‘ไม่หนีจริงๆด้วยแฮะ หึหึ’หลินเยว่ซิงพยักหน้าคิดในใจและพึงพอใจกับผลลัพธ์แต่อีกใจก็นึกอยากให้พวกคนร้ายเหล่านี้หนีนะ เพราะเธอจะได้หาเื่ฟาดหนักๆแต่ไม่ให้ถึงตาย เมื่อเหล่าคนร้ายไม่หนีและทำตามที่เธอสั่งอย่างเชื่อฟังเธอจึงไม่เคร่งครัดกับพวกเขาอีก เพราะถึงอย่างไรสุดท้ายพวกคนร้ายทั้งหมดนี้ก็ต้องไปรับกรรมในคุกปล่อยให้เป็หน้าที่ของตำรวจต่อไปเถอะ ในโลกยุคปัจจุบันนี้มีกฎหมายเธอไม่สามารถฆ่าใครก็ได้เหมือนตอนที่อยู่ในแดนบำเพ็ญเพียร กับคนธรรมดาเช่นนี้พวกเขามีร่างกายอ่อนแอยิ่งนักเมื่อเทียบกับเธอ
หลินเยว่ซิงมองเด็กหญิงและสำรวจร่างกายภายนอกของเธอด้วยสายตาคร่าวๆพบว่าเนื้อตัวของเธอมีรอยเขียวม่วงเป็จ้ำๆ มีรอยแดงเนื่องจากถูกบิดให้ร้องไห้ถูกตี และรอยเสียดสีจากเชือกที่มัดตัวเธอจนเป็แผลถลอกจากนั้นหญิงสาวยื่นมือมาจับชีพจรตรวจอาการภายในให้เด็กหญิง พบว่าไม่ได้าเ็ภายในแต่อย่างใดมีเพียงเจ็บเนื้อภายนอกเท่านั้น
หญิงสาวหันข้างให้คนร้ายไม่อยากให้พวกเขาเห็นว่าเธอทำอะไรกับเด็กแต่ก็ไม่อยากหันหลังให้เผื่อว่าเ้าคนร้ายที่เธอไม่ได้มัดเกิดคิดอะไรไม่เข้าท่าขึ้นมา
“หลับตาก่อนนะคะ เดี๋ยวพี่สาวรักษาให้”หลินเยว่ซิงกล่าวกับเด็กหญิง
เด็กหญิงไม่สงสัยอะไรเธอพยักหน้าอย่างเชื่อฟังและหลับตาลงซึ่งจริงๆแล้วคนที่รับการรักษาไม่จำเป็ต้องหลับตาก็ได้แต่หลินเยว่ซิงไม่้าให้เด็กน้อยได้เห็นว่ารอยช้ำต่างๆ หายไปได้แบบทันตาแต่จะว่าไปเด็กน้อยเช่นนี้คงไม่ได้สังเกตร่างกายของตนเองอย่างแน่นอน
หลินเยว่ซิงใช้วิชาฝ่ามือเก้าชีวิตรักษาให้เด็กหญิงเพราะเด็กหญิงไม่ได้อาการหนัก และตัวของเด็กหญิงก็เล็กมาก เพียงไม่กี่นาทีร่องรอยช้ำและรอยถลอกทุกส่วนบนร่างของเด็กหญิงก็หายดีจากนั้นหญิงสาวแกล้งออกเสียงร่ายคาถา
“โอม มะลุกกุ๊กกุ๋ย ความเ็ปจงหายไป เพี้ยง เพี้ยง”กล่าวจบก็เป่าไปที่แขนของเด็กหญิง
เด็กหญิงรู้สึกได้ถึงลมเย็นๆที่ถูกเป่ารดมาที่แขนทั้งสองข้างของตน
“เอาละ เสร็จแล้ว ลืมตาได้แล้วค่ะ”หลินเยว่ซิงบอกกับเด็กหญิง
เด็กหญิงลืมตาทันที
“โอ้โห พี่สาวเก่งจังเลยค่ะ หนูไม่รู้สึกเจ็บแล้ว” เด็กหญิงอุทานยิ้มกว้างแล้วยื่นมือเล็กๆ ของตัวเองมาดูและลูบไปตามเนื้อตัวเพื่อสำรวจ
‘ฮิฮิ หลอกเด็กง่ายจริงๆ’ หลินเยว่ซิงคิดในใจอมยิ้มมุมปาก
“คาถาพี่สาวดีใช่ไหมล่ะ เป่าทีเดียวก็หายเจ็บแล้ว”หลินเยว่ซิงยิ้มมุมปาก
“ใช่ๆ พี่สาวเก่งที่สุดในโลก หนูไม่รู้สึกเจ็บที่ไหนอีกแล้วค่ะ”เด็กหญิงตอบยิ้มจนตาหยี
หลินเยว่ซิงยิ้มแล้วถาม “เราก็คุยกันมาพักหนึ่งแล้วจะไม่แนะนำตัวกับพี่สาวหน่อยเหรอคะ”
หลินเยว่ซิงชวนคุยเพราะไม่รู้ว่าคนที่มารับเด็กจะมาถึงเมื่อไร “หนูชื่อเย่อ้ายฉิงค่ะพี่สาวเรียกหนูว่าอ้ายฉิง หรือฉิงฉิงก็ได้ค่ะ แล้วพี่สาวล่ะคะชื่ออะไร”
“พี่สาวเหรอ พี่สาวชื่อหลินเยว่ซิงค่ะ”หลินเยว่ซิงตอบโดยไม่ปิดบังอันใด
“พี่สาวหลินเยว่ซิง หลินเยว่ซิง หลินเยว่ซิงหนูจำได้แล้วค่ะ” เย่อ้ายฉิงกล่าวพึมพำซ้ำๆเพื่อให้จำชื่อของพี่สาวที่มาช่วยเธอไว้
หลินเยว่ซิงนึกถึงตอนที่เธอหลงมิติเข้าไปในแดนบำเพ็ญเพียรใหม่ๆตอนนั้นเธอไปปรากฏตัวใกล้ๆ เขตชายป่า เป็เขตแดนระหว่างหมู่บ้านคนกับป่าเธอไม่รู้จักที่แห่งนั้น เธอถูกหลอกให้รับประทานอาหารผสมยานอนหลับแล้วถูกจับไปขายเพราะปกตินิสัยแล้วเธอไว้ใจคนง่าย เป็คนใจอ่อนและใจดีกับทุกคนเป็คนมองโลกในแง่ดี วันๆ ก็เหมือนกับได้วิ่งเล่นอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ไม่มีพิษมีภัยกับใครๆ จึงคิดว่าทุกคนมีจิตใจดีเหมือนเธอแม้ว่าสาเหตุที่ทำให้เธอต้องหลงเข้าไปในดินแดนที่เธอไม่เคยรู้จักจะมาจากนิสัยเช่นนี้ของเธอ แต่เธอก็ยังไม่รู้จักหลาบจำเธอไม่เคยคิดว่าจะมีคนคิดต่างจากเธอหากเธอปฏิบัติกับพวกเขาด้วยความดี
คนใจร้ายเ่าั้หลอกหญิงสาวหลายคนจากหลายที่เพื่อนำไปขายเป็ทาสที่ต่างเมืองเมื่อเธอฟื้นขึ้นมาเธอก็อยู่ในกรงขังกับหญิงสาวคนอื่นเกือบสิบคนมีม้าลากเคลื่อนที่ไปเธอสังเกตเห็นว่าชุดที่เธอสวมซึ่งเป็ชุดจากยุคปัจจุบันเป็เสื้อยืดคอกลม กางเกงยีนรองเท้าผ้าใบ แตกต่างกับชุดของหญิงสาวเ่าั้พวกเธอสวมชุดคล้ายจีนโบราณสีซีดเก่าขาด เธอกลัวมาก ไม่รู้จะทำอย่างไรดีเธอเคยดูซีรีส์ พวกทาสต้องทำอะไร และถูกทารุณอย่างไร ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว
ระยะเวลาสองวันที่เดินทาง พวกมันให้อาหารพวกเธอแบบอดๆอยากๆ น้ำก็ไม่เพียงพอ และบ่ายวันที่สาม พวกมันก็พาหญิงสาวมาอีกสองคนขณะที่ประตูกรงเปิดออกเพื่อนำคนใหม่เข้าไปหญิงสาวคนหนึ่งที่ถูกขังอยู่ก็ทนไม่ไหวและหวาดกลัวก็วิ่งสวนออกมาแต่หญิงสาวผู้นั้นก็หนีไปได้ไม่ไกลนัก พวกมันตามทันและใช้ดาบฆ่าเธอ
หลินเยว่ซิงและหญิงสาวคนอื่นๆ ที่เห็นเหตุการณ์ต่างกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว แต่โชคดีเหลือเกินที่ต่อมามีชายหนุ่มสองคนมาช่วยเหล่าหญิงสาวที่ถูกลักพาตัวมาเกิดการต่อสู้ครู่หนึ่งในที่สุดคนร้ายเ่าั้ก็ตายทั้งหมดฝีมือของชายสองคนที่มาช่วยเธอเก่งมากในสายตาเธอตอนนั้น
พวกเขาบอกว่า พวกเขาได้รับการไหว้วานมาอาจารย์จึงมอบภารกิจนี้ให้พวกเขาเพื่อเป็การฝึกทักษะการต่อสู้จากนั้นพวกเขาก็ปล่อยให้หญิงสาวเ่าั้กลับบ้านหลินเยว่ซิงซึ่งไม่คุ้นเคยกับที่แห่งนี้จึงขอติดตามชายหนุ่มสองคนไปด้วยขอร้องอยู่พักใหญ่ ในที่สุดชายหนุ่มทั้งสองคนจึงยอมพาเธอไปพบอาจารย์แต่ไม่รับปากว่าอาจารย์จะอนุญาตให้เธออยู่ด้วยหรือไม่ซึ่งชายหนุ่มสองคนนั้นก็คือศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่รองของเธอในตอนนี้นั่นเอง
เพราะประสบการณ์อันเลวร้ายนั้นจึงทำให้หลินเยว่ซิงเกลียดพวกลักพาตัวเข้าไส้ ดังนั้นเมื่อเห็นเด็กหญิงวัยเพียงห้าขวบถูกลักพาตัวมาจึงทำให้โกรธมาก ขนาดเธอซึ่งโตแล้ว ตอนที่ถูกจับตัวเพื่อพาไปขายเธอยังกลัวถึงเพียงนั้น แล้วเด็กตัวเล็กๆ อย่างเย่อ้ายฉิง จะกลัวมากเพียงใดกัน
หลินเยว่ซิงมองเย่อ้ายฉิงด้วยความสงสารและความเอ็นดูเด็กหญิงตัวน้อยผิวพรรณดี หน้าตาน่ารักกระจุ๋มกระจิ๋มมัดผมสองข้างที่ตอนนี้ดูยุ่งเหยิง เห็นแล้วใจละลายเพียงนี้ไอ้พวกสารเลวนี่ตีเธอลงได้อย่างไร หญิงสาวมองไปรอบๆเห็นขวดน้ำบนโต๊ะที่อยู่ชิดผนังห่างออกไปสองขวด และข้าวหนึ่งกล่องเดาว่าน่าจะเป็อาหารที่คนร้ายพวกนี้เตรียมมาให้เย่อ้ายฉิง
“อาหารตรงนั้นของเด็กใช่ไหม”หลินเยว่ซิงหันไปถามกลุ่มคนร้ายโดยไม่ระบุว่าถามใคร
“คะ..ครับ ครับ ของเด็กครับ”คนร้ายที่ใส่เสื้อลายสก๊อตที่เคยเฝ้าประตูด้านนอกตอบ
ตอนนี้ทุกคนฟื้นแล้วแต่คนที่โดนตบกรอกหูแม้จะฟื้นแต่ก็ยังดูมึนงงอยู่เหมือนเป็โรคน้ำในหูไม่เท่ากันเพราะเจ็บหนักกว่าคนอื่น
หลินเยว่ซิงพยักหน้าเข้าใจ แล้วหันไปถามเย่อ้ายฉิง“ฉิงฉิงหิวไหม”
เด็กหญิงพยักหน้ารับ “หิวค่ะตอนนั้นหนูกลัวมากเลยไม่กล้ากินค่ะ”
หลินเยว่ซิงเดินไปหยิบข้าวกล่องและน้ำมาเธอตรวจดูอาหารและน้ำแล้วดมกลิ่น พบว่ามันปกติดี
“ถ้างั้นกินข้าวสักหน่อยนะคะ ไม่งั้นอาจจะปวดท้องได้”หลินเยว่ซิงกล่าว
“ค่ะ” หลินอ้ายฉิงตอบรับอย่างว่าง่าย
“ให้พี่สาวป้อนให้ไหมคะ” หลินเยว่ซิงถามอย่างใจดี
“ไม่เป็ไรค่ะ หนูโตแล้ว หนูกินเองได้ค่ะ”เด็กหญิงกล่าว
“นี่! นายน่ะ ไปยกโต๊ะนั่นมา”หลินเยว่ซิงสั่งคนร้ายที่ไม่ได้ถูกมัดเพียงคนเดียวให้ไปยกโต๊ะที่มีอยู่ตัวเดียวในบ้านมาให้
“ครับ” ชายคนร้ายกล่าวแล้วลุกขึ้นไปยกโต๊ะมาให้แล้วกลับไปนั่งที่เดิม นึกภาวนาให้พวกตำรวจมาถึงเร็วๆเขากลัวผู้หญิงคนนี้จะแย่แล้ว กลัวว่าจู่ๆ เธอจะนึกอะไรแปลกๆ แล้วเกิดอารมณ์ไม่ดีใช้แส้ร้ายๆ นั่นฟาดเขา เพราะสภาพข้อมือเพื่อนที่โดนแส้ดูแย่มาก
‘แต่ เอ๊ะ แส้ของเธออยู่ที่ไหนนะเธอเอามันไปซ่อนไว้ที่ไหน’ ชายคนร้ายคิดในใจ และพยายามสอดส่ายสายตามองหาแส้
หลินเยว่ซิงรู้สึกถึงสายตาที่ชายคนร้ายมองที่เธอไม่หยุดจึงหันไปมองแล้วถาม “มีอะไร”
ชายคนร้ายย่นคอแล้วตอบ “ไม่ ไม่มีอะไรครับ”
หลินเยว่ซิงกระตุกยิ้มมุมปากเมื่อเห็นสายตาหวาดระแวงของชายคนร้ายสนุกจริงๆ ขู่คนร้ายเนี่ย พวกมันจะได้รู้ว่า เวลาถูกข่มขู่บ้างรู้สึกอย่างไร
หลินเยว่ซิงนั่งมองเด็กหญิงตัวน้อยรับประทานอาหารมีหกเลอะบนโต๊ะบ้าง แต่เธอไม่ได้กล่าวอะไร เพราะมันเป็เื่ธรรมดาของเด็กวัยนี้
ขณะนั่งมองเย่อ้ายฉิง จู่ๆ ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้“เอ๊ะ วันนี้วันที่เท่าไรนะ”
เธอหยิบโทรศัพท์ของคนร้ายที่เธอยึดมาที่ตอนนี้วางอยู่บนโต๊ะเธอกดปุ่มเพื่อดูวันที่บนหน้าจอโทรศัพท์ เมื่อเธอเห็นวันที่ชัดๆ เธอก็เบิกตาโพลง“ฮ้า ไม่อยากจะเชื่อ วันนี้เป็วันที่ 10 เดือนกันยายน ปี 20XXถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่า...”
เธอหยุดพูดไป พร้อมกับคำนวณเวลา
เพราะเธออุทานเสียงดังทำให้เย่อ้ายฉิงใทำช้อนหลุดจากมือ คนร้ายก็มองเธอเช่นกันสงสัยว่าเธอจะใอะไรนักหนา
หลินเยว่ซิงรู้สึกตัว ว่าเธอไม่ควรพูดอะไรออกมา
“โอ้ ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร ฉิงฉิงกินข้าวต่อเถอะพี่สาวเพิ่งนึกอะไรได้นิดหน่อยน่ะ” เธอรีบกล่าวกับเย่อ้ายฉิง
“ค่ะ” เด็กหญิงพยักหน้ารับพร้อมกล่าวเบาๆแล้วหยิบช้อนตักอาหารต่อ
หลินเยว่ซิงเม้มปากแล้วคิดในใจ‘นี่ฉันหายไปเพียงปีครึ่งสำหรับเวลาในโลกปัจจุบันเองเหรอเนี่ย ทั้งๆที่ฉันอยู่ที่แดนบำเพ็ญเพียรนานถึงร้อยห้าสิบกว่าปีถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่า...คุณพ่อ คุณแม่ และเสี่ยวเจ๋อก็ยังอยู่น่ะสิ’เธอยกมือขึ้นปิดปาก น้ำตาคลอด้วยความดีใจ ภายในใจเต็มไปด้วยความคิดถึงภาพสมาชิกในครอบครัวปรากฏให้เห็นในมโนภาพความทรงจำ
เดิมทีหลินเยว่ซิงคิดว่าเวลาที่โลกนี้กับโลกบำเพ็ญเพียรเท่ากันคิดว่าแม้ว่าเธอกลับมาที่โลกปัจจุบันแล้ว เวลาผ่านไปราวร้อยห้าสิบปีคนในครอบครัวเธอก็คงตายจากไปหมดแล้ว เหลือเธอให้เผชิญโลกอยู่เพียงลำพังแต่ในความเป็จริงกลับไม่เป็เช่นนั้น โลกนี้ยังไม่โหดร้ายกับเธอเกินไปในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี ในวิกฤตก็ยังมีโอกาส
แม้เธอจะโชคร้ายหลงเข้าไปในแดนบำเพ็ญเพียรถึงร้อยห้าสิบกว่าปีแต่ก็ยังโชคดีที่ได้กลับมายังโลกยุคปัจจุบันที่ระยะเวลาหลังจากที่เธอหายไปเพียงหนึ่งปีครึ่งเท่านั้นนั่นก็เท่ากับว่าโลกปัจจุบันนี้กับโลกในแดนบำเพ็ญเพียรมีเวลาต่างกันถึงหนึ่งร้อยเท่าและดีเหลือเกินที่กาลเวลาที่นั่นมันเหมือนหยุดอยู่กับที่จึงไม่ทำให้ใบหน้าของเธอแก่ชราลงเพราะระยะเวลาอันยาวนาน
นอกจากนี้เธอยังได้รู้จักอาจารย์ ได้เรียนรู้ศาสตร์การปรุงยาการต่อสู้ และการบ่มเพาะพลัง ความอัศจรรย์จากโลกนั้นไม่ได้สูญหายไปเมื่อเธอได้กลับมายังโลกยุคปัจจุบันนี้เธอยังสามารถใช้ทักษะเ่าั้ได้ เหตุการณ์ที่แสนมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับเธอนี้มันอาจจะเป็โชคชะตาของเธอ
หลินเยว่ซิงเช็ดน้ำตาเบาๆ และเริ่มอมยิ้มจากนั้นก็ค่อยๆ ฉีกยิ้มกว้างขึ้น
“พี่สาวหลินเป็อะไรหรือเปล่าคะ ร้องไห้ด้วย ยิ้มด้วย”เย่อ้ายฉิงถามด้วยความงุนงงสงสัย
“หึ หึ หึ ไม่มีอะไรค่ะ พี่สาวแค่คิดอะไรนิดหน่อยน่ะ”หลินเยว่ซิงเม้มปาก รู้สึกเขินอายเล็กน้อยที่ทำหน้าแปลกๆ ให้เด็กน้อยเห็นยกมือขึ้นลูบศีรษะเล็กๆ ของเด็กหญิงเบาๆ ก่อนตอบเธอ
หลังจากรออีกประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่าๆรถยนต์สามคันก็เข้ามาจอดในบริเวณบ้านร้างแห่งนี้ผู้ที่ก้าวลงมาจากรถเป็ตำรวจสี่นาย และชายหนุ่มสองคนอายุประมาณยี่สิบหกถึงสามสิบปี
ทันทีที่เย่อ้ายฉิงเห็นชายหนุ่มที่มีใบหน้าคุ้นเคยหนึ่งในสองคนนั้นก้าวเท้าลงมาจากรถเธอรีบวิ่งเข้าไปะโกอดทันที
“คุณอาอี้จ้าน คุณอามารับหนูแล้ว ฮือ ฮือ ฮือ”เด็กหญิงพูดไป ร้องไห้ไป
“โอ๋ๆ ฉิงฉิงเด็กดี อาจ้านมารับฉิงฉิงแล้วไม่ต้องกลัวนะ” ชายหนุ่มอ้าแขนรับเด็กหญิงขึ้นมาอุ้มแล้วกล่าวปลอบคิ้วที่ขมวดมุ่นอยู่เริ่มคลายออก
“คนพวกนั้นใจร้ายมากเลยค่ะ เขาจับตัวหนูมาแล้วเขาก็ดุมาก เขาบิดเนื้อ เขาตีหนู แล้วเขาก็มัดหนูด้วยค่ะ ฮือ ฮือ ฮือ”เด็กหญิงฟ้องอาของเธอไม่หยุด พร้อมกับชี้นิ้วไปที่เหล่าคนร้ายที่นั่งรวมตัวกันอยู่
ชายหนุ่มส่งสายตาอาฆาตไปยังคนร้ายเ่าั้กัดฟันกรอดเพื่อข่มอารมณ์แล้วดึงสายตากลับมามองหลานสาวต่อ
“ฉิงฉิงไม่ต้องกลัวนะ เดี๋ยวอาจัดการลงโทษพวกมันให้นะโทษฐานที่พวกมันมาทำร้ายฉิงฉิงของอา”ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับใช้นิ้วเกลี่ยน้ำตาให้กับหลานสาวอย่างอ่อนโยน
“คุณอาอี้จ้านไม่ต้องแล้วก็ได้ค่ะพี่สาวหลินจัดการตีพวกคนใจร้ายให้หนูแล้วค่ะ พี่สาวหลินเก่งม๊ากมาก” เด็กหญิงกล่าวชื่นชมหลินเยว่ซิงดวงตาวาววับของร่องรอยหยาดน้ำหันไปทางหญิงสาวที่ตอนนี้กำลังคุยกับตำรวจ