บทที่ 30 : ทะลวงขอบเขตแก่นแท้ทองคำ ยุทธวิธีแห่งค่ายกลและสุสานเทพา!
เหนือหมู่เมฆาที่ลอยเอื่อยตามสายลม ร่างของราชสีห์เพลิงที่ปกคลุมด้วยเปลวเพลิงสีทองคำจางๆ กำลังพุ่งทะยานแหวกอากาศธาตุไปทางทิศเหนืออย่างเงียบเชียบ บนแผ่นหลังอันกว้างใหญ่และอบอุ่นของมัน ซูหลงอวิ๋นในชุดคลุมสีขาวขลิบทองนั่งขัดสมาธิอย่างสงบนิ่ง ั์ตาสีดำล้ำลึกของเขาทอดมองกลับไปยังทิศทางของเมืองดาราจักราที่บัดนี้กลายเป็เพียงจุดเล็กๆ ที่ปลายขอบฟ้า
สายลมเย็นะเืพัดปะทะใบหน้า ทว่ามิอาจทำให้จิตใจที่เด็ดเดี่ยวของัหนุ่มสั่นคลอนได้ เหตุการณ์การกวาดล้างตระกูลอู๋ยังคงฉายชัดอยู่ในห้วงความทรงจำ แม้ชัยชนะจะตกเป็ของเขา ทว่าซูหลงอวิ๋นกลับมิได้หลงระเริงไปกับมันเลยแม้แต่น้อย
"จินหลิน..." ซูหลงอวิ๋นเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความครุ่นคิดและจริงจัง "การศึกกับอู๋ควง บรรพชนแห่งตระกูลอู๋ ทำให้ข้าตระหนักถึงความจริงอันโหดร้ายของกฎเกณฑ์แห่ง์และปฐีได้อย่างถ่องแท้"
ราชสีห์เพลิงที่กำลังบินอยู่ชะงักไปเล็กน้อย มันเอี้ยวคอหันมามองผู้เป็นาย "นายท่านหมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ? ในสายตาของข้า ท่านสามารถวางแผนสังหารยอดฝีมือระดับบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ได้ั้แ่อยู่เพียงขอบเขตครึ่งก้าวแก่นแท้ทองคำ นับเป็ปาฏิหาริย์ที่สั่นะเื์แล้วนะขอรับ"
ซูหลงอวิ๋นส่ายหน้าเบาๆ รอยยิ้มที่มุมปากดูเยือกเย็นและรู้เท่าทันตนเอง
"ปาฏิหาริย์นั้นแลกมาด้วยทรัพยากรมหาศาลและการเตรียมการที่รัดกุม ยิ่งระดับพลังยุทธ์สูงขึ้น ความห่างชั้นของขอบเขตก็ยิ่งกว้างใหญ่ประดุจหุบเหวที่ไม่อาจข้ามผ่าน..." เขาแบมือขวาออก มองดูร่องรอยคราบเืที่ยังหลงเหลืออยู่ตามร่องนิ้ว
"ข้าในยามนี้ อยู่ห่างจากขอบเขตบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ถึงสามขอบเขตใหญ่ หากเป็การปะทะกันด้วยพลังปราณบริสุทธิ์หรือวิชากระบี่เพียงอย่างเดียว ข้าคงถูกอู๋ควงบดขยี้จนิญญาแตกซ่านในกระบวนท่าเดียวไปแล้ว มนุษย์มิอาจฝืนกฎของฟ้าดินได้เกินขอบเขต หากต้องสู้กับศัตรูที่อยู่เหนือกว่าเกิน 'สองขอบเขตใหญ่' ลำพังเพียงพลังกายและปราณยุทธ์ย่อมไร้ความหมาย การจะสยบพวกมันให้ได้ ข้าจำต้องพึ่งพาสติปัญญา 'วิถีแห่งค่ายกล' 'อาคมจารึก' และ 'ะเิโอสถ' เพื่อถมช่องว่างแห่งพลังนั้น"
ซูหลงอวิ๋นกำหมัดแน่น แววตาสาดประกายความมุ่งมั่น "ทว่า การพึ่งพาสิ่งของภายนอกตลอดเวลาย่อมมิใช่วิถีทางที่ยั่งยืน ะเิโอสถหยินหยางคลั่งที่ข้าสร้างขึ้นก็หมดลงแล้ว หินปราณระดับสูงที่ใช้จัดวางค่ายกลก็ร่อยหรอลงไปมาก ก่อนที่จะมุ่งหน้าเข้าสู่ 'สุสานเทพา' ข้าจำต้องผลักดันพลังบ่มเพาะของตนเองให้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขต 'แก่นแท้ทองคำ' อย่างสมบูรณ์เสียก่อน!"
"นายท่านกล่าวได้ถูกต้องนักขอรับ ภายในสุสานเทพาเต็มไปด้วยอันตรายที่หลงเหลือจากยุคดึกดำบรรพ์ การมีรากฐานพลังที่แข็งแกร่งย่อมปลอดภัยที่สุด" จินหลินเห็นด้วยอย่างยิ่ง
"มุ่งหน้าไปยังเทือกเขาที่เงียบสงบที่สุดเบื้องหน้า เราจะหยุดพักที่นั่น" ซูหลงอวิ๋นออกคำสั่ง
...
เวลาล่วงเลยไปอีกครึ่งวัน จินหลินก็นำพานายของมันมาร่อนลงจอด ณ หุบเขาลึกแห่งหนึ่งที่ถูกโอบล้อมด้วยยอดเขาสูงชันนับร้อยยอด สถานที่แห่งนี้ถูกเรียกว่า 'หุบเขาร้อยเสียงสะท้อน' เนื่องจากภูมิประเทศที่ซับซ้อนทำให้เสียงลมพัดกลายเป็เสียงสะท้อนที่ชวนให้ผู้คนหลงทางและหวาดผวา นับเป็สถานที่ที่เหมาะเจาะแก่การปิดด่านบ่มเพาะอย่างยิ่ง
ซูหลงอวิ๋นเลือกถ้ำศิลาธรรมชาติที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านน้ำตกขนาดใหญ่ เขาใช้เวลาครึ่งชั่วยามในการจัดวาง 'ค่ายกลพรางตา์' และ 'ค่ายกลสกัดกั้นััิญญา' บริเวณปากถ้ำ โดยใช้หินปราณระดับกลางที่เหลืออยู่เป็แก่นพลังงาน เพื่อป้องกันมิให้กลิ่นอายแห่งการทะลวงด่านเล็ดลอดออกไปดึงดูดสัตว์อสูรหรือผู้ฝึกยุทธ์คนอื่น
"จินหลิน เ้าจงเฝ้าอยู่หน้าถ้ำ หากมีผู้ใดล่วงล้ำเข้ามาในรัศมีห้าลี้ จงขับไล่พวกมันไปเสีย หากดื้อดึง... ก็สังหารทิ้งได้เลย"
"รับคำสั่งนายท่าน! ข้าจะใช้ชีวิตของข้าเป็เดิมพัน มิให้มดปลวกตัวใดเข้าไปรบกวนท่านได้อย่างแน่นอน" ราชสีห์เพลิงหมอบลงหน้าปากถ้ำ ั์ตาสีอำพันเบิกโพลงคอยระแวดระวังภัย
ภายในถ้ำศิลาที่มืดสลัว ซูหลงอวิ๋นสะบัดมือจุดไข่มุกราตรีหลายสิบเม็ดเพื่อให้แสงสว่าง เขานั่งขัดสมาธิลงบนแผ่นหินเรียบตรงกลางถ้ำ ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในแหวนมิติที่ริบมาจากประมุขตระกูลอู๋และผู้าุโสำนักหมอกบรรพต
ครืนนน!
หินปราณระดับสูงนับหมื่นก้อน และสมุนไพริญญาธาตุบริสุทธิ์นับพันต้น ถูกเทพรวดออกมาสุมรวมกันเป็ูเาขนาดย่อมๆ กลิ่นอายปราณิญญาที่หนาแน่นเสียจนแทบจะกลั่นตัวเป็หยดน้ำ คละคลุ้งไปทั่วทั้งถ้ำศิลา
"ขอบเขตแก่นแท้ทองคำ... คือการนำเอา 'ทะเลลมปราณ' ที่กว้างใหญ่ไพศาล บีบอัดและควบแน่นให้กลายเป็ผลึกแก่นแท้เพียงหนึ่งเดียว! นี่คือขั้นตอนที่อันตรายและเ็ปที่สุด ผู้ฝึกยุทธ์นับหมื่นคน อาจมีเพียงหนึ่งคนที่สามารถทนรับแรงบีบอัดของพลังปราณและก่อรูปแก่นแท้ได้สำเร็จ มิเช่นนั้น จุดตันเถียนจะะเิและกลายเป็คนพิการไปตลอดชีวิต"
ซูหลงอวิ๋นพึมพำทบทวนหลักการแห่งวิถีเต๋า เขาสูดลมหายใจลึก ปิดเปลือกตาลง และเริ่มโคจร 'เคล็ดวิชากลืนนภาผลาญจักรวาล' ในทันที
ซูมมม!
แรงดึงดูดมหาศาลประดุจวังวนของหลุมดำปะทุขึ้นจากร่างของเด็กหนุ่ม หินปราณระดับสูงนับหมื่นก้อนรอบกายสั่นะเื พลังปราณบริสุทธิ์สีขาวมุกพุ่งทะลักออกจากหินเ่าั้ กลายเป็สายธารพลังงานนับหมื่นสายไหลบ่าเข้าสู่รูขุมขนของซูหลงอวิ๋นอย่างบ้าคลั่ง!
ในขณะเดียวกัน สมุนไพริญญาที่กองอยู่ก็แห้งเหี่ยวลงอย่างรวดเร็ว แก่นแท้ของตัวยาถูกสูบกลืนเข้าไปหล่อเลี้ยงเส้นชีพจรทั้งเก้าสิบเก้าสาย ป้องกันมิให้เส้นเืแตกสลายจากแรงดันปราณที่มากเกินไป
ภายในจุดตันเถียน ทะเลลมปราณสีทองคำที่เคยกว้างใหญ่และเงียบสงบ บัดนี้กำลังเดือดพล่านประดุจมหาสมุทรที่ถูกพายุเฮอริเคนพัดกระหน่ำ คลื่นั์สีทองซัดสาดกระแทกกันเสียงดังกัมปนาท
"บีบอัด!"
ซูหลงอวิ๋นกัดฟันกรอด ใช้พลังจิติญญาที่ทรงอำนาจของตนเอง บังคับให้ทะเลลมปราณทั้งหมดหดตัวลงเข้าสู่จุดศูนย์กลาง!
ความเ็ปแสนสาหัสแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ประดุจมีค้อนเหล็กนับหมื่นทุบตีลงบนอวัยวะภายใน ร่างกายของเด็กหนุ่มสั่นสะท้าน หยาดเหงื่อสีเืผุดพรายออกมาตามิั ทว่าเขากลับไม่เปล่งเสียงร้องออกมาแม้แต่ครึ่งคำ ั์ตาที่ปิดสนิทซ่อนเร้นความเด็ดเดี่ยวที่ไม่อาจสั่นคลอน
"เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก... เพลิงสุริยันผลาญเอกภพ... จงผสานเข้าเป็หนึ่งเดียวกับแก่นแท้ของข้า!"
เขาชักนำสัญลักษณ์ 'ไท่เก๊ก (หยินหยาง)' ที่ลอยอยู่เหนือทะเลลมปราณ ให้กดทับลงมายังจุดศูนย์กลางของการควบแน่น! เพลิงสีขาวอันหนาวเหน็บและเพลิงสีทองคำอันร้อนแรง ทำหน้าที่ประดุจเบ้าหลอมและค้อนทุบ ช่วยขัดเกลาและบีบอัดพลังปราณให้มีความหนาแน่นเพิ่มขึ้นอีกนับร้อยเท่า!
วันเวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้าท่ามกลางความเงียบงันของหุบเขาร้อยเสียงสะท้อน
หนึ่งวัน... สามวัน... เจ็ดวัน...
ูเาหินปราณระดับสูงรอบกายของซูหลงอวิ๋น บัดนี้กลายเป็เพียงเศษฝุ่นผงสีเทาที่ไร้ค่า พลังงานทั้งหมดถูกสูบกลืนเข้าไปจนหมดสิ้น ร่างกายของเด็กหนุ่มถูกห่อหุ้มด้วยรังสีแสงสีทองคำและสีขาวสลับกันไปมา คลื่นพลังที่แผ่ออกมาค่อยๆ หนักแน่นและลึกล้ำขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งย่างเข้าสู่วันที่สิบของการปิดด่าน...
วิ้งงงงง!!!
เสียงกังวานใสดุจระฆัง์ ดังก้องออกมาจากภายในจุดตันเถียนของซูหลงอวิ๋น! ทะเลลมปราณสีทองคำที่เคยกว้างใหญ่ บัดนี้ได้หายไปจนหมดสิ้น ทว่า ณ จุดศูนย์กลางแห่งความว่างเปล่านั้น กลับปรากฏลูกกลมๆ ขนาดเท่าผลอิงเถา (เชอร์รี่) ลอยเด่นอยู่อย่างสง่างาม!
มันมิใช่แก่นแท้สีทองคำธรรมดาเยี่ยงผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป ทว่ามันคือ 'แก่นแท้ทองคำหยินหยางเทวะ'!
ครึ่งหนึ่งของแก่นแท้เปล่งประกายสีขาวโพลนที่แผ่ไอเย็นเยียบทะลุิญญา อีกครึ่งหนึ่งลุกโชนด้วยแสงสีทองคำที่แผดเผาสัจธรรม เส้นแบ่งระหว่างสองสีคือลวดลายอักขระลี้ลับแห่งคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ที่เชื่อมร้อยพลังทั้งสองให้สมดุลกันอย่างสมบูรณ์แบบ!
ปัง!!!
กลิ่นอายพลังขอบเขตแก่นแท้ทองคำขั้นต้นะเิออกจากร่างของซูหลงอวิ๋น! คลื่นพลังนี้รุนแรงเสียจนกระแทกผนังถ้ำศิลาจนแตกร้าว ค่ายกลพรางตาที่หน้าปากถ้ำสั่นะเือย่างรุนแรงก่อนจะทนรับไม่ไหวและแตกสลายไป!
รัศมีพลังงานพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกม่านเมฆเหนือหุบเขาร้อยเสียงสะท้อนออกเป็ช่องกว้าง ก่อเกิดเป็ปรากฏการณ์เมฆาหลากสีที่ทำให้สัตว์อสูรในรัศมีร้อยลี้ต้องหมอบกราบด้วยความหวาดกลัว!
ซูหลงอวิ๋นค่อยๆ ลืมตาขึ้น ั์ตาสีดำของเขาบัดนี้ดูลึกล้ำและสงบนิ่งยิ่งกว่าห้วงน้ำลึก ทว่าเมื่อใดที่เขาเพ่งสมาธิ ประกายแสงสีขาวและทองจะวาบผ่าน บ่งบอกถึงพลังทำลายล้างที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน
"ขอบเขตแก่นแท้ทองคำ... ในที่สุดก็สำเร็จ"
เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืน กำหมัดแน่นเพื่อััถึงความเปลี่ยนแปลง พละกำลังในยามนี้เพิ่มพูนขึ้นจากเดิมนับสิบเท่า ปราณยุทธ์ในแก่นแท้มีความหนาแน่นและบริสุทธิ์จนสามารถเปลี่ยนเป็ปราณกระบี่ที่จับต้องได้จริง!
"ด้วยรากฐานของแก่นแท้หยินหยางเทวะนี้ แม้ข้าจะเพิ่งก้าวเข้าสู่แก่นแท้ทองคำขั้นต้น ทว่าหากต้องต่อสู้ด้วยพลังปราณบริสุทธิ์ ข้าสามารถบดขยี้ยอดฝีมือขอบเขต 'ิญญาก่อกำเนิดขั้นต้นและขั้นกลาง' ได้อย่างง่ายดาย..."
เขาประเมินความสามารถของตนเองอย่างเยือกเย็นและมีเหตุผล "ส่วนศัตรูในระดับ 'ิญญาก่อกำเนิดขั้นสูง' หรือ 'ขั้นสูงสุด' ข้าอาจจะต้องออกแรงเหนื่อยและใช้กระบวนท่าผสาน ทว่าหากต้องเผชิญหน้ากับขอบเขตที่ก้าวข้ามไปอีกขั้นอย่าง 'ตัดิญญา' (ขอบเขตที่ 5) ข้าคงไม่อาจรับมือตรงๆ ได้ จำต้องใช้ค่ายกลและอาคมจารึกเข้าช่วยเช่นเคย... นี่คือขีดจำกัดที่สมดุลที่สุดของการข้ามขอบเขตในยามนี้"
ซูหลงอวิ๋นพอใจกับการประเมินนี้ เขาไม่เคยหลงผิดคิดว่าตนเองเป็ะและไร้พ่าย การรู้ขีดจำกัดของตนเอง คือคุณสมบัติประการแรกของผู้ที่จะก้าวขึ้นเป็จักรพรรดิเทพยุทธ์
เขาหยิบป้ายหยกสีเขียวหม่นทั้งสามชิ้นที่ริบมาจากตระกูลอู๋ออกมาจากอกเสื้อ เมื่อถ่ายทอดลมปราณแก่นแท้ทองคำเข้าไป ป้ายหยกก็พลันเปล่งแสงสว่างวาบ อักขระโบราณบนป้ายลอยขึ้นมาในอากาศ ชี้ทิศทางไปยังทิศตะวันตกเฉียงเหนืออย่างชัดเจน
"สุสานเทพา... ดูเหมือนว่ามันจะใกล้เปิดออกเต็มทีแล้ว กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากป้ายหยกนี้บ่งบอกถึงความผันผวนของมิติที่กำลังอ่อนแรงลง"
ซูหลงอวิ๋นสะบัดแขนเสื้อ เก็บป้ายหยกและก้าวเดินออกจากถ้ำศิลา
หน้าปากถ้ำ จินหลินในร่างราชสีห์เพลิงลุกขึ้นยืนต้อนรับ มันััได้ถึงกลิ่นอายที่เปลี่ยนไปของนายมันได้อย่างชัดเจน "ยินดีด้วยนายท่าน! ขอบเขตแก่นแท้ทองคำของท่าน ช่างมีกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับตัดิญญาบางคนเสียอีก!"
"เลิกประจบสอพลอได้แล้ว จินหลิน ถึงเวลาเดินทางต่อ"
ซูหลงอวิ๋นกระโจนขึ้นหลังของสัตว์อสูร "เป้าหมายของเราคือ 'ที่ราบรอยแยกา' ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็สถานที่ตั้งของสุสานเทพา จงเร่งความเร็วเต็มที่ อย่าให้พลาดงานชุมนุมใหญ่ครั้งนี้ได้เชียว"
...
สามสัปดาห์ต่อมา ณ ที่ราบรอยแยกา
ทัศนียภาพเบื้องหน้าคือความอลังการที่แฝงไปด้วยความรกร้างและน่าสะพรึงกลัว ที่ราบกว้างใหญ่ไพศาลถูกตัดขาดด้วย 'รอยแยกของแผ่นดิน' ขนาดมหึมาที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง รอยแยกนี้ยาวคดเคี้ยวไปสุดลูกหูลูกตา ราวกับว่ามีเทพเ้าาใช้ดาบั์ฟันโลกใบนี้ให้ขาดออกเป็สองซีก
กลิ่นอายความตาย กลิ่นอายของปราณเทวะที่เสื่อมสลาย และความผันผวนของมิติ พวยพุ่งขึ้นมาจากรอยแยกนั้นตลอดเวลา ก่อให้เกิดพายุหมุนเกลียวที่บดบังแสงอาทิตย์ ท้องฟ้าในบริเวณนี้มืดครึ้มและมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่เนืองๆ
สถานที่แห่งนี้ คือรอยต่อเชื่อมสู่ 'สุสานเทพา' มิติลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของมหาทวีปศูนย์กลางเซียนหยวน!
ทว่า ในยามนี้ ที่ราบรอยแยกากลับคลาคล่ำไปด้วยผู้คนนับแสนชีวิต!
นี่คืองานชุมนุมของขุมกำลังระดับมหาอำนาจทั่วทั้งมหาทวีป! บนท้องฟ้าเต็มไปด้วยเรือเหาะิญญาระดับ์ขนาดมหึมาที่ประดับด้วยธงสัญลักษณ์ของตระกูลโบราณและสำนักใหญ่ ตำหนักลอยฟ้าที่สร้างจากหยกและทองคำลอยเด่นตระหง่าน บ่งบอกถึงฐานะของ 'สามดินแดนศักดิ์สิทธิ์' ผู้ปกครองสูงสุดของแผ่นดินนี้!
ซูหลงอวิ๋นในชุดคลุมสีขาว สวมหมวกฟางไม้ไผ่ปีกกว้างที่ปิดบังใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง เดินปะปนเข้ามาพร้อมกับจินหลินที่กดข่มกลิ่นอายจนดูเหมือนสัตว์พาหนะระดับต่ำธรรมดาๆ ตัวหนึ่ง เขาจงใจเร้นกายมิให้โดดเด่น เพราะการดึงดูดความสนใจของยอดฝีมือระดับ 'บรรพชนศักดิ์สิทธิ์' ที่ลอยคุมเชิงอยู่บนเรือเหาะเ่าั้ ย่อมไม่ใช่เื่ฉลาดนัก
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ สังเกตการณ์ขุมกำลังต่างๆ ด้วยความเยือกเย็น
"กฎของสุสานเทพานี้ช่างเข้มงวดยิ่งนัก..." ซูหลงอวิ๋นพึมพำเมื่อััได้ถึงม่านพลังมิติที่กั้นอยู่เหนือรอยแยก "มันมีม่านพลังจำกัดอายุขัยและระดับพลัง ผู้ใดที่มีอายุเกินหนึ่งร้อยปี หรือมีระดับพลังสูงกว่า 'ขอบเขตตัดิญญา' (Realm 5) จะถูกค่ายกลของสุสานบดขยี้ทันทีที่ก้าวเข้าไป... มิน่าเล่า เหล่าตาแก่บรรพชนทั้งหลาย ถึงได้มาลอยหน้าลอยตาส่งลูกหลานและศิษย์สายเอกของตนเข้าทดสอบแทน"
นี่คือเื่ปกติของมิติลับโบราณ ที่มักจะคัดกรองเฉพาะสายเืรุ่นเยาว์เพื่อสืบทอดมรดก
ในขณะที่ซูหลงอวิ๋นกำลังหาพื้นที่เงียบๆ เพื่อรอเวลาประตูสุสานเปิดออกนั้นเอง...
"เฮ้ย! ไอ้คนจรจัดตรงนั้นน่ะ! ตาบอดหรืออย่างไร ถึงได้มาจูงสัตว์เดรัจฉานชั้นต่ำเดินขวางทางขบวนรถม้าของศิษย์พี่ใหญ่แห่ง 'สำนักดาบคลั่ง'! ไสหัวไปให้พ้นทางเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นข้าจะตัดขาทั้งสองข้างของเ้าทิ้งซะ!"
เสียงตวาดกร้าวและโอหังดังก้องมาจากกลุ่มคนในชุดเกราะหนาสีดำปักลวดลายดาบไขว้ที่กำลังเดินขบวนฝ่าฝูงชนเข้ามา ผู้ที่เอ่ยปากคือชายหนุ่มร่างใหญ่โตที่ถือดาบั์พาดบ่า กลิ่นอายพลังของมันอยู่ในระดับ 'ิญญาก่อกำเนิดขั้นปลาย' แผ่รังสีสังหารข่มขวัญผู้ฝึกยุทธ์อิสระที่อยู่รอบข้างจนแตกตื่นหนีไปคนละทิศคนละทาง
เหลือเพียงซูหลงอวิ๋นและจินหลินที่ยังคงยืนนิ่งสงบขวางทางอยู่ตรงกลางถนนศิลา
เด็กหนุ่มใต้หมวกฟางค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ั์ตาสีดำสนิทที่มองลอดผ่านรอยแยกของหมวก แฝงไปด้วยความรำคาญใจอย่างถึงที่สุด
ข้าอุตส่าห์พยายามทำตัวเงียบๆ เพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายแล้วแท้ๆ... เหตุใดแมลงหวี่แมลงวันบนโลกใบนี้ ถึงได้ชื่นชอบการบินเข้ากองไฟนักนะ? ซูหลงอวิ๋นถอนหายใจแ่เบา มือขวาที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ ค่อยๆ ขยับปลายนิ้วรวบรวมปราณยุทธ์สีทองคำ เตรียมพร้อมที่จะมอบบทเรียนสั่งสอนให้แก่พวกตาหามีแววไม่เหล่านี้ด้วยศาสตร์แห่งอาคม!
(จบบทที่ 30)