เลยจำเป็ต้องสร้างลิฟต์ เพื่อให้คุณหนูใช้ชีวิตได้ ป้าก็ไม่คิดว่าคุณหนูจะได้กลับมาใช้มันอีกครั้งนะคะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนจะค่อย ๆ เข็นผมออกจากลิฟต์ช้า ๆ เลี้ยวไปทางขวาเล็กน้อย ห้องผมจะอยู่ก่อนห้องสุดท้ายทางขวามือ ผมกวาดสายตามองไปรอบ ๆ คฤหาสน์ที่ใหญ่โต ชั้นบนมีราว ๆ 7 ห้อง กำแพงสีขาวนวลเนียนสะอาดตา ปูพรมสีแดงตลอดทางเดิน รูปครอบครัวขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางคฤหาสน์ ก่อนที่รถวีลแชร์จะมาจอดที่หน้าประตูสีขาว ป้าเพ็ญเปิดประตูห้องให้ผมช้าๆ สายตาผมมองตรงไปที่ในห้อง คือมันสวยมากก อารมณ์เหมือนผมอยู่ในวัง ทุกอย่างในห้องคือเป็สีขาวหมด ใช้คำว่าทุกอย่าง ตู้เสื้อผ้า เตียง โต๊ะคอม ทีวี เป็สีขาวทุกอย่าง ซึ่งผมไม่ชอบเลย มันรักษาความสะอาดยากมาก ๆ
“ทำไมทุกอย่างเป็สีขาวหมดเลยครับ” ผมหันไปถามป้าเพ็ญ ที่กำลังเข็นรถวีลแชร์ผมเข้าไปในห้อง
“สีโปรดคุณหนูไงคะ”
“เหอะ ครอบครัวประหลาด” ผมสบถออกมาเบา ๆ แต่ไม่วายที่ป้าเพ็ญแกจะได้ยิน
“ฮ่า ๆ คุณหนูไม่เปลี่ยนไปเลยค่ะ แต่ไม่ว่าจะแบบไหนคุณหนูของป้าก็น่ารักเสมอค่ะ” ป้าเพ็ญพูดก่อนจะค่อยๆ พยุงผมมานั่งลงที่เตียง
“คุณหนูพักผ่อนที่ห้องไปก่อนนะคะ ถึงเวลาทานอาหารป้าจะมาพาลงไปค่ะ”
“ครับ” สิ้นคำพูดของผม ป้าเพ็ญแกก็เดินออกไปและทิ้งให้ผมอยู่ในห้องคนเดียว
‘ไอพระเ้าเฮงซวย ออกมาดิ คิดว่าเรามีเื่ต้องคุยกันนะ’
‘เห้อ ข้าบอกว่าให้เ้าเรียกข้าดี ๆ ไงเ้าผู้ไม่ศรัทธา’
‘มาเลยไอ้เวร ทำไมต้องเป็ครอบครัวไอ้บ้านี้ด้วย คนอื่นมีตั้งเยอะแยะ’
‘ทำไมเ้าคิดว่าเ้ามีสิทธิ์เลือกอะไรด้วย’
‘กวนตีนนิ่ พูดแบบนี้ อย่างน้อยก็ไม่ควรเป็ไอคนที่มันสั่งฆ่าฉันไหม’
‘ข้าว่า ข้าพึ่งพูดว่าเ้าไม่ได้มีสิทธิ์เลือกนะ’
‘โอ๊ย ไอ้เวรเอ๊ย แล้วแกไม่กลัวฉันฆ่ามันไง’
‘เ้าไม่กล้าทำหรอก’
‘อะไรทำให้แกมั่นใจจังวะ ถ้าฉันฆ่ามันขึ้นมา แกจะทำให้ลูกของแกตายไปอีกคนเลยนะ เหอะ’
‘เ้าก็ติดคุก แล้วความปรารถนาที่เ้าจะดูแลเด็กคนนั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริงไง’
‘เฮอะ ไอ้เวร รู้มาก ฉันไม่ทำมันหรอก แต่อยากรู้ว่าฉันต้องใช้ชีวิตยังไงต่อ’
‘ก็ใช้ชีวิตที่ควรใช้ ใช้ชีวิตเพื่อทำตามประสงค์ของตัวเอง’
‘ในร่างของคนอื่นเนี่ยนะ’
‘นี่คือชะตาชีวิตของเ้า ในชาติก่อนเ้าเคยก่นด่าข้า ว่าข้าทำให้เ้าไม่มีครอบครัวที่สมบูรณ์ ครั้งนี้ข้าก็ให้สิ่งที่เ้า้าแล้ว แถมให้โอกาสเ้าในการกลับมารักษาสัญญาอีก เ้าจะเอาไรหนักหนา’
‘ก็ดันให้มาอยู่ในครอบครัวปัญญาอ่อน เหอะ แกมันก็เป็ได้แค่พระเ้าเฮงซวย’
‘หรือเ้าจะตายเลย? ได้นะ’
‘เออ โอเค ๆ ฉันไม่เถียงกับแกละ แต่เื่ความทรงจำเก่า ๆ ของเด็กคนนี้ ฉันควรจะทำยังไง’
‘เมื่อถึงเวลามันจะกลับมาเอง ข้าไปก่อนนะเ้าผู้ไม่ศรัทธา จงจำไว้เ้าจงใช้ชีวิตอย่างที่ควรใช้’
เห้อ วันนี้ใช้ชีวิตมาหนักจัง ทั้งโดนยิงตาย ทั้งเพื่อนตาย ไหนจะมาเจอเื่ประหลาด ๆ จากพระเ้าเฮงซวย พ่อแม่ใหม่ก็ปัญญาอ่อน แถมยังร้องไห้จนตาบวมอีก นอนพักสะหน่อยแล้วกัน ค่อยตื่นมาเจอเื่ประหลาด ๆ ใหม่ โอ้ยชีวิตกูน้อออ
ก๊อก ๆ ๆ
“คุณหนูคะ ตื่นได้แล้วค่ะ ถึงเวลาอาหารเย็นแล้วค่ะ” ป้าเพ็ญแม่บ้านคนสนิท เดินเข้ามาเคาะประตูเพื่อเรียกผม ที่นอนกรนครอก ๆ อยู่ในห้อง
“ครอก ฟรี้ ~~~”
“อุ้ย คุณหนูของป้านอนหลับสนิทเชียว งั้นเดียวป้าไปตามคุณนายมาปลุกแทนนะคะ”
“เดี๋ยวครับป้าเพ็ญ ผมตื่นแล้ว” ป้าแกฉลาดจังวะ ดูออกด้วยว่าแกล้งหลับ ถ้าเผลอปล่อยให้ไปตามยัยคุณหญิงนั่นมา ประสาทแดกแน่ๆ
“ฮ่า ๆ คุณหนูของป้ายังอ่อนจริงๆ นะคะ” ป้าเพ็ญพูดพร้อมเปิดประตูเข้ามา ป้าเพ็ญค่อยๆ พยุงตัวผมขึ้นวีลแชร์ก่อนจะพาออกจากห้อง ไปที่ลิฟต์ ลิฟต์ค่อยๆ เคลื่อนขึ้นมาช้าๆ รถวีลแชร์ถูกเคลื่อนตัวเข้าไปในลิฟต์ ผมมองออกไปที่ห้องโถง เห็นยัยหนูนั่งรอทานข้าวอยู่ที่โต๊ะอาหาร โดยมีไอสารวัตรขี้เก๊กและคุณหญิงปัญญาอ่อนนั่งร่วมอยู่ด้วย ทันทีที่ลิฟต์ลงมาถึงชั้นหนึ่ง เสียงอันแสบแก้วหูจากแม่ของร่างนี้ก็ดังขึ้น
“ทีมจ๋าาา มาหาแม่เร็ว วันนี้แม่ทำอาหารโปรดลูกหมดเลยน๊าาา” เธอวิ่งมาหาผม และแย่งหน้าที่เข็นวีลแชร์ไปจากป้าเพ็ญ พอถึงโต๊ะอาหาร บรรยากาศก็เริ่มตึงเครียดอีกครั้ง เพราะยัยหนูเริ่มมองผมด้วยสายตาอาฆาต ผมเริ่มสงสัยแล้วว่า ยัยหนูมันรู้หรือเปล่าว่าผมเป็คนฆ่าพนัสพ่อของเธอ แล้วเสียงอันแสบแก้วหูก็ทำให้ยัยหนูละสายตาไปจากผม
“หนูแพรจ้ะ นี่ตาทีมจ้ะ ถึงหนูจะรู้จักอยู่แล้ว แต่ว่าตอนนี้ตาทีมของน้าป่วยความจำเสื่อม ถือว่ารู้จักกันใหม่ละกันนะจ๊ะ” เธอพูดก่อนจะจุ้บหัวของผมและเดินไปนั่งที่ของตัวเอง ผมมองไปที่ยัยหนู จากสายอาฆาตตอนนี้ตาของเธอเบิกโพลงด้วยความใ ผมคิดว่าเธอคงช็อกแหละ ก็อยู่ดีๆ ยัยคุณหญิงนั่นมาจุ้บที่หัวของผมต่อหน้าคนอื่นขนาดนี้
“ค่ะคุณน้า หนูพอทราบเื่บางส่วนจากคุณลุงตอนนั่งรถมาแล้วค่ะ ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ”
“หนูแพรไม่ต้องพูดเป็ทางการกับน้าขนาดนั้นก็ได้นะจ๊ะ ยังไงเราก็เป็ครอบครัวเดียวกันแล้ว เป็กันเองได้เลยจ้ะ”
“ค่ะคุณน้า”
“กินข้าวกันดีกว่า หนูแพรนี่คุณน้าเขาทำมัสมั่นไก่ของโปรดหนูให้เลยนะ เดี๋ยวลุงตักให้” ไอสารวัตรขี้เก๊กนั่นลุกตักอาหารให้ยัยหนู ก่อนจะลงไปนั่งปกติ และแน่นอนยัยคุณหญิงปัญญาอ่อน ก็ตักอาหารให้ผมตามมาติด ๆ
“นี่จ้ะทีม แม่ทำผัดเปรี้ยวหวานของโปรดลูกไว้ด้วยนะ”
“ขอบคุณครับ” ผมพูดก่อนจะตักอาหารเข้าปาก ต้องยอมรับจริง ๆ แหละว่าคุณหญิงทำกับข้าวอร่อยจริง ๆ
“อร่อยจังเลยครับ” ผมเผลอหลุดพูดออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ พยายามเงยหน้ามองดูรีแอคชั่นของคุณหญิง เธอหันมามองผม กุมมือทั้งสองข้างไว้ข้างแก้ม พร้อมส่งสายตาปลื้มปริ่มมาที่ผม ก่อนจะเอ่ยเสียงอันแสบแก้วหูออกมา
“ที่รักคะ ได้ยินไหมคะ ลูกบอกว่าอาหารที่แม่ทำอร่อย” ผมหันไปมองไอสารวัตรเผื่อดูท่าทีของมัน สภาพเถอะ มันนั่งกัดช้อนค้างไว้ ตาเบิกโพลงเหมือนเจอตัวประหลาด ไอครอบครัวประหลาดนี้มันอะไรกันวะ
“พ่อกับแม่พอเถอะครับ วันนี้มีแขกนะครับ” ผมต้องรีบเบรก เพราะกริยาต่างๆ ของไอสองผัวเมียคู่นี้มันไม่ปกติจริง ๆ
“อุ๊ยตายจริง หนูแพรน้าขอโทษจ้ะ เรากินข้าวกันดีกว่าเนาะ” ในที่สุดการกินข้าวก็ผ่านไปได้อย่างปกติสุขเสียที จนทานข้าวกันเสร็จไอผัวเมียคู่ประหลาดก็แยกตัวออกไป เหลือแค่ผมกับยัยหนูที่ยังนั่งอยู่ เพราะไม่รู้จะทำอะไร
“นี่ยัยหนู” ผมพยายามชวนเธอคุย จริงๆ ผมอยากถามเธอด้วยซ้ำว่าผมไปทำอะไรให้เธอรู้สึกโกรธเกลียดหนักหนา ทุกครั้งถึงได้มองผมด้วยสายตาแบบนั้น แต่เธอกลับนั่งเงียบไม่หันมาสนใจผมสักนิด
“ยัยหนูได้ยินฉันไหม” ผมหันไปถามเธออีกครั้งก่อนจะเอื้อมมือไปสะกิดไหล่ของเธอ
“นี่นาย เรียกใครว่ายายหนูกันห้ะ ฉันมีชื่อนะ” ผมไม่ทันได้ยินคำพูดของเธอ หลังจากที่ผมััเธอไป อยู่ดีๆ ผมก็ปวดหัวอย่างรุนแรง ภาพความทรงจำบางส่วนก็ไหลเข้ามาในหัว เหตุการณ์ต้นตอของความเกลียดชังถาโถมเข้ามาข้างในหัวผมเต็มหมด ความเ็ปรุนแรงเกินไปจนทำให้ผมหมดสติ