บทที่ 27 พวกเ้าของร้านนักเลงรับรองว่าพวกเ้าได้เจอดีแน่
หนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับสายลมที่พัดผ่านทุ่งนาหมู่บ้านเหลียนหนิวที่เคยแห้งแล้งและเงียบเหงาบัดนี้กลับมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแปลงผักที่แต่เดิมเคยว่างเปล่ากลับเต็มไปด้วยสีเขียวสดชื่น ผักกาดใบอวบกะหล่ำปลีหัวแน่น ผักบุ้งเขียวขจี และหัวไชเท้าที่โผล่พ้นดินอย่างสมบูรณ์ทุกอย่างล้วนเป็ผลลัพธ์จากความพยายามของชาวบ้านที่ยอมเชื่อในคำแนะนำของหลินเสี่ยวเฉิน
ในยามเช้าแต่ละวันจะเห็นชาวบ้านออกมาเก็บผักด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเสียงพูดคุยหยอกล้อกันดังไปทั่วหมู่บ้านบางคนหิ้วตะกร้าใส่ผักกลับบ้านเพื่อทำอาหารให้ครอบครัวบางคนก็คัดแยกผักอย่างตั้งใจเพื่อนำไปขายความหวังที่เคยเลือนรางบัดนี้เริ่มเป็รูปเป็ร่างขึ้นมาแล้ว
หลินอวี้หรานกลายเป็คนสำคัญของหมู่บ้านไปโดยปริยายนางเป็ผู้รับหน้าที่รวบรวมผักจากชาวบ้าน แล้วนำไปขายในเมืองนับั้แ่ครั้งก่อนที่นางถูกกดราคาจากร้านอื่น ๆนางก็ไม่คิดจะเสียเวลาไปเจรจากับร้านเ่าั้อีกเลยทุกเช้านางจะเข็นรถผักตรงไปยังร้านของเถ้าแก่หลิวเพียงร้านเดียวเหตุผลนั้นเรียบง่ายเพราะมีเพียงร้านนี้ที่มองเห็นคุณค่าของผักสดอย่างแท้จริง
ใน่แรกเถ้าแก่หลิวเองก็เพียงแค่ทดลองรับผักจากหลินอวี้หรานไปใช้แต่ไม่นานเขาก็พบว่าผักสดใหม่เหล่านี้ทำให้อาหารของร้านมีรสชาติแตกต่างออกไปอย่างชัดเจนผัดผักมีความกรอบหวาน น้ำแกงมีกลิ่นหอมสดชื่นแม้แต่ลูกค้าประจำยังเอ่ยปากชมไม่ขาดสาย
“พักนี้ร้านเถ้าแก่หลิวทำอาหารอร่อยขึ้นนะ”เสียงลูกค้าคนหนึ่งพูดขึ้นขณะนั่งกินข้าว
“ใช่ ๆ ข้าวผัดผักนี่กรอบหวาน ไม่เหมือนเมื่อก่อนเลย” อีกคนเสริม
ข่าวลือนี้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วจากโต๊ะหนึ่งไปอีกโต๊ะหนึ่ง จากตรอกหนึ่งไปยังอีกตรอกหนึ่ง ในเวลาไม่นานผู้คนทั้งเมืองก็รู้กันทั่วว่าหากอยากกินอาหารอร่อยต้องไปที่ร้านของเถ้าแก่หลิวเท่านั้น
ผลลัพธ์ก็คือร้านของเถ้าแก่หลิวแน่นขนัดทุกวันลูกค้าแน่นจนต้องต่อคิวั้แ่หน้าประตู ขณะที่ร้านอาหารอื่น ๆกลับเงียบเหงาลงอย่างน่าใจหาย
เถ้าแก่ร้านอื่นเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติพวกเขาพยายามหาสาเหตุว่าเหตุใดลูกค้าจึงลดลงจนกระทั่งรู้ความจริงว่าร้านของเถ้าแก่หลิวใช้ผักสดจากหมู่บ้านเหลียนหนิวต่างจากพวกเขาที่ต้องใช้ผักเหี่ยวเฉาที่ขนมาจากต่างเมือง
เมื่อรู้เช่นนั้นความเสียดายก็แปรเปลี่ยนเป็ความอิจฉาและในบางคนก็กลายเป็ความไม่พอใจ
“ตอนนั้นถ้ารับซื้อผักจากเด็กสาวคนนั้นไว้ก็คงไม่เป็แบบนี้”เถ้าแก่คนหนึ่งบ่นอย่างขมขื่น
“ผู้ใดจะไปคิดว่าเล่าผักพวกนั้นจะดีถึงเพียงนี้ข้าเองก็คิดว่าผักมันก็เหมือน ๆ กันนั่นแหละ โดนน้ำสักหน่อยมันก็ไม่เหี่ยวแล้ว”อีกคนตอบกลับ
ท่ามกลางความไม่พอใจนั้นมีร้านหนึ่งที่ไม่เพียงแค่เสียดายแต่ยังคิดจะใช้วิธีสกปรกเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์
เช้าวันหนึ่งหลินอวี้หรานกำลังเข็นรถผักเข้าเมืองเหมือนทุกวันตะกร้าผักบนรถเต็มไปด้วยผักสดสีเขียวสดใสใบผักยังมีหยดน้ำค้างเกาะอยู่เล็กน้อยแสดงให้เห็นถึงความสดใหม่นางก้มหน้าก้มตาเข็นรถไปตามถนนโดยไม่ได้ระแวดระวังอะไร
ทว่าเมื่อเดินเข้ามาใกล้ย่านร้านอาหารจู่ ๆ ก็มีชายร่างใหญ่คนหนึ่งก้าวออกมายืนขวางทาง
“หยุดก่อน” เขาพูดเสียงห้วน
หลินอวี้หรานสะดุ้งเล็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าอีกฝ่ายเป็คนของร้านอาหารคู่แข่งของเถ้าแก่หลิวที่มีชื่อเสียงเื่ความหยาบคายนางพยายามตั้งสติแล้วเอ่ยถามอย่างสุภาพ “มีอะไรหรือเ้าคะ”
“ผักพวกนี้เ้าจะเอาไปส่งให้ร้านเถ้าแก่หลิวใช่หรือไม่”ชายคนนั้นแสยะยิ้ม
หญิงสาวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า“ใช่เ้าค่ะ”
“ต่อไปนี้ไม่ต้องไปส่งที่นั่นแล้ว” เขาพูดพร้อมกอดอก“ผักทั้งหมดต้องส่งให้ร้านของข้า”
คำพูดนั้นทำให้หลินอวี้หรานหน้าซีด“แต่ว่า…ข้ามีข้อตกลงกับเถ้าแก่หลิวไว้แล้วจะเปลี่ยนไม่ได้เ้าค่ะ”
“ข้าบอกให้เปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยนถ้าเ้ายังอยากให้ครอบครัวอยู่กันอย่างสงบก็อย่าดื้อดึง”น้ำเสียงของชายคนนั้นแข็งกร้าวขึ้น
คำข่มขู่นั้นทำให้หัวใจของหลินอวี้หรานเต้นแรงนางกำมือแน่นแต่ก็ยังพยายามรวบรวมความกล้า “ข้า…ข้าให้ไม่ได้เ้าค่ะ”
ทันทีที่พูดจบสีหน้าของชายคนนั้นก็เปลี่ยนไปเขาหัวเราะเยาะเบา ๆ ก่อนจะโบกมือเรียกลูกน้องที่ยืนอยู่ไม่ไกล
“ขนของเข้าไป”
เด็กหนุ่มสี่ห้าคนคนรีบวิ่งเข้ามาก่อนจะยกตะกร้าผักจากรถเข็นของหลินอวี้หรานเข้าไปในร้านอย่างรวดเร็ว
“อย่า!นั่นของข้านะ!” หญิงสาวใจนร้องออกมา
นางพยายามจะเข้าไปขวางแต่ก็ถูกอีกฝ่ายผลักออกเบาๆ จนเซถอยหลังจนล้มก้นจ้ำเบ้ากับพื้นถนน
ชายร่างใหญ่หยิบเงินจำนวนหนึ่งออกมาแล้วโยนใส่มือของนางอย่างไม่ใส่ใจ“นี่ค่าผัก เอาไปเสียแล้วอย่ามาเื่มาก”
เงินเหรียญกระทบกันเกิดเสียงดังแต่ในใจของหลินอวี้หรานกลับรู้สึกเหมือนถูกเหยียบย่ำ นางมองเงินในมืออย่างสั่นเทานี่ไม่ใช่การซื้อขายนี่คือการปล้นชัด ๆ
ผู้คนที่อยู่แถวนั้นเริ่มมุงดูเหตุการณ์บางคนทำท่าจะเข้ามาช่วยแต่เมื่อเห็นว่าฝ่ายนั้นมีคนมากกว่าและดูเป็นักเลงก็ลังเลไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งโดยตรง
“พอเถอะน่า เ้าอย่าไปมีเื่กับพวกนั้นเลย” ชายคนหนึ่งในฝูงชนพูดเบา ๆ
หลินอวี้หรานยืนตัวแข็งน้ำตาค่อย ๆ เอ่อขึ้นมา นางพยายามกลั้นเอาไว้แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหวน้ำตาไหลอาบแก้มอย่างเงียบงัน
หลังจากขนผักหมดแล้วชายร่างใหญ่ก็หันหลังเดินเข้าร้านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทิ้งไว้เพียงหญิงสาวที่ยืนอยู่กลางถนนมีผู้คนยืนล้อมรอบอยู่ห่าง ๆ
ไม่นานนักชาวเมืองบางคนก็เดินเข้ามาหานาง
“เ้าไม่เป็ไรใช่ไหม” หญิงวัยกลางคนถามด้วยความเป็ห่วง
“ข้า…ข้าไม่เป็ไรเ้าค่ะ”หลินอวี้หรานส่ายหน้าเบา ๆ พยายามเช็ดน้ำตา
“แบบนี้มันเกินไปแล้ว พวกมันทำเหมือนบ้านเมืองไม่มีกฎหมายเลยหรืออย่างไร”ชายชราอีกคนพูดอย่างไม่พอใจ
“เ้าไปแจ้งทางการเถอะ พวกข้าจะไปเป็พยานให้” อีกคนเสนอ
คำพูดเ่าั้ทำให้หลินอวี้หรานเริ่มตั้งสติได้นางสูดหายใจลึก พยายามกดความหวาดกลัวลงไป “ขอบคุณพวกท่านมากเ้าค่ะ”
หลังจากนั้นหญิงสาวก็รีบเข็นรถที่ว่างเปล่ากลับไปยังร้านของเถ้าแก่หลิวเมื่อไปถึงก็เล่าเื่ทั้งหมดให้ฟังด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เถ้าแก่หลิวที่กำลังตรวจบัญชีอยู่ถึงกับใเมื่อได้ยินก่อนจะเงยหน้าขึ้น สีหน้าของเขาเคร่งเครียดลงทันที
“พวกมันกล้าทำถึงเพียงนี้เลยหรือ” เขาพูดเสียงต่ำ ดวงตาฉายแววโกรธ
หลินเสี่ยวเฉินที่เพิ่งล้างจานเสร็จและเดินเข้ามาได้ยินเื่ก็หน้าตึงขึ้นทันที“พี่หญิง...พวกมันทำร้ายท่านหรือไม่”
“พวกมันผลักข้าจนล้มลงกับพื้น”หลินอวี้หรานตอบ
เด็กชายกำหมัดแน่นความโกรธวาบขึ้นในอกแต่เขาพยายามควบคุมอารมณ์ไว้
เถ้าแก่หลิวลุกขึ้นยืนทันที“เื่นี้ปล่อยไว้ไม่ได้ถ้าปล่อยให้พวกมันทำเช่นนี้ต่อไปวันหน้าก็จะยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ”
จากนั้นก็หันมามองสองพี่น้อง“พวกเราไปศาลาว่าการเดี๋ยวนี้ ข้าจะเป็คนพาไปเอง”
หลินอวี้หรานลังเลเล็กน้อยแต่เมื่อเห็นสายตาที่หนักแน่นของเถ้าแก่หลิวและน้องชายนางก็พยักหน้า
ทั้งสามคนจึงออกจากร้านมุ่งหน้าไปยังศาลาว่าการทันทีท่ามกลางสายตาของผู้คนที่มองตามด้วยความคาดหวังและกังวลมีชาวเมืองที่เห็นเหตุการณ์บางคนติดตามไปเพื่อเป็พยานด้วยเื่ราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ดูเหมือนจะไม่จบลงง่าย ๆ แน่นอน