เมืองดราโกวิชเป็เมืองที่อยู่ทางตอนเหนือของเมืองไพร์ล็อก แม้ว่าจะเรียกว่าเมืองแต่ตอนนี้สามารถเรียกว่าอาณาจักรขนาดเล็กได้แล้ว เพราะมีเมืองหลายเมืองทำให้รวมแล้วใหญ่กว่าไพร์ล็อกหลายเท่าทั้งในด้านพื้นที่และกำลังพล พระาาทุกรุ่นของดราโกวิชล้วนแต่สืบทอดอุดมการณ์เดียวกันคือทำให้ดราโกวิชกลายเป็อาณาจักรใหญ่แห่งที่แปด ด้วยเหตุนี้ทำให้ดราโกวิชมักทำาเรื่อยมา มีชนะบ้างแพ้บ้างจนในที่สุดก็มีอาณาเขตที่ใหญ่โตเช่นทุกวันนี้ เป้าหมายต่อไปของพวกเขาคือเมืองเซลเวเรียที่เยื้องไปทางเหนือ ทว่าขณะที่พวกเขากำลังยกทัพไปที่เซลเวเรียพวกเขากลับเจอเมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อว่าไพร์ล็อกด้วยความที่ปรารถนาจะกลืนกินพื้นที่แถบนี้ทั้งหมด พวกเขาได้ให้กำลังพลหนึ่งหมื่นนายบุกเข้าตีเมืองไพร์ล็อก ด้วยกำลังพลที่มากกว่าประชาชนทั้งเมืองไพร์ล็อกรวมกันพวกเขาเข้าใจว่าอีกฝ่ายจะเป็ลูกไก่ในกำมือ ทว่าพวกเขากลับคิดผิดด้วยชัยภูมิที่เป็ูเาสามด้านแล้วมีทางเข้าทางเดียวทำให้ง่ายต่อการป้องกันและยากต่อการบุกตี
ดราโกวิชใช้เวลาหนึ่งเดือนก็ยังตีเมืองเล็ก ๆ นี้ไม่สำเร็จ บวกกับที่ทางเซลเวเรียนำกำลังทหารมาตีด้านหลังทำให้พวกเขาต้องถอยทัพกลับและต้องปล่อยเมืองนี้ไปก่อน ครั้นพอลองตัดสินใจละเลยเมืองไพร์ล็อกแล้วขึ้นไปบุกตีเซลเวเรียกลับต้องเจอทหารไพร์ล็อกที่แม้จะมีจำนวนน้อยนิดมาคอยก่อกวนด้านหลังทำให้พวกเขาต้องล้มเหลวทุกครั้งและต้องถอยทัพกลับอย่างเจ็บใจแต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะล้มเลิกความฝันในการขึ้นเป็อาณาจักรใหญ่แห่งที่แปด พวกเขาเพียงแค่รอเวลาเท่านั้น
ป้อมปราการแอสทราวินเป็ป้อมปราการที่ตั้งอยู่บริเวณชายแดนดราโกวิชภายในป้อมมีเมืองเมืองหนึ่งที่ผู้คนต่างพากันขนานนามอย่างไม่เป็ทางการว่า 'นครไร้ราตรี' ที่เป็เช่นนี้ก็เพราะว่าที่นี่ผู้คนต่างใช้ชีวิตกันเหมือนไม่รู้จักหลับจักนอน ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืนล้วนสว่างไสวอยู่ตลอดเวลา ผู้คนพลุกพล่านกันไม่เคยว่างเว้น บ่อนกาสิโนและซ่องโสเภณีแทบจะมีทุกหัวมุมถนน
บนชั้นสามของซ่องแห่งหนึ่งที่มีนามว่า ห้วงฝัน สตรีวัยกลางคนผมสีม่วงที่ปลิวสยายพร้อมกับเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ดูรุ่มร่ามเผยให้เห็นูเาสองลูกขนาดมหึมาที่ยังดูเต่งตึงของเธอซึ่งบอกได้เลยว่าไม่ว่าชายใดก็ตามที่ได้เห็นเป็ต้องน้ำลายสอพร้อมทำตาค้างเป็แน่ เธอมองไปยังคนที่เดินขวักไขว่ไปมาบนถนนก่อนจะสะดุดตากับร่างเล็กร่างหนึ่งที่เดินฝ่าคลื่นฝูงชนเพื่อมุ่งหน้าไปที่สมาคมนักล่าค่าหัว เธอยกมือขึ้นปิดปากอุทานว่า
“ตายจริงเด็กนั่นมาอีกแล้ว”
สมาคมนักล่าค่าหัวสาขาดราโกวิชแม้จะมืดค่ำแล้วแต่ก็ยังมีคนเข้าออกไม่หยุดหย่อน เนื่องจากว่าเป็งานที่เสี่ยงแต่ได้ผลตอบแทนที่ดีทำให้มีหน้าเก่าจากหน้าใหม่โผล่มาเป็แบบนี้อยู่เสมอ ขณะทุกคนกำลังสนใจในสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ทั้งนักล่าค่าหัวที่กำลังดูใบประกาศจับแต่ละใบและกำลังประเมินหลาย ๆ อย่าง คนที่เอาหัวในใบประกาศจับมาขึ้นเงิน หรือพนักงานของสมาคมกำลังให้บริการต่าง ๆ
ร่างเล็กสีดำปรากฏขึ้นที่หน้าประตูทันใดนั้นก็เงียบเป็เป่าสาก ทุกคนในเวลานั้นเริ่มหันมามองที่ร่างเล็กนั้นเป็ตาเดียวแล้วเริ่มกระซิบกระซาบกัน
“เฮ้ย นั่นมันเ้าคนแคระที่เป็ข่าวลือใน่นี้ปะวะ ที่ว่าตัวเท่าหมาแต่ล่าพวกตัวเป้งมาได้”
“ก็เออดิวะ คนแคระที่เข้าออกที่นี่ก็มีคนเดียวแหละ”
“ตอนนี้ข้าเริ่มสงสัยแล้วว่ะไอ้พวกค่าหัวสูง ๆ เนี่ยมันเก่งจริงปะวะ เพราะหมาตัวเท่านี้ยังฆ่าได้เลย”
“วันนี้ข้าก็ว่าจะลองล่าตัวบน ๆ ดูบ้างถ้าหมาตัวเท่านี้ยังฆ่าพวกมันได้อย่างข้าก็สบาย”
เออร์วินเดินหิ้วถุงใบใหญ่เข้ามาในสมาคมโดยไม่คิดจะสนใจถ้อยคำนินทาเ่าั้ เขาเองก็เคยได้ยินมาบ้างว่าตัวเขาในตอนนี้ถูกเข้าใจผิดว่าเป็คนแคระแต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะที่เขา้าก็คือเงิน เออร์วินเดินไปที่หน้าเคาน์เตอร์ที่มีพนักงานสาวสวยคนหนึ่งยืนอยู่ ทันทีที่พนักงานสาวสวยเห็นเออร์วินเธอก็ยิ้มให้เขาอย่างเป็มิตร เพราะความที่เป็พนักงานที่นี่ทำให้เธอรู้ความหมายของจำนวนเงินค่าหัวดี ทุก ๆ ปีเธอจะได้เห็นพวกนักล่าค่าหัวที่ไม่ประมาณตนทำการล่าค่าหัวที่มีราคาสูง ๆ แล้วจบลงที่ไม่ได้กลับมาอีกเลย ดังนั้นเธอจึงพอประเมินได้ว่านักล่าค่าหัวคนไหนที่ดีแต่พูด แต่กับคนตัวเตี้ยที่แต่งตัวมิดชิดใส่หน้ากากปิดหน้าปิดตาตลอดและไม่เคยพูดเลยสักครั้งทั้งยังห้อยอาวุธประหลาดที่เธอไม่เคยเห็นทั่วตัว แต่จากผลงานที่เขาทำมาทั้งหมดเธอก็มั่นใจได้ว่าคน ๆ นี้คือของจริง
“มาขึ้นเงินสินะคะ”
เออร์วินพยักหน้ารับก่อนจะเขย่งเท้าเพื่อวางถุงใบใหญ่บนเคาน์เตอร์ตามด้วยใบประกาศจับ พนักงานสาวสวยเข้าไปข้างในสักพักก็กลับออกมาพร้อมถือถุงใส่ทองที่หนักอึ้ง เธอยื่นให้เขากับมือพร้อมกล่าวว่า
“เงินรางวัลตามใบประกาศจับคือห้าสิบเหรียญทองนะคะ”
ทันทีที่ได้ยินเสียงนี้เหล่านักล่าค่าหัวต่างร้องซี้ดออกมา เงินจำนวนนี้ถ้าเป็พวกเขาล่ะก็อยู่ได้หลายปีโดยไม่ต้องทำมาหากินด้วยซ้ำ เออร์วินรับถุงใส่ทองแล้วลองเขย่าเพื่อประเมินน้ำหนักก่อนจะพยักหน้าให้พนักงานหญิงโดยไม่พูดอะไรแล้วจึงเดินหมุนตัวเดินไปที่ประตูทางเข้า เออร์วินเดินไปก็เริ่มคำนวณเงินทั้งหมดที่เขามีจากการล่าค่าหัวแล้วเริ่มวางแผนแล้วว่าจะใช้เงินยังไงให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขณะที่เขากำลังเดินพลางคิดอะไรในหัวอยู่นั้นกลับถูกใครบางคนชนจนล้มลงถุงเหรียญทองในมือหล่นลงพื้นมีหลายเหรียญกระจายออกมานอกถุง
“เดินดูทางหน่อยสิฟะไอ้เปี๊ยก”
คนพูดจาเป็ชายร่างใหญ่กำยำศีรษะล้านเลี่ยนทั่วทั้งตัวรวมทั้งใบหน้าต่างมีรอยแผลเป็อยู่ทั่วขวานขนาดใหญ่สะพายอยู่ที่กลางหลัง ที่เดินตามเขาไปติด ๆ คือชายที่ลักษณะเหมือนอันธพาลสามคนแต่ละคนต่างพกอาวุธที่ต่างกัน หนึ่งในนั้นถุยน้ำลายใส่หน้ากากเออร์วิน ทั้งสี่คนเดินไปที่เคาน์เตอร์เดียวกับที่เออร์วินไปขึ้นเงินค่าหัวมาเมื่อกี้
เออร์วินไม่สนใจในเื่ที่เกิดขึ้นเขาเก็บเหรียญทองที่หล่นตามพื้นกลับเข้าถุงแล้วเดินจากสมาคมนักล่าค่าหัว เออร์วินเดินไปตามทางอย่างชำนาญและคุ้นเคยจนเดินมาถึงโรงตีเหล็กแห่งหนึ่งเออร์วินเดินเข้าไปในโรงตีเหล็ก ช่างตีเหล็กหลายคนกำลังทำงานอย่างขะมักเขม้นท่ามกลางบรรยากาศที่ร้อนระอุจากเตาไฟซึ่งไม่ใช่เตาไฟธรรมดาแต่เป็เตาไฟวงแหวนเวท เออร์วินเดินตรงเข้าไปที่ชายคนหนึ่งที่กำลังถือสมุดตรวจนับสินค้าอยู่ ชายคนนั้นเห็นเออร์วินเดินมาหาเขาก็พูดว่า
“เ้าเองหรือมาก็ดีเลย” เขาหันไปสั่งคนที่อยู่ข้างเขาว่า “เฮ้ย แกน่ะไปเอาของนั่นมาสิ”
คนที่เขาสั่งพยักหน้าแล้วเดินจากไป ชายคนนี้คือแกรรี่เป็เ้าของโรงตีเหล็กแห่งนี้ แกรรี่พาเออร์วินเข้าไปในออฟฟิศ ก่อนที่เขาจะเชื้อเชิญให้เออร์วินนั่งลง สักพักชายคนที่ไปเอาของก็กลับมาพร้อมหิ้วถุงผ้าสองถุงไว้ในมือ เขาวางถุงผ้าสองถุงลงบนโต๊ะ
“ข้าล่ะสงสัยจริงว่าเ้าจะเอาทองเหลืองกับตะกั่วพวกนี้ไปทำอะไร” แกรรี่ถามด้วยความสงสัยเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เออร์วินสั่งของแบบนี้ เออร์วินไม่ตอบแกะผ้าห่อแรกเผยให้เห็นแผ่นทองเหลืองที่ถูกตัดแผ่นยาว ๆ เขาตรวจเช็กคร่าว ๆ ก่อนจะแกะห่อผ้าออกอีกห่อเผยให้เห็นเม็ดตะกั่วจำนวนมาก เขาหยิบขึ้นมาดูพบว่าทั้งรูปร่างและน้ำหนักใกล้เคียงกับหัวะุลูก 9 มม.ที่เขารู้จักในชาติก่อนมาก เออร์วินพยักหน้าให้อย่างพึงพอใจก่อนจะล้วงเหรียญทองขึ้นมาหนึ่งเหรียญแล้ววางมันลงบนโต๊ะ
แกรรี่รับเหรียญมาแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าลูกค้าท่านนี้จะเอาของไร้ค่าอย่างทองเหลืองและตะกั่วไปทำอะไร แต่ลูกค้าที่ดีคือลูกค้าที่จ่ายเงินและลูกค้าที่ดีกว่าคือลูกค้าที่จ่ายเงินโดยไม่ต่อ อีกฝ่ายจะเอาของพวกนี้ไปทำอะไรไม่ใช่เื่ที่เขาต้องรู้ แกรรี่เปิดลิ้นชักที่โต๊ะแล้วหยิบเหรียญเงินขึ้นมาทอนเออร์วิน 80 เหรียญ แต่คราวนี้แทนที่เออร์วินจะรับไปเขากลับนิ่ง
“มีอะไรเหรอของที่เ้าสั่งรวมค่าแรงด้วยก็ 20 เหรียญเงินเ้าจ่าย 1 เหรียญทองข้าทอนเ้า 80 เหรียญเงินก็ถูกนี่” เออร์วินไม่ตอบกลับเคาะโต๊ะเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง แกรรี่เริ่มคิดว่าอีกฝ่ายกำลังหาเื่เขาแต่ไม่ทันที่เขาจะได้พูดต่อ เออร์วินกลับหยิบกระดาษขึ้นมาสามแผ่นวางบนโต๊ะแล้วเลื่อนไปให้แกรรี่ แกรรี่หยิบกระดาษขึ้นมาดูทีละแผ่นตอนแรกเขาก็ดูอารมณ์ดีแต่แล้วสีหน้ากลับดูเครียดขึ้นเรื่อย ๆ คิ้วเริ่มขมวดเป็ปมยุ่งเหยิงหนักขึ้นทุกที สิ่งที่อยู่บนกระดาษทั้งสามแผ่นนั้นเป็แบบแปลนสามชิ้น โดยที่ตัวแบบแปลนจะมีเลขขนาด ความกว้าง ความยาว ความลึก วัสดุที่ใช้หรือถ้าหาไม่ได้ก็ต้องหาวัสดุคุณสมบัติอะไรมาแทนได้ นับแต่สืบทอดโรงตีเหล็กนี้ต่อจากพ่อมานี่เป็ครั้งแรกที่เขาเห็นแบบสั่งสินค้าที่มีรายละเอียดเยอะและ้าความแม่นยำมากขนาดนี้ และที่สำคัญคือเ้าแบบแปลนทั้งสามแผ่นนี้เขายังไม่รู้เลยว่ามันใช้ทำอะไร เขานิ่งคิดพักหนึ่งแล้วจึงสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะถามว่า
“้าเท่าไร” เออร์วินชูนิ้วสามนิ้ว “สามชุด?” เออร์วินส่ายหน้า “สามสิบชุด?” เออร์วินพยักหน้า แกรรี่ดูแบบแปลนแล้วประเมินราคาออกมา “ข้าคิดราคาเ้าชุดละสองเหรียญทอง หากเ้า้าด่วนข้าจะลัดคิวให้ แต่เป็ชุดละสามเหรียญทองเ้าว่าไง”
เออร์วินล้วงเงินสามสิบเหรียญทองวางบนโต๊ะแทนคำตอบ แกรรี่กลับไม่รับเขาพูดว่า “เ้าเก็บเงินนี่ไว้ก่อนไว้เ้ามารับของหากเ้าพอใจเ้าค่อยจ่ายตอนนั้นก็ได้” เออร์วินพยักหน้าเก็บเหรียญทอง 30 เหรียญกับเหรียญเงิน 80 เหรียญบนโต๊ะลงถุงเงินแล้วจึงหิ้วห่อผ้าสองห่อเดินออกมาจากโรงตีเหล็ก หลังจากนั้นเออร์วินก็เดินเข้าออกร้านค้าอีกหลายร้าน เมื่อได้ที่้ามาหมดแล้วเขาก็เดินออกจากป้อมปราการแอสทราวิน เขาเดินไปเรื่อย ๆ จนเห็นว่าปลอดคนแล้วเขาก็หยิบถุงผ้าใบเดิมของเขาออกมาแล้วใส่ห่อผ้ากับถุงเงินลงไป ที่เออร์วินตัดสินใจมาขึ้นเงินและมาหาซื้อของที่เมืองนี้ก็เพราะว่าไม่้าให้มีคนเชื่อมโยงตัวตนของเขากับนักล่าค่าหัว เพราะคงไม่มีใครคิดว่าเ้าชายแห่งไพร์ล็อกจะมาเดินโต๋เต๋อยู่ในเมืองที่มีเื่รบราฆ่าฟันกันแบบนี้
เมืองไพร์ล็อกอยู่ห่างจากที่นี่ 100 กว่ากิโลเมตร เออร์วินสูดหายใจเข้าลึก ๆ และหายใจออกช้า ๆ ก่อนจะเริ่มออกวิ่งโดยใช้เทคนิคที่เขาสร้างขึ้นมาโดยประยุกต์ศาสตร์ความรู้ในโลกเก่าให้เข้ากับพลังมานาในโลกนี้ เขาเริ่มต้นด้วยการปล่อยมานาจำนวนเล็กน้อยไปที่กล้ามเนื้อขาและแกนกลางลำตัว กระตุ้นให้กล้ามเนื้อทำงานเต็มประสิทธิภาพราวกับถูกสั่งการด้วยสัญญาณไฟฟ้า โดยไม่ต้องออกแรงเกินตัว จากนั้น เขาควบคุมมานาให้ไหลวนเป็วงจร จากขาผ่านลำตัวไปยังปอดแล้วกลับลงมาที่ขาตามหลักการอนุรักษ์พลังงาน มานาจะถูก รีไซเคิล ในร่างกาย แทนการใช้จนหมดในคราวเดียว เขายังใช้มานาอีกส่วนสร้างชั้นพลังบาง ๆ รอบตัวเพื่อลดแรงต้านจากอากาศ ช่วยให้เคลื่อนไหวได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องต่อสู้กับลม เขารักษาความเร็วเฉลี่ย 100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ควบคุมจังหวะหายใจและการก้าวเท้าให้สอดคล้องกับวงจรหมุนวนของมานา โดยไม่เร่งมากเกินไปใน่แรก เพื่อให้มานาพอดีจนถึงจุดหมาย นี่เป็เทคนิคที่เออร์วินคิดค้นและสร้างขึ้นมาเอง เขาเรียกมันว่า ย่างก้าวเงาภูต มันเป็เทคนิคที่ต่างกับการใช้คาถาทั่วไป เพราะมันเป็การบังคับมานาให้เคลื่อนไหวโดยตรงโดยที่ไม่ใช้คาถาบังคับ
นี่เป็การคิดวิธีการใช้มานาที่มีอยู่อย่างน้อยนิดของเขาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ครั้งแรกที่เขาใช้เทคนิคนี้คือตอนเขาอายุ 8 ขวบ ผลาญมานาหมดเกลี้ยงตอนวิ่งจากไพร์ล็อกไปที่ป้อมปราการแอสทราวินเวลาที่เขาใช้คือหนึ่งชั่วโมงสี่สิบนาที เมื่อเขาโตขึ้นปริมาณมานาในร่างก็เพิ่มมากขึ้นแม้จะยังเป็ขยะแต่เขาสามารถวิ่งโดยใช้เวลาน้อยลงและยังพอมีมานาเหลืออยู่บ้าง
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปเออร์วินวิ่งมาถึงทุ่งหญ้าหน้าช่องเขาไพร์ เออร์วินใช้ทักษะเดียวกับตอนที่เขาออกมากลับเข้าไปในเมืองทว่าตอนที่เขาเข้าไปถึงในเขตของพระราชวังแล้วเขาไม่ได้รีบกลับไปที่ห้องนอนของเขาแต่ตรงไปที่หน้าผาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของพระราชวังซึ่งเป็จุดที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่าน เออร์วินมองลงท่ามกลางความมืดนอกจากหมู่ดาวที่เต็มท้องนภาแล้วยังมีเสียงคลื่นสาดซัดไม่ขาดสาย ก่อนจะปีนลงหน้าผาไปอย่างคล่องแคล่ว เขาปีนลงมาสักพักก็พบโพรงถ้ำตัวโพรงถ้ำมีขนาดแคบแค่พอให้ผู้ใหญ่สองคนเดินคู่กันแสงลอดออกมาจากข้างในดูสลัวเลือนลาง เออร์วินเข้าไปในโพรงซึ่งปรากฏเป็ทางเดินยาวพอเดินไปได้ไม่กี่นาทีก็พบห้องห้องหนึ่งตามผนังห้องมีตะเกียงเวทมนตร์ที่ใช้พลังงานจากคริสตัลมานาให้ความสว่างไสว ในห้องนั้นเต็มไปด้วยเครื่องมือรูปร่างประหลาดมากมาย มีเอกสารที่มีข้อมูลซ้อนกันเป็ปึก ๆ ตามผนังถ้ำก็มีตัวอักษรขีดเขียนเลอะเทอะไปหมด
ตรงมุมห้องด้านหนึ่งมีผู้หญิงถูกล่ามติดกับโซ่ที่มือทั้งสองติดกับผนัง เธอนั่งคอพับไม่ขยับเป็การบ่งบอกว่าตอนนี้เธอกำลังหมดสติ ตามร่างกายของเธอมีหลายส่วนที่พันด้วยผ้าพันแผลบ่งบอกว่าเธอได้รับาเ็และได้รับการปฐมพยาบาลแล้ว ตรงหน้าเธอมีจานวางอยู่หนึ่งใบบนจานมีขนมปังที่ยังอยู่ดี เออร์วินเดินไปยืนตรงหน้าผู้หญิงคนนั้นเขามองเธอพักหนึ่ง ก่อนจะเดินมาที่โต๊ะตรงมุมห้อง บนโต๊ะนั้นมีเอกสารกองอยู่เป็พะเนิน ในบรรดาเอกสารทั้งหมดมีแฟ้มเล่มหนึ่งเขียนที่ปกว่า ข้อมูลและจุดอ่อนของขุนนางไพร์ล็อกทั้งหมดอย่างละเอียด เออร์วินหยิบของที่เขาซื้อมาวันนี้ออกจากถุงผ้า เริ่มั้แ่ตะกั่วที่ถูกหลอมเป็หัวะุ แผ่นทองเหลือง และของต่าง ๆ ที่ดูไม่มีค่าในโลกนี้ แต่จำเป็ในการสกัดวัตถุที่ใช้ในการสร้างดินปืน และเออร์วินก็ยังไม่ลืมที่จะเอาสมบัติที่ได้จากพวกโจรถ่ายใส่ถุงอีกใบหนึ่งซึ่งเป็ถุงที่เขาแยกไว้สำหรับเก็บทรัพย์สมบัติและเงินทองต่างหาก เขาลองคำนวณดูพบว่าทรัพย์สมบัติเหล่านี้มีมากมายมหาศาลยิ่งเมื่อนำมารวมกับเงินทองที่เขาเก็บออมจากการล่าค่าหัวก็เพียงพอที่จะให้เขาใช้จ่ายไปสิบชาติ เพียงแต่ว่าเงินส่วนนี้มันไม่ใช่เงินที่เขาเก็บหอมรอมริบมาเพื่อใช้จ่ายส่วนตัวแต่มันมีเพื่อใช้ปฏิรูปประเทศ