CHAPTER 07 : ฉันควรจะหยุดจริงๆ ใช่ไหม
Time’ s talk
“อารมณ์ไหนถึงได้มานั่งดื่มคนเดียวแบบนี้วะ”
ผมหันไปมองคนที่เอาเครื่องดื่มมาเสิร์ฟแล้วนั่งลงบนโซฟาตรงข้ามกับผม เพราะเป็ห้องวีไอพีผมถึงได้ยินเสียงมันพูดอย่างชัดเจน ไม่ได้อยากจะออกมาดื่มคนเดียวถ้าคนที่ผมอยากคุยด้วยไม่ได้อยู่ที่นี่
“กูมีเื่จะถาม” ผมบอกคนที่กำลังจะกลายเป็เ้าของผับแห่งนี้ที่ทำหน้าไม่เข้าใจทันทีที่ผมบอกออกไปแบบนั้น
ไม่บ่อยนักที่เราจะมานั่งคุยกันสองคนแบบนี้ ถ้าไม่มีเื่ที่คอยรบกวนผมอยู่ตลอดเวลาแบบนี้ผมก็คงไม่ถ่อมาหามันถึงที่นี่หรอก เพราะเื่ที่ยังติดอยู่ในหัวผมคือเื่ของน้องสาวมัน
“ถามกู” ไอ้มาร์คชี้ตัวมันเองอย่างงๆ ผมไม่ตอบแต่ทำเพียงพยักหน้ากลับไป
“เื่น้องสาวมึง”
เื่ของม่านมุกที่คอยรบกวนจิตใจผมอยู่ตลอดั้แ่เมื่อเย็นที่เราได้คุยกัน ครั้งแรกที่ได้เห็นหน้า ในรอบหลายวันที่ผ่านมา ครั้งแรกที่ได้เห็นน้ำตา
“มีอะไร” พอเป็เื่น้องสาวมันก็จริงจังขึ้นมาทันที ทุกคนรู้ดีว่าไอ้มาร์คมันรักม่านมุกแค่ไหน
“น้องสาวมึงบอกว่าชอบกูมาสามปี หมายความว่ายังไง” ผมถามเข้าเื่ทันทีเพราะไม่รู้จะยืดเยื้อไปทำไม
ม่านมุกบอกว่าชอบผมมาสามปี เธอชอบผมมานานขนาดนั้นได้ยังไง
“ก็ตามนั้น” มันบอกก่อนจะเทเหล้าใส่แก้วแล้วยกขึ้นดื่มอย่างไม่สนใจผมที่กำลังงงในสิ่งที่มันบอก
“จะเป็ไปได้ยังไง”
“ก็เป็ไปแล้วไง ั้แ่วันที่มึงไปที่บ้านกูจนถึงตอนนี้ ั้แ่สามปีที่แล้ว”
คำตอบของไอ้มาร์คทำเอาผมไปต่อไม่ถูก ไม่คิดว่าม่านมุกจะชอบผมั้แ่ตอนนั้น ทั้งที่ผมเกือบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยเจอเธอเมื่อสามปีก่อน ถ้าไม่บอกว่าเป็น้องสาวไอ้มาร์คผมก็คงจะจำเธอไม่ได้
“สามปีที่ม่านมุกรักมึงข้างเดียวมาตลอด” ผมเหมือนคนที่หาเสียงตัวเองไม่เจอจึงได้แต่ฟังมันพูดต่อเงียบๆ “ม่านมุกไม่เคยมีความรักและไม่เคยชอบใครแบบมึงมาก่อน”
“...”
“กูเองก็ไม่ได้ชอบที่ต้องเห็นน้องสาวตัวเองไปวิ่งตามผู้ชายแบบนี้นักหรอก แต่ที่ไม่ห้ามก็เพราะอยากให้ม่านเรียนรู้ด้วยตัวเอง เรียนรู้ที่จะรัก เรียนรู้ที่จะเ็ป”
“...”
“ถึงแม้จะรู้ว่าสุดท้ายแล้วน้องสาวกูจะต้องเสียใจแต่เวลาที่ได้เห็นสายตาที่ม่านใช้มองมึง สีหน้ามีความสุขตอนพูดถึงมึงมันทำให้กูห้ามไม่ลงจริงๆ” สีหน้าตอนที่มันเล่าถึงน้องสาวของมันมีความสุขแค่ไหน กับม่านมุกที่พูดถึงผมก็คงไม่ต่างกัน “และกูก็รู้ว่ามึงคงจะไม่ชอบน้องกู กูรู้ดีว่าเพราะอะไร แต่มึงเองก็รู้ใช่ไหมว่าการรักใครมากๆ มันไม่สามารถตัดใจได้ภายในวันสองวัน”
‘ถ้ามันทำได้ง่ายๆ หนูไม่ชอบพี่มาตลอดสามปีหรอก’
คำพูดของม่านมุกลอยเข้ามาในหัวผมทันที สีหน้าและแววตาของเธอผมยังจำมันได้ดีว่ามันฉายแววเ็ปแค่ไหน เพราะแบบนี้ผมถึงได้พยายามบอกให้เธอเลิกชอบผม แต่นั่นก็เพราะไม่รู้มาก่อนมาเธอจะชอบผมมาตลอดสามปี ยอมรับว่าความรู้สึกของผมมันเปลี่ยนไป ผมเคยมองว่าม่านมุกน่ารำคาญนั่นคือเื่จริง ผมพูดเพราะไม่อยากให้ความรู้สึกของเธอถลำลึกไปมากกว่านี้
แต่ก็คงจะไม่ทันแล้ว
“หลายวันที่ผ่านมาม่านไม่ยอมบอกว่าเกิดอะไรขึ้นแต่กูรู้ว่าน้องกูกำลังเสียใจ แต่กูขอล่ะไอ้ธาม เวลาสามปีที่น้องกูชอบมึงอยู่ห่างๆ นั้นม่านไม่ได้เตรียมใจมาเพื่อรับความเสียใจหรอก กูเป็พี่เวลาเห็นน้องตัวเองเ็ปกูเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน” สายตาที่มันมองมาทำให้ผมรู้สึกอึดอัดจนต้องเบือนหน้าหนี “ที่พูดไม่ได้ให้มึงมาสงสารน้องกูหรือมาชอบน้องกูนะ แค่อย่าทำร้ายเด็กคนนึงที่ชอบมึงด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์มากเกินไปก็พอ”
“...”
“แต่เชื่อเถอะ ช่วยอดทนอีกหน่อย ม่านมุกน่ะ ถ้าตัดใครแล้วก็คือตัด และกูเชื่อว่าอีกไม่นานน้องกูจะตัดใจจากมึงได้”
ฤทธิ์จากแอลกอฮอล์ไม่สามารถทำให้ผมหลับได้แม้จะง่วงมากแค่ไหนก็ตาม เพียงแค่หลับตาภาพดวงตาที่มีน้ำตาเอ่อล้นมองมาที่ผมอย่างเ็ปนั้นคอยตามหลอกหลอนผมอยู่ตลอดเวลา ยอมรับว่าน้ำตาของม่านมุกทำให้ผมรู้สึกแปลก ความรู้สึกที่ผมเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่รู้ว่าสาเหตุของน้ำตานั้นมันมาจากผม ผมควรจะปล่อยผ่านแต่ก็ทำไม่ได้
สายตาของม่านมุกยามมองมาที่ผมกับบีลีฟตอนที่เราเจอกันในร้านขนมร้านโปรดของผมผมยังจำได้ดี ทุกการกระทำของเธออยู่ในสายตาผม ไม่รู้ว่าม่านมุกไปสนิทกับไอ้ฝุ่นจนไปไหนมาไหนด้วยกันแบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่ แต่ก็คงไม่แปลกเพราะเธอเป็คนเข้ากับคนอื่นได้ง่ายและดูเหมือนไอ้ฝุ่นเองก็เอ็นดูเธอไม่น้อยอยู่เหมือนกัน ไม่ต่างจากผมที่เอ็นดูบีลีฟเหมือนน้องสาวคนนึง
รู้ว่าวันนั้นผมพูดแรงไปแต่ตอนนั้นผมควบคุมอารมณ์ไม่ได้จริงๆ ผมไม่ชอบที่เธอเข้ามาในห้องที่ถือเป็พื้นที่ส่วนตัวของผม และยิ่งไม่ชอบที่เธอมายุ่งกับของของผมถึงได้ทำอะไรลงไปอย่างไม่ทันคิด ทั้งการกระทำและคำพูด
หลายวันที่ม่านมุกหายไป ทั้งที่ควรจะรู้สึกดีเพราะมันคือสิ่งที่ผม้ามาตลอดแต่มันกลับไม่ใช่ หลายครั้งที่เจอไอ้มาร์คผมก็คอยแต่มองหาอีกคน คนที่ผมคอยแต่จะผลักไสอยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกบางอย่างค่อยๆ เริ่มก่อตัว ความรู้สึกที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
ผมไม่ชอบความเงียบที่มาจากม่านมุกทั้งที่ก่อนหน้านี้มักจะรำคาญเสียงของเธอและเงียบใส่เธออยู่เสมอ ผมไม่ชอบให้เธอเดินหนีทั้งที่ผมเป็ฝ่ายที่คอยแต่จะหนีเธออยู่ตลอด ผมไม่ชอบที่เธอหันหลังให้ผม
ไม่ชอบเลยสักนิด
‘ม่านมุกน่ะ ถ้าตัดใครแล้วก็คือตัด และกูเชื่อว่าอีกไม่นานน้องกูจะตัดใจจากมึงได้’
ประโยคนี้ของไอ้มาร์คทำให้หัวใจของผมไหววูบอย่างไม่รู้สาเหตุ และคำพูดสุดท้ายก่อนจะแยกกัน ประโยคที่ทำให้ผมสับสนอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
‘ถ้าเป็ไปได้กูอยากให้มึงเปิดใจบ้าง จะเป็ใครที่ไม่ใช่ม่านมุกก็ได้’
หรือผมควรจะทำอย่างที่มันบอก...
Time’ s talk end
ฉัน ป่านและกายออกมาซื้อของเตรียมไปค่ายอาสาที่ทางชมรมจัดขึ้น พี่มาร์คบอกว่าจะต้องไปออกค่ายทุกปีเพราะถ้าไม่ทำชมรมก็จะไม่มีผลงานและอาจจะทำให้ถูกยุบได้ ทางชมรมก็เลยลงมติกันว่าปีนี้จะไปที่หมู่บ้านทางภาคเหนือซึ่งมีรุ่นพี่ปีสองไปสำรวจกันมาก่อนแล้ว ในหมู่บ้านที่เราจะไปนั้นเป็หมู่บ้านเล็กๆ บนดอยที่ความเจริญยังเข้าไม่ถึง และที่รู้มามีครูอาสาอยู่หนึ่งคนที่คอยให้ความรู้กับเด็กๆ แต่เนื่องจากมีอุปกรณ์การเรียนที่ไม่เพียงพอจึงทำให้มีเด็กบางส่วนที่ไม่ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง ในหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาพวกเราและสมาชิกในชมรมเลยทำการรับบริจาคเพื่อจะหาเงินไปซื้อหนังสือและอุปกรณ์การเรียนไปให้เด็กๆ แถมยังรับบริจาคพวกเสื้อผ้า เสื้อกันหนาวและสิ่งของอื่นๆ ด้วย ได้ยินมาว่าพี่มาร์คกับพวกเพื่อนๆ ควักเงินตัวเองมาซื้ออุปกรณ์ไปทำห้องสมุดให้อีกด้วย
“นั่นพี่ธามไม่ใช่เหรอ”
ประโยคของป่านทำให้ฉันชะงักมือที่กำลังเลือกหนังสือที่ได้รับมอบหมายให้มาซื้อเมื่อได้ยินชื่อที่เพื่อนเอ่ยออกมาก่อนจะทำเป็ไม่สนใจแล้วเลือกต่อ
“มากับผู้หญิงด้วย”
แต่ประโยคของกายทำให้ฉันละความสนใจจากสิ่งตรงหน้าแล้วหันไปตามสายตาของเพื่อนทั้งสองที่มองไปร้านเสื้อผ้าที่อยู่อีกฝั่งของข้าง มองคนที่พยายามจะไม่คิดถึงมาตลอดเกือบหนึ่งเดือน มองผู้หญิงข้างกายที่มาด้วยกัน มองมือของเธอที่จับแขนของพี่ธามอยู่
ไม่รู้ว่าเป็เพราะว่าฉันมองนานเกินไปหรือเปล่าพี่ธามถึงได้หันมาสบตากับฉันพอดี เราสองคนสบตากันซึ่งครั้งนี้ฉันเลือกที่จะไม่หลบตาอย่างที่เคยทำ แค่อยากจะมองให้ลึกลงไป ให้ตอกย้ำกับตัวเองว่าไม่มีสิทธิ์จะไปยืนอยู่ตรงนั้น ข้างๆ พี่ธามนั้นมันไม่ใช่ที่ของฉัน
ไม่มีวันใช่...
แต่เหมือนกับมีแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้ฉันไม่สามารถละสายตาได้ ทั้งที่ทุกทีฉันมักจะเป็ฝ่ายหลบตาอยู่เสมอ หรือเป็เพราะสายตาที่ไม่ได้มีแต่ความเ็าเหมือนก่อน
บีลีฟที่มากับพี่ธามมองตามสายตาพี่ธามมาก่อนจะยิ้มให้เมื่อเห็นว่าเป็ฉัน ซึ่งฉันยิ้มไม่ออก รู้ว่าเสียมารยาทแต่ฉันไม่อยากฝืนตัวเอง ทั้งสองคนพูดอะไรกันก่อนจะพากันเดินออกจากร้านไป ฉันหันกลับมาเลือกหนังสือต่อราวกับไม่รู้สึกอะไร
แค่ภายนอกที่ไม่รู้สึก
“หนังสือคณิตศาสตร์แล้วต้องซื้ออะไรอีก” ฉันหยิบหนังสือเลขใส่ตะกร้าพร้อมกับถามเพื่อนทั้งสองคนโดยไม่ได้มองหน้า
แต่เมื่อไม่ได้รับคำตอบฉันจึงต้องเงยหน้าขึ้นไปมองทั้งสองคนที่มองมาที่ฉันด้วยสีหน้ากังวลและสายตาที่ฉายความเป็ห่วง ฉันเผลอแสดงอาการออกไปงั้นเหรอ
“เป็อะไรหรือเปล่ามุก” เป็ป่านที่พูดออกมา
“เป็อะไร แค่ถามว่าต้องซื้ออะไรอีก” ฉันก็ยังปั้นหน้าทำเป็ปกติทั้งที่ถูกเพื่อนทั้งสองคนจับได้แล้ว หลบตาแล้วทำเป็หาหนังสือต่อ
แค่ไม่อยากพูดถึง เื่ที่ผ่านมาแล้วฉันไม่อยากเก็บมาคิดอีก
ไม่มีใครรู้เื่ที่เกิดขึ้นระหว่างฉันกับพี่ธาม ดีที่อีกวันเป็วันหยุดจึงไม่มีใครเห็นตาบวมๆ ที่ผ่านการร้องไห้มาทั้งคืนของฉัน และถือว่าโชคยังเข้าข้างที่่นั้นพี่มาร์คไม่ได้กลับมานอนที่คอนโดเลยฉันจึงไม่ต้องมานั่งตอบคำถามที่จะต้องตามมาอีกมากมาย หลังจากวันนั้นฉันก็ไม่ได้เจอพี่ธามอีกเพราะเป็่สองอาทิตย์ก่อนสอบฉันจึงเอาเวลาไปสนใจแต่หนังสือและเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องคิดมากด้วย เราเจอกันครั้งล่าสุดที่ชมรมซึ่งฉันก็เลือกที่จะไม่สนใจ อย่างเช่นวันนี้
“โอเคหรือเปล่ามุก”
เป็ไหมเวลาที่เราอ่อนแอมากๆ แล้วมีคนมาเป็ห่วงน้ำตามันก็จะไหลออกมา ประโยคธรรมดาๆ ของกายกำลังจะทำให้ความเข้มแข็งลวงๆ ที่ฉันสร้างขึ้นมาปกป้องตัวเองนั้นค่อยๆ พังลงไป เป็เพราะที่ผ่านมาฉันต้องเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว ต้องทำเป็ไม่รู้สึกอะไรทั้งที่ความจริงแล้วฉันก็เป็แค่ผู้หญิงอ่อนแอคนหนึ่ง ผู้หญิงที่อยากจะสมหวังในความรัก แต่ก็ถูกผลักไสอยู่ตลอดเวลา
ครั้งแรกพี่ธามบอกว่าไม่ได้ชอบฉัน
ครั้งที่สองพี่ธามบอกให้ฉันตัดใจจากเขา
ครั้งที่สามพี่ธามบอกให้ฉันเลิกชอบเขา
ที่ผ่านมามันมากพอที่จะทำให้ตัวเองตัดใจจากพี่ธามได้หรือยัง นั่นคือสิ่งที่ฉันคิดมาตลอด และฉันก็ได้รับคำตอบนั้นแล้ว
“ไม่ ไม่เป็ไร” ฉันแสร้งยิ้มเพื่อให้เพื่อนทั้งสองคนสบายใจ
ฉันไม่เป็อะไร ฉันหวังว่าตัวเองจะเป็แบบนั้นจริงๆ เพราะที่ผ่านมาฉันเอาแต่วิ่งตามพี่ธาม ทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้อยู่ๆ ใกล้โดยไม่คิดว่าวันนึงเราจะเจอสถานการณ์ที่น่าอึดอัดแบบนี้
ลืมเผื่อใจ
เพราะคิดว่าความรักที่ฉันมีให้เขามาตลอดสามปีจะทำให้พี่ธามหันมาสนใจหรือเห็นความพยายามในตัวฉันบ้าง แต่ฉันลืมไปว่าคนที่ใช่ไม่ต้องพยายาม ลืมว่าความรักไม่ได้สมหวังเสมอไป ลืมเผื่อใจไว้ให้ความผิดหวัง
“ไม่เป็ไรก็ดีแล้ว ซื้อของต่อเถอะจะได้ไปหาอะไรกินหิวจะแย่แล้ว” กายบอกพร้อมกับลูบท้องประกอบแล้วสบตากับป่านราวกับ้าจะบอกอะไรผ่านสายซึ่งป่านก็พยักหน้าเห็นด้วยก่อนที่เราจะหาหนังสือกันต่อ
ทั้งสองคนเลี่ยงที่จะพูดเื่นี้ซึ่งมันดีกับฉัน เพราะถ้ายังเป็แบบนี้ฉันอาจไม่เหลืออะไรไว้ปกป้องตัวเองอีก แค่หยุดพูดถึงมันแค่นั้นก็พอ
วันนี้เป็วันที่เราจะต้องเดินทางไปทำกิจกรรมค่ายอาสาซึ่งจุดนัดพบคือหน้ามหาลัย ล้อหมุนประมาณห้าทุ่มโดยรถบัสของมหาลัย ใช้เวลาประมาณสิบเอ็ดชั่วโมงกว่าจะถึงก็น่าจะสายๆ ของอีกวัน ตอนนี้ทุกคนมากันครบหมดแล้วแต่กำลังเช็คของที่ต้องเอาไปให้ครบไม่ให้ตกหล่นอะไร สมาชิกในชมรมมีประมาณยี่สิบกว่าคนจึงสามารถทำงานได้เร็ว
“ไปขึ้นรถกันเถอะ” เมื่อเช็คของเช็คคนครบแล้วก็ใกล้เวลาออกเดินทางป่านจึงชวนไปขึ้นรถเพราะคนอื่นเริ่มทยอยขึ้นไปบ้างแล้ว
“ไปสิ” ฉันบอกพร้อมกับเช็คของในกระเป๋าสะพายตัวเองไปด้วยเพราะชอบสะเพร่าชอบลืมนู่นลืมนี่ตลอด แล้วก็เป็อย่างที่คิดจริงๆ ด้วย
โทรศัพท์ไม่ได้อยู่ในกระเป๋า! แต่ฉันจำได้ว่าเอามาแล้วนะ ตอนนั่งรถมายังเอาออกมาเล่นอยู่เลย ใช่ บนรถ ฉันต้องลืมเอาไว้บนรถแน่ๆ เลย
“ป่านขึ้นไปก่อนเลย ฉันลืมโทรศัพท์ไว้บนรถอ่ะ” ฉันบอกป่านที่กำลังจะขึ้นไปบนรถ
“ให้ไปเพื่อนไหม”
“ไม่เป็ไร ยังไงก็ต้องไปเอากุญแจกับพี่มาร์คเดี๋ยวให้พี่มันไปเพื่อน”
“เอางั้นก็ได้” ป่านพยักหน้าเข้าใจก่อนจะขึ้นรถไป ส่วนฉันก็มาหาพี่มาร์คที่กำลังยืนคุยกับคนขับรถอยู่รวมถึงเพื่อนเขาอีกสามคนก็อยู่ด้วย
“อ้าวมุก ทำไมยังไม่ไปขึ้นรถ” พี่คิมที่เห็นฉันเป็คนแรกทักขึ้นทำให้คนที่เหลือหันมามองฉันเป็ตาเดียว
“มุกลืมของไว้ที่รถค่ะ ว่าจะให้พี่มาร์คพาไปเอา” ฉันบอกพร้อมกับส่งยิ้มให้พี่ไต้ฝุ่นที่ยิ้มให้ฉัน เราเพิ่งไปห้างมาด้วยกันเมื่อสองวันก่อนเพราะไปช่วยเลือกของขวัญที่วันนั้นไม่ได้ซื้อและอีกอย่างคือพี่ไต้ฝุ่นไม่อยากผิดคำพูดที่บอกว่าจะพาฉันไปเลี้ยงอีกด้วย ซึ่งฉันก็ไม่มีเหตุผลอะไรไปปฏิเสธอยู่แล้ว
“ไอ้มาร์คยังคุยกับคนขับรถไม่เสร็จเลย ให้ไอ้ธามไปเพื่อนสิ” พี่คิมบอกพร้อมกับยิ้มเ้าเล่ห์มาให้
พี่คิมแกล้งอีกแล้ว ทำไมจะไม่รู้ว่าพี่คิมพยายามจับคู่ฉันกับพี่ธาม ถ้าเป็เมื่อก่อนฉันคงรีบตอบตกลง แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ ฉันไม่มีสิทธิ์จะทำแบบนั้นได้อีกแล้ว
“ไม่รบกวนดีกว่าค่ะ” ฉันตอบโดยเลี่ยงที่จะมองหน้าพี่ธามจึงไม่รู้ว่าเขาจะมองมาด้วยสายตาแบบไหน ฉันรู้ว่าพี่ธามมองมาั้แ่ฉันเดินมาแล้วแต่ฉันเลือกที่จะไม่สนใจต่างหาก ถ้าคิดจะก้าวออกมาก็ไม่ควรจะหันกลับไปอีก
ฉันยังไม่ได้บอกใช่ไหมว่าบีลีฟก็อยู่ชมรมนี้เหมือนกันและไปค่ายในครั้งนี้ด้วย น่าตลกนะ ที่จะต้องมาเห็นทั้งสองคนอยู่ด้วยกัน ไม่ใจร้ายกับฉันไปหน่อยเหรอ แค่นี้ยังเจ็บไม่พออีกหรือไง
“เดี๋ยวกูไปเอง พวกมึงขึ้นรถไปก่อนเลย” พี่มาร์คที่เพิ่งคุยกับคนขับรถเสร็จพอดีพูดขึ้นพร้อมกับมองฉันกับพี่ธามสลับกัน
ฉันไม่ได้บอกพี่มาร์คถึงเื่ที่เกิดขึ้นเพราะไม่อยากเอาปัญหาของตัวเองไปทำให้พี่มันต้องคิดมากอีก แค่งานที่ผับก็มากพออยู่แล้ว แต่ก็เหมือนพี่มาร์คจะพอรู้อะไรมาบ้างซึ่งฉันไม่รู้ว่าจะรู้มากน้อยแค่ไหน แต่ถึงอย่างนั้นพี่มันก็ไม่เคยมาถามฉันตรงๆ อย่างตอนนี้
“ยังไม่คุยกับไอ้ธามอีกหรือไง” ฉันแทบจะสะดุดขาตัวเองเมื่อได้ยินคำถาม อะไรจะถามตรงขนาดนี้ พอเดินออกมาถึงรถพี่มันก็ยิงคำถามใส่ฉันทันที
“ถะ ถามแบบนี้หมายความว่าไง”
แล้วเสียงจะสั่นทำไมม่านมุก!
“ก็เห็นน้องพี่นิ่งๆ เงียบๆ ไม่เหมือนเมื่อก่อนเลย” พี่มาร์คบอกพร้อมกับเปิดล็อครถให้ ฉันเลยถือโอกาสไม่ตอบโดยการเข้าไปหาโทรศัพท์ในรถ
อยากรู้จริงๆ ว่าไปรู้อะไรมาอยู่ๆ ถึงมาถามอะไรแบบนี้
“ยังชอบมันอยู่หรือเปล่า” พี่มาร์คยังคงถามต่อเมื่อฉันเอาโทรศัพท์ออกมาเรียบร้อยแล้ว
“ทำไมล่ะ พี่จะบอกให้มุกเลิกชอบอีกคนเหรอ”
ที่คอยเอาแต่จะผลักไสกันนี่เพราะอะไรกันแน่ล่ะ เพราะมีคนที่ชอบแล้วหรือว่าอะไรทำไมไม่บอกกันมาตรงๆ ถ้าบอกกันสักหน่อยฉันอาจจะตัดใจได้ง่ายกว่านี้ก็ได้
“เปล่าสักหน่อย เื่นี้พี่เคยห้ามม่านหรือไง” พี่มันเอามือมายีผมฉันอย่างหมั่นไส้ ที่ไม่ห้ามเพราะห้ามไม่ได้ต่างหากล่ะสิ “พี่ไม่ห้ามเพราะมันเป็เื่ส่วนตัวของม่าน น้องพี่โตพอที่จะใช้ชีวิตเองได้แล้ว แต่สัญญากับพี่ได้ไหมว่าอย่ารักใครมากกว่าตัวเอง”
ฉันเงยหน้าไปมองพี่มาร์คที่มองมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็ห่วง ผู้ชายที่จะมองฉันด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักแบบนี้มีแค่สองคนเท่านั้นแหละ พ่อกับพี่มาร์ค ผู้ชายที่รักฉันที่สุด
“อย่าทำให้ตัวเองต้องเ็ป ถ้ามันไม่ไหวก็แค่ถอยออกมา”
“มุกสัญญา ถ้ามันไม่ไหวจริงๆ มุกจะถอยออกมาเองพี่ไม่ต้องเป็ห่วง อีกไม่นาน” ประโยคสุดท้ายฉันพูดออกมาอย่างเลื่อนลอย ไม่มั่นใจว่าคำว่าอีกไม่นานของตัวเองจะต้องใช้เวลาเท่าไหร่
ฉันกำลังก้าวออกมาอย่างช้าๆ ฉันต้องระมัดระวังในทุกย่างก้าวเพราะไม่รู้ว่าวันไหนฉันจะหกล้มอีก และไม่รู้ว่าจะก้าวออกมาได้ไกลแค่ไหน
“พี่อยู่ข้างม่านเสมอ”
เกิดความเงียบขึ้นระหว่างเราสองคน มีเพียงความอบอุ่นจากอ้อมกอดของคนที่เป็พี่ชายเท่านั้นที่เป็คำตอบของประโยคข้างบน นานแค่ไหนแล้วที่เราไม่ได้กอดกันแบบนี้ มีเื่เกิดขึ้นมากมายที่ฉันเก็บไว้คนเดียว ฉันคิดว่าตัวเองจะจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ไม่อยากให้พี่มาร์คหรือใครต้องเป็ห่วงเพราะทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันมาจากตัวฉันเอง และ่นี้เราสองคนไม่ค่อยได้คุยกันเพราะพี่มาร์คยุ่งเื่ที่ผับ เจอกันแทบจะนับครั้งได้นั่นเป็สาเหตุที่ฉันไม่อยากไปเพิ่มภาระให้อีก แต่บางทีฉันก็อยากระบายให้ใครสักคนฟัง ได้ระบายออกไปบ้างก็คงดี
“ฮึก”
ความจริงแล้วฉันไม่ได้เข้มแข็งถึงขนาดที่จะแบกรับมันไว้คนเดียว ถึงจะทำเป็ไม่รู้สึกอะไรแต่ข้างในมันย่อยยับไปหมด พี่มาร์คไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่กระชับอ้อมกอดให้แน่นกว่าเดิม พี่มันรู้นิสัยฉันดี รู้ว่าตอนนี้ฉันยังทนได้อยู่ แต่ถ้าวันไหนที่ทนไม่ได้ขึ้นมาฉันจะะเิมันออกมาเอง
ถ้าวันนั้นมาถึงฉันคงไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว
ถึงมันจะดูเร็วไปสำหรับความรักที่ฉันมีให้พี่ธามมาตลอดสามปีมันเร็วจนฉันตั้งรับไม่ทันกับสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่มันกำลังจะจบ ถ้าตอนนี้ฉันยังเป็เพียงแค่คนที่แอบชอบพี่ธามอยู่ห่างๆ มันจะดีกว่านี้หรือเปล่า ดีกว่าต้องมารับรู้ว่าอีกคนไม่ได้รู้สึกอะไร
ฉันควรจะหยุดจริงๆ ใช่ไหม
“ขอโทษที่่นี้พี่ไม่มีเวลาให้ม่านเลย”
“ไม่หรอก” ฉันส่ายหน้ารัวๆ ไม่อยากให้พี่มาร์ครู้สึกผิดที่ให้ฉันอยู่คนเดียวทั้งที่ตัวเองทำงานจนแทบไม่ได้พัก ฉันเข้าใจและไม่เคยโกรธ
อย่างน้อยตอนนี้พี่มาร์คก็ยังอยู่ข้างๆ ฉัน
“ถ้าเหนื่อยก็พัก ไม่ไหวก็อย่าฝืน”
คงถึงเวลาที่ต้องหยุดพักยาวๆ แล้วล่ะ
-TBC-