[อ้อแอ้อู้โอ้ว!] พ่อของข้าคือผู้กล้าอันดับหนึ่ง!

    บทที่ 10 การออกเดินทางผจญภัย!!


    ห้องประชุมตั้งอยู่บนจุดสูงสุดในปราสาทเวโรน่า ภายในประกอบด้วยโต๊ะหินยาวสีขาวไข่มุกและเก้าอี้พร้อมพนักอย่างดี เมื่อมองออกไป จะเห็นการตกแต่งด้วยปะการังและธงทิวรูปธนูอันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของนครชายแดนติดทะเลแห่งศวาติ ในสถานที่อันกว้างขวางดังกล่าว มีการประดับด้วยกระจกกว้างแผ่นใหญ่ ซึ่งทำให้ห้องดูโปร่งสบายและเห็นวิวทิวทัศน์ของนครรัฐวาริสแทบทั้งหมดปัจจุบันถูกใช้เป็นห้องว่าราชการของท่านพ่ออีกด้วย"อ้อแอ้"ลูกน้อยของซือหลินร้อง ขณะที่ฉันกำลังนำทางพวกเขาไปที่ห้องประชุม"ฟานดูอารมณ์ดีจัง พร้อมจะเจอท่านอามาคัสไหมเอย?"ซือหลินพูดพร้อมรอยยิ้ม เขาเป็นคนที่อุ้มทารกเอาไว้แนบอก เดินนำหน้านักบวชหลี่และเวทินเด็กชายนักบวชฝึกหัด"เจ้าเรียกท่านพ่อว่าท่านอา ลูกสาวเจ้าก็ต้องเรียกว่าท่านตามาคัสหรือเปล่า"ฉันเสนอซือหลินพยักหน้าเห็นด้วย"ก็จริงของเจ้านะ...มาเจอท่านตาล่ะ ท่านตา""อ๊า อ่า"ก็ดูเป็นเด็กที่น่ารักดีจังเลยนะ…ก๊อก ! ก๊อก !ฉันเคาะประตูแล้วเปิดเข้าไป“ไม่ได้พบกันนานเลยนะ เจ้าหนุ่มซือหลิน”ชายวัยกลางคนร่างสูงโปร่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ สวมชุดยาวตัวโปรดสีเลือดนก ดูสง่างาม เรือนผมยาวสีแดงอ่อนๆ ดวงตาคมเหมือนเหยี่ยว แต่ก็มีรอยยิ้มอ่อนโยน เป็นกันเองนั่นแหละคือท่านพ่อของข้า มาคัส มาเทซาร์“ท่านอามาคัส ขอขอบคุณในความเมตตาที่คอยดูแลพวกเรา และให้พักในปราสาทของท่าน”ผู้กล้าในร่างวัยกลางคนพูดขึ้นพลางโค้งศีรษะเพื่อแสดงความเคารพ“มีแต่คนกันเองทั้งนั้นไม่ต้องมาพิธีรีตรองหรอก ข้าทราบเรื่องคำสาปของเจ้าแล้วซือหลิน เจ้าลำบากน่าดูทีเดียว”คำตอบของเจ้าครองนครทำให้ทุกคนดูผ่อนคลายมากขึ้น“เด็กหน้าตาน่ารักคนนี้คือลูกสาวของเจ้าสินะ น่าเอ็นดูจริง เหมือนกับพ่อราวกับถอดแบบกันมาเลย”“ใช่ครับท่าน ลูกสาวของข้าเอง”“ช่างดูไร้เดียงสา แล้วชื่อว่าอะไรล่ะสาวน้อยคนนี้”“ชื่อฟานครับ เอ้า! ฟาน มาสวัสดีท่านตาเร็วลูก”“ต๊า อา!”ท่านพ่อทำตาโตแล้วมองเด็กหญิงทารกตรงหน้า“ท่านตาอย่างนั้นเหรอ? อืม ดีจริง ท่านตาไง ท่านตา” ท่านพ่อพูดเน้นคำว่าท่านตา แล้วยิ้มเล็กน้อยก่อนจะมองมาทางฉัน ทำหน้าแปลกๆ หมายความว่าไงกัน อะไรของเขากันนะ?“อ้อ ต้องขอบคุณท่านนักบวชทั้งสอง ที่เดินทางไปพาตัวซือหลินมาที่นี่ ขอบคุณจริงๆ”
    “พวกเรายินดี”ศิษย์กับอาจารย์ร่วมกันตอบพร้อมเพรียง
    “แหมๆ เป็นครั้งแรกที่ข้าน้อยเห็นคำสาปให้กลายเป็นคนแก่ น่าดูชมจริงๆ ไม่นึกว่าจะเจอคนที่ดูแก่กว่าข้า โฮ่โฮ!”เสียงหัวเราะของชายชราดังขึ้น ผู้ที่พูดคือท่านนักปราชญ์เอโทส
    เป็นอาจารย์สอนวิชาแพทย์ของข้า เขาศีรษะล้าน ไว้หนวดเครายาวถึงเอว ร่างเล็ก แต่งกายเรียบง่ายด้วยผ้าย้อมสีเทา
    หากบอกเป็นชาวคนแคระ ก็ดูน่าเชื่ออยู่ไม่น้อย
    ท่านเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาราชการของท่านพ่อ ว่ากันว่าช่วยงานราชการอย่างซื่อสัตย์มาตั้งแต่ยุคสมัยท่านปู่แล้ว
    “พอทราบเรื่องคำพยากรณ์ ข้าก็ขอให้เขากลับมาเพื่อคอยดูแลในเรื่องเสบียงและการแพทย์อีกครั้งน่ะ”ท่านพ่อพูดพลางลุกจากเก้าอี้ เดินตรงมาหาพวกเรา
    “คนแก่หลังเกษียณก็ช่วยได้เท่านี้แหละ อาจจะช่วยอะไรมากไม่ได้ แต่อย่างน้อย ก็น่าจะพอช่วยหาวิธีรักษาคำสาปเจ้าให้ได้นะ ท่านผู้กล้าดาบวิเศษ”ชายชราร่างเล็กตบบ่าซือหลินเบาๆ
    “ขอบคุณท่านมาก”
    “เช่นนั้น ข้าจะรีบกระจายคำสั่งให้นครเรา เตรียมยุ้งฉางสำหรับการเดินทัพให้เรียบร้อย ท่านจงอย่าเป็นกังวล”
    “ขอฝากภารกิจด้วย ท่านนักปราชญ์เอโทส”เจ้าครองนครกล่าว
    นักปราชญ์พยักหน้าก่อนเอ่ย“อย่างไรก็ดี ตอนนี้มีสัตว์อสูรออกมาอาละวาดกันให้วุ่นวายไปหมด คงต้องขอกำลังทหาร พร้อมทั้งนักบวช ช่วยในการดูแล เรื่องนี้ด้วยนะครับ”
    “ยังมีสัตว์อสูรออกมาวุ่นวายหรือคะ?”อาจารย์หลี่ถาม
    “ได้ยินว่ายันต์อาคมปกป้องของอาจารย์เมย์กำลังเสื่อมลง…ข้าจะจัดกำลังทหารและนักบวชตามที่เจ้าว่าและกัน”ท่านพ่อตอบเช่นนั้น
    เรื่องของเมย์ เรายังไม่ได้บอกใครนอกจากคนในนิกาย...
    “ท่านนักบวชหลี่ เรื่องยันต์อาคมเดี๋ยวข้าจะอธิบายให้ฟังอีกทีนะคะ”ฉันเอ่ย เธอเป็นคนหนึ่งที่ควรรู้เรื่องนี้
    “…ข้าเข้าใจแล้วค่ะ”นักบวชหญิงตอบอย่างนิ่งเงียบ
    ถ้าฉันอ่านความรู้สึกไม่ผิด ฉันคิดว่าเธอน่าจะรู้เรื่องอาจารย์เมย์แล้ว เมื่อฟังจากน้ำเสียงของเธอ
    แต่ไม่ว่าอย่างไรก็คงต้องบอกความจริง...
    “คำทำนายของนักบวชเมย์นั้นแม่นยำราวกับตาเห็น ข้าคิดว่าไม่มีใครในดินแดนจักรวรรดิศวาติเราจะคัดค้านเรื่องคำพยากรณ์ของนาง แต่ถึงอย่างไรทุกอย่างก็มีขั้นมีตอน ข้าคงต้องนำเอาเรื่องนี้ไปพูดในสภาสูง เพื่อเตรียมรับมือกับสงครามที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตก่อน”มาคัสพูดอธิบาย
    “ข้าว่าท่านพ่อต้องมีนักบวชนิกายดวงตาร่วมในการเดินทางไปด้วยจะดีกว่านะคะ”ฉันเสนอแนะ
    “ถูกของเจ้า ข้าคิดว่าท่านหญิงนักบวชที่อยู่ด้านหลัง น่าจะพอช่วยข้าได้ในเรื่องนี้”
    อาจารย์หลี่เงยหน้าขึ้นถาม“ข้าหรือเจ้าคะ?”
    “ท่านเป็นหนึ่งในศิษย์เอกของอาจารย์เมย์ คำพูดของท่านจะมีน้ำหนัก เสมือนหนึ่งมาจากปากอาจารย์ท่าน”
    นักบวชหญิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ให้คำตอบออกมา“เช่นนั้นก็ขอตอบรับการเดินทางค่ะ”
    “อืม แล้วข้าจะนัดแนะเวลากันอีกที”เจ้าของปราสาทหันมายังซือหลินอีกครั้ง“กลับมาเรื่องของเจ้าหนุ่มกันหน่อย จะเดินทางไปที่ไหนต่อ?”
    “ข้าตั้งใจจะเดินทางกลับจักรวรรดิต้าจินเพื่อแจ้งข่าวให้องค์จักรพรรดิชางได้ทรงทราบก่อนน่ะครับ จากนั้นจะเดินทางไปรวบรวมสมัครพรรคพวกในที่ต่างๆ ก่อนไปยังนครศักดิ์สิทธิ์”
    “ได้ยินมาว่าดาบของเจ้าหักอยู่ ไม่คิดจะเอาไปซ่อมแซมก่อนหรือ?”ฉันพูดพลางกอดอก
    “...ลูกสาวข้ากล่าวได้มีเหตุผล แต่ดาบวิเศษเล่มนี้จะนำไปซ่อมในที่ใดกันเล่า ในศวาติคงไม่มีช่างตีดาบคนใดที่จะซ่อมดาบวิเศษในตำนานได้หรอก”
    “…เช่นนั้นข้าจะนำมันไปซ่อม กับอาจารย์ของข้าที่แดนเหนือต้าจินเสียก่อนครับ”ซือหลินตอบ
    เมื่อได้ยินดังนั้น เจ้าครองนครก็ทำหน้ายิ้มแย้มก่อนจะเอ่ย“ถ้าจะเดินทางก็พาลูกสาวข้าไปด้วยสิ”
    เอ๊ะ...อะไรนะ?
    “ท่านพ่อคะ? ท่านพูดว่าอะไรนะ?”
    เขาหลับตาแล้วลูบปลายคางพลางบอก“ซือหลินต้องสาปจนร่างกายไม่แข็งแรง ลูกเป็นผู้กล้าเหมือนกัน คำพูดลูกก็เหมือนคำพูดของศวาติ ไม่ควรให้เขาไปลำบากคนเดียว จริงไหม?”
    “แต่...แต่ซือหลินมีนักบวชฝึกหัดคอยดูแลอยู่แล้วนะคะ!?”
    “ก็ไปดูแลความปลอดภัยก็ได้นี่ หรือลูกไม่อยากเดินทางกับเขาหรือ? เพื่อโลกของเรา ติดขัดอะไรหรือ?”
    “เอ่อ!? เปล่าเจ้าค่ะ แต่...”
    ชายหญิงเดินทางไปด้วยกันมันไม่เหมาะนะ...
    แต่ว่า...เพื่อโลกของเราด้วย...แต่ว่ามันก็...
    ในระหว่างที่ฉันคิดอยู่ พ่อก็พูดต่ออย่างรวดเร็ว“เงียบ…ก็ถือเป็นอันตกลง”
    “เอ่อ…ถ้าอย่างไรพวกข้าขอตัวไปเตรียมตัวก่อนนะครับท่านมาคัส”ซือหลินกล่าว“ข้าดีใจนะ ที่เจ้าจะร่วมเดินทางมากับพวกข้าด้วย เพตรา”
    อ่า...เอ๊ะ อาซือพูดว่าอะไรนะ?
    “ขาดเหลือเงินทองหรือเสบียงอะไร ก็บอกได้เลยนะเจ้าหนุ่มซือหลิน!”ท่านพ่อพูด
    พอรู้ตัวทุกคนก็ออกจากห้องไป เหลือเพียงเราสองพ่อลูกเท่านั้น
    “ท่านพ่อ! นี่หมายความว่าอะไร?”ฉันถาม แต่สีหน้าอีกฝ่ายกลับดูไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาวแม้แต่น้อย
    “เฮ้อ พ่ออยากได้แบบเมื่อกี้จังเลยนะลูก จะอุ้มแบบนี้แบบนั้น ขอสักสามสี่คนก็ดี”
    เขาพูดแล้วทำท่าเหมือนอุ้มเด็กในอากาศ...
    ฉันย่นคิ้วใส่“หา!? นี่ท่านพ่อพูดหมายถึง…?”
    error loaded
    “ได้ยินไหม ท่านตาล่ะ อา...ข้าอยากเป็นท่านตาจริงๆนะเพตตี้! ดูฟานซิ เด็กน่ารักน่าอุ้ม พ่อกับแม่อยากเห็นพระราชวังของเรา มีเด็กวิ่งเล่นมานานแล้วนะ”
    “เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับซือหลินล่ะพ่อ! เกี่ยวอะไรกับการเดินทาง?”
    “ก็เดินทางไปด้วยกันซิ เจ้าน่าจะช่วยเขาได้มากกว่านี่...”
    “มันต้องมีเหตุผลมากกว่านั้นแน่ ท่านพ่อ ลูกรู้ดี”
    “แน่นอน! ก็รู้ดีว่าพ่อเป็นใครกัน?”มาคัสยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์“เคยทาบทามเจ้าชายหรือลูกขุนนางตั้งหลายคน ลูกก็ทำหน้าบอกบุญไม่รับซักคน แต่พอเป็นซือหลิน มองตาพ่อก็รู้”
    “เขาแต่งงานแล้วนะคะท่านพ่อ”
    “ถ้าเป็นคนดี เป็นผู้กล้าอย่างซือหลิน พ่อไม่ถือ!”
    “พ่อ!?...”ฉันลากเสียงยาว แต่อีกฝ่ายกลับทำหน้าเศร้าใส่
    “พ่อก็แก่ขึ้นทุกวัน ทุกวัน...พ่ออยากเห็นหน้าหลานสักครั้งก่อนตาย คิดดูซิ เวลาลูกไปออกรบ ไปต่างแดน พ่อกับแม่คิดถึงมากแค่ไหนกัน แม่หญิงรัชทายาท!”
    “พอที ลูกไม่รู้ด้วยแล้ว จะทำอะไรก็ทำไปเถอะ”
    “ทำอะไรก็ทำ...แปลว่าตกลง! คราวนี้จับมาเป็นลูกเขยบ้านนี้ให้ได้นะ!”
    ฉันเดินหนีออกมาอย่างหัวเสีย ก่อนปิดประตูดัง...
    ปัง!


    หน้าประตูเมือง
    "ขอบคุณท่านผู้กล้าเพตราที่ให้ข้ามาพักที่นี่ แต่ดูเหมือนว่าภารกิจของข้ายังไม่เสร็จสิ้น ข้าต้องขอตัวทำตามคำสั่งของท่านอาจารย์ คงต้องขอลาทุกท่าน ณ ที่นี้ด้วยเจ้าค่ะ"
    ฉันอธิบายเรื่องเมย์ให้ลูกศิษย์ของเธอฟังแล้ว นักบวชเสียงสั่นแต่ก็สะกดอารมณ์ได้
    เธอตัดสินใจที่จะรับหน้าที่ดูแลยันต์อาคมของเมย์ แล้วจะเดินทางไปกับท่านพ่อหลังจากนั้น
    "ขอบคุณท่านอาจารย์หลี่ สำหรับทุกอย่างที่ท่านช่วยฟานลูกของข้า พระคุณนี้ข้าจะไม่ลืม"ซือหลินกล่าว
    "ข้ายินดีเจ้าค่ะ"นักบวชหลี่เอ่ยภายใต้ผ้าคลุมของเธอ"เวทิน จะเป็นเรื่องดี ถ้าเจ้าได้ติดตามท่านผู้กล้า จงเรียนรู้และดูแลท่านให้ดีด้วยนะ"
    นักบวชหญิงแตะบ่าเด็กชายอย่างแผ่วเบาจากด้านหลัง...
    error loaded
    “ครับท่านอาจารย์ ขอให้ท่านรักษาสุขภาพด้วย”นักบวชเด็กตอบอย่างตั้งใจ เขาก้มศีรษะ เหมือนจะเห็นคราบน้ำตานิดหน่อย แต่เด็กชายก็มิได้แสดงด้านอ่อนแอออกมา
    “ขอให้สวรรค์คุ้มครองทุกคน”นักบวชหญิงก้มศีรษะพร้อมพูด เด็กชายนักบวชฝึกหัดก็ก้าวไปข้างหน้าซือหลิน เขาคุกเข่าลงอย่างช้าๆ
    “เวทินผู้นี้ ขอฝากตัวเป็นผู้ดูแลและศิษย์ของท่านนะครับ ท่านซือหลิน ท่านเพตรา น้องฟาน”
    ซือหลินมองอย่างเงียบๆ ฉันคิดว่าเห็นใบหน้าของเขาภายใต้หนวดเคราและเส้นผมสีขาวยิ้มออกมา
    ซึ่งเหมือนสมัยก่อนที่ฉันเคยเห็น
    ซือหลินเดินไปจับตัวเวทินให้ยืนขึ้น แน่นอนว่าฟานก็ใช้มือน้อยๆ จับตัวเวทินด้วยเช่นกัน
    “ยินดีต้อนรับเวทิน ไปกันเถอะ...การเดินทางของเราเริ่มต้นแล้ว”
    “ครับ!”
    และแล้วคณะเดินทางจึงเริ่มออกเดินทางขึ้นภายใต้ดวงตะวันอันสดใส ฉันเหลียวมองซือหลินที่ขี่ม้าอยู่ข้างๆจึงถามออกไป
    “พอเราไปถึงอ่าวแล้ว เราจะไปที่ไหนกันหรือ?”
    ซือหลินครุ่นคิดก่อนตอบออกมา“ข้าว่าเราต้องไปตลาดใกล้ๆก่อนนะ เราต้องไปหาเสื้อกันหนาวให้ฟานนะ”
    “เสื้อกันหนาวเพิ่มเหรอ ข้าว่าแค่นี้ก็ทำให้นางอุ่นแล้วนะ”
    “ไม่พอหรอกสหาย”ซือหลินตอบ“เพราะว่าเป้าหมายเราคือภูเขาซุยซาน ภูเขาที่หนาวที่สุดในต้าจินยังไงล่ะ”
    “ภูเขาน้ำแข็งห่างไกล ต้องเดินทางไปที่ที่หนาวจัดอย่างนั้นนะหรือ?”
    “ใช่ เพราะอย่างนั้นต้องเตรียมตัวให้ดีก่อน เด็กเล็กต้องดูแลให้ดี ไม่อย่างนั้นจะไม่สบายได้”
    “ดูสมกับเป็นคุณพ่อเหลือเกินนะเจ้าเนี่ย”ฉันเอ่ย“แต่จะดีกว่านะ ถ้าเจ้าตัดผมเผ้าโกนหนวดให้หน้าสะอาดๆหน่อย ความจริงก็ไม่ได้แก่ลงขนาดนั้นหรอก มันอยู่ที่สภาพการแต่งกายและทรงผมเจ้าด้วยแหละ”
    “สภาพข้าตอนนี้ดูแก่มากเลยเหรอ?”
    ฉันไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยินเลย“ใช่ ไม่มีใครทักเจ้าเลยหรืออย่างไรกัน? ถ้าไม่อยากโดนทักว่าแก่ ก็ดูแลตัวเองซะ เข้าใจนะ?”
    “โอ้ ขอบใจเจ้านะเพตรา เจ้าช่วยข้าไว้อีกเรื่องแล้ว”
    “อ้อแอ้”ฟานร้องอย่างร่าเริง ขณะอยู่บนหลังซือหลินที่กำลังควบม้าปุเลงๆ เวทินก็พูดขึ้น
    “อาจารย์ของท่านซือหลิน รู้วิธีซ่อมดาบอย่างนั้นเหรอครับ?"
    "แน่นอน ข้าเคยเห็นท่านซ่อมของวิเศษอยู่หลายครั้งนะ"
    “ข้าสงสัยมาตลอดเลย อาจารย์ของท่านซือหลินเป็นใครหรือครับ? ทำไมเขาสามารถสร้างดาบวิเศษเล่มนี้ได้?”เวทินถามขณะที่คุมบังเหียนเจ้าล่อลมกรดเอาไว้
    “อืม ข้อแรกสร้างอย่างไร ตอบ...ดาบวิเศษเล่มนี้อาจารย์ตีขึ้นจากกระดูกของท่านเอง”
    “กระดูกเหรอครับ?”เวทินทบทวนคำพูดที่ได้ยิน
    ซือหลินพยักหน้าย้ำสิ่งที่บอก“ใช่ ฟันหน้าของมังกร...อาจารย์ข้าคือจ้าวมังกรเฮอเหลียว ท่านคือมังกรตัวเดียวกับที่อยู่บนธงต้าจินยังไงล่ะ!”


    ณ จักรวรรดิมารซิเรเดล
    คุกโลกันต์ใต้พิภพ สถานที่จองจำที่แข็งแกร่งและอันตรายที่สุดในจักรวรรดิมาร มันถูกสร้างด้วยเปลวเพลิงจากภูเขาไฟและอาคมอันลึกลับ น้อยชีวิตนับตัวได้ที่จะหาญกล้าเข้ามายังสถานที่แห่งนี้
    “เหล่าพลพรรคมารทั้งหลายต่างดีใจที่ได้ยินข่าวการตายของผู้กล้าซือหลิน มันกับดาบวิเศษของมันเป็นหอกข้างแคร่ชาวเรามาช้านานแล้ว”เสียงหนึ่งดังขึ้น
    “ไร้ซึ่งซือหลิน เหล่ากลุ่มผู้กล้าก็ไร้ซึ่งผู้นำ หวังว่าท่านจะพึงพอใจในสิ่งที่ข้ามอบให้นะ...ท่านจอมมาร”อีกเสียงหนึ่งกล่าว ขณะที่เดินลงบันไดคุกโลกันต์ทีละก้าว..
    “น่าพึงพอใจยิ่งนัก เจ้ามนุษย์”จอมมารกล่าวภายใต้หน้ากากประจำตัว“ช่างแนบเนียนนัก เชื่อว่าไม่มีใครจะสงสัย ว่าเจ้าคือผู้ที่วางเพลิง”
    “เจ้าเองแนบเนียบไม่มีใครสงสัยเลย แม้แต่ใต้เท้ามาริคผู้ใกล้ชิด...สำหรับพวกนั้น...พวกเรามันไร้ตัวตน..."มนุษย์ผู้นั้นเอ่ย
    คำพูดนั้นแฝงด้วยความโกรธอย่างชัดเจน
    “ตัวตนที่ข้ารู้คือเจ้าเลือกทรยศต่อเผ่ามนุษย์ และมาสร้างความชอบในแดนมาร”
    “ทรยศเหรอ? ความชอบเหรอ? เฮอะ! ฟังดูเหมาะกับพวกเราดีนี่!...ท่านว่าอย่างนั้นไหม?”ใบหน้ามนุษย์นั้นยิ้มกริ่ม
    ร่างลึกลับทั้งสองมาอยู่ห้องขังชั้นล่างสุด ประจัญหน้าจ้องมองไปยังร่างที่ถูกจองจำ
    ดวงตาแข็งกร้าวมองออกมาจากภายในคุกนั้น ...
    error loaded

    error loaded
    “สงครามเพื่อท่าน...ในที่สุดก็จะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง...ท่านจ้าวฑิคา!”