แม่ทัพลั่วเฉิงรักษาการอยู่ที่ชายแดนตลอดมาทั้งครอบครัวจึงมีเพียงลั่วเหวินโย่วที่รั้งอยู่เมืองหลวง ส่วนลั่วเหวินฉือเลือกเดินตามรอยลั่วเฉิงผู้เป็บิดาดังนั้นจึงตามไปอยู่ที่ชายแดนด้วย หนึ่งปีถึงจะกลับบ้านมาหนหนึ่ง
โม่ฮว่าเหวินอยู่เมืองอวิ๋นเฉิงมาโดยตลอดแม้แต่ความสัมพันธ์กับฝู่กั๋วกงก็ไม่นับว่าใกล้ชิดมากชาติที่แล้วคราที่โม่เสวี่ยถงเข้าเมืองหลวงจึงไม่ได้พบหน้าพี่ชายลูกพี่ลูกน้องผู้นี้หนึ่งด้วยเื่อายุที่โตแล้ว สองหลังจากที่เสียโฉมนางก็ขาดความเชื่อมั่นในตนเองแม้ว่าจะเป็ญาติที่มีไมตรีต่อกันก็ไม่อยากพบหน้า แต่เมื่อถึงวันเกิดนางมักจะได้รับของขวัญจากพี่ชายลูกพี่ลูกน้องผู้นี้สม่ำเสมอทุกปีไม่เคยขาดแม้ว่าต่อมาสถานะของจวนฝู่กั๋วกงจะตกต่ำลงแล้วก็ตาม
ยามนี้เมื่อเห็นร่างสูงโปร่งสง่างามของพี่ชายยืนอยู่ที่ประตู เห็นแววตากระจ่างใสคู่นั้นหัวใจพลันรู้สึกเ็ป นางยอบกายคารวะต่อลั่วเหวินโย่วอย่างลึกซึ้งเพื่อเป็การขอบคุณที่ชาติก่อนทุกคนล้วนทอดทิ้งตนเองไปจนหมดแล้วมีเพียงเขาที่ยังคงอยู่ไม่จากไปไหนขอบคุณที่ชาติภพนี้เขาก็ยังคงมีความรักความเอ็นดูให้ตนเองเหมือนดังอดีตที่ผ่านมา
เมื่อเห็นสาวน้อยที่มีรูปโฉมงามพิลาสผสมผสานความสุขุมนุ่มลึกอย่างกลมกลืนยืนอยู่เบื้องหน้าลั่วเหวินโย่วก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ
“น้องหญิงถงช่างมีรูปโฉมงดงามยิ่งนัก ท่านอาเขยก็จริงๆ เลยไม่รู้ว่าตัดใจทิ้งบุตรสาวที่งดงามถึงเพียงนี้ไว้เมืองอวิ๋นเฉิงได้อย่างไร”ลั่วิจูซึ่งเดินตามมาอยู่ด้านหลังยิ้มพลางดึงตัวโม่เสวี่ยถงมาพิจารณาอย่างละเอียดั้แ่หัวจรดเท้าหลังจากนั้นก็หันไปพูดกับลั่วเหวินโย่วที่อยู่ด้านข้าง
“พี่ชายใหญ่ พี่หญิงรอง!” โม่เสวี่ยถงคารวะอย่างงดงามอีกครั้งหนึ่ง
ยามนี้ลั่วเหวินโย่วเพิ่งจะได้สติคืนมา จึงตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “น้องหญิงถงมิต้องมากพิธีพี่น้องบ้านเดียวกันไม่จำเป็ต้องเกรงอกเกรงใจขนาดนี้ แต่เ้าดูอ่อนแอยิ่งต้องระวังรักษาสุขภาพให้มากขึ้นด้วย”
สาวน้อยรูปร่างบอบบาง ทำให้คนเกิดความรู้สึกรักใคร่เอ็นดูอย่างน่าประหลาดเมื่อคิดถึงอาหญิงของตนเมื่อก่อนนี้ ก็ดูเหมือนว่าจะมีลักษณะแบบนี้เช่นเดียวกันแต่หญิงงามมักมีชะตาชีวิตรันทด สีหน้าของลั่วเหวินโย่วเข้มขึ้นเล็กน้อย
“เอาล่ะๆ ไหนๆ ก็มากันแล้ว พอเจอหน้ากันจะพูดถึงเื่นี้ไปทำไมน้องสาวของเ้าถึงร่างกายจะไม่ค่อยแข็งแรง แต่โดยพื้นฐานแล้วยังนับว่าดีอยู่”เหล่าไท่จวินเห็นภายใต้ดวงตาของโม่เสวี่ยถงราวกับมีหยาดน้ำตาคลุมอยู่อีกชั้นจึงหัวเราะร่วนขึ้นมากลบเกลื่อน
“ท่านย่ากล่าวถูกแล้ว น้องหญิงถงกลับมาเมืองหลวงทั้งทีคราวนี้ก็ต้องช่วยกันบำรุงให้เต็มที่หน่อย ท่านย่าหลานเพิ่งได้สมุนไพรล้ำค่ามาใหม่จำนวนหนึ่ง เดิมทีคิดจะส่งมาให้ท่านย่าทั้งหมดเห็นทีคงจะต้องแบ่งให้น้องหญิงถงด้วยส่วนหนึ่ง หลานจะได้หมดห่วง” ลั่วเหวินโย่วกล่าวพลางยิ้มเรียบๆนั่งลงบนเก้าอี้ไม้หลิวแกะสลักลายบุปผาอย่างมั่นคง
“เ้าหนอเ้า ยาพวกนี้จะกินมั่วซั่วได้อย่างไรร่างกายของน้องสาวเ้าเป็อย่างไรบ้างก็ยังไม่รู้ คงต้องให้คนมาตรวจดูก่อนดีกว่า”เหล่าไท่จวินเห็นลั่วเหวินโย่วมีท่าทางเอาใจใส่โม่เสวี่ยถงก็อารมณ์ดีมีความสุขยิ่งนักเมื่อหันมามองโม่เสวี่ยถงที่อยู่ด้านข้าง ยิ่งรู้สึกเหมือนกับว่าภาพของเฉิงเอ๋อร์กับเสียเอ๋อร์สมัยก่อนปรากฏเด่นชัดขึ้นอีกครั้งความรู้สึกโศกเศร้าพลันบังเกิดขึ้นในหัวใจโดยไม่รู้ตัวความรู้สึกในชั่วขณะนั้นจะว่าทุกข์ก็ไม่ใช่จะว่าสุขก็ไม่เชิง
เมื่อเห็นสีหน้าของเหล่าไท่จวินเผยความระทมทุกข์ยามที่มองตนเองกับลั่วเหวินโย่ว โม่เสวี่ยถงก็ทราบได้ทันทีว่าเหล่าไท่จวินคิดถึงมารดาผู้ล่วงลับของตนเองจึงรีบผละออกจากมือของลั่วิจูที่กุมมือของตนเองอยู่แล้วเดินเข้าไปข้างกายของเหล่าไท่จวินและจับมือท่านยายของตนพลางกล่าวน้ำเสียงฉอเลาะ“พี่ชายใหญ่ห่วงใยข้าถึงเพียงนี้ ท่านยายไม่ดีใจได้อย่างไรเล่าพอท่านยายท้วงขึ้นมา พี่ชายย่อมคิดได้แล้วคงไม่ให้ถงเอ๋อร์กินยาเหลวไหลหรอกเ้าค่ะ”
ได้ยินมาว่าพี่ชายลูกพี่ลูกน้องผู้นี้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดย่อมไม่ทำสิ่งใดที่ปราศจากการเตรียมตัวแน่นอน
ลั่วเหวินโย่วทอดมองนางด้วยสายตาชื่นชม ใบหน้าทอยิ้มกล่าวรับปาก “ท่านย่า โย่วเอ๋อร์ย่อมใคร่ครวญถึงเื่เหล่านี้อยู่แล้วขอรับทั้งยังเชิญหมอมีชื่อเสียงท่านหนึ่งมาด้วยเพื่อเชิญเขามาโย่วเอ๋อร์ต้องจ่ายด้วยหน้าตาไปไม่น้อยทีเดียวแม้กระทั่งหนังสือผังวงศ์ตระกูลที่ท่านย่าให้ไปเล่มนั้นยังต้องยกให้เขาไปด้วยหลานเสียดายแทบตาย ครั้งหน้าท่านย่าอย่าลืมมอบให้หลานอีกสักเล่มนะขอรับ”
“เ้าเด็กคนนี้นี่จริงๆ เลย ขี้เหนียวเป็ที่หนึ่งน้องสาวเ้ามาทั้งทีจ่ายเพียงของเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ ยังมานึกเสียดายอีก” เมื่อเห็นท่าทางปวดใจของหลานชายซึ่งไม่มีมาให้เห็นบ่อยนัก เหล่าไท่จวินก็หัวเราะออกมาอย่างนึกขัน
“ก็นั่นเป็ของที่ท่านย่าให้นี่ขอรับ โย่วเอ๋อร์ย่อมรักและหวงแหนเป็ธรรมดาแม้แต่มีคนขอดูยังไม่อนุญาต ยามนี้ตกเป็ของผู้อื่นไปแล้วจะไม่ให้เสียดายได้อย่างไร” ใบหน้าหล่อเหลาของลั่วเหวินโย่วเต็มไปด้วยความน่าสงสารมุมปากโค้งตกลงมาเล็กน้อย แสดงให้เห็นถึงว่าเสียดายอย่างยิ่งและ้าการชดเชยเยี่ยงนั้น
“เอาล่ะๆ คราวหน้าย่ามีอะไรดีๆ จะรีบคืนให้เ้าก่อนเลยเป็อย่างไรว่าแต่คนแบบไหนกันนะ ที่ถึงกับตกของของเ้าไปได้” เห็นหลานชายเข้ามาออดอ้อนตนเองอย่างใกล้ชิดแบบนี้เหล่าไท่จวินก็หัวเราะร่า ถามขึ้นพลางยิ้มจนตาหยี ลืมอารมณ์หมองเศร้าไปชั่วขณะ
“ท่านย่า ท่านหมอผู้เก่งกาจล้ำเลิศที่พี่ใหญ่เชิญมาก็คือคุณชายไป๋เ้าค่ะเชิญมาเพื่อตรวจสุขภาพให้ท่านย่าเป็พิเศษและถือโอกาสนี้ให้เขาช่วยตรวจน้องหญิงถงด้วย จะได้ใช้สมุนไพรที่พี่ชายหามาให้โดยเฉพาะได้่ฤดูใบไม้ร่วงเช่นนี้ ให้เขาช่วยเขียนเทียบยาให้ท่านย่ากับน้องหญิงถงเพื่อฟื้นฟูบำรุงร่างกายพอดีเลยเ้าค่ะ” ลั่วิจูคลี่ยิ้มพลางพูดแทรกขึ้นมาดวงตาสดใสเป็ประกายระยิบระยับ
“องค์รัชทายาทไป๋น่ะหรือ” ครานี้แม้แต่เหล่าไท่จวินก็ยังตกตะลึงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “ไปเชิญพระองค์ท่านมาได้อย่างไร”
เมื่อคำถามนี้ถูกเอ่ยขึ้น ทุกคนต่างมองมาที่ลั่วเหวินโย่วสถานะของคุณชายไป๋ผู้นี้ไม่ธรรมดา แท้จริงแล้วเขาหาใช่คุณชายจากที่ไหนไม่หากแต่เป็องค์ชายรัชทายาทแห่งแคว้นเยี่ยน ไป๋อี้เฮ่า!
หัวใจของโม่เสวี่ยถงกระสับกระส่ายโดยไม่มีสาเหตุภายใต้ก้นบึ้งดวงตาเพิ่มความระแวดระวังโดยสัญชาตญาณแม้ว่าชาติภพก่อนนางจะเป็เพียงสตรีที่เก็บตัวอยู่ในห้องหอแต่ก็รู้จักว่ารัชทายาทแคว้นเยี่ยนคือผู้ใดแท้จริงแล้วองค์ชายผู้มีชื่อเสียงเกรียงไกรพระองค์นี้ มีรูปโฉมงดงามเป็เลิศและเปี่ยมไปด้วยความสามารถจนน่าทึ่ง
ได้ยินคำเล่าขานกันมาว่าองค์ชายรัชทายาทผู้นี้แตกต่างจากองค์ชายพระองค์อื่นๆทั้งมีรูปโฉมหล่อเหลา กิริยาวาจาสูงส่งสง่างาม สถานภาพก็ยิ่งอยู่เหนือสามัญไม่เพียงแต่เป็รัชทายาทแคว้นเยี่ยน พระราชมารดาของเขาเป็องค์หญิงแห่งแคว้นฉินแม้ว่ามาในฐานะองค์ประกัน แต่ด้วยสถานะอันสูงส่ง นอกจากจะไม่ถูกคุมขังแล้วยังสามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ
ยามอยู่ในเมืองหลวงเขาแต่งกายด้วยอาภรณ์สีขาวพลิ้วลมเป็ผู้มีอารมณ์สุนทรีย์ ท่วงท่าสง่าผ่าเผยราวกับเทพเซียนมาจุติปรกติก็ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลสำคัญทางการทหารหรือการเมืองจะคบหาแต่บัณฑิตที่ชมชอบความงดงามของูเาแม่น้ำแบบเดียวกัน เขามักใช้เวลาไปกับบัณฑิตผู้มีชื่อเสียงเพื่อชื่นชมภูมิปัญญาแต่มีนิสัยชอบความสำราญและรักอิสระ
แต่โม่เสวี่ยถงกลับรู้ว่าหลังจากรัชทายาทผู้นี้กลับคืนสู่แคว้นเยี่ยนแล้วเขาสามารถโค่นล้มกองกำลังของพวกฏนับพันได้เพียงชั่วข้ามคืนด้วยการบุกทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามด้วยความเร็วสูงปานอัสนีฟาดยังไม่ทันปิดหูก็ถึงที่ตายทั้งยังออกคำสั่งสังหารเชลยศึกนับไม่ถ้วนด้วยการฝังทั้งเป็ด้วยกลอุบายอันเหนือชั้นและปฏิบัติการอย่างเฉียบขาดรวดเร็วเขาจึงสามารถรวบอำนาจทั้งหมดของแคว้นเยี่ยนมาอยู่ในความควบคุมได้ในชั่วพริบตา
คนแบบนี้จะเป็ผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ผุดผ่องดั่งอาภรณ์ขาวราวกับหิมะที่เขาสวมใส่ได้อย่างไรเป็พยัคฆ์ซ่อนเล็บสิไม่ว่า!
“ท่านย่าดูถูกหลานเกินไปแล้ว แม้ว่าหลานจะไม่ใช่ยอดนักปราชญ์แห่งยุคสมัยแต่ก็นับว่าเป็บัณฑิตที่มีชื่อเสียงแรกพบกับองค์ชายใต้แสงจันทร์ก็รู้สึกคุ้นเคยเหมือนรู้จักกันมานาน พอดี่นี้เห็นท่านย่าสุขภาพไม่ค่อยดีและได้ยินว่าน้องหญิงถงจะมาวันนี้ก็เลยเชิญเขามาช่วยตรวจอาการให้อย่างไรเล่าขอรับ” สีหน้าของลั่วเหวินโย่วอาบไปด้วยรอยยิ้มกล่าวอย่างสบายอารมณ์
โม่เสวี่ยถงรู้ว่าเื่นี้ต้องมิได้เรียบง่ายเพียงนั้นแน่แม้ว่าไป๋อี้เฮ่าจะมีลักษณะนิสัยสุภาพอ่อนโยน แต่มิได้สนิทสนมกับใครง่ายๆด้วยฐานะอันสูงส่งของเขา แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยก้มหัวให้ใครเพื่ออำนาจอีกทั้งมีใบหน้าหล่อเหลาจนทำให้ผู้อื่นดูหมองไปคนแบบนี้จะไปมาหาสู่กับคนธรรมดาสามัญได้อย่างไร ได้ยินมาว่าเขามีวิชาแพทย์สูงส่งถึงขั้นเคยช่วยชีวิตไทเฮาให้พ้นจากประตูผีมาแล้ว
เมื่อสามปีก่อนไทเฮาประชวรหนัก คณะหมอหลวงต่างจนปัญญาแล้ว ไป๋อี้เฮ่าที่เพิ่งมาถึงแคว้นฉินยังไม่ทันผลัดเปลี่ยนอาภรณ์สวมเพียงชุดสีขาวสง่างามเข้ามาฝ่ายในและช่วยชีวิตไทเฮาให้พ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชไว้ได้เื่นี้เป็ที่แซ่ซ้องสรรเสริญไปทั่วแคว้นฉินกอปรกับไป๋อี้เฮ่ามีรูปลักษณ์สง่างาม อีกทั้งมีความสามารถโดดเด่น จึงดึงดูดให้ผู้คนรู้สึกเลื่อมใส
ไป๋อี้เฮ่าเป็ผู้รักสันโดษชื่นชมความงดงามของแม่น้ำและขุนเขา ไม่สนใจเื่ราวทางโลกใช้ชีวิตในฐานะองค์ประกันอย่างอิสระ ไม่ค่อยคบหากับผู้มีอำนาจสูงศักดิ์แต่มักยกย่องบัณฑิตผู้มีความสามารถ เขาเป็ดั่งวีรบุรุษในดวงใจของเหล่าสตรีทั้งหลายไม่ว่านั่งรถผ่านไปที่ใด ตลอดเส้นทางก็ไม่เคยขาดบุปผาหอมที่สตรีเ่าั้โยนมาให้ตามท้องถนนกระหึ่มไปด้วยเสียงชื่นชม
มีบุคคลที่ล้ำเลิศถึงเพียงนี้เดินทางมาถึงจวนลั่ว จะไม่ให้ลั่วิจูรู้สึกตื่นเต้นได้อย่างไร
“เช่นนั้นไฉนจึงยังไม่เชิญเข้ามาอีกเล่า” สวี่เหล่าไท่จวินร้อนใจขึ้นมากลัวว่าจะต้อนรับแขกได้ไม่ดี
สาวใช้สองคนเก็บความรู้สึกตื่นเต้นไว้ในใจก้าวถอยไปเลิกม่านประตูขึ้นลั่วเหวินโย่วออกไปเชิญเขาด้วยตนเอง โม่เสวี่ยถงกับลั่วิจูเข้าไปหลบอยู่หลังฉากกั้นแปดบานที่กางเปิดอยู่
พวกนางนั่งลงบนเก้าอี้หุ้มแพรที่สาวใช้เตรียมตั้งไว้ให้ก็ได้ยินเสียงใสกังวานดังมาจากประตูเพียงแค่น้ำเสียงยังไม่เห็นตัวคนก็มีเสน่ห์ชวนให้ลุ่มหลงได้แล้ว
โม่เสวี่ยถงมองผ่านฉากกั้นภาพวาดสีอ่อนที่ทำจากแพรโปร่งเห็นพี่ชายลูกพี่ลูกน้องเดินนำเข้ามาก่อน เมื่อเงาร่างของเขาขยับวูบผ่านไปชายหนุ่มรูปงามหล่อเหลาซึ่งตามมาด้านหลังก็ปรากฏตัวเบื้องหน้าพวกนางราวกับมีรัศมีเจิดจ้าพุ่งผ่านเข้ามาปะทะสายตาผู้คนเสียงดังขรมภายในห้องเมื่อครู่บัดนี้เงียบสนิท
ชายหนุ่มรูปงามอายุสิบเจ็ดสิบแปดปีความคมสันหล่อเหลาแห่งองคาพยพทั้งห้าบนใบหน้าไม่อาจพรรณนาได้ด้วยคำพูดใดแม้แต่โม่เสวี่ยถงที่หัวใจถูกทำลายจนด้านชากับความรักไปแล้วก็ยังอดรู้สึกใจเต้นไม่ได้ที่สำคัญคือราศีกลางหว่างคิ้วเยือกเย็นราวกับเทพเซียน กลมกลืนกับอาภรณ์สีขาวเรียบดูบริสุทธิ์ผุดผ่องราวกับหิมะบนยอดเขาสูงเสียดฟ้าที่เปล่งประกายแสงสีเงินยวงระยิบระยับ
ท่วงท่าสง่างามราวกับเทพบุตรแห่ง์ชั้นฟ้ารูปโฉมพิลาสล้ำเป็ความงามที่อยู่เหนืุ์ ทำให้ผู้คนเกิดจินตนาการอันไร้ขอบเขต
ไป๋อี้เฮ่าคารวะเหล่าไท่จวินอย่างอ่อนโยนมีมารยาท มิได้เคร่งครัดในกรอบประเพณีมากนักนิ้วมือวางอยู่ที่จุดชีพจรของเหล่าไท่จวิน หลับตาลงวิเคราะห์อาการ มิได้เอ่ยวาจาใดๆก็นั่งลงที่โต๊ะด้านข้างหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนเทียบยา
“คุณหนูเ้าค่ะ เหล่าไท่จวินเชิญออกไปเ้าค่ะ” สาวใช้คนหนึ่งเดินมาหลังฉากกั้นถ่ายทอดคำสั่งแทนนายหญิงของตน
ลั่วิจูซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งมองมาที่นางอย่างขอความช่วยเหลือมือหนึ่งก็ชี้ไปด้านนอกแสดงให้รู้ว่านางอยากออกไปมองชายหนุ่มรูปงามที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วใต้หล้าอย่างใกล้ชิดแต่กลับถูกเหล่าไท่จวินขังให้อยู่แต่ด้านใน ในใจรู้สึกเหมือนไม่ได้รับความยุติธรรมพอเห็นโม่เสวี่ยถงออกไปก็อยากออกไปบ้าง ไหนเลยจะยอมปล่อยโอกาสดีๆแบบนี้ให้ผ่านไปง่ายๆ มือหนึ่งก็จับชายแขนเสื้อของน้องสาวไว้แน่นอย่างไรก็ไม่ยอมปล่อยมือ
ใบหน้าสื่อให้รู้ว่าถ้าไม่ปล่อยให้นางออกไป โม่เสวี่ยถงก็ออกไปไม่ได้เช่นกัน
“ไปขอให้ท่านย่ายกฉากกั้นออกได้หรือไม่” โม่เสวี่ยถงมองสาวใช้ที่อยู่ด้านข้างด้วยท่าทางลำบากใจพลางสะบัดชายแขนเสื้อของตนเองให้นางดู
“คือว่า...” สาวใช้ก็รู้สึกลำบากใจเช่นกันเห็นคุณหนูรองบ้านตนฉุดรั้งคุณหนูลูกผู้น้องไว้เช่นนั้นก็เข้าใจความคิดของเ้านายตนเองแต่ด้วยธรรมเนียมของตระกูลใหญ่ย่อมให้ความสำคัญกับการแบ่งแยกชายหญิงให้ชัดเจน
“ไปบอกท่านยายว่า คุณชายไป๋มีชื่อเสียงเลื่องลือ ใต้หล้าล้วนชื่นชมว่าเป็ผู้สูงส่งประหนึ่งเทพ์ไม่เกี่ยวข้องกับเื่ชายหญิง ขอให้สบายใจได้” โม่เสวี่ยถงยิ้มอย่างอ่อนโยนขณะกล่าวกับสาวใช้อย่างจนปัญญาจะรับมือ
ไป๋อี้เฮ่าซึ่งนั่งเขียนเทียบยาอยู่ด้านนอกริมฝีปากหยักโค้งขึ้นเผยรอยยิ้มสง่างามดวงตาวาดผ่านฉากบังตาราวกับไม่ตั้งใจวูบหนึ่ง แล้วก้มหน้าเขียนเทียบยาต่อไป
สาวใช้ไม่อาจขัดใจนายได้ หมุนตัวกลับออกไปไม่ช้าหลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงเหล่าไท่จวินดังทอดมา “ยกฉากกั้นออกเชิญคุณหนูทั้งสอง”
“เ้าค่ะ” สาวใช้สองสามคนเดินเข้ามายกฉากกั้นออกอย่างคล่องแคล่ว