บทที่ 8: รากฐานของบ้านคือเตาผิง
แสงแดดสีทองยามสายสาดส่องทะลุผ่านหมู่เมฆที่เริ่มแตกตัวกระจายออกท้องฟ้าที่เคยดำทะมึนและกราดเกรี้ยวบัดนี้กลับมาสดใสราวกับถูกล้างทำความสะอาดกลิ่นหอมของละอองฝนที่ผสมผสานกับความสดชื่นของดินและใบไม้ ลอยอวลไปทั่วทั้งป่าชั้นนอกหยดน้ำค้างเกาะพราวตามยอดหญ้าสะท้อนแสงอาทิตย์เป็ประกายระยิบระยับ
ทว่าสภาพของสถาปนิกในร่างเด็กชายวัยสิบสองปี และลูกจิ้งจอกอสูรสีส้มแดงนั้นห่างไกลจากคำว่าสดใสอยู่มากโข
อีไลอัสคลานต้วมเตี้ยมออกมาจากเพิงหมาแหงนที่บัดนี้พังพาบไม่เป็ท่าสภาพของเชลเตอร์กิ่งไม้ถูกพายุลมงวงเมื่อคืนพัดจนโครงสร้างบิดเบี้ยวใบเฟิร์นที่ใช้มุงหลังคากระจุยกระจายเปิดเปิงเผยให้เห็นสภาพภายในที่ชุ่มโชกไปด้วยน้ำโคลน เสื้อผ้าทอหยาบๆ ของเขาแนบลู่ไปกับตัวหยดน้ำเย็นเฉียบยังคงไหลรินจากปลายผมหยักศกของเขา
ข้างๆ กันนั้นก้อนขนที่เคยฟูฟ่องสง่างามอย่างฟินน์ บัดนี้มีสภาพไม่ต่างจากลูกหมาตกน้ำขนสีส้มแดงของมันลู่ติดิัจนดูตัวเล็กลงไปถนัดตามันสลัดตัวอย่างแรงเพื่อไล่น้ำออกจากขน ส่งผลให้ละอองน้ำสาดกระเซ็นไปทั่ว
“บรื๋อออ!หนาวชะมัดเลยเ้านาย! พายุเมื่อคืนมันบ้าไปแล้วฉันนึกว่าเราจะโดนพัดปลิวไปติดยอดไม้ซะอีก!” ฟินน์บ่นกระปอดกระแปดผ่านสายใยพันธสัญญาเสียงในหัวของอีไลอัสเต็มไปด้วยความงอแงตามประสาเด็กซน
“นั่นแหละคือเหตุผลที่ฉันบอกว่าเพิงกิ่งไม้มันไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตระยะยาว”อีไลอัสถอนหายใจยาวเขายกมือขึ้นลูบหน้าเพื่อเรียกสติและความอบอุ่นให้กลับคืนมา “เมื่อคืนฉันมีเวลาคิดทบทวนเยอะเลยล่ะฟินน์ การจะเอาชนะธรรมชาติได้เราไม่ได้้าเวทมนตร์วิเศษอะไรหรอก สิ่งที่เรา้าคือ ‘โครงสร้าง’ และ ‘วัสดุ’ที่ถูกต้องต่างหาก”
เด็กชายหันไปมองลูกจิ้งจอกอสูรั์ตาของเขาเปล่งประกายความมุ่งมั่นที่แข็งกร้าว “ฟินน์ วันนี้เราจะเลิกเป็ผู้ประสบภัยป่าแตกกันซะทีเราจะสร้าง ‘บ้าน’... บ้านที่แท้จริงบ้านที่จะไม่มีพายุลูกไหนมาทำให้แกต้องเปียกปอนได้อีก”
ฟินน์เอียงคอใบหูทรงสามเหลี่ยมของมันตั้งกระดิก “บ้านเหรอ? เ้านายหมายถึงถ้ำใหญ่ๆหรือว่าโพรงต้นไม้ลึกๆ งั้นเหรอ? ฉันชอบโพรงต้นไม้นะ มันอุ่นดี!”
“ไม่ใช่ทั้งสองอย่างนั่นแหละ”อีไลอัสยิ้มมุมปาก “ฉันหมายถึง ‘บ้านหิน ’ ต่างหาก... และเพื่อการนั้นฉัน้าความช่วยเหลือจากจมูกระดับเรดาร์ของแก ไอ้หนู”
“โฮ่ง!ถ้าเป็เื่ดมกลิ่นล่ะก็ ไว้ใจท่านฟินน์ผู้นี้ได้เลย!” จิ้งจอกน้อยเชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจาแที่ขาหลังของมันหายสนิทจนมันสามารถะโโลดเต้นได้อย่างอิสระแล้ว
การก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ย่อมเริ่มต้นจากการเลือก ‘ทำเลที่ตั้ง ’ ที่สมบูรณ์แบบอีไลอัสไม่ได้เลือกพื้นที่ราบหน้าเพิงหมาแหงนเดิมเพราะเขาตระหนักแล้วว่าพื้นที่นั้นต่ำเกินไปและเสี่ยงต่อการเกิดน้ำขัง เมื่อมีฝนตกหนักเขาเดินนำฟินน์เลาะไปตามแนวลำธารของน้ำตกสายตาของสถาปนิกกวาดมองประเมินสภาพภูมิประเทศราวกับกำลังสแกนพื้นที่ด้วยโดรน
“ความลาดชัน ของพื้นที่ต้องพอดีไม่ชันเกินไปจนต้องทำกำแพงกันดินขนาดใหญ่และต้องไม่ราบเรียบเกินไปจนระบายน้ำไม่ได้” เขาพึมพำกับตัวเอง
เดินมาได้ประมาณร้อยเมตรอีไลอัสก็หยุดชะงัก ตรงหน้าของเขาคือพื้นที่เนินดิน ที่ยกตัวสูงขึ้นจากระดับน้ำของส่วนโขดหินลำธารประมาณสามเมตรเนินดินนี้อยู่ ‘เหลื่อม’ จากตัวน้ำตกเล็กน้อยและห่างจากริมแอ่งน้ำประมาณ50 เมตร
แต่ก่อนที่เขาจะเอ่ยอะไรออกมาสายตาของสถาปนิกกลับถูกดึงไปยัง “บางสิ่ง” ทางด้านซ้ายของเนินดินนั้นก่อน
…ต้นไม้ต้นหนึ่ง มันยืนตระหง่านอยู่บนไหล่เนินอย่างสงบ ไม่ใช่ต้นที่สูงที่สุดในป่าแต่กลับเป็ต้นที่ “สะดุดตาที่สุด” อย่างประหลาดเรือนยอดของมันแผ่กว้างออกเป็ทรงโค้งนุ่มนวล กิ่งก้านใหญ่แตกแขนงอย่างสมดุลราวกับทุกส่วนถูกจัดวางมาอย่างตั้งใจโดยไม่ต้องพึ่งเส้นร่างแบบ
แต่สิ่งที่ทำให้อีไลอัสหยุดนิ่งไปชั่วขณะคือ “สีของใบไม้” มันไม่ใช่สีเขียวแต่เป็สีส้มอุ่นที่ไล่เฉดเข้าหาสีชมพูอ่อนทั่วทั้งเรือนยอดราวกับแสงอาทิตย์ยามเย็นถูกเก็บกักไว้ในใบไม้ทุกใบ
สายลมพัดผ่านเบาๆใบไม้เ่าั้สั่นไหวเกิดประกายระยิบระยับราวกับมีแสงสะท้อนอยู่ภายในแสงแดดที่ลอดผ่านเรือนยอดตกกระทบพื้นหญ้า กลายเป็เงาไล่เฉดสีส้มชมพูอ่อนๆที่ดูนุ่มและอบอุ่นกว่าที่ควรจะเป็
อีไลอัสก้าวเข้าไปใกล้อีกเล็กน้อยและในวินาทีนั้นเอง… เขาก็ได้กลิ่น กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ลอยมากับอากาศ ไม่ฉุน ไม่หวานจัดแต่เป็กลิ่นที่สะอาด อบอุ่น และชวนให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด ความตึงเครียดที่สะสมอยู่ลึกๆในร่างกาย เหมือนถูกคลายออกโดยไม่รู้ตัว
“…ต้นอะไรเนี่ย” เขาพึมพำออกมาเบาๆ โดยไม่ละสายตา
ฟินน์ที่เดินนำอยู่ก่อนหน้านั้นชะงักหันมามองตาม ก่อนจะกระดิกหูสองสามที “อ๋อต้นนั้นน่ะเหรอเ้านาย?”
มันยิ้มกว้างอย่างภูมิใจเล็กๆ “นั่นเขาเรียกว่า ‘ต้นบลิสโอ๊ค แห่งความสุข’ น่ะ!”
จิ้งจอกอสูรสะบัดหางเบาๆ “พวกสัตว์ในป่ารู้จักกันหมดแหละ ถ้าได้ไปนอนใต้ต้นนั้นนะ หลับสบายสุดๆ เลยกลิ่นมันช่วยให้ใจสงบ แถมมานาของมันก็ไม่ทำร้ายใครด้วย”อีไลอัสพยักหน้าช้าๆ โดยไม่รู้ตัว ไม่มีคำอธิบายเชิงวิศวกรรม ไม่มีตัวเลข ไม่มีเหตุผลรองรับแต่สัญชาตญาณบางอย่างในตัวเขากลับ “ตอบรับ” กับพื้นที่นี้อย่างชัดเจน
เขาหันกลับมามองเนินดินอีกครั้งก่อนจะกวาดสายตาประเมินรอบด้าน แล้วชี้นิ้วไปยังพื้นที่ด้านขวาของต้นไม้
“ตรงนี้แหละ!” อีไลอัสเอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจ “ทำเลทองระดับพรีเมียม !”
“น้ำตกม่านไพลิน” ฟินน์เอ่ยขึ้นเสียงแจ๋ว
อีไลอัสเลิกคิ้วเล็กน้อย“ชื่อเหรอ?”
“ใช่แล้ว! พวกเราก็เรียกกันแบบนั้นแหละ สวยเหมือนม่านแสงเลยใช่ไหมล่ะ!”
ตรงหน้าเขาน้ำตกม่านไพลินทิ้งตัวลงสู่แอ่งน้ำขนาดใหญ่รูปครึ่งวงกลม ห่างจากหน้าผาประมาณ 50 เมตร
“ตรงนี้มันดีเหรอเ้านาย? มันไม่ใกล้แหล่งน้ำไปหน่อยเหรอ?”ฟินน์ถามด้วยความสงสัย
“มันอยู่เหลื่อมจากน้ำตกพอดีไงล่ะ” อีไลอัสอธิบายอย่างอารมณ์ดี“การอยู่ใกล้แหล่งน้ำคือความสะดวกสบาย แต่ถ้าอยู่ ‘ตรงหน้า’ น้ำตกเป๊ะๆ เราจะโดนละอองน้ำ สาดใส่ตลอดเวลาจนบ้านชื้นและขึ้นราการร่นระยะออกมาอยู่เหลื่อมๆ แบบนี้ ทำให้เรายังได้ยินเสียงน้ำตกที่ผ่อนคลายเดินไปตักน้ำได้ง่าย แต่ปลอดภัยจากความชื้นสะสม...”
เขาหันกลับไปมองต้นไม้สีส้มชมพูอีกครั้งก่อนจะยิ้มบางๆ“…แถมยังได้เพื่อนบ้านดีๆ อีกต้นด้วย”
ก่อนจะชี้ไปบนเนินดิน
และที่สำคัญ ‘ผาหินสูง’ ตั้งตระหง่านมีหินเป็ชั้นๆสูงราว 30 เมตร แต่ไม่ได้เป็ลักษณะตั้งชั้น มีหินเล็กหินน้อย เนิน ดิน ต้นไม้ขึ้น อย่างอุดมสมบูรณ์
“ผาสูงด้านหลังนั่นคือสุดยอดของขวัญจากธรรมชาติมันคือ ‘กำแพงกันลม ’ ชั้นยอดที่จะช่วยปะทะลมหนาวที่พัดมาจากทางทิศเหนือและในเวลากลางวัน หน้าผาหินนี้จะดูดซับความร้อนจากแสงอาทิตย์เอาไว้และแผ่รังสีความร้อนกลับมาหาตัวบ้านเราในเวลากลางคืน แถมในเชิงยุทธศาสตร์ มันยังปิดจุดบอดด้านหลังทำให้เราไม่ต้องกังวลว่าจะถูกมอนสเตอร์ลอบโจมตีจากข้างหลังด้วย”
ฟินน์เบิกตากว้างแม้มันจะไม่เข้าใจศัพท์เทคนิคทั้งหมดแต่ก็ััได้ถึงความเจ๋งเป้งจากน้ำเสียงของเ้านาย
เมื่อได้ทำเลที่ตั้งแล้วขั้นตอนต่อไปคือการรวบรวมวัสดุก่อสร้างซึ่งนี่คือจุดที่ความสามารถพิเศษของลูกบ้านหมายเลขหนึ่งได้เฉิดฉาย
“ฟินน์บ้านหินก็ต้องใช้หิน แต่ฉันไม่้าหินก้อนเบ้อเริ่มที่ยกไม่ขึ้น หรือหินแตกๆที่มีขอบคม ฉัน้า ‘หินแม่น้ำ ’ ที่มีขนาดพอดีมือรูปทรงมนๆ และมีความแข็งแกร่งสูง... แกพอจะหาให้ฉันได้ไหม?”
“เื่กล้วยๆเ้านาย! กลิ่นแร่ธาตุในน้ำน่ะชัดยิ่งกว่ากลิ่นปลาย่างซะอีก!” ฟินน์หลับตาลงจมูกสีดำของมันขยับยุกยิกอย่างรวดเร็วเพื่อสูดดมโมเลกุลในอากาศ พริบตาเดียวมันก็ลืมตาขึ้นและออกวิ่งนำหน้าไปยังคุ้งน้ำที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักบริเวณนั้นเป็จุดที่กระแสน้ำไหลช้าลง เกิดปรากฏการณ์การตกตะกอน กองหินแม่น้ำขนาดเท่าลูกเมล่อนและขนาดเท่ากำปั้นสีเทา สีดำ และสีน้ำตาล ถูกน้ำขัดเกลาจนมนเกลี้ยงวางกองทับถมกันอยู่นับพันนับหมื่นก้อน!
“ยอดเยี่ยม!หินแกรนิตและหินบะซอลต์ชั้นดีทั้งนั้น!” อีไลอัสตาโตเขาเดินเข้าไปลูบคลำก้อนหินเ่าั้ด้วยความหลงใหล
การขนย้ายหินเป็งานที่ท้าทายขีดจำกัดของร่างกายเด็กสิบสองขวบอย่างมากอีไลอัสไม่สามารถยกก้อนหินขนาดใหญ่ทีละหลายๆ ก้อนได้เขาจึงแก้ปัญหาด้วยการหาแผ่นไม้กระดานธรรมชาติและใช้เถาวัลย์ผูกเป็ ‘เลื่อนลาก ’ แบบง่ายๆ โดยมีฟินน์ช่วยใช้ปากคาบเถาวัลย์ช่วยลากอีกแรง แม้จะทุลักทุเลและต้องเดินวนไปวนมาหลายสิบรอบแต่ด้วยความมุ่งมั่น ในที่สุดกองหินแม่น้ำขนาดย่อมๆก็ถูกลำเลียงมากองไว้ที่ไซต์งานบนเนินดิน
“ยังไม่หมดนะฟินน์เรามีอิฐแล้ว เราต้องมี ‘วัสดุประสาน ’ ด้วย หินแม่น้ำมันลื่น ถ้าไม่มีอะไรมายึดเกาะ มันจะถล่มลงมาง่ายๆ ฉัน้า‘ดินเหนียว’ คุณภาพสูงแบบเดียวกับที่ฉันใช้ทำเตาผิงเมื่อวาน ขอแบบที่มีความเหนียวหนืดสุดๆ แกหาเจอไหม?”
“ฟุดฟิด...ดินที่กลิ่นเหมือนสนิมใช่ไหม? ตามมาเลยเ้านาย!” ฟินน์นำทางไปยังอีกฟากหนึ่งของตลิ่งที่นั่นมีร่องดินที่ถูกน้ำฝนเซาะเมื่อคืน เผยให้เห็นชั้นดินเหนียวสีส้มแดง ที่อุดมไปด้วยแร่เหล็กมันเหนียวหนึบและมีความยืดหยุ่นสูงมากอีไลอัสใช้ใบไม้กอบดินเหนียวใส่เลื่อนลากกลับมาที่ไซต์งานอย่างระมัดระวัง
เมื่อวัตถุดิบทุกอย่างพร้อมทั้งหินแม่น้ำหลากไซส์และดินเหนียวกองโตอีไลอัสก็ยืนจังก้าอยู่กลางพื้นที่เนินดินที่ถูกถางหญ้าออกจนเตียนโล่งเขาใช้กิ่งไม้ขีดเส้นลงบนพื้นดินเป็รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดประมาณสี่คูณหกเมตรเพื่อกำหนดผังพื้น ของตัวบ้าน
ฟินน์ะโเข้ามานั่งแหมะอยู่ตรงริมเส้นขอบบ้าน“เราจะเริ่มก่อกำแพงจากตรงไหนก่อนดีเ้านาย?จากข้างหน้า หรือจากข้างหลัง?”
อีไลอัสส่ายหัวเบาๆรอยยิ้มแฝงความรู้ระดับมืออาชีพปรากฏบนใบหน้า “สถาปนิกและช่างก่อสร้างมือสมัครเล่นมักจะเริ่มจากการสร้างเปลือกนอกหรือกำแพงเพื่อกำหนดขอบเขตแต่สำหรับบ้านในเขตหนาวชื้นแบบนี้ถ้าเราสร้างกำแพงก่อนแล้วค่อยไปทำระบบทำความร้อนทีหลัง มันจะยุ่งยากและใช้งานพื้นที่ไม่ได้เต็มประสิทธิภาพ”
เขาเดินก้าวเข้าไปหยุดยืนอยู่ตรง‘กึ่งกลาง’ของสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เขาวาดไว้พอดิบพอดี
“เราจะไม่เริ่มจากกำแพงฟินน์...แต่เราจะเริ่มสร้างจาก ‘หัวใจ’ ของบ้านก่อน...รากฐานที่แท้จริงของบ้าน ไม่ใช่เสาหรือกำแพง แต่มันคือ ‘เตาผิงและปล่องควัน’ ต่างหาก”
อีไลอัสคุกเข่าลงเขาเลือกก้อนหินแม่น้ำที่มีขนาดใหญ่และแบนที่สุดจากกองวัสดุนำมาวางเรียงกันเป็ฐานรูปตัวยู ที่กึ่งกลางบ้าน
จากนั้นเขาก็เรียกใช้งานสกิล [สถาปนิกแห่งพงไพร]
เคอร์เซอร์สีทองสว่างวาบขึ้นที่ปลายนิ้วอีไลอัสใช้นิ้วลากไปตามรอยต่อของหินแม่น้ำแต่ละก้อนแทนที่จะใช้การขัดสานกันเหมือนกิ่งไม้คราวนี้สกิลตอบสนองต่อโครงสร้างของแร่ธาตุในหิน เมื่อปลายนิ้วสีทองััพลังเวทมนตร์ก็เข้าไปแทรกแซงแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล ผิวหินที่เคยโค้งมนและลื่น กลับเกิดการ ‘สบกัน ’ อย่างสมบูรณ์แบบร่องรอยที่ไม่สม่ำเสมอถูกปรับสภาพให้ประกบเข้าหากันจนแนบสนิทไม่มีแม้แต่ช่องว่างให้อากาศลอดผ่าน
คลิก... กึก... กึก...
เสียงก้อนหินประกบกันดังก้องกังวานราวกับเสียงของการประกอบตัวต่อเลโก้ขนาดั์อีไลอัสก่อหินขึ้นเป็ผนังเตาผิงอย่างรวดเร็วและแม่นยำโดยมีฟินน์คอยคาบก้อนดินเหนียวส่งให้เป็ระยะๆ
“ฉันจะใช้วิธี‘Chinking’ หรือการอุดรอยรั่ว” อีไลอัสอธิบายพลางหยิบดินเหนียวที่ฟินน์ส่งให้มาบีบอัดเข้าไปในซอกหินเล็กๆ ที่สกิลอาจจะเข้าไม่ถึง “ดินเหนียวพวกนี้จะทำหน้าที่เป็ปูนยาแนวเมื่อมันแห้งสนิท มันจะประสานหินทุกก้อนให้กลายเป็เนื้อเดียวกันและป้องกันไม่ให้ควันไฟรั่วซึมเข้ามาในตัวบ้าน”
ลูกจิ้งจอกอสูรนั่งมองการเคลื่อนไหวที่ลื่นไหลของเ้านายด้วยความทึ่ง“แต่เ้านาย ทำไมเราต้องเอาเตาไฟมาไว้ตรงกลางบ้านให้เกะกะด้วยล่ะ?เอาไปแอบไว้ตรงมุมกำแพงไม่ดีกว่าเหรอ จะได้มีที่วิ่งเล่นกว้างๆ”
อีไลอัสหยุดมือชั่วครู่เขาหันมาหาฟินน์ด้วยแววตาของอาจารย์มหาวิทยาลัยที่กำลังจะเลกเชอร์วิชาฟิสิกส์สถาปัตยกรรม
“คำถามที่ดีมากไอ้หนูฟังนะฟินน์... ในโลกการออกแบบ มันมีหลักการวิศวกรรมที่เรียกว่า ‘มวลความร้อน ’ อยู่”
เขายกมือขึ้นตบก้อนหินแกรนิตก้อนใหญ่ที่เป็ผนังเตาผิงดังป้าบ“หินพวกนี้น่ะไม่ได้มีดีแค่ความแข็งแรง แต่มันมีความหนาแน่นสูงมาก มันทำงานเหมือนกับ ‘ฟองน้ำ’ หรือ ‘แบตเตอรี่’ที่มีไว้สำหรับกักเก็บความร้อนโดยเฉพาะ”
อีไลอัสเริ่มก่อหินให้สูงขึ้นจนถึงระดับเอวและเริ่มบีบปากช่องเตาให้แคบลงเพื่อเตรียมทำปล่องควัน
“ลองจินตนาการดูนะถ้าเราเอาเตาผิงไปไว้ติดกับกำแพงนอกบ้าน ความร้อนเกินกว่าครึ่งหนึ่งจะสูญเสีย ทะลุกำแพงออกไปสู่อากาศภายนอกอันหนาวเหน็บ มันคือการเผาฟืนทิ้งไปอย่างไร้ประโยชน์”
เขาชี้ไปรอบๆพื้นที่ผังบ้าน “แต่ถ้าเราก่อเตาผิงที่สร้างจากหินก้อนโตๆไว้ที่ กึ่งกลาง ของตัวบ้านล่ะก็ เมื่อเราก่อไฟในตอนเย็นหินทั้งหมดนี้จะค่อยๆ ดูดซับความร้อนเอาไว้จนมันร้อนฉ่า... และเมื่อถึงเวลากลางคืนต่อให้ไฟในเตาจะมอดดับไปแล้วก็ตาม แต่ก้อนหินพวกนี้จะยังคงทำหน้าที่ ‘แผ่รังสีความร้อน ’ กระจายออกไปรอบทิศทางแบบ 360องศา โอบล้อมทุกซอกทุกมุมของบ้านให้อบอุ่นไปจนถึงรุ่งเช้าโดยที่เราไม่ต้องตื่นมาคอยเติมฟืนกลางดึกเลยแม้แต่ท่อนเดียว!นี่แหละคือการบริหารจัดการพลังงาน ที่สมบูรณ์แบบที่สุด!”
ฟินน์เบิกตากว้างปากของมันอ้าหวอ “โห...หินมันฉลาดขนาดนั้นเลยเหรอเ้านาย! เจ๋งโคตรๆ!แสดงว่าคืนนี้ฉันจะได้นอนกอดก้อนหินอุ่นๆ แทนการตากฝนแล้วใช่ไหม!”
“แน่นอนที่สุด”อีไลอัสหัวเราะร่วน
การก่อสร้างดำเนินต่อไปอย่างขะมักเขม้นจนตะวันเริ่มคล้อยต่ำอีไลอัสก่อผนังหินบีบสอบเข้าหากันจนกลายเป็ ‘ปล่องควัน ’ ที่สูงชะลูดขึ้นไปในอากาศประมาณสามเมตรเขาคำนวณขนาดพื้นที่หน้าตัดของปล่องอย่างละเอียด เพื่อให้เกิดปรากฏการณ์ ‘Stack Effect (ปรากฏการณ์ปล่องไฟ)’ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งความแตกต่างของความกดอากาศและความร้อนจะสร้างแรงดูดมหาศาล ดึงควันไฟให้พุ่งทะยานออกไปทางปลายปล่อง้าอย่างรวดเร็วโดยไม่ม้วนกลับเข้ามาในตัวเตา
เมื่อก้อนหินแม่น้ำก้อนสุดท้ายถูกวางล็อกเข้าที่ส่วนยอดของปล่องควันอีไลอัสก็ทรุดตัวลงนั่งหอบหายใจด้วยความเหนื่อยล้า มือเล็กๆของเขาเปื้อนดินและมีรอยถลอกแต่ความรู้สึกอิ่มเอมใจมันเอ่อล้นจนกลบความเ็ปไปจนหมด
ท่ามกลางพื้นที่ราบโล่งบนเนินดินมีเพียงเสาหินทรงพีระมิดกึ่งกระบอกขนาดกว้าง 1.2 เมตร ที่ถูกก่อขึ้นอย่างประณีตตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางมันดูโดดเดี่ยวแต่กลับแผ่ออร่าความแข็งแกร่งและมั่นคงออกมาอย่างประหลาดมันคือหัวใจของสถาปัตยกรรมเป็เตาปฏิกรณ์ขนาดย่อมที่จะมอบชีวิตและความอบอุ่นให้กับผู้อยู่อาศัย
อีไลอัสล้วงเอาหินเหล็กไฟออกมาเขาจุดไฟด้วยเศษไม้แห้งที่เก็บไว้ใต้โขดหิน ทันทีที่เปลวไฟลุกโชนขึ้นภายในฐานเตารูปตัวยูควันสีเทาก็ถูกแรงดูดจากความร้อนของปล่องไฟดึงให้ลอยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็เส้นตรง ไร้ซึ่งควันหลงเหลือให้ระคายเคืองตา
ฟินน์ะโเหยงๆด้วยความดีใจ มันรีบวิ่งเข้าไปนอนขดตัวอยู่หน้าเตาไฟััได้ถึงไออุ่นที่เริ่มแผ่ออกมาจากก้อนหินแม่น้ำอย่างช้าๆ
“รากฐานของบ้าน...เสร็จสมบูรณ์แล้ว” อีไลอัสยิ้มกริ่มมองดูผลงานชิ้นเอกของตัวเอง “พรุ่งนี้...เราจะเริ่มล้อมกรอบกำแพงและขึ้นโครงหลังคา มารอดูกันว่าสถาปนิกแห่งโลกเดิมจะเปลี่ยนป่าเถื่อนแห่งนี้ให้เป็์สโลว์ไลฟ์ได้ยังไง!”
ค่ำคืนที่สองในป่าต้องห้ามไม่มีความหนาวเหน็บและไม่มีพายุฝนอีกต่อไปมีเพียงความอบอุ่นจากเตาผิงมวลความร้อนที่แผ่รังสีปกป้องหนึ่งมนุษย์และหนึ่งจิ้งจอกราวกับอ้อมกอดของมารดาแห่งปฐี