ซูลี่ ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยวัย สิบเก้าปี เธอหลับไปยาวนานถึงเก้าปี เธอมองไปรอบๆพบกับ เยี่ยนหยาง เขานั่งอยู่ในกองไฟ
ส่งพลังความอบอุ่นเปลวไฟนั้นมาให้เธอ เทพอัคคีดูไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด เขายังคงหล่อ และมีเสน่ห์เหมือนเดิม
แต่ช่างแปลกการมองเขาในเวลานี้มันช่างต่างจากวัยเด็กเหลือเกิน เธอยิ้มละมุนกับการจ้องมองหน้าเขาไปเรื่อยๆ และไม่ทันได้ตั้งตัว
ชายหนุ่มก็ลืมตาขึ้น หน้าเขาคงยังเรียบเฉย
"เป็อย่างไรบ้าง" เขาลุกขึ้นแล้วถามเธอ เขาจ้องมองเพื่อรอคำตอบ
"ก็สบายดีนะเ้าคะ" เธอหลบตาเขาแล้วตอบกลับมา
เสียงที่เคยเจื้อยแจ้วดั่งเมื่อก่อนหายไป พร้อมกับวัยที่โตขึ้นเเล้วซินะ เขาคิดในใจ
เมื่อก่อนเด็กน้อยที่เคยพูดกับเขาเป็นานสองนานผู้นั้น เติบโดเป็สาวแรกรุ่น เขาคงเป็ได้แค่ตาเฒ่าแก่ๆคนหนึ่งแล้วซิ
ความคิดนี้ทำให้เขาเผลอยิ้มที่มุมปาก ซูลี่มองมาทางเขาใจเธอเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็ เธอหลบตาเขาอีกแล้ว
"ซูลี่ เ้านอนมานานแล้ว ออกไปขยับแข่งขาหน่อยเถอะ" ชายหนุ่มพูดเสร็จก็ลุกเดินออกไป เธอลุกขึ้นแล้วเดินตามหลังเขาออกมา
กลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้ และทิวทัศน์ในเมืองมายาช่างสวยงามเสียจริง เสียงนกร้อง และเสียงน้ำตกทำให้ผ่อนคลายได้เสียจริง
"เอ๊ะ ทำไมที่นี่มีน้ำล่ะเ้าคะ" เธอหยุดเดินแล้วถามอย่างสงสัย ทำให้ผู้ที่อยู่ด้านหน้าต้องหยุดการก้าวเท้าไปด้วย
"ไม่แปลก ในนี้คือเมืองมายา" เขาตอบ และถามกลับ "เ้าไม่ชอบหรือ"
"เปล่าเ้าค่ะ ท่านเทพสร้างดินแดนแห่งนี้เหรอเ้าคะ" คำถามเธอทำให้เขานิ่งเงียบ แล้วตอบกลับมาว่า
"เปล่า"
"ใครสร้างดินแดนมายาแห่งนี้เ้าคะ" ซูลี่ทำหน้าสงสัยแล้วถามต่อ
"......... เพื่อนข้าน่ะ " เขาเงียบไปสักพักแล้วตอบกลับเรียบๆ เธอเลยไม่ถามต่อ ความเงียบเลยมาเยือนอย่างยาวนาน มีแต่เสียงนกร้อง และเสียงน้ำตกดังกระเซ็นเท่านั้น
"ข้าหลับไปนานแค่ไหนเ้าคะ" เธอเปิดปากอีกครั้ง ความเงียบมันนานเกินจะทนแล้ว
"เก้าปี"
"อะไรนะ นานขนาดนั้นเลยหรือ" เขายังคงเฉยกับเสียงและอาการใของเธอ
"มันเกิดอะไรขึ้นเ้าคะท่านเทพ ข้าจำได้ว่าข้าไปงานประทานไฟมายา และข้าได้ไฟสีแดง จากนั้นข้า...จำอะไรไม่ได้แล้ว" เธอกลอกตาไปมาเหมือนพยายามจะนึกถึงความทรงจำหนหลัง แต่นึกเท่าไรก็นึกไม่ออก
"ไฟสีแดง ข้าได้ไฟสีแดง... ไฟสีแดงคือสิ่งไดเ้าคะ "ก่อนที่จะรอคำตอบของเทพอัคคีหนุ่ม ซูลี่ ก็ถามออกมาอีกครั้ง
เยี่ยนหยาง ถอนหายใจ เขาคิดว่ายังไงก็คงปิดบังไม่ได้ตลอด อย่างไรเสียต้องพูดความจริงให้เธอได้รับรู้
เขาหันไปมองจ้องตาเธอ และ พูดเสียงเยือกเย็นว่า "ดวงไฟมรณะ"
ซูลี่นิ่งเงียบเพื่อที่จะให้เขาได้พูดต่อ เยี่ยนหยางเอามือไขว้หลัง แล้วหันหลังให้กับหญิงสาว แล้วเริ่มเล่าเื่ราวการกำเหนิดของเธอ
ครั้งา จอมมาร เถียนหรง ขโมยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 3 อย่างออกจาก์ เพื่อเข้ายึดสามพิภพ เทพพระอาทิตย์ ไท่หยาง พาเทพเซียนจำนวนมากมาขัดขวาง
แต่ก็มิอาจต้านสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 3 ได้ าา์จึงสั่งให้เทพดวงจันทร์ เยว่เลี่ยง นำดวงใจ์มาต่อต้านและจะผนึกจอมมารเอาไว้ แต่เทพสายฟ้า ส่านเตี้ยน คิดก่อกบฎเข้าขัดขวางไม่ให้นำดวงใจ์ไปเสียงอันตราย เขานำดวงใจ์ฝังไว้ในร่างกายของเขา เขาจึงถูกจองจำไว้ที่แท่นปะาเซียน าา์ทรงทรมานเข้าด้วยแสงไฟมรณะเพื่อให้เขาคืนดวงใจ์กลับมา แต่จนแล้วเขาก็ไม่ยอม ร่ายของเขาถูกเผาไหม้ไปหลายๆส่วน
ดังนั้นาา์จำใจส่งข่าวให้เทพไท่หยาง ลวงจอมมารเถียนหรงออกมาที่แท่นปะาเซียน เพื่อจะใช้เพลิงพระอาทิตย์ และ ไฟมรณะ เผาเทพ ส่านเตี้ยน ให้คลายดวงใจ์ออกมา และผนึกาามาร เมือถึงวันนั้น เทพไท่หยางก็ใช้ไฟเผาเทพส่านเตี้ยน แต่ดวงใจ์ที่ลอยออกมาจากร่างเทพสายฟ้า คือคนรักของเขา ชื่อซูเซียว เธอโดนปะาเพื่อนำดวงจิตมาเป็ ดวงใจ์ แต่เพื่อผนึกจอมมารเทพพระอาทิตย์ไม่มีทางเลือก เขาจึงยอมตายพร้อมเธอ เทพไท่หยางใช้พลังของแสงอาทิตย์ ห้อหุ้มดวงจิตของเธอ และ สร้างเมืองมายาแห่งนี้ขึ้นเพื่อใช้ผนึกจอมมารเอาไว้ ... และเมื่อข้าไปถึงทุกอย่างก็สายไปแล้ว ท่านเทพไท่หยาง และ ส่านเตี้ยน ต่างปกป้องดวงจิตของ ชื่อซูเซียว และส่งมอบดวงจิตนี้ให้กับข้า เขาขอให้ข้าช่วยนาง
"นางช่างน่าสงสารนัก" ซูลี่รำพึงด้วยน้ำเสียงเศร้าโศรก
เขาชำเลืองมองดูนางสักพักแล้วเริ่มเล่าต่อ "การจะรักษาดวงจิตของนางได้นั้นต้องใช้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 3 คือ โคมไฟดวงิญญา วงแหวนสุริยะ และ กระจกชะตาชีวิต รวมกับหัวใจของอัคคี "
"งั้นดวงจิตดวงนั้นคือ เ้าสาวของท่านซินะเ้าคะ" เธอเคยได้ยินมาว่าถ้าเทพอัคคี ยกหัวใจอัคคีให้กับใคร คนผู้นั้นจะเป็คู่ชีวิตอันเป็นิจนิรันด์ของท่าน
เธอก็แอบใแกมเสียใจเหมือนกันที่ได้ยินเื่เล่านี้
"ข้าจึงนำดวงจิตมาทำพิธี และสร้างเด็กทารกขึ้นมาหนึ่งคน และตั้งชื่อเธอว่า ซูลี่" เขาพูดต่ออย่างน้ำเสียงที่ราบเรียบ
ซูลี่ ยืนอย่างตกตะลึง เธอไม่เคยจะคาดคิดว่าต้นกำเหนิดของเธอมาจาก เทพหัวใจ์ ชื่อซูเซียว และที่ไม่น่าเชื่อคือหัวใจอัคคีจะอยู่ในตัวเธอ เธอคือเ้าสาวของเทพอัคคีหรอกหรือ หญิงสาวหงายฝ่ามือขึ้นดู รอยพระอาทิตย์ และ สายฟ้าย้ำเตือนได้ว่าเื่นี้คือความจริง
น้ำตาของหญิงสาวไหลออกมา เปลวเพลิงไฟมรณะถูกจุดขึ้นท่วมร่างของเธอ เทพอัคคีเดินเข้ามากอดหญิงสาวเอาไว้แน่น มันแน่นมากพอที่จะได้ยินหัวใจของกันและกัน ซูลี่ค่อยๆคลายอารมณ์และเปลวเพลิงลงจนสงบ เยี่ยนหยางถอนหายใจ และพูดด้วยนำ้เสียงอย่างห่วงใยว่า
"ถ้าในดินแดนแห่งนี้ เ้าจะทำเปลวไฟลุกสักกี่ครั้งก็คงไม่อันตรายเท่าไร แต่ถ้าเ้ายังควบคุมพลังไฟมรณะนี้ไม่ได้ เจาจะทำให้สามพิภพถูกเผา จงฝึกอรามณ์ของเ้าที่นี่ให้ดี หากไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถออกไปจากดินแดนนี้ได้"
หญิงสาวพยักหน้า ด้วยสีหน้ามุ่งมั่น เธอต้องควบคุมมันให้ได้ เธอต้องทำได้ ต้องทำได้แน่ๆ
เยี่ยนหยางหลับตาลง และเสกพิณสีทองคันใหญ่ลงมา ปรายนิ้วกรีดกรายไปที่เส้นสายช่างงดงามราวกับภาพวาด ท่วงทำนองไพเราะดั่งสามพิภพต้องเหงี่ยหูฟัง
การบรรเลงของเขา ซูลี่ ถูกมนต์สะกดดึงดูดอยู่ในภวังค์ เธอเดินเข้าไปหาเขาและเอนกายพิงไหล่ของชายหนุ่ม เขาชำเลืองตามองเธอแล้วก็ไม่ได้ว่าอะไร
เสียงตัวโน๊ตโลดแล่นในสายลม ปอยน้ำกระเซ็นจากน้ำตกกระทบโดนผิวกายบางๆ ทำให้รับรู้ได้ของความเย็นสบาย กลิ่นหอมอ่อนๆจากดอกโบตั๋นล่องลอยให้ฟุ๊งทั่วดินแดนมายาแห่งนี้ มันช่างดีเหลือเกิน
เสียงเพลงจบลง เยี่ยนหยาง วางพิณลงและเสกให้หายวับไป เธอยังคงพิงกายเขาอยู่ เขาจับเธอลุกขึ้นและชวนเธอคุยเื่ของพิณ เพราะไม่อยากเร่งเร้าให้ความพันธ์มันไกลมากไปกว่านี้
"เ้ารู้บ้างไหม ว่าเ้ากำลังโดนข้าสะกดด้วยมนตราลุ่มหลงอยู่" หญิงสาวชะงักไป แล้วรีบสะบัดหัวสองสามที
"ท่านแกล้งข้า เทพอัคคีเ้าคะ ข้าเพิ่งจะรู้ว่าท่าเป็คนเยี่ยงนี้"
"เปล่าเลยซูลี่ ข้าเพียงแค่อยากให้เ้าผ่อนคลายลง แต่จิตของเ้ากลับเดินมาหลงเสียงดนตรีมนตราที่แฝงอยู่ในเพลง"
จริงๆแล้วผู้ที่จะถูกสะกดด้วยมนตราลุ่มหลงนี้จะต้องเป็หมู่มาร นั่นหมายความว่า จอมมารเถียนหรงกำลังจะตื่นแล้วซิ
"เ้าอยากรู้ความลับของพิณนี้ไหม ว่าทำไมเ้าถึงถูกสะกดจิต" เยี่ยนหยาง ชวนคุยเปลี่ยนเื่ เพื่อที่จะให้เวลานี้เขาได้หยุดคิดถึงเื่วุ่นวายเหล่านี้เสียที
"เ้าค่ะ จะกรุณามากถ้าท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่จะเล่าให้ข้าฟัง" ซูลี่กล่าวตอบไม่พ้นที่จะเหน็บแนมเขาในที
เยี่ยนหยางไม่ต่อความกับหญิงสาว เพียงแต่หันมามองหน้าเธอด้วยใบหน้านิ่งขรึม แล้วเริ่มเล่าเื่
"พิณนี้มีมาั้แ่เมื่อไหร่ไม่มีไครรู้ มันสืบถอดมาจากฝ่ายแม่ของข้า รุ่นต่อรุ่น ตำนานได้กล่าวไว้ว่า ผู้ไดได้ฟังพิณนี้จะอยู่ในภวังค์ตามแต่ใจของผู้บรรเลง บางครั้งเป็อาวุธสังหารให้ศัตรูฆ่ากันตาย บางครั้งสะกดิญญาให้คนตายฟื้นคืนชีพในอดีตมีเทพหนุ่มที่แข็งแรงผู้หนึ่งชื่อ เซียนเกิ่น เขามีความสามารถในการเล่นดนตรี แต่เนื่องด้วยชาติกำเหนิดเกิดมาเป็เซียนที่ต่ำต้อย เลยทำให้ไม่มีเทพสาวตนไหนสนใจ เขาจึงเอาหินมาสร้างเป็บันไดขึ้นไปถาม มหาเทพี บน์เก้าชั้นฟ้าท่านจึงประทานพิณมนตรา ที่ทำจากเส้นผม7เส้นของนางฟ้าให้ เมื่อหนุ่มเซียนเกิ่นบรรเลงเพลงขึ้นก็มีปราสาทที่ใหญ่โตสวยงามปรากฎขึ้นพร้อมข้าวของเงินทองเต็มบ้านและเทพเซียนสาวสวยหนึ่งคนมาเป็ภรรยา แต่เสียงพิณของเทพเซียนเกิ่นนั้นเหมือนมีมนต์เสน่ห์เร้าใจมากทำให้เหล่าเทพมัวแต่ดื่มด่ำในเสียงพิณจนละเลยการทำงาน เกิดกิเลศมัวเมา มีทุกข์ภัยเกิดขึ้น และเมืองนั้นก็ล่มสลายไปในที่สุด พิณนี้จึงถูกสาปแช่งจากสามพิภพ
"เ้ากลัวไหม" เยี่ยนหยางพูดจบก็มองหน้าหญิงสาว
ซูลี่ยิ้มและตอบกลับว่า "ข้าไม่กลัว ถ้าพิณนั้นท่านเทพเป็ผู้บรรเลง "
เยี่ยนหยางยิ้มบางๆออกมาด้วยท่าทีสบายใจ ... เขาหวังจริงว่าถ้าเธอรู้จักตัวตนเขามากขึ้นกว่านี้ เธอจะไม่กลัวเขา
เยี่ยนหยาง ยามอยู่ใกล้เธอต้องสงวนท่าทีตลอด ไม่ว่าจะพูด หรือการแสดงออกทางสีหน้า เขาจะระมัดระวังเป็พิเศษ
เขาอยากจะถนอมเ้าสาวแสนไร้เดียงสาของเขา ให้เจอแต่มุมที่ดีในตัวของเขา...และหวังว่าเธอจะรักเขาสักวัน