ย้อนอดีตกลับมารักเธอ

    ตอนที่9 มาขายปลาดุกย่างกันเถอะ

    บาสส่ายหน้า “โทษว่ะนี่รถพ่อกู ถ้าหากพวกมึงอยากขับไว้รอกูซื้อรถนะ เดี๋ยวกูจะให้ขับจนหนำใจเลย”
    “รอมึงซื้อรถ? แล้วชาติไหนล่ะวะถึงจะได้ซื้อ” บาสตอนนี้อายุ15 ปี แต่กลับบอกว่าจะซื้อรถมาขับ นั่นสร้างความขบขันให้กับเพื่อนทั้งสองไม่น้อย
    “อีกไม่นานเกินรอ” พูดไปแล้วก็กอดอกด้วยความมั่นใจ ถึงแม้จะไม่มีความรู้ด้านเทคโนโลยี แต่รู้ว่าสิ่งไหนหาเงินได้ ที่ตรงไหนราคาดี ทุกสิ่งล้วนอยู่ในความทรงจำ เพียงแต่ต้องใช้มันให้ดีเขาก็จะกลายเป็นคนรวยในเร็ววัน แต่....มันก็อีกนานเลยซึ่งต่างจากการมีระบบขี้โม้
    “เออๆ ถ้าตื่นแล้วบอกพวกกูด้วยนะ” จากนั้นเพลิงก็กอดคออี๊ดก่อนจะหันกลับมาถามว่า “แล้วเที่ยงนี้มึงจะเล่นบอลปะ”
    “เล่นบอล? ไม่ล่ะ อากาศแบบนี้เล่นไปก็ดำเปล่าๆ กูไปเล่นที่สนามเด็กเล่นดีกว่าอีก”
    “สนามเด็กเล่น? นั่นเป็นที่ของเด็กประถมนะ มึงไปเล่นอะไรวะ” อี๊ดมองเพื่อนแปลกๆ ที่นั่นมีแต่เด็กประถม มีอะไรน่าสนใจกัน จะบอกว่าจีบสาวคงไม่ใช่ เพราะคงไม่มีใครชอบเด็กประถมที่กำลังแคะขี้มูกหรอก
    “โหนบาร์” เขาไม่จำเป็นต้องปิดบัง เพราะหากปิดบังแล้วเดี๋ยวเจ้าสองตัวนี้จะคิดไปต่างๆนาๆ ดีไม่ดีจะคิดว่าไปหลีสาวแถวนั้น
    “เพื่อ? มันสนุกเหรอวะ ปวดแขนเปล่าๆ เล่นบอลดิสนุกกว่า สาวๆกรี๊ดลั่นทุ่ง มึงก็เห็นไอ้กันต์ที่นั่งข้างเเล้วนี่ แม่งเป็นที่นิยมของสาวๆเพราะเล่นบอล” พูดไปแล้วเพลิงก็ขึ้น สาวๆที่ชอบดันไปหลงรักไอ้กันต์เสียได้ การสภาพรักของเขาเป็นต้องแห้วไป ด้วยเหตุการณ์นั้นเองจึงชวนอี๊ดไปเตะบอล หมายจะให้สาวๆหันมามอง
    “การโหนบาร์ของกูก็ทำให้สาวๆหันมามองได้เหมือนกัน มึงเชื่อมั้ย”
    ทั้งสองส่ายหน้า ก่อนจะโบกมือจากไป บาสหัวเราะอยู่ในลำคอดังหึหึ “ไอ้พวกบ้า เตะบอลก็ดีแต่มันก็ทำให้ผิวดำ ไหนจะกลิ่นเหงื่อที่เหม็นหืน...โหนบาร์เพื่อเพิ่มความสูงดีกว่าไหนๆ”
    กลับมายังอดีต บาสให้ความสำคัญกับรูปร่างมาก เนื่องจากเขาเป็นคนผิวสองสี ไม่ดำไม่ขาวออกกลางๆ ซึ่งต่างจากหม่าวที่ป๊อบปูลาร์เพราะผิวขาวตี๋ตัวเล็ก ทุกคนเองก็อยากดูดีกันทั้งนั้น เขาเองก็เช่นกันจึงเลือกที่จะโหนบาร์มากกว่าเตะบอลกับเพื่อนๆ
    เมื่อเห็นบาสเดินไปที่สนามเด็กเล่น อี๊ดและเพลิงที่ซ่อนอยู่หลังต้นไม้ก็ออกมา ทั้งสองไม่ได้ไปเตะบอลเพราะสงสัยว่าบาสจะไปโหนบาร์จริงมั้ย ที่นั่นมีอะไรน่าสนุก เห็นมีแต่เด็กประถมด้วยความสงสัยทั้งสองเลือกซ่อนตัว รอให้บาสไปสนามเด็กเล่นจึงตามไปดูเมื่อเห็นว่าบาสไปแล้ว พวกเขาก็ยิ้มให้กัน จ้ำอ้าวอย่างกับนักสืบหลบหลังม้านั่งมองไปยังสนามเด็กเล่น ใช่บาสกำลังโหนบาร์จริง แล้วสักพักก็มีเด็กน้อยหน้าตาน่ารักเข้ามาคุย อี๊ดกับเพลิงหันมามองกันและกันก่อนจะหันไปมองบาสอีกครั้งอย่างไม่เชื่อสายตา
    “ไอ้บาส! จริงๆแล้วมันมาที่สนามเด็กเล่นเพราะจะจีบเด็กๆนี่เอง!” อี๊ดกำหมัดแน่น รู้สึกอิจฉาบาสไม่น้อย
    เพลิงที่อยู่ข้างๆมองอี๊ดแปลกๆ ก่อนจะส่ายหน้า “มึงเนี่ยบ้าเนอะ นั่นนะเด็กประถมนะเว้ยคิดอะไรอยู่!”
    “เด็กประถม? อีกไม่กี่ปีก็เข้ามัธยมต้นเเล้ว ไอ้บาสนี่มันฉลาดจริง หลังจากมันเข้าม.ปลายคงกะกลับมากิน!” อี๊ดคิดเองเออเอง จนเพลิงต้องตบศีรษะไปทีหนึ่ง
    “คงไม่มั้ง แล้วอีกอย่างมันจะเข้าม.ปลายหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย”
    “อื้ม...นั่นสินะ” ทั้งสองรู้จักบาสดีและเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย ถึงแม้ช่วงนี้จะมาเรียนทุกวันแต่ก็ไม่รู้ว่าวันไหนจะหมดโปร ถ้าได้แบบนี้ทุกวันคงดีสิ จากนั้นจะได้เรียนต่อด้วยกัน
    “ไปเหอะว่ะ” “หึหึหึ เดี๋ยวมึงเจอกูล้อแน่ไอ้บาสว่ามาจีบเด็กประถม!” อี๊ดเลียริมฝีปาก เพลิงจำต้องลากมันออกไป
    “วันนี้อากาศดีจังนะคะ” น้องอรยังคงน่ารักเหมือนเดิม วันนี้เองก็เช่นกัน เธอมาที่สนามเด็กเล่น
    “ใช่ ถ้าอากาศเป็นแบบนี้ตลอดไปคงดีสิ” อากาศในยุคนี้ช่างต่างกับอนาคตที่เต็มไปด้วยมลพิษ ก่อนออกจากบ้านต้องใส่หน้ากากทุกครั้ง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่หมอกนามากเลย
    “วันนี้พี่บาสไปเล่นไหนตอนเย็น”“ไม่อ่ะ พี่จะต้องไปตลาด”“อ๋อ...ไปทุกวันเลยเหรอ” เด็กสาวทำหน้าสงสัย
    “ใช่ทุกวัน” เขาตอบขณะยกตัวเองขึ้นช้าๆ หน้าผากเริ่มมีเม็ดเหงื่อปรากฏ “แล้วน้องอรล่ะ ปกติกลับบ้านแล้วทำอะไร”
    “อรเหรอ...” อรยิ้ม “ก็เล่นกระโดดเชือก หรือไม่ก็เล่นหม้อข้าวหม่อแกง”
    “แล้วอยากเล่นพ่อแม่ลูกมั้ย” อยู่ๆเขากลับถามเรื่องที่ไม่ควรถาม
    “อยากสิ พี่บาสจะเล่นด้วยมั้ยล่ะ” พูดถึงตรงนี้เด็กสาวก็บิดตัว บาสที่มองอยู่ถึงกับส่ายหน้า เด็กคนนี้ช่างน่ารักเสียจริง ไม่แปลกที่จะเป็นดาราในอนาคต ถ้าหากข้องเกี่ยวด้วยมากไปกลัวว่าจะทำให้อนาคตที่สดใสเธอเปลี่ยน จึงตอบปฏิเสธไปว่า
    “ก็อยากนะ แต่ช่วงนี้พี่ยุ่งๆ ไว้เดี๋ยวพี่ว่างเมื่อไหร่จะไปเล่นด้วยแล้วกัน”“สัญญานะ”“สัญญาครับ”
    เด็กน้อยยื่นมือเกี่ยวก้อยสัญญา ผิวขาวเนียนใสช่างนุ่มนิ่มเสียจริง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเด็กคนนี้สวยน่ารักตั้งแต่ยังเล็ก โตไปยิ่งสวยน่ารักปานนางฟ้า
    เสียงออดทำให้ทั้งสองต้องแยกจาก น้องอรมองเด็กชายจากไปก่อนกุมนิ้วก้อยแน่น วิ่งไปกลับไปเข้าชั้นเรียนช่วงบ่าย
    บาสไม่ได้คิดอะไรกับน้องอร สำหรับเขานั้นมีคนที่อยู่ในใจแล้ว เมื่อกลับเข้ามาเรียนช่วงบ่ายก็ได้รับสายตาจากไอ้เพื่อนเลว มันเอาเรื่องที่คุยกับน้องอรไปเม้าท์ให้คนอื่นฟัง แม้แต่กันต์ที่นั่งข้างปกติเงียบขรึมยังต้องหันมายิ้มให้ นี่ทำให้บาสอยากเตะอี๊ดและเพลิงให้หายแค้น
    หลังเลิกเรียนดักรอเพื่อนใต้ต้นไม้ ทั้งสองกอดคอกันเกลียวดั่งคนรัก สร้างความขบขันให้กับเขาไม่น้อยเลย
    “พวกมึงนี่รักกันมากเลยนะ ถ้าหากกูเอาเรื่องนี้ไปเล่า...คนอื่นๆจะคิดยังไงนะ” บาสยิ้มอย่างชั่วร้าย
    “เห้ยอย่านะเว้ย!” เพลิงรีบเข้ามาปิดปาก เพราะกลัวเด็กนักเรียนคนอื่นได้ยิน อี๊ดเองก็เช่นกัน ถึงแม้เขาจะตัวอ้วนเหมือนหมูแต่ก็ไม่อยากให้ทุกคนคิดว่าเป็น...
    “ฮ่าฮ่า ล้อเล่นว่ะ แต่มึงอย่าเอาเรื่องของกูกับน้องอรไปพูดอีกนะ” เขาพูดเสียงเย็นเยียบ
    “ทำไมวะ? หรือมึงคิดไม่ซื่อกับน้องเค้า” อี๊ดยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ พร้อมกับเพลิงหัวเราะหึหึ
    “กูจะกล้าคิดอะไรวะ น้องเค้ายังเด็กอยู่ อีกอย่างตอนนี้กูก็ใกล้จบม.3 แล้วด้วย คงอีกนานกว่าจะได้เจอน้อง...”
    “มึงจะเรียนต่อเหรอ?” ทั้งสองถามพร้อมกัน
    บาสมองทั้งสองก่อนจะตอบ “เรียนดิ ตอนนี้ก็กำลังเก็บเงินอยู่”
    “เฮ้ยจริงดิ ดีแล้วเว้ย”“แล้วมึงจะต่ออะไร ม.ปลายหรือ ปวช” ทั้งสองมองบาส รอคอยคำตอบ
    “คงม.ปลายแหละ เพราะมันใกล้บ้าน เอาล่ะกูไปก่อนนะเว้ย แล้วพรุ่งนี้เจอกัน” บาสหันหลังแล้วเดินจากไป
    อี๊ดกับเพลิงต่างยิ้มให้กัน “ตอนแรกกูว่าจะเรียน ปวช ว่ะ”“จริงดิ สาขาอะไร?” “ช่างยนตร์ แต่ตอนนี้กูว่ากูเปลี่ยนใจแล้ว” “อย่าบอกนะเพราะไอ้บาส” เพลิงถาม “เออดิ เรียนที่ไหนก็ไม่สนุกเท่ากับเพื่อนสนิทหรอก อีกอย่างกูยังสามารถต่อปวสได้หลังจากจบม.6 มันคงไม่ต่างกันหรอก”
    คำพูดของบาสก่อนหน้านี้ได้เปลี่ยนอดีต โดยอดีตนั้นบาสไม่ได้เรียนม.6 อี๊ดจึงไปต่อปวชช่างยนต์ในเมือง ส่วนเพลิงนั้นเรียนปวช ในเมืองเหมือนอี๊ดคำพูดของบาสเพียงไม่กี่คำได้ทำให้อนาคตที่ควรเป็นบิดเบี้ยว มันก็เหมือนกับการโยนหินลงไปในน้ำ แล้วเกิดคลื่นเล็กๆ...แต่มันยังคงเป็นคลื่น
    “อ้าวบาส กลับมาแล้วเหรอลูก นี่จะปิ้งหมูเลยมั้ย” เมื่อมาถึงบ้านแม่หน่อยก็ถามเข้าเรื่อง ดูเหมือนแกอยากจะรู้ว่ารสชาติหมูที่ลูกชายหมัก จะอร่อยเหมือนเขาทำขายมั้ย
    “ก็อยากอยู่นะครับ แต่ไว้หลังกลับมาจากตลาดแล้วกัน” ว่าแล้วก็หันไปมองรอบๆ “แล้วพ่อล่ะครับ ไม่เห็นรถเลย”
    “อ๋อพ่อน่ะเหรอ ไปหาปลาน่ะลูกป่านนี้ยังไงกลับ...” พูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงรถมอไซค์ก็วิ่งเข้าบ้าน พ่อรู้งอยู่ในสภาพเปลือยท่อนบน สวมกางเกงขาสั้น มีถังปลาอยู่ในรถ
    เมื่อดับเครื่องยนต์ก็หันมาบอกบาส “เตรียมตัวเลยลูก เดี๋ยวพ่ออาบน้ำแปบนึง” จากนั้นหันไปบอกแม่หน่อย “นี่แม่ ช่วยจัดของขึ้นรถให้ด้วยนะ เดี๋ยวพ่อจะไปย่างปลาขายวันแรก”
    “จ้าๆ” แม่หน่อยรับคำ พ่อรุ้งรีบลงจากรถเข้าไปในห้องหาผ้าขนหนูมาอาบน้ำ
    ในระหว่างที่ช่วยแม่ขนของ บาสก็แอบดูปลาในถังว่าได้มาเยอะมั้ย ผลปรากฏก็คือมีปลาอยู่ในนั้นราวๆสี่โล มันยังเป็นปลาเป็นๆที่ยังดิ้นอยู่ ต่อจากนี้เมื่อขับไปถึงตลาดพ่อรุ้งคงจัดการปลา ส่วนเขาต้องขายอึ่งคนเดียว
    พ่อรุ่งใช้เวลาในการอาบน้ำไปประมาณสิบห้านาที ปะแป้งสักเล็กน้อยแล้วสตาร์ทมอเตอร์ไซค์ไปตลาด วันนี้ของในรถสามล้อค่อนข้างเยอะ ปกติบาสจะนั่งฝั่งพ่วงแต่วันนี้จำต้องนั่งหลังพ่อรุ้งใช้เวลาไม่นานก็มาถึงตลาด บวกกับการขับนานวันทำให้พ่อรุ้งกล้าที่จะบิดเร็วขึ้น
    “วันนี้มาช้านะครับ” พ่อค้าหมูเอ็มหันมาถาม
    พ่อรุ้งที่กำลังยกของลงจากรถตอบ “ก็พอดีไปหาปลามาด้วย เลยใช้เวลาค่อนข้างนาน”
    “ปลาเหรอ? ปลาอะไรคะ” มดดูสนใจไม่น้อย นี่ทำให้บาสยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ “ปลาดุกอย่างครับ” “ปลาดุกอย่าง...แล้วขายยังไง”
    บาสกำลังจะพูดแต่เขาก็ไม่รู้ว่าราคาโลนึงเท่าไหร่ จำต้องกระซิบถามพ่อรุ้งก่อน “นี่พ่อ ปลาดุกโลละเท่าไหร่”
    พ่อรุ้งไม่เข้าใจว่าบาสถามไปทำไม ไหนว่าจะขายเสียบไม้ย่างเป็นตัว แต่ยังตอบไปว่า “โลละห้าสิบบาท ลูกจะถามทำไมหรอ?”
    เมื่อรู้ราคาว่าโลละเท่าไหร่ การกำหนดราคาต่อไม้ก็เป็นเรื่องง่าย “ไม้ละสามสิบครับ แล้วยังมีน้ำจิ้มสูตรเด็ดจากฝีมือแม่หน่อยด้วยนะ”