บทที่ 14 ท่านพ่อฮ่องเต้ ท่านจะถูกกุ้ยเฟยลอบปลงพระชนม์
แผ่นดินไหวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการนอนของเซียวฉู่ฉู่ที่เป็ทารกแต่อย่างใด
เมื่อนางตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น ก็ได้ยินชิวหลีกำลังคุยเบา ๆ กับมารดาของนาง
"โชคดีที่ด้านเราไม่มีของมีค่าอะไร ที่ตำหนักของสนมเฉินมีถ้วยสมัยราชวงศ์ก่อนแตก ทำเอานางเสียใจจนแทบขาดใจ..."
ตำแหน่งสนมฉางจ้ายมีศักดิ์สูงกว่าตำแหน่งสนมตาอิ้งเพียงเล็กน้อย
แต่ครอบครัวของสนมเฉินทำการค้า ปกตินางจึงใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย สำนักกิจการภายในจึงตอบแทนน้ำใจด้วยการมอบของดี ๆ ให้นางมากมาย
หลิ่วตาอิ้งขมวดคิ้ว กังวลถึงบุตรชายและครอบครัว "มีข่าวจากหมู่ตำหนักตะวันตกห้าห้องบ้างหรือไม่? แล้วนอกวังเป็อย่างไรบ้าง?"
"หม่อมฉันส่งคนไปดูที่หมู่ตำหนักตะวันตกห้าห้องแต่เช้า ที่ตำหนักองค์ชายทั้งหลายสงบดี มีแค่ขันทีน้อยกำลังเก็บกวาดกระเบื้องที่แตกเพคะ"
"ส่วนนอกวังยังไม่ทราบเพคะ"
หลิ่วตาอิ้งวางใจลงได้เล็กน้อย มองลูกน้อยในอ้อมแขนของจางเจียซื่อ
แต่ในใจกลับรู้สึกหวั่นใจขึ้นมาอีก
ไม่รู้ว่าญาติผู้นั้นของตระกูลจางเจียาเ็หนักเพียงใด
บิดาของนางรู้จักหมอกระดูกที่เก่งกาจคนหนึ่งนอกวัง หากเชิญหมอหลวงไม่ได้ ก็จะให้บิดาช่วยเหลือ
"แล้วทางฝ่าาเป็อย่างไรบ้าง มีข่าวหรือไม่?" หลิ่วตาอิ้งนึกขึ้นได้จึงถามชิวหลี
แต่ขณะกำลังพูดอยู่นั้น ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านนอก
"พระสนม โชคดียิ่งนัก!" ผู้มาเยือนะโจากนอกประตู
ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็ขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ เว่ยเจิ้ง
ขณะที่หลิ่วตาอิ้งกำลังตกตะลึง เขาก็เดินเข้ามาแล้ว ยิ้มแย้มคำนับนางอย่างนอบน้อม
"วันนี้ฝ่าารับสั่งให้พระสนมอุ้มองค์หญิงน้อยไปร่วมเสวยที่ตำหนักจ้งหัว"
หลิ่วตาอิ้งชะงักไป
เว่ยเจิ้งยิ้มตาหยี "พระสนมเตรียมตัวให้พร้อม แต่ไม่ต้องทรงกังวลไปพ่ะย่ะค่ะ"
"เมื่อคืนตอนแผ่นดินไหว องค์ชายห้าบังเอิญอยู่ที่สวนหลวง จึงวิ่งเข้าไปช่วยฝ่าาที่ตำหนักเฉียนชิง"
เว่ยเจิ้งไม่ยอมรับรางวัลที่ชิวหลียื่นให้ "ด้วยความดีความชอบขององค์ชายห้า ต่อไปพระสนมต้องมีโชคลาภใหญ่แน่นอน"
เมื่อเซียวฉู่ฉู่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกประหลาดใจ พลิกตัวในอ้อมแขนของแม่นมจางเจีย อดใจไม่ไหวอยากจะชื่นชมพี่ชายของตน
[โอ้ ท่านแม่ พวกเราไปให้กำลังใจพี่ชายกันเถอะ~]
ตำหนักฉงหัว
หมอหลวงล้างมือให้สะอาดแล้วถอนเข็มที่ปักอยู่ที่ขาขวาของฮ่องเต้เซียวอวิ๋นโจว "ฝ่าาพักผ่อนอีกสองวันก็จะไม่เป็ไรแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"โชคดีที่ครั้งนี้ถูกกดทับเพียง่สั้น ๆ และฝ่าาหลบออกมาได้ทันเวลา มิเช่นนั้นคงาเ็ถึงเส้นเอ็นและกระดูก รักษาให้หายคงไม่ง่าย"
เซียวอวิ๋นโจวได้ยินดังนั้นก็อดรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้
นึกถึงเมื่อคืนที่ผ่านมา องค์ชายห้าเฉิงเฉียนเป็คนแรกที่พบเขาในซากปรักหักพัง
หากไม่ใช่เพราะเด็กคนนี้ฉลาดหลักแหลม เขาคงมีปัญหากับขาข้างนี้แล้ว
ตอนที่หนีออกจากตำหนักเฉียนชิง หากไม่ใช่เพราะเด็กคนนี้เตือน เขากับองครักษ์คงถูกคานที่หักพังลงมาทับอีกรอบ
พูดถึงความกตัญญู ความกล้าหาญ และความฉลาด เฉิงเฉียนในคืนนั้นสมควรได้รับการยกย่องอย่างยิ่ง
"พระราชทานรางวัลแก่องครักษ์ประจำตำหนักผางหรู่ซง แต่งตั้งให้เป็ขุนนางเชียนหู้สืบทอดได้"
เซียวอวิ๋นโจวคิดแล้วก็รับสั่งออกมา
ส่วนองค์ชายห้านั้น เขาไม่สะดวกที่จะพระราชทานรางวัลอย่างเปิดเผย
แต่เมื่อคืนที่ผ่านมาขาาเ็จนนอนไม่หลับ เขาก็คิดทบทวนบนเตียงตลอดทั้งคืน
องค์ชายห้าเติบโตในอ้อมอกของลี่เฟย แม้อายุยังน้อยแต่การเรียนก็ไม่เลว อีกทั้งยังกตัญญูต่อเขาผู้เป็ฮ่องเต้ ความกล้าหาญน่าชื่นชม
เมื่อเทียบกันแล้ว องค์ชายสี่ผู้เป็โอรสแท้ ๆ ของลี่เฟยกลับใช้การไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่มีอะไรดีสักอย่าง การเรียนก็ไม่มีสมาธิ
เมื่อพี่น้องยืนเคียงกัน ความแตกต่างช่างเห็นได้ชัด
เห็นได้ชัดว่านิสัยและความฉลาดขององค์ชายห้าไม่ได้มาจากลี่เฟย แต่สืบทอดมาจากหลิ่วตาอิ้งผู้เป็มารดาแท้ ๆ
เซียวอวิ๋นโจวจึงนึกถึงหลิ่วตาอิ้งผู้มีตระกูลธรรมดาที่ไม่ได้พบมานาน
หลิ่วตาอิ้งผู้นี้ ช่างไม่รู้ว่ามีวาสนามาจากที่ใด เขาไปหานางเพียงไม่กี่ครั้ง แต่กลับให้กำเนิดองค์ชาย และปีนี้ยังมีองค์หญิงน้อยอีกองค์
เซียวอวิ๋นโจวหลับตาลงบนบัลลังก์ั
"ฝ่าา หลิ่วตาอิ้งและองค์หญิงสามมาเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ"
เซียวอวิ๋นโจวโบกมืออนุญาตให้เข้ามา
เว่ยเจิ้งรีบจัดหมอนรองด้านหลังฮ่องเต้
ไม่กี่ปีมานี้เซียวอวิ๋นโจวชอบนั่งสมาธิฝึกบำเพ็ญ
นอกจากฮองเฮาที่เป็ธิดาของท่านขุนนางสูงสุดตระกูลสวี และกุ้ยเฟยผู้เป็เพื่อนวัยเยาว์แล้ว เซียวอวิ๋นโจวก็ไม่ได้เรียกพบสนมคนอื่นในวังหลังมานานแล้ว
แต่เมื่อเซียวอวิ๋นโจวเงยหน้าขึ้นมา ก็เห็นหลิ่วตาอิ้งผู้เคยเก็บตัวเงียบ ๆ วันนี้สวมอาภรณ์ผ้าแพรสีแดงดอกท้อ ทำให้ใบหน้าที่เคยดูธรรมดา ๆ กลับงดงามดั่งสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิ
ทั้งยังมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยมาเข้าจมูกของเขา
เพียงแค่สูดดม เขาก็รู้สึกว่าอาการาเ็ที่เท้าซ้ายเบาบางลงกว่าเมื่อครู่มาก
เซียวอวิ๋นโจวรู้สึกประหลาดใจ
แต่ไม่นาน เมื่อหลิ่วตาอิ้งสวมผ้าคลุมขนสัตว์สีเงิน รับห่อผ้าไหมที่ห่อทารกองค์หญิงน้อยจากมือของแม่นม ฮ่องเต้เซียวอวิ๋นโจวถึงกับตะลึงจนลืมเอ่ยปากพูด
‘ว้าว นี่คือฮ่องเต้ผู้เป็บิดาของข้าหรือ?’
เซียวอวิ๋นโจวใจนแทบรับถ้วยชาที่เว่ยเจิ้งส่งให้ไม่ทัน!
เขามองไปที่ห่อผ้าไหมสีเหลืองในมือของหลิ่วตาอิ้งอย่างอดไม่ได้
‘พี่ชายหน้าตาดีของข้า ที่แท้ก็ได้หน้าตามาจากฮ่องเต้ผู้เป็บิดานี่เอง’
‘์! ข้านึกว่าฮ่องเต้ผู้เป็บิดาต้องเป็ชายวัยกลางคนพุงพลุ้ยน่ารังเกียจเสียอีก ไม่นึกว่าฮ่องเต้จะหล่อเหลาถึงเพียงนี้ ดูเหมือนอายุเพียงยี่สิบเท่านั้น’
เซียวอวิ๋นโจวตกตะลึงจนเกือบหลุดขำ
เขาขึ้นครองราชย์ั้แ่อายุสิบห้า ไม่เคยได้ยินใครชมเขาเช่นนี้มาก่อน
ขุนนางราชสำนักและสตรีในวังหลัง ใครเล่าจะกล้าชมว่าฮ่องเต้หล่อเหลาต่อหน้าพระพักตร์!
แต่ใครบ้างจะไม่ชอบฟังคำประจบ!
"แค่ก จงนั่งลง"
เซียวอวิ๋นโจวในฐานะฮ่องเต้ผู้ผ่านเหตุการณ์ใหญ่มามาก จึงสงบสติอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว
ขันทีน้อยที่รับใช้อยู่เบื้องหน้าฮ่องเต้รีบนำม้านั่งกลมมาวางห่างจากแท่นประทับของเซียวอวิ๋นโจวห้าก้าว
เซียวอวิ๋นโจวขมวดคิ้ว "เข้ามาใกล้กว่านี้"
ขันทีน้อยใแต่ไม่กล้าส่งเสียง จึงเลื่อนเข้ามาอีกสองก้าว
เซียวอวิ๋นโจวขมวดคิ้วอีกครั้ง
เว่ยเจิ้งกงกงที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับใ
เว่ยเจิ้งมองไปที่หลิ่วตาอิ้ง สายตาเปลี่ยนเป็นอบน้อมอย่างที่สุด
เตาเย็นอย่างหลิ่วตาอิ้ง กำลังจะได้ลุกโชนแล้วสินะ!
"วางไว้ตรงหน้าฮ่องเต้เถิด หลังพิธีสรงสาม*[1] ฮ่องเต้ยังไม่ได้ทอดพระเนตรองค์หญิงน้อยเลย" เว่ยเจิ้งรีบเอ่ยแทนฮ่องเต้ทันที
หลิ่วตาอิ้งไม่คาดคิดว่า เมื่อวานเพิ่งคุยกับเฉิงเฉียนว่าฮ่องเต้คงไม่สนิทสนมกับนาง
แต่วันนี้กลับได้อยู่ใกล้ชิดถึงเพียงนี้!
ทว่านางก็ไม่รู้สึกหวาดกลัว ถึงอย่างไรทั้งครอบครัวของนางก็ไม่มีใครจบชีวิตดีเลยสักคน
ฮ่องเต้ที่อยู่ตรงหน้านี้ยังจะตเร็วกว่าทั้งครอบครัวของนางเสียอีก จึงไม่มีอะไรน่ากลัว
"ขอบคุณเว่ยกงกง"
หลิ่วตาอิ้งคิดพลางเอ่ยขอบคุณเสียงเบา แล้วนั่งลงอย่างสง่างามบนที่นั่งซึ่งแทบจะอยู่ข้างเตียงของเซียวอวิ๋นโจว
เซียวอวิ๋นโจวอดไม่ได้ที่จะพินิจมองนางอย่างละเอียด
นางไม่ได้ประจบสอพลอ แต่ก็ไม่ได้หยิ่งยโส
เหตุใดก่อนหน้านี้เขาถึงไม่เคยสังเกตเห็น หลิ่วตาอิ้งมีชาติกำเนิดธรรมดา ทั้งบิดาและพี่ชายก็เป็สามัญชนทั่วไป แต่นางกลับเป็คนกล้าหาญ
ไม่แปลกเลยที่เฉิงเฉียนถึงมีนิสัยดีเช่นนี้
เซียวอวิ๋นโจวเริ่มมองหลิ่วตาอิ้งในแง่ดีขึ้น
แต่ไม่นานเขาก็เบนความสนใจไปที่องค์หญิงน้อยในอ้อมกอดของนาง
ฉู่ฉู่ เป็ชื่อที่เขาพระราชทานให้องค์หญิงน้อยด้วยตนเอง
แต่ตอนนั้นเป็เพียงการตั้งชื่อลวก ๆ เขาไม่ได้คิดอะไรมาก
ทว่าตอนนี้เมื่อมองดู ฉู่ฉู่ที่อยู่ในผ้าไหมสีเหลือง ใบหน้าเล็ก ๆ นวลเนียนขาวดั่งหิมะ ริมฝีปากเล็กอิ่มแดงระเรื่อ ที่ดึงดูดใจยิ่งกว่าคือดวงตากระจ่างใสมีประกาย ช่างน่ารักและมีชีวิตชีวา
เหมาะกับชื่อนี้จริง ๆ
เมื่อโตขึ้นจะต้องงดงามอ่อนช้อยอย่างแน่นอน
เซียวอวิ๋นโจวไม่ค่อยใส่ใจบุตรธิดาในวังหลัง เพราะหลังจากขึ้นครองราชย์ตอนอายุสิบห้า บุตรห้าคนแรกของเขาล้วนไม่รอดชีวิต
หลังจากองค์ชายใหญ่อยู่รอด เขาก็ทุ่มเทความพยายามไปไม่น้อย
แต่ต่อมาเมื่อมีบุตรมากขึ้นและสถานการณ์มั่นคงแล้ว เขาก็ยิ่งไม่ค่อยให้ความสำคัญ
แต่ขณะนี้ เขาอดไม่ได้ที่จะอยากอุ้มองค์หญิงน้อย
แต่แล้วเขาก็ไม่กล้าขยับ
‘อา ท่านพ่อฮ่องเต้ของข้า ท่านาเ็เป็อย่างไรบ้าง? เจ็บหรือไม่?’
เซียวอวิ๋นโจวรู้สึกอ่อนโยนในใจ
เขาสั่งให้เว่ยเจิ้งไปส่งสาร เรียกแม่ลูกทั้งสองเข้าเฝ้า
เว่ยเจิ้งกลับมารายงานว่า เมื่อครู่ตอนที่เขามาถึงหน้าประตู ได้ยินหลิ่วตาอิ้งกำลังเป็ห่วงความปลอดภัยของฝ่าา
นางมีตำแหน่งต่ำต้อย ทำให้ฝ่าาแทบไม่เคยนึกถึงนาง
แต่นางกลับเป็คนดี คอยห่วงใยฮ่องเต้อยู่เสมอ!
องค์หญิงน้อยที่นางให้กำเนิดมาก็เช่นกัน ระลึกถึงแต่เื่ของฝ่าา
เซียวอวิ๋นโจวจึงเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อครอบครัวของหลิ่วตาอิ้งในทันที!
ลูกย่อมเป็เช่นแม่ ไม่แปลกใจที่องค์ชายห้าถึงได้กตัญญูเช่นนี้
ทุกอย่างกระจ่างแล้ว ทั้งหมดเป็เพราะหลิ่วตาอิ้งทำหน้าที่มารดาได้ดี
บิดาและพี่ชายของหลิ่วตาอิ้ง แม้งานราชการจะไม่ค่อยโดดเด่นนัก อีกทั้งยังค่อนข้างเซ่อซ่า แต่ครอบครัวนี้คงเป็ผู้มีความซื่อสัตย์และกตัญญู
เซียวอวิ๋นโจวยังคงรักษาสีหน้าไว้เช่นเดิม แต่กำลังครุ่นคิดว่าควรเลื่อนตำแหน่งให้บิดาของหลิ่วตาอิ้งที่เป็ขุนนางขั้นห้าหรือไม่
คนซื่อสัตย์เช่นนี้ มีจิตใจดีงามไม่เสแสร้ง เหมาะที่จะไปอยู่กระทรวงธรรมการ หรือเป็ขุนนางตรวจการ!
เซียวฉู่ฉู่ไม่รู้ว่า เพียงแค่นางคิดในใจไม่กี่ประโยค ฮ่องเต้ก็คิดจะเลื่อนตำแหน่งให้ตระกูลหลิ่วแล้ว
ขณะนี้นางเห็นฮ่องเต้เซียวอวิ๋นโจวจะยื่นมือมากอด ความคิดในใจนางก็ยิ่งพรั่งพรูมากขึ้น
‘เสด็จพ่อฮ่องเต้ าแของท่านคงเจ็บมาก ข้าอยากช่วยเป่าแผลให้ท่านเหลือเกิน’
เซียวอวิ๋นโจวกลั้นยิ้มไว้
เด็กโง่คนนี้ ก็มีหมอหลวงอยู่แล้วนี่
แต่ยังยิ้มได้ไม่เท่าไร แขนที่ยื่นออกไปก็ชะงักค้างกลางอากาศ
‘หากแผลที่ขาของท่านไม่เจ็บก็คงดี ท่านก็จะไม่ต้องเริ่มกินโอสถเม็ดบำรุงร่างกายอย่างบ้าคลั่ง’
‘จากนั้นก็ถูกกุ้ยเฟยวางยาพิษในโอสถเม็ด สามปีให้หลังก็จะต’
สีหน้าของเซียวอวิ๋นโจวเปลี่ยนไปในทันที!
‘หลังท่านต กุ้ยเฟยเพื่อนสนิทวัยเด็กที่ท่านไว้ใจที่สุด และฮองเฮาผู้เป็คู่รักสามัญชนร้อยวันที่ท่านรัก กลับไม่ยอมตายตามท่าน’
‘แต่กลับออกคำสั่งให้มารดาของข้าที่เป็เพียงสนมตาอิ้งที่ไม่ได้รับความโปรดปรานต้องปลิดชีพตามไป…’
‘ฮ่องเต้องค์ใหม่ยังสังหารพี่เฉิงเฉียนของข้า ทั้งราชสำนักมีเพียงพี่ชายข้าองค์เดียวที่เป็องค์ชายที่ทุ่มเททำงาน หวังประโยชน์เพื่อราษฎร!’
‘ยังไม่พอ หลังฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ ยังสังหารขุนนางผู้ซื่อสัตย์ และฆ่าทหารถึงหนึ่งแสนนาย!’
‘ภายในเวลาไม่ถึงสองปี ราชวงศ์เซียวก็ล่มสลาย!’
‘พวกเราถูกบุกเข้าวัง และเปลี่ยนราชวงศ์เสียแล้ว!’
‘ท่านพ่อ! สุสานของท่านถูกขุดรื้อ พระศพถูกทิ้งไว้กลางป่าเถื่อน สมบัติที่ฝังไว้ในสุสานก็ถูกขโมยไปจนหมดแล้ว!’
ใบหน้าหล่อเหลาของเซียวอวิ๋นโจวดำทะมึนด้วยความโกรธ
[1] พิธีสรงสาม เป็หนึ่งในพิธีกรรมเก่าแก่ที่สำคัญมากของคนจีนในสมัยโบราณ ดยทั่วไปจะทำพิธีดังกล่าวในวันที่สามหลังจากเด็กทารกคลอดออกมา ในวันดังกล่าว คนในครอบครัวจะต้องอาบน้ำให้เด็ก และเชิญญาติสนิทมิตรสหายมาร่วมพิธี