ฝนเริ่มตกั้แ่บ่ายสามไม่ใช่ฝนหนักไม่ได้มีเสียงฟ้าร้องหรือสายลมรุนแรง มีเพียงละอองฝนเย็น ๆ ที่ตกลงมาเรื่อย ๆจนทั้งหมู่บ้านชื้นไปด้วยกลิ่นดินและใบไม้เปียก มาซาอากิกำลังเก็บลังแอปเปิลใบสุดท้ายเข้ายุ้งเขาเงยหน้ามองท้องฟ้าสีเทาเหนือูเาปลายฤดูใบไม้ร่วงกำลังเดินทางมาถึงช้า ๆ
“พอแค่นี้เถอะ” เคนจิยืดหลัง ก่อนถอดถุงมือออก
“ฝนแบบนี้ แอปเปิลคงแห้งไม่ทันแล้ว”
“ครับ” มาซาอากิวางลังลง
ทั้งสองยืนมองสายฝนอยู่พักหนึ่ง
“อาโออิไปคาเฟ่ฟูมิั้แ่บ่าย” เคนจิพูดขึ้นลอย ๆ “คงกำลังช่วยคุณยายทำพาย”
มาซาอากิพยักหน้า่นี้เธอไปที่นั่นบ่อยขึ้นบางครั้งไปช่วยอบขนม บางครั้งไปจัดดอกไม้หรือบางครั้งก็แค่นั่งอ่านหนังสือเงียบ ๆ ริมหน้าต่าง
“ถ้ากลับมืด…” เคนจิหยุดไปเล็กน้อยก่อนหันมาทางเขา “ช่วยดูหน่อยนะ”
มาซาอากิเงยหน้าขึ้นทันทีคนเป็พ่อไม่ได้อธิบายเพิ่มเติมเพียงหยิบตะกร้าเปล่าขึ้นมาแล้วเดินกลับเข้าบ้านประตูไม้เลื่อนปิดลงช้า ๆ เหลือเพียงเสียงฝนและคำพูดสั้น ๆที่ยังค้างอยู่ในหัวของเขา ช่วยดูหน่อยนะ เขามองนาฬิกาห้าโมงยี่สิบห้าฟ้ามืดเร็วกว่าปกติจริงๆ
---
คาเฟ่ฟูมิเปิดไฟสีส้มเพียงไม่กี่ดวงแสงอบอุ่นลอดออกมาจากหน้าต่างไม้เก่าเมื่อเขาผลักประตูเข้าไป เสียงกระดิ่งก็ดังขึ้น
กริ๊งกริ๊ง
“อ้าว” คุณยายฟูมิเงยหน้าจากเคาน์เตอร์ “เลิกงานแล้วหรือ”
“ครับ”
“มาหากาแฟ?”
“เปล่าครับ”
เขามองไปรอบร้านอาโออินั่งอยู่ริมหน้าต่างกำลังเช็ดเลนส์กล้องด้วยผ้านุ่มๆ เส้นผมที่รวบไว้หลวม ๆ ตกลงมาปรกข้างแก้มเล็กน้อยเมื่อเห็นเขา เธอชะงัก
เธอหัวเราะเบาๆ “คุณมาทำอะไร”
“มารับคนกลับบ้าน”
หญิงสาวกะพริบตา“ใคร”
“คนที่ชอบหลงทาง”
เธอทำหน้าค้างอยู่หนึ่งวินาทีก่อนหลุดหัวเราะ
“ฉันไม่ได้หลงทุกวันสักหน่อย”
“งั้นก็ดีครับ”
“หมายความว่ายังไง”
“แปลว่าวันนี้คงไม่หลง”
เธอเม้มปากก่อนทำหน้ามุ่ยเล็กๆ “คุณชอบแซวฉัน”
“ผมพูดความจริง”
“ไม่จริง”
“จริง”
คุณยายฟูมิหัวเราะออกมา“พอแล้วทั้งสองคน”
เธอวางแก้วกาแฟลงบนเคาน์เตอร์“ฝนแบบนี้ พอมืดแล้วทางหลังศาลเ้าจะมืดมาก”
อาโออิหันไปมองนอกหน้าต่างฝนเริ่มซาลงแล้วแต่เมฆสีเทายังคงปกคลุมท้องฟ้า
“งั้น…” เธอหันกลับมา “ฉันขอรบกวนหน่อยนะ”
“ได้” คำตอบของเขาออกมาเร็วจนเ้าตัวเองยังแปลกใจ
หญิงสาวยิ้มบางๆ ก่อนเก็บกล้องลงกระเป๋า
“ขอบคุณค่ะ คุณคนขับ”
“ผมไม่ได้เอารถมา”
“งั้น…” เธอเอียงคอเล็กน้อย “คุณคนนำทาง”
เขาหลุดยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
ตอนทั้งสองเดินออกจากคาเฟ่ฝนหยุดตกแล้วอากาศเย็นลงกว่าเดิมน้ำขังอยู่ตามแอ่งเล็ก ๆ แสงไฟจากบ้านแต่ละหลังสะท้อนอยู่บนพื้นเปียกราวกับมีเศษดาวตกกระจายอยู่บนถนน
“หนาวจัง” อาโออยกมือขึ้นถูแขน
“หนาวไหม”
“นิดหน่อย” มาซาอากิถอดผ้าพันคอออก “เอาไหม”
เธอส่ายหน้าทันที“ไม่เอา”
“เมื่อกี้ยังบอกว่าหนาว”
“คุณก็หนาวเหมือนกัน”
“ผมไม่เป็ไร”
“ฉันก็ไม่เป็ไร”
เขาหัวเราะเบาๆ “ดื้อจริง”
“ไม่ดื้อสักหน่อย” เธอเดินนำไปสองก้าวก่อนชะลอลง
มาซาอากิสังเกตเห็นทันทีเธอกำลังมองพื้นมองอย่างตั้งใจระวังทุกก้าวที่เดินทั้งที่นี่เป็ถนนเส้นเดิมถนนที่เธอเดินมาั้แ่เด็กทั้งสองเดินผ่านร้านขายของชำ ผ่านสะพานไม้เล็ก ๆ ผ่านลำธารที่มีเสียงน้ำไหลดังขึ้นเพราะฝนเมื่อครู่
เมื่อมาถึงทางเดินหลังศาลเ้าอาโออิหยุดที่นี่ไม่มีไฟถนนมีเพียงแสงจากบ้านที่อยู่ไกลออกไปและแสงจันทร์ที่ถูกเมฆบดบังจนแทบไม่เหลือหญิงสาวมองไปข้างหน้าแล้วเงียบไป
“มืดจัง” เธอพูดเบา ๆ ไม่มีใครตอบเธอยังคงยืนอยู่ที่เดิม
“เมื่อก่อน…” เสียงของเธอดังขึ้นอีกครั้ง “ฉันชอบเดินทางนี้ตอนกลางคืน”
เธอยิ้มบางๆ “มันเงียบดี”
ลมพัดผ่านแนวสนใบไม้ส่งเสียงเสียดสีกันเบาๆ
“แต่่หลัง…” เธอก้มลงมองพื้น “ฉันเริ่มไม่ชอบความมืดแล้ว”
ประโยคนั้นเบามากแต่กลับหนักอย่างประหลาด
“แปลกเนอะ” เธอหัวเราะน้อย ๆ “ฉันเคยคิดว่าตัวเองไม่กลัวอะไร”
เธอเงียบไปก่อนพูดต่อ“พอโรคเริ่มแย่ลง…”
เสียงของเธอเบาลงกว่าเดิม“ฉันกลับกลัวกลางคืนที่สุด”
ลมเย็นพัดผ่านอีกครั้ง
“เพราะตอนกลางคืนทำให้ฉันรู้ว่าตัวเองมองไม่เห็นอะไรบ้าง”
มาซาอากิมองเธอมองมือที่กำสายกระเป๋าแน่นแน่นจนข้อนิ้วซีด
“บางทีฉันก็คิดนะ…” เธอพูดขึ้นอีกครั้ง “ถ้าวันหนึ่งฉันมองไม่เห็นจริงๆ ฉันจะกลับบ้านถูกไหม”
ไม่มีเสียงตอบ
“ฉันจะเดินคนเดียวได้ไหม ฉันจะจำทางได้หรือเปล่า”
เธอหัวเราะเบาๆ แต่ครั้งนี้ เสียงหัวเราะฟังดูเศร้าเหลือเกิน
“คิดเยอะไปใช่ไหม”
มาซาอากิสูดลมหายใจเข้าก่อนยื่นมือออกไปช้าๆ “อาโออิ”
เธอเงยหน้าขึ้นเขามองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดเบา ๆ
“จับไหม”
หญิงสาวนิ่งไปลมเย็นพัดผ่านระหว่างทั้งสอง
“ไม่เป็ไร” เธอตอบทันที “ฉันเดินเองได้”
“ผมรู้” เขาไม่ได้ลดมือลง
“แต่วันนี้…” เขาหยุดไปชั่วครู่ “ผมอยากเดินไปด้วย”
อาโออิมองมือของเขาแล้วเงยหน้าขึ้นดวงตาคู่นั้นดูสับสนเล็กน้อย
“คุณนี่แปลกจัง”
“ตรงไหน”
“ชอบพูดอะไรทำให้คนลำบากใจ”
“ผมทำเหรอ”
“ทำสิ” เธอเม้มปาก “ถ้าฉันจับ…”
เสียงของเธอเบาจนแทบกลืนไปกับสายลม“ต่อไปฉันอาจติดนิสัยก็ได้นะ”
หัวใจของเขากระตุกเบาๆ
เธอก้มหน้าลง“ฉันอาจอยากจับอีก.......อาจอยากให้คุณเดินมาส่งอีก”
เธอหัวเราะน้อยๆ “แบบนั้นไม่ดีเลย”
“ทำไม”
เธอเงียบก่อนตอบแ่เบา“เพราะฉันไม่อยากเป็ภาระของใคร”
ความเงียบตกลงมาระหว่างทั้งสองมาซาอากิมองหญิงสาวตรงหน้าคนที่กำลังกลัวแต่ยังคงพยายามเข้มแข็ง
เขาจึงพูดขึ้นช้าๆ “ก็ติดสิ”
อาโออิเงยหน้าขึ้น
“ผมไม่ได้เดือดร้อน”
เธอกะพริบตา
เขาจึงยิ้มบางๆ แล้วพูดต่อ “แล้วผมก็ไม่ได้รีบไปไหนด้วย”
ลมเย็นพัดผ่านอีกครั้งความเงียบตกลงมาระหว่างคนทั้งสองมาซาอากิยังยื่นมืออยู่แบบนั้นไม่ได้เร่ง ไม่ได้ขยับเข้าไปใกล้เพียงรออยู่เงียบ ๆ
อาโออิมองมือของเขาอยู่พักใหญ่ก่อนจะหัวเราะเบาๆ
เธอส่ายหน้า“คุณนี่.....บางทีก็ใจดีเกินไป”
“เหรอครับ”
เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา“ถ้าฉันติดนิสัยจริง ๆ ล่ะ”
“ผมก็บอกแล้วว่าไม่เป็ไร”
“แต่ฉันเป็คนขี้โกงนะ”
เขาเลิกคิ้วนิดหนึ่ง “ขี้โกงยังไง”
หญิงสาวคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนยิ้มบางๆ “ถ้ามีคนใจดีด้วย ฉันจะอยากได้เพิ่มเรื่อย ๆ”
ลมพัดเส้นผมข้างแก้มของเธอปลิวเบาๆ
“ตอนเด็ก ๆ ฉันเคยมีตุ๊กตาตัวหนึ่ง”
“แล้วไง”
“ฉันชอบมันมาก” เธอหัวเราะเบา ๆ “ก็เลยกอดทุกวัน”
“แล้ว?”
“พอมันสกปรกมาก ๆ แม่ก็เอาไปซัก” เธอมองความมืดตรงหน้า
“คืนเดียวเองนะ” เสียงของเธอเบาลง “แต่ฉันนอนไม่หลับ”
มาซาอากินิ่งฟัง
“แม่บอกว่าฉันติดนิสัย” เธอหัวเราะอีกครั้ง “ฉันเลยไม่ค่อยอยากติดอะไร”
ลมพัดผ่านต้นสนอีกครั้งความมืดรอบตัวดูหนาขึ้น
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง“โดยเฉพาะ......คน”
ประโยคสุดท้ายเบาจนแทบเป็เสียงกระซิบหัวใจของเขากระตุกนิดหนึ่งแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร หญิงสาวก็สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ก่อนค่อยๆ ยกมือขึ้น ปลายนิ้วของเธอแตะหลังมือเขาเบามาก เบาราวกับกลัวว่าความอบอุ่นนั้นจะหายไป
เธอชะงักแล้วค่อยๆ สอดนิ้วเข้าไปในฝ่ามือของเขา มือของเธอเย็นกว่าที่คิดและสั่นนิด ๆ ไม่มีใครพูดอะไรทั้งสองเพียงยืนอยู่ตรงนั้นท่ามกลางเสียงน้ำจากลำธารท่ามกลางกลิ่นดินหลังฝนและท่ามกลางความมืดที่เงียบงัน อาโออิค่อย ๆก้มลงมองมือของตัวเองราวกับกำลังตรวจสอบว่าเื่นี้เกิดขึ้นจริงหรือเปล่า จากนั้น...เธอจึงก้าวเดินหนึ่งก้าว แล้วอีกหนึ่งก้าวโดยไม่ปล่อยมือ
“แปลกจัง” เธอพูดขึ้นเบา ๆ
“อะไร”
เธอยิ้มเล็กน้อย“ทั้งที่มืดเหมือนเดิม แต่ฉันไม่ค่อยกลัวแล้ว”
มาซาอากิมองถนนตรงหน้าไม่ได้ตอบเพราะไม่รู้ว่าควรตอบอะไรเพียงแค่รับรู้ได้ว่ามือเล็ก ๆ ในมือของเขาเริ่มคลายความตึงลงแล้ว
“คุณรู้ไหม” อาโออิพูดต่อ “ตอนเด็ก ๆ เวลาฟ้าร้องฉันชอบจับมือแม่”
เธอหัวเราะน้อยๆ “แม่บอกว่ามือของคนเรามีอุณหภูมิ”
ลมเย็นพัดผ่าน
“ฉันไม่เข้าใจเลย” เธอก้มลงมองมือของตัวเอง “แค่มือเองจะช่วยอะไรได้”
ความเงียบทอดยาวก่อนเธอจะพูดต่อเบาๆ “แต่ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว”
เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาดวงตาคู่นั้นสะท้อนแสงจากบ้านไกลๆ
“บางทีคนเราไม่ได้กลัวความมืด”
เธอยิ้มจางๆ บีบมือเขาเบา ๆ “……..เราแค่กลัวว่าตอนอยู่ในความมืด จะไม่เหลือใครอยู่ด้วย”
เสียงน้ำในลำธารดังชัดขึ้นหัวใจของมาซาอากิเต้นช้าลงอย่างประหลาด เขาไม่รู้ว่าควรพูดอะไรกับประโยคนั้น
สุดท้ายจึงตอบเพียงว่า
“ตอนนี้คุณไม่ได้อยู่คนเดียว”
อาโออินิ่งไปแล้วค่อยๆ ยิ้ม รอยยิ้มเล็ก ๆ แต่สวยจนเขาไม่อาจละสายตาได้
“อือ” เธอพยักหน้าเบา ๆ “จริงด้วย”
---
บ้านทาคาฮาชิปรากฏขึ้นตรงหน้าในที่สุดแสงไฟจากหน้าต่างส่องออกมาอย่างอบอุ่น อาโออิหยุดเดินแต่ยังไม่ปล่อยมือ เธอเงยหน้ามองบ้านตัวเองก่อนหันกลับมาทางเขา
“ถึงแล้ว”
“อือ”
เธอก้มลงมองมือของทั้งคู่เงียบอยู่พักหนึ่งก่อนหัวเราะเบาๆ
“ทำยังไงดี”
“อะไร”
“ฉันว่าฉันติดนิสัยไปนิดหนึ่งแล้ว”
เขาหลุดหัวเราะ“เร็วไปไหม”
“นิดเดียวเอง” เธอเม้มปากก่อนพูดต่อเบา ๆ “แต่ฉันชอบนะ”
คราวนี้กลับเป็เขาที่นิ่งไปหญิงสาวเองก็ดูเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกมาแก้มของเธอค่อย ๆ แดงขึ้น
“เอ่อ......” เธอก้มหน้าทันที “ฉันหมายถึง.......”
ยิ่งพูดเธอยิ่งหน้าแดงสุดท้ายจึงหัวเราะแห้ง ๆ
“ช่างเถอะ”
มาซาอากิเองก็รู้สึกว่าหูเริ่มร้อนขึ้นทั้งสองยืนเงียบอยู่พักหนึ่งก่อนอาโออิจะค่อย ๆปล่อยมือความเย็นของอากาศรีบเข้ามาแทนที่ทันทีหญิงสาวมองมือของตัวเองแล้วกำมันเบาๆ ราวกับยังเหลือความอบอุ่นบางอย่างอยู่บนนั้น
“ราตรีสวัสดิ์”
“ราตรีสวัสดิ์ครับ”
เธอเดินขึ้นบันไดบ้านเปิดประตูแต่ก่อนจะเข้าไป เธอกลับหันมาอีกครั้ง
“ครั้งหน้า...”
“หืม?”
เธอกัดริมฝีปากเบาๆ ก่อนรวบรวมความกล้า
“ถ้าฉันขอจับมืออีก......คุณอย่าบ่นนะ” เธอยิ้มเขิน ๆ
มาซาอากินิ่งอยู่หนึ่งวินาทีก่อนยิ้มบางๆ
“ได้”
หญิงสาวยิ้มกว้างขึ้นทันทีรอยยิ้มแบบที่เขาคุ้นเคย
เธอยกมือขึ้นเล็กน้อย“งั้นสัญญาแล้วนะ”
เขาพยักหน้า
“ครับ”
เธอหัวเราะเบาๆ แล้วหายเข้าไปในบ้านประตูเลื่อนปิดลงช้า ๆ ความเงียบกลับมาอีกครั้ง มาซาอากิยังยืนอยู่ตรงนั้นลมปลายฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านเขาก้มมองมือตัวเองไม่รู้ว่าเพราะอากาศหนาวหรืออย่างไรแต่ฝ่ามือข้างนั้นกลับยังอุ่นอยู่และเป็ครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขาไม่อยากให้ความอบอุ่นนั้นหายไปเร็วเกินไป