ในคุกใต้ดิน
อรัญญานั่งพิงกำแพงหินเย็นเฉียบดวงตาเธอเหม่อลอยไปที่แสงเทียนริบหรี่จากปลายทางเดินเสียงหยดน้ำที่ตกกระทบพื้นหินดังสะท้อนในความเงียบมันทำให้เธอยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยวและห่างไกลจากโลกที่เธอจากมา
“ดวงจันทร์นำทางเ้า...”คำพูดของชายลึกลับในชุดนักบวชยังคงดังก้องในความคิดของเธอ
“เขาหมายความว่ายังไงกัน?” อรัญญาพึมพำกับตัวเองเธอหันไปมองจี้หินรูปพระจันทร์เสี้ยวที่ห้อยอยู่รอบคอมันเปล่งประกายอ่อนจางในแสงเทียน
เธอถอนหายใจลึก“ถ้าฉันยังอยู่ที่นี่นานกว่านี้ ฉันอาจจะบ้าจริงๆ ก็ได้”
ทันใดนั้นเสียงประตูเหล็กที่ปลายทางเดินก็เปิดออก เผยให้เห็นร่างของชายในชุดเกราะผู้ซึ่งเดินตรงมาหาเธออย่างรวดเร็ว
“องค์ชายราธันเรียกตัวเ้า”เขากล่าวสั้นๆ ก่อนจะปลดกุญแจห้องขังและพาเธอออกไป
“องค์ชาย?” อรัญญาทวนคำพลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “เขาคือใครกัน?”
ทหารไม่ตอบเพียงแต่เร่งเร้าให้เธอเดินตามไป
ในห้องโถงส่วนพระองค์
อรัญญาถูกพาเข้าสู่ห้องโถงส่วนตัวที่มีขนาดเล็กกว่าแต่ยังคงตกแต่งด้วยความวิจิตรบรรจง ผ้าม่านสีเงินถูกปล่อยลงมาปกคลุมหน้าต่าง ด้านในมีโต๊ะไม้แกะสลักลายพระจันทร์และดวงดาวที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องเธอพบองค์ชายราธันยืนอยู่ตรงหน้าต่างแสงจันทร์สาดส่องให้เห็นเค้าโครงใบหน้าคมคายของเขาชัดเจนดวงตาสีเทาเข้มจ้องมองเธออย่างประเมินค่า
“ข้านึกว่าเ้าจะหนีไปเสียแล้ว”เขากล่าวเรียบๆ แต่แฝงด้วยความเย้ยหยัน
อรัญญาชะงัก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นตอบกลับ“ข้าหนีไปไหนได้ล่ะ ในเมื่อข้าไม่รู้แม้แต่ว่าข้าอยู่ที่ไหน”
องค์ชายราธันเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้ามาใกล้เธอ “เ้าไม่ได้โกหกงั้นหรือ? แล้วจี้หินนั่นล่ะมันมาจากที่ใด?”
อรัญญายกมือจับจี้หินราวกับปกป้องมัน“ข้าไม่รู้ว่ามันมาอยู่ที่ข้าได้ยังไงแต่ข้าเชื่อว่ามันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พาข้ามาที่นี่”
ราธันขมวดคิ้วสีหน้าเขาดูเหมือนกำลังครุ่นคิด “เ้าไม่รู้จริงๆ งั้นหรือ? หรือว่าเ้าแค่แสร้งทำเป็ไม่รู้?”
อรัญญาจ้องกลับไปที่เขาอย่างไม่ลดละ“แล้วข้าจะได้ประโยชน์อะไรจากการโกหกเ้าล่ะ? ข้าไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหนและข้าก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาอยู่ที่นี่ด้วย!”
ก่อนที่ราธันจะตอบ เสียงไอเบาๆก็ดังขึ้นจากมุมหนึ่งของห้อง เผยให้เห็นร่างของชายชราผู้หนึ่งในชุดคลุมยาวสีดำ ชายคนนั้นคือ ท่านที่ปรึกษาอาเรสผู้มีใบหน้าชราแต่แฝงไปด้วยความเ้าเล่ห์ดวงตาแหลมคมของเขาจับจ้องที่จี้หินบนคอของอรัญญา
ดวงตาแหลมคมของเขาจับจ้องที่จี้หินบนคอของอรัญญา
“ขออภัยที่ขัดจังหวะพระองค์แต่ข้าคิดว่าเราควรตรวจสอบจี้ของนางให้ชัดเจนก่อน” ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุขุม
“ท่านอาเรส” ราธันพยักหน้า“เ้าว่าอย่างไร?”
อาเรสเดินเข้ามาใกล้อรัญญาเขายื่นมือออกมา “ข้าขอดูจี้ของเ้า”
อรัญญาลังเลแต่เมื่อเห็นสายตาเคร่งขรึมขององค์ชาย เธอก็ยอมปลดจี้ออกจากคอและส่งให้ชายชรา
การค้นพบที่ไม่คาดคิด
เมื่ออาเรสถือจี้ไว้ในมือแสงจันทร์จากหน้าต่างบานใหญ่ก็ส่องกระทบกับมันจี้หินเริ่มเปล่งแสงสว่างจ้าจนทุกคนต้องยกมือป้องตา
“นี่คือ...จี้ศักดิ์สิทธิ์ของิญญาแห่งจันทร์!”อาเรสอุทานอย่างใ ก่อนจะหันมามองอรัญญา “เ้าได้มันมาได้อย่างไร?”
“ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่รู้!”อรัญญาตอบกลับเสียงสั่น
องค์ชายราธันขมวดคิ้วแน่น“ิญญาแห่งจันทร์? สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างนั้นหรือ?”
อาเรสพยักหน้า “ใช่ พระองค์สิ่งนี้เป็กุญแจที่อาจไขความลับของอาณาจักร...หรืออาจนำหายนะมาเช่นกัน”
ราธันหันกลับมามองอรัญญาดวงตาเขาเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจ“ดูเหมือนเ้าจะเกี่ยวข้องกับชะตากรรมของอาณาจักรนี้มากกว่าที่เ้าคิดเสียอีก”
อรัญญาจ้องกลับด้วยสายตาผสมระหว่างความกลัวและความสงสัย“ข้าไม่้าเกี่ยวข้องกับสิ่งใดของพวกเ้า! ข้าแค่อยากกลับบ้าน!”
“ถ้าอย่างนั้น...” ราธันเอ่ยเสียงเย็น“เ้าต้องพิสูจน์ว่าเ้าไม่ได้เป็ภัยต่ออาณาจักรของข้า”