หลัวอวิ๋นเดินต่อไปอีกพักใหญ่ก่อนจะกล้าหยุดพัก ร่างกายยังสั่นเป็ระยะ กล้ามเนื้อปวดระบมเหมือนถูกฉีกขาดจากภายใน ผลของอาคมเสริมร่างกายยังไม่จางหาย
หัวใจเต้นแรงผิดปกติ ลมหายใจติดขัดทุกครั้งที่พยายามสูดลึก แต่เขายังคงฝืนเดินให้ห่างจากพื้นที่ปะทะให้มากที่สุด เพราะรู้ดีว่ากลิ่นเืและร่องรอยการต่อสู้ จะดึงดูดคนอื่นเข้ามาไม่ช้าก็เร็ว
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครตามมา เขาจึงทรุดตัวลงข้างโขดหินใหญ่ ใช้แผ่นหลังพิงเพื่อประคองร่างกายไม่ให้ล้มคว่ำลงไปกับพื้น หลัวอวิ๋นหลับตาลงชั่วครู่ พยายามปรับลมหายใจให้ช้าลง
แม้จะยังไม่เข้าใจวิธีฝึกลมปราณของโลกนี้อย่างแท้จริง แต่ประสบการณ์จากโลกเดิมทำให้เขารู้ว่า หากปล่อยให้จิตแตกสลาย ร่างกายจะพังเร็วขึ้นอีกหลายเท่า
ความเงียบปกคลุมรอบตัว เสียงลมพัดผ่านยอดไม้ดังแ่เบา ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีเสียงคน และไม่มีแรงกดดันแบบก่อนหน้า หลัวอวิ๋นลืมตาขึ้นช้า ๆ ความทรงจำของเหตุการณ์เมื่อครู่ยังคมชัดอยู่ในหัว เขาฆ่าคนไปหลายคนโดยไม่ลังเล ไม่ใช่เพราะโเี้ แต่เพราะไม่มีทางเลือก
โลกนี้ ไม่เปิดโอกาสให้คนอ่อนแอรอดชีวิต ความคิดนั้นไม่ใช่ข้อสรุปจากอารมณ์ แต่เป็ความจริงที่เขาเพิ่งยืนยันด้วยตัวเอง
หลังพักได้เพียงครู่เดียว หลัวอวิ๋นก็ฝืนลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เขาไม่กล้าอยู่นานเกินไป แม้ร่างกายจะร้องประท้วงอย่างหนัก แต่สติของเขายังชัดเจน เส้นทางข้างหน้าค่อย ๆ เปิดออกสู่ถนนดินที่มีร่องรอยการใช้งาน ไม่ใช่เส้นทางหลัก แต่ก็ไม่ใช่ป่ารกร้าง
ไม่นานนัก เขาก็พบกลุ่มคนเล็ก ๆ เดินสวนมา เป็ชาวบ้านธรรมดา แบกฟืนและตะกร้าใบไม้ ไม่มีอาวุธ ไม่มีแรงกดดันจากลมปราณ เมื่อเห็นสภาพของเขา พวกนั้นชะลอฝีเท้าลง ดวงตาฉายแววลังเลและระแวดระวัง
หลัวอวิ๋นไม่เข้าไปใกล้ เขาเพียงหยุดยืนห่าง ๆ และถามด้วยน้ำเสียงเรียบ “ที่นี่ เมืองหรือหมู่บ้านใหญ่อยู่ทางไหน”
หนึ่งในชาวบ้านมองหน้าอีกคนก่อนจะตอบกลับอย่างระมัดระวัง “เดินไปอีกสองวัน จะถึงเมืองชิงซาน”
“มีสำนักหรือไม่”
คำถามนั้นทำให้ชาวบ้านชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า “มี สำนักกระบี่เมฆา อยู่ใกล้เมือง ใครอยากฝึกลมปราณ ก็มักจะไปที่นั่น”
หลัวอวิ๋นพยักหน้า ไม่ถามต่อ และไม่เปิดเผยอะไรเพิ่มเติม เขาเดินผ่านพวกชาวบ้านไปอย่างเงียบงัน ทิ้งไว้เพียงความสงสัยที่ไม่มีใครกล้าถามออกมา
เมื่อเดินห่างออกมา ความคิดในหัวของเขาเริ่มชัดเจนขึ้น การฝืนใช้อาคมในโลกนี้โดยไม่มีพื้นฐานลมปราณรองรับ คือการฆ่าตัวตายทางอ้อม ต่อให้เขามีประสบการณ์มากเพียงใด ร่างกายนี้ก็ไม่อาจรับมันได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากยังเดินทางต่อไปโดยไม่เข้าใจพลังของโลกนี้ เขาจะตายก่อนที่จะได้รู้ความจริงเกี่ยวกับการล้างบางตระกูล
สำนัก คือคำตอบเดียวที่มี ไม่ใช่เพราะเขาอยากเป็ศิษย์ ไม่ใช่เพราะเขาใฝ่หาชื่อเสียง แต่เพราะเขา้าความรู้ ้าเข้าใจว่าลมปราณคืออะไร ้ารู้วิธีทำให้ร่างกายแข็งแกร่งพอจะรองรับอาคม และ้าข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มคนที่สามารถล้างตระกูลหนึ่งได้ภายในคืนเดียว
สองวันต่อมา หลัวอวิ๋นก็มาถึงเขตเมืองชิงซาน เมืองไม่ใหญ่โตนัก แต่คึกคักกว่าหมู่บ้านหลายเท่า ผู้คนเดินสวนกันไม่ขาดสาย มีทั้งพ่อค้า ทหารรับจ้าง และคนหนุ่มสาวที่พกอาวุธติดตัว สีหน้าของพวกเขาแตกต่างจากชาวบ้านในป่าอย่างชัดเจน
ที่นี่ คือโลกของผู้ฝึกตน หลัวอวิ๋นรับรู้ถึงแรงกดดันบางอย่างในอากาศ แม้จะยังแยกไม่ออกว่าใครแข็งแกร่งเพียงใด แต่เขารู้ว่า คนในเมืองนี้ อย่างน้อยก็ไม่อ่อนแอเหมือนคนทั่วไป
เขาเดินผ่านตลาด ผ่านโรงเตี๊ยม และผ่านกลุ่มคนที่กำลังถกเถียงเื่การฝึกตน โดยไม่หยุดฟังนานนัก จนกระทั่งเห็นป้ายไม้ขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ตรงถนนหลัก
“สำนักกระบี่เมฆา”
ตัวอักษรสลักลึก เรียบง่าย แต่แฝงด้วยแรงกดดันบางอย่าง หลัวอวิ๋นยืนมองป้ายนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเข้าไปด้านใน เส้นทางหินทอดยาวขึ้นไปยังเชิงเขา มีคนหนุ่มสาวหลายคนยืนต่อแถว สีหน้าตื่นเต้น ปะปนกับความกังวล
การคัดเลือกศิษย์ หลัวอวิ๋นเข้าใจทันที เขาไม่ได้รู้สึกตื่นเต้น และไม่ได้รู้สึกหวัง เขามองการคัดเลือกครั้งนี้เป็เพียง “ประตู” หากผ่าน
ได้ เขาจะได้สิ่งที่้า หากไม่ผ่าน เขาก็แค่ต้องหาทางอื่น
เมื่อถึงตาของเขา ผู้ดูแลสำนักเหลือบมองสภาพร่างกายของหลัวอวิ๋นเล็กน้อย เสื้อผ้าขาด เืแห้งติดอยู่ตามแขน และสีหน้าที่ดูอ่อนล้า
“เ้ามาสมัครเป็ศิษย์หรือ”
“ใช่” หลัวอวิ๋นตอบสั้น ๆ
“รู้หรือไม่ว่าการคัดเลือกไม่ใช่เื่เล่น ๆ”
“รู้”
ผู้ดูแลมองเขาอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้า “เข้าแถว” หลัวอวิ๋นก้าวไปยืนท้ายแถว ท่ามกลางสายตาของคนอื่นที่มองเขาอย่างประเมิน บางคนดูแคลน บางคนสงสัย และบางคนไม่สนใจ เขาไม่ใส่ใจสายตาเ่าั้ เพราะเป้าหมายของเขาชัดเจนั้แ่ต้น
เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็ใครในสำนัก เขามาที่นี่ เพื่อมีชีวิตอยู่ และเพื่อวันหนึ่ง จะมีพลังมากพอ ที่จะทวงคืนทุกอย่างที่ถูกพรากไป
ลานหินหน้าสำนักกระบี่เมฆาคึกคักกว่าที่หลัวอวิ๋นคาดไว้ ผู้สมัครจำนวนมากยืนเรียงแถวอย่างไม่เป็ระเบียบ บางคนสวมเสื้อผ้าดี มีอาวุธประจำกาย บางคนดูเหมือนเพิ่งออกจากหมู่บ้านไกล ๆ สีหน้าของแต่ละคนแตกต่างกัน บ้างตื่นเต้น บ้างมั่นใจ และบ้างเต็มไปด้วยความกังวล
หลัวอวิ๋นยืนอยู่ท้ายแถว เงียบงัน และไม่แสดงอารมณ์ใดออกมา เขารับรู้ถึงสายตาหลายคู่ที่มองมา บางสายตาดูแคลน บางสายตาสงสัย และบางสายตาเพียงเหลือบมองก่อนจะละไป ไม่มีใครเห็นเขาเป็ภัย และไม่มีใครคิดว่าเขาจะผ่านการคัดเลือก
เขาไม่สนใจ สำหรับเขา การคัดเลือกครั้งนี้ไม่ใช่เวทีพิสูจน์ตัวเอง แต่เป็เพียงด่านหนึ่งของเส้นทาง หากผ่านได้ก็ดี หากไม่ผ่าน เขาก็แค่ต้องหาทางอื่น
เสียงกระแอมดังขึ้นจากด้านหน้า ชายวัยกลางคนในชุดสำนักก้าวออกมายืนกลางลาน สีหน้าเรียบเฉยและแฝงด้วยแรงกดดันบางอย่าง “การคัดเลือกศิษย์ จะมีสามด่าน” เขาพูดเสียงดังชัด “ด่านแรก ทดสอบร่างกาย ด่านที่สอง ทดสอบจิตใจ และด่านที่สาม ทดสอบความเหมาะสม”
คำอธิบายไม่มีอะไรมากกว่านั้น ไม่มีการขยายความ และไม่มีการเตือนล่วงหน้า ผู้สมัครหลายคนเริ่มแสดงสีหน้าตึงเครียดขึ้นทันที
ด่านแรกเริ่มต้นอย่างรวดเร็ว ผู้สมัครถูกเรียกขึ้นไปทีละกลุ่ม ทดสอบความแข็งแรง ความทนทาน และการควบคุมร่างกายอย่างพื้นฐาน
หลัวอวิ๋นมองการทดสอบเ่าั้ด้วยสายตานิ่ง เขาเห็นคนที่แข็งแรงกว่าเขาล้มลงเพราะทนไม่ไหว และเห็นคนที่ดูธรรมดาผ่านไปได้เพราะมีวินัยในการควบคุมลมหายใจ
เมื่อถึงตาของเขา หลัวอวิ๋นก้าวออกไปโดยไม่รีบร้อน ร่างกายยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่เขาควบคุมการเคลื่อนไหวได้ดีพอที่จะไม่แสดงความอ่อนแอออกมาชัดเจน
เขาไม่พยายามฝืน ไม่เร่ง และไม่แสดงอะไรเกินจำเป็ เพียงทำให้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำอย่างมั่นคง
สายตาของผู้ดูแลสำนักหยุดอยู่ที่เขานานกว่าคนอื่นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะเขาโดดเด่น แต่เพราะเขา “ไม่พยายามโดดเด่น”
ด่านแรกผ่านไป ด่านที่สองเริ่มต้นทันทีโดยไม่ให้เวลาพัก ผู้สมัครถูกพาเข้าไปในพื้นที่ปิด จัดเป็กลุ่มเล็ก ๆ บรรยากาศด้านในเงียบผิดปกติ ไม่มีคำอธิบายว่าต้องทำอะไร มีเพียงความกดดันที่ค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาในจิต
หลัวอวิ๋นรับรู้ได้ทันทีว่า นี่คือการทดสอบจิตใจ แรงกดดันไม่รุนแรง แต่ต่อเนื่อง มันไม่พยายามทำให้คนหวาดกลัวอย่างฉับพลัน แต่มุ่งทำให้สติสั่นคลอนอย่างช้า ๆ ผู้สมัครบางคนเริ่มหายใจไม่เป็จังหวะ บางคนเริ่มแสดงอาการกระวนกระวาย และบางคนทรุดลงโดยไม่รู้ตัว
หลัวอวิ๋นนั่งอยู่ตรงนั้น เงียบงัน แรงกดดันนี้ สำหรับเขาแล้ว เบาเกินไป ไม่ใช่เพราะเขาแข็งแกร่งกว่าใคร แต่เพราะเขาเคยเผชิญสิ่งที่หนักหนากว่านี้มาแล้ว
เขาเคยเห็นความตาย เคยยืนอยู่กลางพิธีอาคมที่ผิดพลาด และเคยถูกทรยศในวินาทีสุดท้าย จิตของเขาถูกขัดเกลามาด้วยสิ่งเ่าั้แรงกดดันระดับนี้ ทำได้เพียงทำให้เขาระลึกว่า ตัวเองยังมีชีวิตอยู่
ผู้ดูแลที่ยืนสังเกตอยู่ด้านนอกขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ได้เห็นความโดดเด่น แต่เห็นความ “มั่นคง” ที่ไม่ควรปรากฏในคนอายุเท่านี้
ด่านที่สองผ่านไปอีกครั้ง เมื่อออกมาสู่ลานด้านนอก จำนวนผู้สมัครลดลงกว่าครึ่ง บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที จากความคึกคักกลายเป็ความเงียบที่ตึงเครียด ทุกคนรู้แล้วว่า ด่านสุดท้ายจะเป็ตัวตัดสิน
“ด่านที่สาม” ชายชุดสำนักพูดขึ้น “ไม่ใช่การทดสอบพลัง แต่เป็การตัดสินว่า เ้าเหมาะจะเป็ศิษย์ของสำนักหรือไม่”
ผู้สมัครถูกเรียกขึ้นไปทีละคน บางคนถูกปฏิเสธโดยไม่มีคำอธิบาย บางคนได้รับการจดชื่อ และบางคนถูกสั่งให้กลับไปฝึกใหม่แล้วค่อยมาลองอีกครั้ง
เมื่อถึงตาของหลัวอวิ๋น ผู้ดูแลมองเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามเพียงคำถามเดียว “เหตุผลที่เ้ามาที่นี่คืออะไร”
หลัวอวิ๋นไม่ตอบทันที เขาไม่ได้คิดหาคำสวยงาม และไม่ได้พยายามปิดบังอะไร
“เพื่อมีชีวิตอยู่” เขาตอบเสียงเรียบ
คำตอบนั้นทำให้เกิดความเงียบชั่วครู่ ผู้ดูแลมองเขาอีกครั้ง สายตาลึกขึ้นกว่าเดิม ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “เพียงพอ” ชื่อของเขาถูกจดลงในแผ่นไม้
หลัวอวิ๋นก้าวออกจากลานทดสอบโดยไม่แสดงอารมณ์ แต่ภายใน เขารู้ดีว่านี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น สำนักแห่งนี้จะให้ความรู้พื้นฐาน ให้เส้นทาง และให้เวลา แต่หลังจากนั้น เขาจะต้องเดินต่อด้วยตัวเอง
เขามองไปยังอาคารของสำนักที่ตั้งตระหง่านอยู่บนไหล่เขา แรงกดดันจากสถานที่นั้นชัดเจนกว่าที่ลานด้านล่างหลายเท่า
หลัวอวิ๋นรู้ดีว่า วันหนึ่ง เมื่อร่างกายแข็งแกร่งพอ เมื่อจิตกับกายประสานกันอย่างสมบูรณ์ และเมื่ออาคมไม่ต้องแลกด้วยเือีกต่อไป วันนั้น อาคมจะไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องฝืนใช้เพื่อเอาชีวิตรอด
แต่มันจะกลายเป็ “อาวุธ” ที่เขาใช้ได้อย่างอิสระ โดยไม่มีสิ่งใดในยุทธภพ พร้อมรับมือ และนั่นคือวันที่เขาจะเริ่มเดินบนเส้นทางล้างแค้นอย่างแท้จริง