บทที่6
สามี
หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายก่อนหน้านี้ยุติลงเวลาก็เหมือนจะไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เซี่ยอันอวี่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม หน้าบันไดไม้ของเรือนเ้าเมืองในยามนี้ นางพูดได้เต็มปากว่า...ไม่รู้ว่าควรจะทำสิ่งใดต่อดี
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจความหวาดระแวงยังกัดกินอยู่ไม่ห่าง นางไม่กล้าแม้แต่จะขยับไปทางซ้ายหรือขวาเกรงว่าหากพลาดเพียงก้าวเดียว...อาจจะกลายเป็เป้าของแผนลอบสังหารอีกครั้ง
ชีวิตน้อย ๆ ที่เพิ่งรักษาไว้ได้ยังรู้สึกเปราะบางเหมือนจะปลิวหายไปกับสายลม
นางจึงได้แต่นั่งนิ่งปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปโดยไม่มีจุดหมาย
ยามเย็นค่อย ๆ เข้ามาแทนที่แสงของวัน
เมืองกู่หลิงซาในตอนนี้ถูกแต่งแต้มด้วยแสงสนธยาสีส้มอมแดงที่ฉาบทาไปทั่วทั้งผืนทะเลทรายอันเวิ้งว้างแสงสุดท้ายของวันสะท้อนกับเม็ดทรายและกำแพงหินเก่า ๆกลายเป็ประกายอบอุ่นที่ปะปนกับกลิ่นของฝุ่นผงเงาของอาคารและต้นไม้แห้งเหี่ยวทอดยาวลงบนถนนร้างอย่างเงียบงันแม้เมืองแห่งนี้จะดูเสื่อมโทรม แต่ในยามเย็นกลับมีเสน่ห์ที่น่าประหลาดใจ งดงามเงียบงัน และเปล่าเปลี่ยวในคราเดียวกัน
และในขณะเดียวกันนั้นเอง…
เสียงะโหนึ่งก็ดังแว่วมาจากด้านนอกอาณาเขตเรือนเ้าเมือง
“ท่านแม่ทัพกลับมาแล้ว!”
เสียงนั้นดังกังวานราวกับคำประกาศอย่างไม่เป็ทางการแต่ทรงอำนาจเพียงพอให้ทุกผู้คนภายในบริเวณรับรู้ได้ทันที
บรรยากาศโดยรอบเหมือนถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวอีกครั้งเหล่าทหารที่คอยลาดตระเวนอยู่รอบอาณาเขตพลันเร่งจัดระเบียบแถวแนวรักษาการณ์ถูกยกให้เตรียมพร้อม
เซี่ยอันอวี่ที่ยังนั่งพิงเสาไม้อยู่เงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว นางรีบลุกขึ้นยกมือปัดฝุ่นออกจากชายเสื้อแล้วจ้องมองไปยังทิศทางของประตูหน้าอย่างไม่กระพริบ
เสียงฝีเท้าของอาชาดังขึ้นชัดเจนบนถนนที่ปูด้วยอิฐทราย
อาชาสีดำสนิทตัวหนึ่งวิ่งควบผ่านถนนตรงหน้าร่างของผู้ขี่บนหลังม้ามีผ้าคลุมสะบัดตามแรงลม ร่างนั้นสูงใหญ่ ท่วงท่ามั่นคงเงียบขรึมราวกับเงาพายุ
เพียงครู่เดียวม้าก็มาหยุดลงเบื้องหน้าประตูทางเข้าอาณาเขตเรือนเ้าเมืองเสียงของเหล่าทหารที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าต่างก็พร้อมใจกันเปล่งเสียงขึ้นอย่างเป็ระเบียบ
“คารวะท่านแม่ทัพ!”เสียงเ่าั้แน่นหนักแสดงถึงความนับถือและอำนาจที่บุรุษผู้นั้นมีอยู่
เสียงฝีเท้าของม้าค่อย ๆเงียบลงเบื้องหน้า และประตูไม้ใหญ่ของจวนเ้าเมืองก็ถูกผลักเปิดออกอย่างช้า ๆด้วยมือของทหารสองนายที่เฝ้าอยู่ด้านข้าง
ร่างของบุรุษผู้หนึ่งก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาอย่างเงียบงันแต่กลับราวกับนำแรงลมเย็นแห่งยามค่ำเข้ามาด้วย
ทันทีที่เซี่ยอันอวี่เห็นรูปลักษณ์ของบุรุษผู้นั้นางถึงกับชะงัก ดวงตาเบิกกว้าง ก่อนจะนิ่งงันราวกับถูกตรึงอยู่กับที่
...ราวกับตกอยู่ในห้วงภวังค์
ผู้ที่เดินเข้ามา มีร่างสูงสง่าท่าทีสงบแต่เปี่ยมอำนาจ เขาสวมอาภรณ์สีขาวสะอาดที่ตัดเย็บด้วยผ้าชั้นดีพาดคลุมด้วยผ้าคลุมสีจันทร์หม่นที่สะบัดตามจังหวะลมยามเย็นผิวของเขาขาวเนียนราวหยกหิมะ ดวงตาเรียวยาวเปล่งแววเ็านิ่งลึกจนยากคาดเดา
ใบหน้าของเขาคมชัดราวภาพวาดไม่ใช่ความงามแบบอ่อนโยนหากแต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์เฉียบขาด เขาไม่ใช่ชายที่มีกล้ามเนื้อใหญ่โตดั่งแม่ทัพทั่วไป
...แต่กลับมีบางอย่างในท่วงท่าและดวงตาที่ทำให้นางไม่อาจละสายตาได้
สำหรับเซี่ยอันอวี่ผู้เคยใช้ชีวิตอยู่ในโลกยุคใหม่ ร่างกายของเขา สูงเพรียวได้สัดส่วนไม่หนาเทอะทะเกินไป กลับดู น่ามอง ยิ่งกว่า
เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้น...เขาก็เหมือนจุดศูนย์กลางของทุกสายตา
ในเสี้ยววินาทีนั้นความทรงจำที่หลอมรวมจากเ้าของร่างเดิมก็โผล่ขึ้นมาในใจของเซี่ยอันอวี่อย่างแจ่มชัด
เขาคือ หนานกงจิ่นอวี่
หนึ่งในแม่ทัพใหญ่แห่งราชวงศ์ต้าหลิงไม่เพียงมีชื่อเสียงด้านการรบ แต่ยังเป็แม่ทัพหนุ่มผู้มีพร์สูงส่งอายุเพียงยี่สิบกว่า ๆ เท่านั้น แต่กลับสร้างผลงานไว้มากมายในสนามรบ
...และเพราะความโดดเด่นเกินหน้าเกินตานั้นเองเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ในราชสำนักจึงร่วมกันกลั่นแกล้งเขา สุดท้ายฮ่องเต้ก็จำต้องพระราชทานรางวัลเป็ “ดินแดนกันดาร” แห่งนี้ให้เขาปกครอง
แม้จะเป็การมอบรางวัล...แต่มันก็คล้ายกับการผลักไสในเวลาเดียวกัน
จากกองทัพนับหมื่นเขาสามารถนำผู้ติดตามติดตัวมาได้เพียงหนึ่งร้อยนายแต่เขาก็ยังยืดหลังตรงไม่แสดงความอ่อนแอแม้แต่น้อย
หนานกงจิ่นอวี่ก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบจนเมื่อมาหยุดอยู่ตรงหน้าของเซี่ยอันอวี่ เขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ฟังแล้วลึกซึ้งเย็นเยียบ
“เป็อย่างไรบ้าง”
แค่คำถามธรรมดาแต่กลับทำให้หัวใจของเซี่ยอันอวี่เต้นแ่แรงอย่างไม่รู้ตัว
เซี่ยอันอวี่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมดวงตาไม่อาจละจากบุรุษที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
ในใจของนางมีถ้อยคำหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างเงียบงัน
‘หล่อมาก...เหมือนหลุดออกมาจากในนิยายเลย...’
เสี้ยววินาทีที่สบตากับหนานกงจิ่นอวี่นางรู้สึกเหมือนหัวใจของตนเงียบงันไปชั่วครู่ แม้ชีวิตจะพังพินาศถูกโยนมาอยู่ในดินแดนรกร้าง ไร้อนาคต แถมยังถูกลอบสังหารแทบเอาชีวิตไม่รอด…
‘เฮ้อ...แต่ก็นะอย่างน้อย...ชีวิตฉันก็ยังมีเื่ดีอยู่เื่หนึ่งสินะ’
มุมปากของนางกระตุกขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว
ทว่า หนานกงจิ่นอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นอีกฝ่ายยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยถาม
“เป็อันใดไป?”
ไม่มีเสียงตอบกลับจากเซี่ยอันอวี่นางยังคงจ้องเขาอยู่ราวกับิญญาล่องลอ
หนานกงจิ่นอวี่เรียกซ้ำด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย
“เซี่ยอันอวี่!
เสียงเรียกดังชัดดึงสติของนางกลับมาจากห้วงฝันอย่างฉับพลัน
เซี่ยอันอวี่สะดุ้งเล็กน้อยราวกับถูกตบเบา ๆ ที่หน้าผา นางรีบกะพริบตาหลายครั้ง แล้วตอบกลับทันควัน
“อ๋อ ไม่มีอันใด!”น้ำเสียงของนางเร่งรีบอย่างเห็นได้ชัด
นางไม่อยากพูดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไปทั้งความกลัว ความสิ้นหวัง และเ้ามู่ซานปริศนา จึงรีบตัดบทถามกลับด้วยใบหน้าเรียบสนิท
“ท่านเหนื่อยหรือไม่?”
หนานกงจิ่นอวี่ส่ายหน้าเบา ๆตอบเสียงราบ “ไม่”
จากนั้นเขาจึงถามกลับด้วยสายตาที่แม้จะเย็นนิ่งแต่กลับมีบางอย่างที่แฝงความใส่ใจอยู่ลึก ๆ
“แล้วเ้า...เื่ที่เกิดขึ้นเป็อันใดหรือไม่?”
“ไม่ ๆข้าไม่เป็อันใด!” เซี่ยอันอวี่รีบตอบกลับอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าคำถามนั้นจะพานางย้อนกลับไปสู่วังวนของความโกลาหลเมื่อ่กลางวัน
หนานกงจิ่นอวี่ไม่เอ่ยอะไรต่อเขาหันไปมองตัวเรือนไม้ที่อยู่ด้านหลัง สายตาคมกริบกวาดผ่านผนังไม้ที่ผุพังหลังคาที่เอนเอียง และรั้วไม้ที่เหมือนจะปลิวตามลมได้ทุกเมื่อ
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมาพูดกับนางด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“ข้าจะให้คนจัดการให้”
หลังจากที่หนานกงจิ่นอวี่เอ่ยคำสั่งออกไปเพียงไม่นานทหารภายใต้บัญชาของเขาจำนวนสามถึงสี่นายก็รีบเร่งเข้ามาในบริเวณเรือนเ้าเมือง
พวกเขาเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วไม่พูดพร่ำแม้แต่คำเดียว ทุกคนแยกย้ายกันไปจัดการสิ่งต่าง ๆ โดยไม่ต้องรอคำสั่งซ้ำบางคนลงมือซ่อมแซมฝาบ้านที่ผุพังบางคนขนย้ายเศษซากไม้ที่เอนเอียงเสี่ยงต่อการพังถล่มขณะที่อีกสองคนช่วยกันทำความสะอาดบริเวณรอบเรือนที่เต็มไปด้วยฝุ่นและเศษใบไม้แห้ง
แสงสนธยาสีส้มที่ยังไม่จางหาย สะท้อนบนอาวุธและเกราะที่เปื้อนฝุ่นของทหารเ่าั้แม้จะมีเพียงไม่กี่คน แต่ด้วยประสิทธิภาพและความเป็ระเบียบภายในเวลาเพียงชั่วยามสั้น ๆ เรือนไม้ที่ดูเหมือนกำลังจะพังทลายทั้งหลังก็ถูกซ่อมแซมให้สามารถอยู่อาศัยได้อย่างพอเหมาะ
แม้จะไม่หรูหรา แต่ก็สะอาด เรียบร้อยและดูอบอุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากงานซ่อมแซมแล้วเสร็จหนานกงจิ่นอวี่และเซี่ยอันอวี่จึงเดินเข้าไปด้านในของเรือนบรรยากาศภายในยังคงเงียบงันมีเพียงเสียงฝีเท้าของทั้งสองคนที่เดินเข้ามาใกล้กันอย่างไม่แนบชิดนัก
แม้จะเป็ สามีภรรยา ตามสถานะ แต่แท้จริงแล้ว...ทั้งสองแทบไม่มีบทสนทนาหรือความใกล้ชิดต่อกันเลย
จากความทรงจำที่หลอมรวมอยู่ภายในใจของเซี่ยอันอวี่นางจำได้ว่าหลังจากพิธีแต่งงานถูกจัดขึ้นอย่างเร่งรีบทั้งสองยังไม่ทันได้เข้าห้องหอกันเลยด้วยซ้ำ ทันทีหลังงานเสร็จสิ้นก็ต้องออกเดินทางขึ้นเหนือมายังดินแดนกันดารแห่งนี้โดยไม่มีเวลาแม้แต่จะพูดคุย
นั่นทำให้จนถึงตอนนี้...พวกเขาเพิ่งได้พบหน้ากันจริงจังเพียงไม่กี่วันเท่านั้น
ความเงียบระหว่างพวกเขาไม่ใช่เพราะความรังเกียจ...หากแต่เป็เพราะ ไม่รู้จะพูดอะไรดี มากกว่า
ท่ามกลางบรรยากาศที่แปลกแยกแต่ไม่ได้น่าอึดอัดดวงอาทิตย์ค่อย ๆ ลาลับไปหลังขอบฟ้าทะเลทรายความมืดของยามราตรีคลี่คลุมลงมาอย่างช้า ๆ
แสงไฟจากตะเกียงดินเผาถูกจุดขึ้นทีละดวงแสงสว่างสีนวลเรืองรองภายในเรือนที่เงียบสงบ... ส่งสัญญาณว่า ยามราตรีได้มาถึงแล้ว