ความเงียบอย่างประหลาดกำลังเกิดขึ้นในบ้านหลังหนึ่งของหมู่บ้านเซียงอู่ หวูไว่นั่งนิ่งอยู่บนโต๊ะ ที่นั่งตรงข้ามกับเขาคือเอียนซีสตรีผู้มีความเป็มาอันลึกลับ ซึ่งกำลังหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ ทางด้านขวาของเด็กหนุ่มเป็ท่านลุง ญาติผู้ใหญ่คนสำคัญซึ่งกำลังเอามือลูบคางไปมา ส่วนท่านป้าก็อยู่ระหว่างสาละวนลำเลียงจานชามเข้าไปไว้ทางหลังบ้าน ระหว่างนั้นก็มองหน้าคนนั้นที คนโน้นที ทำท่าจะพูดอะไรสักอย่างแล้วก็ชะงักไปหลายครั้งหลายครา
บรรยากาศเช่นนี้สร้างความอึดอัดจนหวูไว่ต้องเอามือเกาหัว แกรก ๆ โดยมีสายตาของลุงมองมาแล้วหัวร่อ เมื่อไม่รู้จะพูดอะไรเด็กหนุ่มก็มักจะแสดงอากัปกิริยาเช่นนี้เสมอนั่นแหละ
มันเสียบุคลิกนะหวูไว่ ป้ามักบ่นอยู่เสมอ แต่ทำไงได้เขามักจะลืมตัวนี่
“ข้ามาจากเมืองเกียะหยู”
หญิงสาวพูดลอย ๆ ทำลายความเงียบที่รุมเร้า เอาเถอะ แม้จะไม่รู้ว่านาง้าพูดกับใคร แต่สายตาที่มองมายังด็กหนุ่มก็น่าจะเป็คำตอบอย่างดีอยู่แล้ว แต่หวูไว่จะทำอะไรได้เล่า เมืองเกียะหยูมันอยู่ที่ไหนกัน ห่างจากเซียงอู่มากมั้ย เจริญแค่ไหน เขาไม่รู้หรอก แม้แต่ชื่อก็ยังไม่เคยได้ยินด้วยซ้ำ
แต่เมื่อเหลือบสายตามองสีหน้าที่เบิกโพลงของท่านป้า และท่านลุงกำลังเลิกคิ้ว เด็กหนุ่มก็สงสัยว่าเขาได้พลาดอะไรไปอย่างแรงหรือเปล่า
ลุงของหวูไว่ ยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบเฮือกใหญ่ แล้วถอนหายใจออกมาโดยแรงก่อนจะกล่าวว่า
“ถ้าข้าจำไม่ผิด เมืองเกียะหยูที่ว่า เป็ฐานที่มั่นของกองกำลังเมฆขาว…ไม่ใช่หรือ”
“ใช่”
กองกำลังเมฆขาว หวูไว่แทบจะร้องอ๋อออกมาทันที เขาจำได้แล้วมันคือกองทัพอันเกรียงไกรและมีชื่อเสียงที่เ้าเพื่อนตัวดี เรียวกับอากิอยากไปสมัครเป็ทหารร่วมรบด้วยจนตัวสั่น และเป็กองกำลังที่เป็คู่ปรปักษ์กับกองทัพอัศวินดำนั่นเอง
อย่างนี้นี่เล่า…
“ที่ข้าบอกได้ในตอนนี้ก็คือ ข้าทำงานอยู่กับกองกำลังเมฆขาว ส่วนเื่นอกเหนือจากนี้ ขออภัยผู้าุโที่ไม่สะดวกจะบอกกล่าว”
“ข้าเข้าใจ…” ลุงพยักหน้ารับ
“แล้วคุณหนูจะทำอย่างไรต่อไปดีละเ้าคะ…” คราวนี้เป็ป้าของหวูไว่ที่ถามบ้าง และเป็คำถามที่เด็กหนุ่มก็สงสัยอยู่ตะหงิดๆ เหมือนกัน
และคำตอบก็เกือบจะทำเอาเด็กหนุ่มพลัดตกจากเก้าอี้ไปเลย
“ใกล้ถึงเวลาที่ข้าจะต้องจากไปแล้ว”
หญิงสาวจากเมืองเกียะหยูหันมาทางหวูไว่
“ข้าคงต้องขอบใจเ้ามากเป็พิเศษ…”
“เพื่อนเ้าสองคนนั่นก็เหมือนกันที่เสี่ยงชีวิตช่วยข้าไว้ แล้วก็ยังมีเพื่อนผู้หญิงของเ้าอีกด้วย นางชื่ออะไรนะ”
“อาหลิง…นางชื่ออาหลิง” หวูไว่พูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
“นั่นซิ อย่าเกรงใจไปเลยคุณหนู…อ้า คุณหนูเอียนซี” ป้าว่าพลางรินชาจากกาใส่ถ้วยที่อยู่เบื้องหน้าหญิงสาวก่อนจะเหลือบตามองเขา
“ว่าแต่ว่า ฟังที่คุณหนูเล่า ป้าว่าพวกทหารอัศวินดำมันจะยังป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้เอานา เกิดคุณหนูออกจากหมู่บ้านของเรา แล้วไปเจอทหารพวกนั้นเข้าจะทำยังไงกัน คุณหนูคนเดียวจะรับมือมันยังไงไหว”
หวูไว่พยักหน้าเห็นด้วยกับป้าทุกอย่าง นึกถึงทหารอัศวินดำพวกนั้น เด็กหนุ่มก็ตัวสั่นขึ้นมา คิดถึงสีหน้าเหมือนไม่มีชีวิต และดาบสีดำมะเมื่อมของพวกนั้นแล้ว ก็ยิ่งหวาดเสียว ถ้าตอนนั้นไม่ได้นักพรตเฒ่าคนนั้นมาช่วยละก็…
“อย่าห่วงไปเลย ข้าเอาตัวรอดได้ ตอนนี้ข้าหายดีแล้ว พวกนั้นทำข้าอะไรไม่ได้หรอก” สาวแปลกหน้าพูดเสียงกังวาน
“อีกอย่างข้ามีธุระที่ต้องไปสะสางอีกมาก ขืนข้ายังอยู่ต่อไปกลัวว่า หมู่บ้านของพวกท่านจะพลอยไม่ปลอดภัยไปด้วย”
หวูไว่ได้แต่นั่งอึ้ง มองหน้าหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงข้าม พวงแก้มของหญิงสาวมีสีเืฝาดแดงระเรื่อขึ้นมาอีกครั้ง ประกายตาก็แจ่มใสดังเดิม ส่วนาแบนแขนดูจะสมานกันสนิท แต่นึกถึงวันที่หญิงสาวออกไปจากเซียงอู่ เด็กหนุ่มรู้สึกเศร้าจนบอกไม่ถูก
แต่จะทำอย่างไรได้เล่า เพราะเอียนซีพูดถูกทุกอย่าง ใกล้ถึงเวลาต้องจากลากันเสียที
ความเงียบอันประหลาดแผ่ซ่านออกมาอีกครั้ง หวูไว่มองหน้าหญิงสาวตรงหน้า แล้วก็หันไปมองท่านลุงและท่านป้า ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นทำลายความเงียบอันแสนอึดอัดด้วยประโยคอะไรดี
“หวูไว่…หวูไว่เว้ย!! แย่แล้ว”
เสียงะโร้องของใครบางคนจากถนนหน้าบ้านดังขึ้นมาพอดี
“นั่นมันเสียงเ้าอ้วนนี่…” ป้าพูด แน่แล้วเป็เสียงอากิ เ้าเพื่อนตัวแสบของหวูไว่นั่นเอง
“ว่าไง…” เด็กหนุ่มะโตอบทั้ง ๆ ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ก่อนจะลุกไปเปิดสลักประตูหน้าบ้านด้วยอาการเอื่อยเฉื่อย ออกจะรำคาญเสียงทุบประตูหน้าบ้านของเ้าเพื่อนสองคนนั่นด้วยซ้ำไป
ดูเอาเถอะ ประตูยังไม่ทันเปิดออกดีเลยเ้าเพื่อนสองคนนั้นของหวูไว่ก็กระแทกเข้ามาอย่างแรงทำเอาเด็กหนุ่มเอียงกระเท่เร่ เกือบจะเสียหลักก้นจ้ำเบ้า
“เฮ้ย…”หวูไว่สบถออกมาอย่างหงุดหงิด
แต่เรียวกับอากิสนเสียที่ไหน ผ่านประตูเข้ามาได้แล้วก็กระโจนพรวดเข้ามา ในขณะที่ทุกคนในบ้านกำลังมองมากันด้วยสีหน้าประหลาดใจ สองคนนั่นก็หยุดพักหายใจชั่วครู่ พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
“พวกเ้าไปทำอะไรกันมา…” หวูไว่ที่เดินตามหลังมาบ่นอุบ
“คืออย่างนี้” เรียวว่าด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“ข้า…ข้าเห็น…”
หวูไว่ส่ายหน้า เป็อย่างนี้ทุกทีเลย สองคนนี่เวลาเจอเหตุการณ์ที่ทำให้ใมากๆ เป็ต้องพูดติดอ่างอย่างนี้เสียทุกคราวไป
“ข้าเห็นพวกทหารนั่น…” อากิกล่าวเสริม
ทหารเหรอ หวูไว่สะดุ้งขึ้นมา
“ใช่แล้ว…พวกเราเข้าไปตัดฟืนที่ป่าละเมาะนอกหมู่บ้านเมื่อตะกี้ เห็นพวกทหารอัศวินดำขี่ม้าตระเวนอยู่”
“ทำไงกันดี…ทำไงกันดี หือ…หวูไว่” คราวนี้เรียวหันมาและจับแขนเขาเขย่าไปมาเพราะความตื่นเต้น
เด็กหนุ่มรู้สึกมึนงง หัวใจเต้นเร็ว นึกเห็นภาพพวกทหารในชุดเกราะสีดำพวกนั้นควบม้าเข้ามาในหมู่บ้าน ลำพังเขาและเพื่อนๆ จะเอาอะไรไปต้าน คนอื่นๆ ในหมู่บ้านเซียงอู่ก็เป็ชาวนา พ่อค้า แม่ค้า ไม่มีใครสู้รบปรบมือพวกอัศวินดำเ่าั้ได้หรอก
“ยังพอมีเวลาน่า…”คราวนี้เป็ลุงของหวูไว่ที่เตือนสติทุกคน แม้เสียงจะกระเส่าไปบ้าง
“ถูกต้อง…”เอียนซี พยักหน้าและปราดลุกขึ้นทันที
“ถ้าข้าจากไปตอนนี้ และล่อให้พวกอัศวินดำไล่ตามไป ทุกคนในหมู่บ้านก็จะปลอดภัย”
“หา…ไม่ได้” อยู่ดีๆ หวูไว่ก็พูดโพล่งออกมา
หญิงสาวมองมาที่เด็กหนุ่ม ส่งสายตาอันอ่อนโยนออกมาแล้วส่ายหน้าช้าๆ นี่อาจจะเป็ทางเลือกเดียวที่มีอยู่ไม่ใช่หรือ แต่การให้หญิงสาวคนเดียวเป็เป้าของทหารกลุ่มใหญ่มันก็ออกจะเสี่ยงภัยเกินไป ถึงนางจะพอมีฝีมืออยู่ก็ตามที
“ข้าต้องไป…เดี๋ยวนี้” หญิงสาวย้ำอีกครั้ง
“พวกเราจะไปด้วย…” หวูไว่กล่าวเหมือนละเมอ พูดจบแล้วก็หันมามองหน้าเพื่อนทั้งสองคนที่ยืนหน้าซีด ตัวสั่นอยู่ข้างๆ
“พวกเ้าอยากเป็ทหารของกองกำลังเมฆขาวไม่ใช่เหรอ ข้าจะบอกให้ นางมาจากกองกำลังนั่นนะ รู้หรือเปล่า นี่เป็โอกาสของพวกเ้าแล้ว”
เรียวและอากิ มองหน้ากันไปมาแล้วหันไปมองเอียนซี แล้วจึงกลับมามองที่หวูไว่ด้วยสายตาละห้อย ก่อนพยักหน้าช้า ๆ
หญิงสาวส่ายหน้าอีกแล้ว
“ดีแล้วละ ให้พวกหนุ่มนี้ช่วยเ้าเถอะ” ลุงว่าเสียงเครียด ๆ
“และข้ามีแผนรับมือ…”
แผนเหรอ หวูไว่มองหน้าลุงอย่างประหลาดใจ
ถนนสายนั้นทั้งเล็กและแคบ แต่นอกจากถนนนี้แล้วบริเวณรอบข้างก็ล้วนแล้วแต่เป็ชายป่า ทุ่งหญ้า ไม่มีเส้นทางใดที่จะผ่านออกไปได้ และหากมุ่งตรงไปตามถนนสายนี้ก็จะผ่านเนินซึ่งจะเป็ทางลัดตัดออกสู่ถนนใหญ่ได้ในที่สุด
เสียงฝีเท้าม้าตัวหนึ่งดังมาแต่ไกล บนม้าอานม้าเห็นชายหนุ่มร่างท้วม ใส่หมวกกุยเล้ย ควบม้าด้วยอาการเร่งรีบ และด้านหลังมีหญิงสาวร่างสูงโปร่งในชุดสีขาวนั่งเอาหน้าแนบกับแผ่นหลังของชายผู้บังคับม้า
ไม่นานก็มีเสียงกังวานตามมาทางด้านหลัง แล้วทันใดนั้น ทหารชุดสีดำกลุ่มใหญ่บนหลังม้าก็ทะยานไปตามถนน เร่งฝีเท้าม้าเพื่อตามให้ทันการ ควบหนีของหนุ่มสาวคู่นั้น ทันใดทหารในชุดสีดำคนหนึ่งก็ลุกขึ้นยืนบนโกลน ง้างคันธนูขึ้นสายและน้าวลูกธนูเต็มแรง ส่งให้ลูกธนูดอกนั้นทะยานพุ่งออกมา โดยมีหนุ่มสาวคู่นั้นเป็เป้าหมาย
โชคดีนัก ลูกธนูวิ่งเฉียดร่างของคนทั้งคู่บนม้าไปอย่างหวุดหวิด แต่ถึงกระนั้นก็ยังทำให้ม้าเสียหลัก จนชายหนุ่มผู้ขี่ต้องดึงสายรั้งโดยแรงเพื่อพยุงตัวให้อยู่บนหลังม้าให้ได้ แต่ก็ยังผลให้ ทหารเกราะดำพวกนั้นเร่งฝีม้าเข้ามาและรายล้อมคนทั้งคู่เอาไว้
ทหารคนที่ยิงธนูย่างม้าเข้ามาใกล้แล้วชี้หน้า
“เ้าน่ะ เปิดหมวกออก แล้วคุณหนูเอียนขอเชิญลงจากม้าด้วย”
ชายคนขี่ม้าค่อยๆ ถอดหมวกของตัวเองออกช้า ๆ ใบหน้านั้นอวบกลม ั์ตาตี่ ในขณะที่มีรอยยิ้มแห้งๆ ในขณะที่หญิงสาวด้านหลังค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ใบหน้าพอกไว้ด้วยแป้งขาว ปากแดง ในขณะที่ผมยาวนั้นยุ่งเหยิง ริมฝีปากหนาอันผิดรูปของนางสั่นระริก สิ่งที่พอจะเรียกได้ว่างดงามของหญิงสาวก็คือ เสื้อและกระโปรงขาวของนางเท่านั้นกระมัง
“นี่พวกเ้า…พวกเ้าเป็ใคร” ทหารผู้นั้นพูดเหมือนตะคอก
“เ้าไม่ใช่เอียนซีนี่…”
ชายหนุ่มเ้าของม้าที่รูปร่างท้วมหนา พูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักว่า
“เอียนซีไหนกันขอรับท่าน…พวกข้าไม่รู้จัก”
ทหารผู้นั้นะโลงจากม้าแล้วตะคอกว่า
“ถ้าอย่างนั้นเสื้อผ้าของนังผู้หญิงนั่น…”
หญิงร่างผอมสูงยิ้มอย่างกระมิดกระเมี้ยนแล้วปล่อยน้ำเสียงทุ้มใหญ่ผิดกับชุดที่สวมใส่ออกมาว่า
“มันไม่ใช่เสื้อผ้าของข้าหรอกเ้าค่ะ เมื่อตะกี้มีผู้หญิงคนหนึ่งเอามาให้ข้าใส่ นางบอกว่าอยากแลกกับชุดของข้า แล้วเสื้อผ้าสวยๆ อย่างนี้ใครไม่อยากได้บ้างละคะ…ท่านขุนพล”
“ไม่ใช่…ข้าไม่ใช่ท่านขุนพลเว้ย” ทหารผู้นั้นกล่าวอย่างหงุดหงิด ทำท่าจะชักดาบที่พาดไว้ด้านหลังออกมา
“อย่าค่ะ…อย่า ข้ากลัวแล้ว” หญิงสาวหน้าตาประหลาดละล่ำละลักปากคอสั่น และคุกเข่าร้องขอชีวิต
“พวกเ้าไม่ได้หลอกข้านะ…” นายทหารคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงกร้าว ในขณะที่ชายหนุ่มร่างอ้วนและหญิงบอบบางผู้นั้นเอาแต่คุกเข่าร้องเป็พัลวัน
“พวกนั้นหนีไปทางไหน…”ทหารชุดดำถาม
“ทางนั้นเ้าค่ะ…”ฝ่ายหญิงชี้มือไปทางทิศเหนือของถนนดินเส้นนั้น
ทหารชุดดำมองคนทั้งสองชั่วครู่ ก่อนจะเดินขึ้นไปหลังม้าและส่งเสียงกังวานก้อง
“พวกเราไป…”
จากนั้นเหล่าทหารในชุดสีดำเหมือนผืนฟ้าในยามค่ำคืนก็ห้อตะบึงม้าจากไปราวลมพัด
ไม่นานนัก หญิงชุดขาวที่นั่งคุกเข่าร้องขอชีวิตก็ทิ้งร่างลงกับพื้นถนนอย่างหมดแรง
“รอดหวุดหวิดเลยอากิ” เสียงของเด็กหนุ่มที่ทุ้มใหญ่ดังมาจากร่างของสาวร่างผอมที่นอนเหนื่อยหอบอยู่
ในขณะที่ ชายหนุ่มที่กำลังจูงบังเหียนม้าและมองไปยังทิศทางที่ทหารพวกนั้นควบม้าจากไปพูดออกมาลอย ๆ
“แผนท่านลุงเยี่ยมยอดจริง ๆ เนอะ…”
หญิงร่างผอมผลุดขึ้นลุกนั่ง ถอดผมยาวที่แสนจะยุ่งเหยิงออกจากศีรษะอย่างไม่ไยดี ถึงตอนนี้ถ้าหากทหารพวกนั้นวกกลับมาก็คงจะตีอกชกหัวเป็การใหญ่กับการโดนหลอกครั้งสำคัญ เพราะชายในร่างหญิงที่นั่งทอดกายอยู่บนถนนในขณะก็คือ เรียว เด็กหนุ่มหน้าทะเล้นแห่งหมู่บ้านเซียงอู่นั่นเอง
“แล้วเราจะทำยังไงกันต่อไปดี ” เ้าอ้วนอากิ ถามพลางเกาคางไปมา
เรียวหันไปหยิบของบางอย่างในอกเสื้อออกมาแล้วยกขึ้นส่องกับอากาศ มันเป็แผ่นป้ายเหล็กสีทองเจิดจ้า มีพู่สีแดงห้อยพลิ้วไปมา
“คุณหนูบอกว่า ห่างจากที่นี่ไม่ไกล ขี่ม้าออกไปทางทิศตะวันออกราวหนึ่งชั่วยามมีกองกำลังเมฆขาวตั้งค่ายอยู่ริมแม่น้ำ เอาป้ายทองนี่ให้พวกนั้น เราก็จะปลอดภัย หลังจากนั้นทหารของกองกำลังเมฆขาวจะตามไปช่วยคุณหนูเอียนเองนั่นแหละ”
“หวังว่าพวกหวูไว่คงปลอดภัยอยู่นะ…เมื่อถึงตอนนั้น” อากิพูด
เรียวร้องอืม อย่างเห็นด้วย
ตะวันดวงโตลับขอบโลกไปแล้ว และดาวบางดวงเริ่มส่องประกายอยู่บนฟากฟ้าเบื้องบนมองเห็นอยู่ลิบ ๆ อยู่ในขณะนี้ และอีกไม่ช้าหรอก ดวงดาวก็จะพร่างพรายเต็มผืนฟ้าไปหมด
“นี่…”เสียงหญิงสาวดังขึ้นและสะกิดหลัง ทำให้เด็กหนุ่มต้องละสายตาจากการเฝ้ามองดวงดาวเบื้องบนและหันมามองหญิงสาวที่อยู่ข้าง ๆ แทน
เอียนซีหญิงสาวผู้งามสง่าแห่งกองกำลังเมฆขาวอยู่ในชุดเสื้อและกระโปรงสีน้ำตาล แต่บนอกเสื้อมีสร้อยทองห้อยเหรียญกลมรูปวงรีประดับประดาขึ้นมา ในขณะที่ใบหน้าไม่ได้ปะแป้ง จึงดูงดงามตามธรรมชาติ สวยแปลกตาไปอีกแบบหนึ่ง
“เฮ้อ…นี่เรากำลังหลบหนีอยู่นะ ไม่ใช่มาเดินชมธรรมชาติ หวูไว่” หญิงสาวว่า
“ข้าขอโทษ…ลืมตัวไปน่ะ”
ความมืดกำลังปกคลุมป่า เสียงใบไม้จากกิ่งเล็กกิ่งน้อยไหวลู่ไปตามแรงลม หากตั้งใจมองดูจะให้ความรู้สึกเหมือนั์ตัวใหญ่ที่โยกแขนขาของตัวเองไปมา ราวกับเต้นระบำท่ามกลางความเงียบสงัด แต่ว่าไปแล้วก็ไม่ถือว่าเงียบสงัดเสียทีเดียวนัก ยังคงมีเสียงนกกลางคืน แมลงร้องดังประสานสอดคล้องเหมือนท่วงทำนองดนตรีอันแปลกประหลาดแทรกซ้อนขึ้นมา
แน่ละ หวูไว่ไม่กลัวสักนิด จะเป็ป่าที่ปกคลุมไปด้วยความมืดไปด้วยราตรีกาล หรือเสียงกรูเกรียวไปมาของต้นไม้เ่าั้ก็เถอะ สำหรับเขาแล้ว มันคือการร่ายรำต่างหาก การร่ายรำจากธรรมชาติที่สอดคล้องกลมกลืนราวกับบทเพลงที่มีท่วงทำนองเดียวกัน
แต่ห้วงเวลานี้ เด็กหนุ่มไม่ได้อยู่คนเดียว มีเอียนซี หญิงสาวแห่งกองกำลังเมฆขาวเดินตามหลังอยู่ ป่าอันมืดมิด ความเงียบอันแสนจะไม่คุ้นเคย ทำให้หญิงสาวเกิดความรู้สึกบางอย่างที่บอกไม่ถูก เหมือนความกลัว อาการอกสั่นขวัญแขวน ประเดประดัง คลุกเคล้าไปกับความอ้างว้าง ที่รายล้อมอยู่รอบตัวขณะนี้
สิ่งเดียวที่ทำให้หญิงสาวคลายความกังวลก็คือ การเดินดุ่มอย่างคล่องแคล่ว ไม่รู้ร้อนรู้หนาวของเด็กหนุ่มที่ก้าวย่างอยู่ข้างหน้า เป็การเดินด้วยท่าทีปลอดโปร่งเหมือนเดินอยู่ในบ้านของตัวเอง
น่าแปลกนัก เด็กหนุ่มร่างบอบบาง ที่ไม่กล้าแม้กระทั่งใช้มีดฆ่าหมูป่า สร้างความอบอุ่นใจให้แก่หญิงสาวที่มาจากกองกำลังที่ยิ่งใหญ่แห่งยุคได้อย่างไร
“นี่…” จู่ ๆหวูไว่ที่เดินพาหญิงสาวลัดเลาะผ่านต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่า ก็หยุดกึกอย่างไม่ทันบอกกล่าวแล้วหันหลังมา ทำเอาหญิงสาวชะงักแเผลอถามออกไปว่า
“หวูไว่…มีอะไร”
เด็กหนุ่มส่ายหน้าแล้วพูดขึ้น “เปล่าหรอก…ข้าว่าเราก็เดินมาไกลพอสมควรแล้ว พักก่อนดีกว่า ดูเหมือนแผนการณ์ของท่านลุงจะได้ผลนะ”
เอียนซีส่ายหน้า
“ข้าน่ะไม่เหนื่อยหรอก แต่ที่อยากถามเ้าก็คือ เราจะต้องเดินกันอีกนานมั้ย”
เด็กหนุ่มชี้ตรงออกไปข้างหน้า
“อีกไม่ไกลนักหรอกอีกไม่นานเราก็จะไปถึงสุดเขตของป่าแห่งนี้ ซึ่งที่นั่นจะมีลำน้ำสายเล็ก ๆ ซึ่งถ้าเราล่องเรือตามเส้นทางน้ำนี้ไปก็จะลัดเลาะไปจนถึงต้นแม่น้ำใหญ่และขึ้นฝั่งที่นั่น ซึ่งเมื่อไปถึงก็จะปลอดภัยแล้ว”
“เ้าเคยบอกข้าใช่มั้ยว่า ไม่ค่อยได้ออกไปไกลจากเซียงอู่ แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้เป็การเดินทางไกลของเ้าสินะ”
หวูไว่พยักหน้า ยิ้มแห้ง
“ลำน้ำที่อยู่สุดเขตป่าแห่งนี้คือเส้นทางสุดท้ายที่ข้าคุ้นเคยแล้ว ข้าไม่เคยข้ามไปจนถึงเขตลำน้ำใหญ่นั่นเลย”
“อ้อ…เหรอ” หญิงสาวอุทาน
“ลำบากเ้าจริง ๆ…”
เด็กหนุ่มโบกไม้โบกมือและส่ายหน้าปฎิเสธเป็พัลวัน ก่อนจะหันมาสบตากับหญิงสาวแห่งเมืองเกียะหยู แต่ชั่วแว่บเดียวเท่านั้นก็หลบตาลง
“ไม่หรอก…”
เอียนซีใช้มือผลักหลังเด็กหนุ่มให้ก้าวเดินต่อไป แต่คราวนี้หญิงสาวเร่งฝีเท้าก้าวมาเดินเคียงข้างหวูไว่ อาการตื่นกลัว อึดอัดกับความเงียบรอบตัวของหญิงสาวหายไปไหนหมดแล้วก็ไม่รู้
“หวูไว่…รู้มั้ย เ้าเป็เด็กหนุ่มที่แปลกมาก ข้าไม่เคยเจอใครอย่างเ้ามาก่อนเลย” เอียนซีบอก
หวูไว่ชะงักขึ้นมาชั่วขณะ แล้วก็เอามือลูบผมตัวเองไปมา แต่ไม่ได้ตอบอะไร
“นี่ ไม่ใช่ผมสีทองของเ้าหรอกน่า ข้าหมายถึงนิสัยนะ”
“นิสัยเหรอ”
หญิงสาวพยักหน้ารับ มองลอดเงาของต้นไม้ทะลุไปยังเบื้องบนที่นวลด้วยแสงจันทร์ที่ทอรัศมีลงมา
“ในเมืองของข้า อาจจะเจริญกว่าหมู่บ้านของเ้าก็จริง แต่ไม่เคยมีเด็กหนุ่มคนใดเหมือนเ้ามาก่อน ไม่เคยมีใครอ่อนโยน รักธรรมชาติรอบตัวเหมือนเ้า …”
“พวกเขา…” หญิงสาวพูดชะงักไว้แค่นั้น ดวงตาทอแววเศร้า
“ที่สำคัญ เ้าไม่มีฝีมือติดตัว ใช้อาวุธอะไรก็ไม่เป็ แต่เ้าก็กล้าหาญไม่แพ้พวกทหารของกองกำลังเมฆขาวเลยนะ”
“ไม่ละมั้ง คุณหนู”
คำตอบนี้ทำเอาหญิงสาวหัวเราะคิก
“เป็ความจริง ั้แ่ตอนที่เ้าช่วยข้าไว้จากทหารอัศวินดำพวกนั้น ช่วยรักษาอาการาเ็ของข้า แล้วก็พาข้าหนีมานี่ ดูเหมือนเ้าจะไม่กลัวพวกอัศวินดำนั่นเลย”
หวูไว่ถอนใจ
“หวูข้าว่าคนอย่างเ้าสามารถเป็ทหารที่ดีของกองกำลังเมฆขาวได้เลยนะ เ้าอยากเป็บ้างมั้ย”
เด็กหนุ่มส่ายหน้าและโบกมือ
“อย่าเลย ข้าคิดว่าตัวเองคงไม่เหมาะ ข้าไม่ชอบการสู้รบมาั้แ่เด็กแล้ว ไม่ชอบจับดาบ ไม่เคยฝึกการใช้อาวุธ และที่สำคัญข้าไม่อยากจากบ้านไปไหน”
“เห็นความแปลกของตัวเองหรือยังหวูไว่ ”
“แปลกอีกแล้วหรือ…”เด็กหนุ่มทำเสียงเซ็ง ๆ เหมือนไม่ชอบใจความแปลกของตัวเองเท่าใดนัก
“ที่ข้าว่าแปลกก็เพราะเด็กหนุ่มอายุขนาดเ้าจำนวนกว่าครึ่งค่อนแผ่นดิน ล้วนแล้วแต่ใฝ่ฝันได้เป็ส่วนหนึ่งของกองกำลังเมฆขาวทั้งนั้นแหละ มีแต่เ้าเท่านั้น”
เด็กหนุ่มยอมรับว่าเป็เช่นนั้นจริงๆ
“งั้นถามหน่อย ความฝันของเ้าคืออะไร เงินทอง หรือว่าความรัก?”
หวูไว่เกาหัวแกรกๆ เหมือนเคย
เขาเขินอายไม่รู้จะบอกกับหญิงสาวอย่างไรดี ถ้าเป็เมื่อก่อนก็คงบอกว่า มันคือการไม่ต้องทำอะไร ได้ใช้ชีวิตมีความสุขไปวัน ๆ อยู่ในเซียงอู่ก็เพียงพอ
แต่สำหรับตอนนี้
“ขอให้เ้าปลอดภัย ได้กลับไปที่เกียะหยูเถอะ”
ประโยคนี้เด็กหนุ่มไม่ได้พูดออกไป ได้แต่บอกตัวเองในใจเท่านั้น