10 2-2
ตอนที่19 พูดจาดูถูก
“ไม่ดีกว่าพี่เฮ่าเทียน ข้าวกล่องบนรถไฟราคาแพงจะตายไป พ่อแม่บุญธรรมเองก็แทบไม่ได้ให้เงินฉันติดตัวมาเลยด้วย ที่มีอยู่ก็ต้องเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็จริงๆเท่านั้น”
ทุกครั้งที่มีโอกาส ซูหนี่จะพยายามพูดใส่ร้ายกู่กัวเฉิงและหลัวจุนฮวา เพื่อบั่นทอนชื่อเสียงจอมปลอมของคนทั้งคู่อยู่เป็ระยะๆ แต่จะว่าใส่ร้ายก็ไม่ถูกนัก ต้องพูดว่าตีแผ่ความจริงที่เ้าของร่างเดิมเคยได้รับมาน่าจะถูกต้องกว่า
ซูเฮ่าเทียนได้ฟังคำพูดประโยคนี้เข้าไป ทำเอาเขาถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัว
เพราะในความรู้สึกของเขานั้น ลุงกับป้าทั้งสองหาใช่คนใจไม้ไส้ระกำอะไรเลย ออกจะเป็คนอบอุ่นรักใคร่คนในครอบครัวยิ่งกว่าอะไรด้วยซ้ำ แต่ใครจะคิดล่ะว่า ในความเป็จริง ลูกพี่ลูกน้องของเขากลับถูกเลี้ยงดูมาชนิดตรงกันข้ามกับที่เห็นโดยสิ้นเชิง
“ไม่เป็ไร ไม่เป็ไร ให้พี่เลี้ยงเถอะนะ บอกมาว่าอยากกินอะไร เดี๋ยวพี่จะเดินไปสั่งกับพนักงานบนรถไฟให้เอง”
ซูเฮ่าเทียนใจกว้างเสนอตัวเลี้ยงข้าว แต่ซูหนี่ยังคงส่ายหน้าปฏิเสธกลับไป
จบเื่การสนทนาไว้เพียงแค่นั้น เธอปิดปากเงียบไม่พูดคุยอะไรกับซูเฮ่าเทียนต่ออีก ได้แต่เหลียวศีรษะเหม่อมองทิวทัศน์ธรรมชาติที่แสนงดงามภายนอกหน้าต่าง ที่เคลื่อนผ่านไปเป็ฉากๆ
เพราะจุดหมายปลายทางคือชนบทแถบภาคเหนือ ทิวทัศน์นอกหน้าต่างจึงมีแต่ธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ
‘เซิ่งเต๋าอัน หวังว่าจะไม่มีเื่แย่ๆเกิดขึ้นกับคุณนะ จากกันคราวนี้ คุณจะคิดถึงฉันบ้างมั้ยนะ?’
ซูหนี่ได้แต่ครุ่นคิดกับตัวเองอย่างเงียบๆ มองผ่านดวงตาคู่นี้ ใครเห็นก็พอจะคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังเศร้าใจ
“ไม่ ไม่ ไม่ อย่าปฏิเสธเลยนะหนี่หนี่ เดี๋ยวพี่รีบไปซื้อให้ดีวกว่า รออยู่นี่นะ แป๊ปเดียวเอง!”
พูดจบ ซูเฮ่าเทียนก็พุ่งตัวจากไปในทันที ไม่รั้งรอฟังคำตอบใดๆจากซูหนี่แม้แต่น้อย ส่วนเธอที่เห็นเช่นนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจ น้อมรับหนี้บุญคุณครั้งนี้อย่างไม่เต็มใจนัก และสักวันคงต้องหาโอกาสตอบแทน
สิ้นเสียงถอนหายใจ ซูหนี่ก็หันกลับไปชื่นชมทิวทัศน์นอกหน้าต่างดังเดิมระหว่างรอคอยให้ซูเฮ่าเทียนนำข้าวกล่องกลับมา
“ไม่มีเงินก็อย่าสะเออะทำตัวอวดรวย! กลับไปกินซาลาเปาเย็นชืดของตัวเองเถอะไป! ทางเราขายข้าวกล่องราคานี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถ้าไม่มีปัญญาซื้อก็เชิญ เหม็นกลิ่นคนจนชะมัด!”
เสียงกระทบกระทั่งรุนแรงดังขึ้นจากอีกฟากฝั่งหนึ่งของขบวนรถไฟ เสียงที่ว่านี้หลุดมาเข้าหูซูหนี่ ทำเอาเธอถึงกับขมวดคิ้วด้วยความรำคาญใจเล็กน้อย
ใครจะไปคิดล่ะว่า ในยุคสมัยที่ข้าวยากหมากแพงแบบนี้ ยังจะมีพวกที่ชอบดูถูกคนอื่นผุดขึ้นมาให้เห็นอีกงั้นเหรอ?
ขณะที่ซูหนี่กำลังพลิกตัวปิดหูเพื่อหลีกหนีจากมลพิศทางเสียงอันไม่พึงประสงค์นี้ จู่ๆเสียงลูกพี่ลูกน้องของเธอก็พลันดังขึ้นจากฟากฝั่งเดียวกัน
“ข้าวกล่องบ้าอะไรราคาแพงขนาดนี้! ขายกล่องละห้าหยวนกะจะรวยทางลัดเลยใช่มั้ย?! วันๆคงี้เีทำมากเลยสินะ ถึงได้ขายแพงเอากำไรกันขนาดนี้! จะบอกอะไรให้เอาบุญ ผู้โดยสารทุกคนในขบวนนี้ล้วนเป็เยาวชนมีการศึกษาที่กำลังมุ่งหน้าไปสอนหนังสือเด็กในชนบท! แกน่ะหลอกขายผิดคนแล้ว!”
ทันทีที่รู้ว่านั่นคือเสียงของซูเฮ่าเทียนลูกพี่ลูกน้องเธอเอง ซูหนี่ก็ถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเหนื่อยหน่ายอีกครั้ง ท่าทางเธอคงต้องจัดการเื่นี้ด้วยตัวเองซะแล้ว
คิดได้เช่นนั้น เ้าตัวจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงไปยังแผงขายข้าวกล่องที่อยู่หน้าสุดของขบวน เห็นซูเฮ่าเทียนกำลังยืนโต้เถียงอยู่กับพนักงานรถไฟฉอดๆ ใบหน้าสั่นเทาของเขาแดงก่ำด้วยความโมโหสุดขีด
ทางด้านพนักงานรถไฟก็เอาแต่จ้องหน้าซูเฮ่าเทียนอย่างเหยียดหยาม ในสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชนั้น เขามองอีกฝ่ายไม่ต่างอะไรกับขอทานคนหนึ่ง
ทางด้านซูเฮ่าเทียน เขาเองก็เป็ถึงเยาวชนผู้มีการศึกษาคนหนึ่งเช่นกัน ถูกพนักงานรถไฟพูดจาเหยียดหยามใส่ขนาดนี้ มีหรือที่จะไม่รู้สึกอับอาย?
แต่ด้วยนิสัยที่รักในความยุติธรรมของเขา ซูเฮ่าเทียนรู้สึกว่า มันไม่ยุติธรรมเลยที่เยาวชนทุกคนในรถไฟขบวนนี้ จะต้องถูกพนักงานรถไฟเหล่านี้เอาเปรียบขูดรีด เพราะนี่ไม่ต่างอะไรจากการกรรโชกทรัพย์เลยแม้แต่น้อย!
“พี่เฮ่าเทียน เกิดอะไรขึ้น?”
ซูหนี่ตบเท้าขึ้นหน้ายืนหยัดเคียงข้างอีกฝ่าย สะกิดหลังซูเฮ่าเทียนเบาๆพร้อมเอ่ยถามถึงความเป็มาเป็ไปด้วยความสงสัย
เมื่อพนักงานรถไฟแลเห็นสาวสวยโผล่หน้าเข้ามา ดวงตาถึงกับเบิกโพลงเป็ประกายด้วยความสนอกสนใจทันที หลังชำเลืองมองซูเฮ่าวเทียนั้แ่หัวจรดเท้าขึ้นลงกว่าหลายรอบ ก็ตัดสลับมองมาทางสาวสวยที่ยืนเคียงกันด้วยความสงสัยใคร่รู้
ไม่คาดคิดว่าผู้ชายธรรมดาๆคล้ายยาจกคนนี้ แท้จริงแล้วจะมีพี่น้องเป็สาวสวยถึงเพียงนี้!