เมื่อปัญหาฉุกเฉินมีทางออกจอมพธูจึงขับรถกลับบ้าน ตลอดทางที่รถยนต์วิ่งบนถนน ความคิดเื่ของการลาออกจากงานซึ่งพักเอาไว้ชั่วโมงก่อน กลับแวบเข้ามาอย่างต่อเนื่องมันทำให้ความกังวลใจซึ่งหายไปชั่วระยะ กลับมามีบทบาทในเวลานี้อีกครั้ง
กฎของบ้าน ‘ปัทมสรณ์’ คือทุกเื่ที่เป็ความทุกข์ความไม่สบายใจทั้งมวล ถ้าเกิดกับบุคคลใดในบ้านก็แล้วแต่ ขออย่าให้เข้าหูคุณญาดา
ด้วยวัยของท่านอายุห้าสิบตอนต้น เป็่ที่ย่างเข้าสู่วัยชรา มักเริ่มมีอาการที่เรียกว่า ‘โรคคนแก่’ เกิดขึ้นท่านจะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบความทรงจำ จากอาการ ‘ลืม’ ในเื่เล็กๆไม่กระฉับกระเฉง เชื่องช้าลงกว่าเก่า ใน่สามปีที่ผ่านมาท่านเริ่มมีอาการมากขึ้นตามลำดับ
อาการที่ทุกคนในบ้านรู้ว่ามันจะเกิดขึ้นนั่นก็คือท่านลืม แม้กระทั่งว่าสามีคู่ทุกข์คู่ยากชื่อว่าอะไรลืมแม้กระทั่งหญิงสาวทั้งสองคน ซึ่งเคยเลี้ยงดูมาแต่เล็กแต่น้อยเป็ใครมันเป็ความเ็ปในหัวใจคนเป็ลูก จนไม่อาจอธิบายออกมาเป็คำพูดดังนั้นจอมพธูจึงค่อนข้างเคร่งครัดต่อกฎข้อนี้ร่วมกัน
เื่การลาออกจากงานครั้งนี้จอมพธูจึงตั้งใจจะปกปิดจนถึงที่สุด แม้กระทั่งจันทร์เ้าผู้เป็น้องสาวซึ่งมีอายุห่างกันสองปี และสนิทสนมกันเป็พิเศษหล่อนก็คิดว่าไม่ควรจะบอกกล่าวเช่นกัน
ดังนั้นเมื่อขับรถมาถึงบ้านหลังจอดรถยนต์เก็บเข้าที่เรียบร้อย บุคคลแรกที่จอมพธูมองหาก็คือมารดาเมื่อมองดูนาฬิกาที่ข้อมือ หล่อนจึงโล่งใจ เพราะ่สองทุ่มมารดาน่าจะเข้านอนเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
จอมพธูถอดรองเท้าเข้าเก็บในตู้ด้านนอกเลื่อนบานประตูกระจกอย่างเบามือภายในชั้นล่างของตัวบ้านเปิดโคมดวงไว้ด้านข้างไม่กี่จุด หล่อนจึงค่อยย่องอย่างเงียบหากเมื่อมาถึงส่วนโถง่กลางบ้านสำหรับไว้รับแขกปรากฏว่าโทรทัศน์ยังฉายละครเื่หนึ่งอยู่ และบุคคลที่หล่อนเข้าใจว่านอนแล้วยังเอกเขนกอยู่บนตั่งไม้
มารดาหล่อนหันมาทันทีที่เห็นร่างหล่อนผ่านโค้งประตู่กลางบ้าน ดวงหน้าที่โรยราไปตามวัยยิ้มชื่นพร้อมคำทักทายที่หญิงสาวก็ไม่ได้ได้ยินมานานนับปีทีเดียว
“กลับมาแล้วเหรอลูกวันนี้กลับซะดึกเชียว งานจอมยุ่งเหรอลูก แล้วนี่ทานข้าวทานปลามารึยัง หิวบ้างไหมเดี๋ยวแม่จะให้น้าทิพย์ไปอุ่นกับข้าวกับปลาให้นะ”
“ไม่เป็ไรค่ะแม่...จอมทานมาแล้ว”
ผู้เป็ลูกปดออกไปทั้งที่ั้แ่เย็น ยังไม่มีอาหารตกถึงท้องสักอย่างนอกจากน้ำดื่มเพียงไม่กี่แก้ว...ไม่น่าเชื่อว่าอาการหลงลืมที่คุณญาดาเป็บ่อยครั้งค่ำนี้กลับจำหล่อนได้ แถมยังเรียกชื่อหล่อนได้ถูกต้องไม่สลับตัวอย่างที่มักจะเรียกหล่อนเป็น้องสาว และเรียกน้องสาวเป็หล่อนเสมอจนบางครั้งจันทร์เ้า ยังแอบมาบ่นลับหลังถึงอาการนี้ของมารดาว่า
‘่นี้แม่ชอบเรียกจันทร์เป็พี่จอมแทบทุกครั้งทีกับพี่จอมเอง ยังเรียกถูกบ้างไม่ถูกบ้าง...สงสัยว่าในความทรงจำของแม่จะมีชื่อพี่จอมมากกว่าจันทร์’
‘คิดมากไปรึเปล่า ทีหลังจันทร์อย่าพูดแบบนี้นะ ถ้าแม่ได้ยินเข้าจะเสียใจ...จันทร์เองน่าจะรู้ดีกว่าใครไม่ใช่เหรอ ก่อนที่แม่จะเป็อัลไซเมอร์คนที่แม่รักและเป็ห่วงที่สุด ก็คือจันทร์ต่างหาก’
คำพูดนี้จากปากของจันทร์เ้าผ่านมาเป็ปีแล้วจอมพธูจึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก ดังนั้นการที่มารดาจะเรียกหล่อนผิดๆถูกๆก็ยังดีกว่าจำชื่อหล่อนหรือน้องสาวไม่ได้เลย
“แล้ววันนี้ทำไมแม่ถึงยังไม่นอนล่ะคะ”
ลูกสาวทรุดกายลงนั่งข้างแม่อย่างเอาใจน้าปองทิพย์ซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆกัน เป็ฝ่ายตอบแทน เมื่อคนถูกถามหันหน้ามามอง “น้าบอกให้ไปนอนก่อนแม่จอมก็ไม่ยอมท่าเดียว บอกอยากจะอยู่รอจอมกลับมาก่อน”
“กินข้าวรึยังล่ะลูก...หิวไหม”
คุณญาดาถามย้ำประโยคเดิมขึ้นกลางป้องอาการหลงลืมปรากฏขึ้นตลอดเวลา ทั้งการกระทำ ความคิดความอ่าน หรือแม้แต่คำพูดน้าปองทิพย์จึงถือโอกาสนี้ที่จอมพธูกลับมาถึงบ้านแล้ว รีบตัดบทเอ่ยชวนให้ ‘คนป่วย’ เข้าห้องนอน
“จอมทานข้าวมาเรียบร้อยแล้วจ้ะพี่ดาทิพย์ว่าเราเข้าห้องนอนกันดีกว่า จอมกลับมาเหนื่อยๆ จะได้ไปอาบน้ำอาบท่า นะพี่ดานะ”
น้าปองทิพย์เข้ามาประคองร่างคนป่วยซึ่งเ้าตัวไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด ยอมลุกโดยว่าง่าย แต่ก่อนจะเดินจากไปยังหันมากำชับประโยคหนึ่ง ซึ่งมักพูดเตือนหล่อนทุกครั้งั้แ่ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมด้วยซ้ำ มันทำให้หัวตาของหล่อน มีน้ำใสเอ่อคลอขึ้นมา
“แล้วอย่านอนยันเช้าอีกนะลูกการบ้านก็รีบทำให้เสร็จ พรุ่งนี้จะได้มีส่งครู...อย่าลืมไปดูน้องที่ห้องด้วยนะชงโอวัลติน ไม่ก็นมสดสักแก้วไปให้น้องทีนะลูก”
ร่างของหญิงสูงวัยพ้นทางเชื่อมห้องโถง เข้าสู่ห้องนอนชั้นล่างไปแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมในสายตาของจอมพธูยามนี้ จึงยังเห็นร่างของมารดา แม้เพียงรางๆแต่ก็คลับคล้ายว่ายังอยู่ใกล้ตัวเช่นเคย โดยเฉพาะประโยคเช่นครู่นี้มันทำให้หัวใจของหญิงสาวซึ่งอ่อนไหว รู้สึกได้ดีว่า ผู้เป็แม่รักและเป็ห่วงตนกับน้องสาวเพียงใด
แม้ในยามท่านป่วยแบบนี้...ในความทรงจำของท่านก็ยังทำหน้าที่ของ ‘แม่’ เสมอ
........................................