เดิมทีที่จ้าวจือชิงเลือกสถานที่แห่งนี้ก็เพราะความสงบเงียบเหมาะแก่การให้ลั่วจิ่งเฉินทบทวนตำราดีๆ แต่ตอนนี้กลับมีเจ้าคนขี้โวยวายสองคนกลายเป็นว่าโรงเตี๊ยมกลับสงบกว่า!
“อาเฉินจะย้ายไปที่โรงเตี๊ยมหรือไม่!”
สายตายังคงจ้องมองสองคนตรงลานบ้านที่ยังทะเลาะกันไม่หยุดหลายวันมานี้สถานการณ์ก็เป็นเช่นนี้มาตลอดเฝิงเจิ้งชูมีบ่าวรับใช้คอยส่งเสริมอยู่จึงไม่เป็นรองท่าทางไม่มีเหตุผลนั้นทำให้ลั่วจิ่งซีโมโห กระทืบเท้าอย่างแรง
“พี่ใหญ่ท่านว่าเขาไร้เหตุผลและงี่เง่าหรือไม่!”
“ลั่วจิ่งเฉินเจ้าพูดสิเขาคิดจะปกปิดวิชาเพื่อทำให้ข้ากลายเป็นตัวตลกใช่หรือไม่?”
ทั้งสองคนหันมาทางลั่วจิ่งเฉินพร้อมกันเพื่อให้เขาตัดสินอีกฝ่ายถือตำราไว้ตรงหน้า ลั่วจิ่งซีไม่ได้ทำผิดแต่หากจะให้บอกว่าเฝิงเจิ้งชูทำผิดตรงไหน ก็เหมือนจะไม่มีเขาเพียงแค่ดื้อรั้นเกินไป ลั่วจิ่งเฉินเองก็ใช่ว่าจะเชี่ยวชาญเรื่องการตกปลาเช่นกันแต่เฝิงเจิ้งชูกลับไม่ได้สังเกตเอง
การเป็นคนกลางนั้นทำตัวลำบากนักทว่าเนื่องจากมีลั่วจิ่งซีอยู่ จึงเบี่ยงเบนสายตาของเฝิงเจิ้งชูไปได้จนไม่ถึงกับจับจ้องมาที่ตนเองผู้เดียว
“คือว่า…” ลั่วจิ่งเฉินชำเลืองมองจ้าวจือชิงที่กำลังมองดูด้วยความสนุกสนาน “เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่แน่ใจเพราะข้าความรู้น้อย เรื่องนี้ควรให้ผู้ใหญ่มาตัดสินจึงจะถูก”
จิ่งเฉินหันไปมองที่จ้าวจือชิงทันใดนั้นคนทั้งสองก็เกี่ยวแขนจ้าวจือชิงให้ตัดสินว่าใครผิดใครถูก
จิ่งเฉินใช้ลูกไม้โยนภาระได้อย่างคล่องแคล่วโดยไม่ได้สนใจว่านี่คือครั้งที่เท่าไหร่ที่จ้าวจือชิงถูกลากออกมารับหน้า
“เรื่องของพวกเจ้าสองคนข้าจะไปรู้ได้อย่างไรตาเฒ่าเฝิง ในเมื่อท่านไม่มีวาสนาในการตกปลา ก็ถอดใจเถอะ! นี่หาใช่เรื่องสำคัญอันใดสักหน่อย!”
จ้าวจือชิงไม่เข้าใจว่าเหตุใดเฝิงเจิ้งชูจึงไม่ยอมล้มเลิกถอดใจกับเรื่องนี้เสียทีความดื้อดึงนี้เหมือนจะไม่ได้สร้างปัญหาอะไร แต่ในความเป็นจริงมันคือหายนะ ซึ่งหายนะนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว
“เหตุใดข้าต้องถอดใจ! หากเรื่องง่ายดายเพียงนี้ข้ายังถอดใจเช่นนั้นข้าที่อยู่บนผืนดินนี้แล้วจะมีอะไรให้ไล่ตามอีก? ตอนเรื่องที่ยากกว่านี้ข้ายังทำได้เหตุใดแค่ตกปลาจึงจะทำไม่ได้?”
“เหอะท่านเลิกพูดจาสวยหรูได้แล้ว เป็นเพราะไปเดิมพันกับผู้ใดไว้และไม่อยากแพ้ ถึงได้แจ้นมาหาพวกข้าถึงนี่ต่างหากล่ะ!”
เฝิงเจิ้งชูได้ยินก็ชะงักเรื่องนี้มีเพียงเสี่ยวเอ้อร์ที่รู้เรื่อง! เขาหันขวับถลึงตามองเสี่ยวเอ้อร์เจ้าคนปากมาก!
อันที่จริงจะโทษเสี่ยวเอ้อร์ก็ไม่ได้เพราะจ้าวจือชิงนั้นเล่ห์เหลี่ยมเยอะ เพียงพูดไม่กี่ประโยคก็สามารถหลอกถามเสี่ยวเอ้อร์จนรู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงในการมาที่นี่ของพวกเขาได้เดิมทีคิดจะแกล้งเล่นไม่กี่วันและขับไล่ไป แต่ดูจากความจริงจังของเฝิงเจิ้งชูแล้ว คาดว่าคงไม่ยอมไปจากที่นี่ง่ายๆเป็นแน่
จ้าวจือชิงไม่อยากพูดเรื่องเสียมารยาทเช่นนี้เพียงแต่หากไม่พูด คนผู้นี้ก็ไม่รู้จักความเกรงใจหรือคำว่ารบกวนความสงบของผู้อื่น
เฝิงเจิ้งชูถูกว่าจนรู้สึกอับอายดังนั้นสายตาที่มองจ้าวจือชิงจึงแทบจะกินเลือดกินเนื้ออีกฝ่ายเสียให้ได้เขาฮึดฮัดในลำคอก่อนจะนั่งลงข้างลั่วจิ่งเฉิน มองดูบันทึกที่อยู่ในมือของเด็กหนุ่มด้วยความโมโหจึงแย่งของในมือมาจากลั่วจิ่งเฉิน
“ตำราบ้านี่มีอะไรน่าดูกัน! ถึงอย่างไรก็เขียนโดยคนที่กลัวแพ้มีแต่คำพูดโง่เขลา ไม่เห็นมีอันใดน่าดูสักนิด!”
เมื่อพูดแล้วยังไม่สาแก่ใจตนจึงฉีกทึ้งตำราจนเละไปหมด ไม่เพียงเท่านั้นยังไม่ลืมกระทืบซ้ำอีกสองที สิ่งที่เขาทำลงไปคือการระบายอารมณ์ใส่ข้าวที่ไม่เกี่ยวข้อง
“ทะ…ท่าน!” การกระทำนี้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของลั่วจิ่งเฉินกว่าเขาจะรู้ตัว ตำราก็ถูกฉีกจนเป็นเศษละเอียดแล้ว
ลั่วจิ่งเฉินผลักเฝิงเจิ้งชูออกทันใดจากนั้นก็นั่งลงไปเพื่อมองดูเศษตำราบนพื้น ไม่ว่าคิดจะประกอบอย่างไรก็ไม่อาจทำให้กลับเป็นเหมือนเดิมได้
ถึงแม้ในสมองจิ่งเฉินจะจำเนื้อหาในตำราได้หมดแต่ของที่มีคุณค่าเช่นนี้เมื่อถูกกระทำแบบนี้ต่อหน้า ก็รู้สึกปวดใจยิ่งนัก
“ข้าทำไม? ที่ข้าทำไม่ถูกตรงไหน!”
เฝิงเจิ้งชูมองดูท่าทางโศกเศร้าของลั่วจิ่งเฉินอีกทั้งยังไม่รู้สึกว่าตนเองทำสิ่งใดผิด เขาก็แค่ฉีกตำราที่ตนเขียน มีอันใดไม่ถูกต้องกันเล่า? อีกอย่างหลายวันมานี้เขาก็รู้แล้วว่าตำราเล่มนี้คือของลอกเลียนแบบ ในนั้นแม้จะมีเนื้อหาที่มีส่วนที่เป็นของจริงอยู่แต่ส่วนใหญ่ดันเป็นของปลอมที่ใส่เรื่องไร้สาระเอาไว้ ไม่สามารถใช้ได้จริงด้วยซ้ำของคุณภาพต่ำเช่นนี้ ไม่รู้ว่าเจ้าคนตาไร้แววที่ไหนให้เจ้าเด็กนี่มา อีกทั้งยังปฏิบัติราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าอีก
หลายวันมานี้เขาอยากจับมาฉีกกับมือนานแล้ววันนี้เมื่อมีข้ออ้างที่ดีเช่นนี้ เขาย่อมไม่ปล่อยไป!
ตอนนี้สาแก่ใจแล้วแต่กลับไม่รู้ว่าคราวนี้สิ่งที่ทำได้ไปสะกิดเข้ากลางหัวใจของลั่วจิ่งเฉินสำหรับลั่วจิ่งเฉินแล้ว หลายปีมานี้เขามีโอกาสอ่านตำราและร่ำเรียนน้อยนักส่วนมากจะแอบเรียนมาจากผู้อื่น มีเพียงช่วงหลังตอนที่บ้านพอมีฐานะดีขึ้น จึงสามารถเล่าเรียนได้โดยไม่ต้องกังวลยิ่งไปกว่านั้นคือมีผู้ใหญ่คอยอุปถัมภ์ช่วยเหลือและมอบโอกาสในการเล่าเรียนและมอบตำราชั้นสูงนี้ให้แก่เขา
ของเหล่านี้ในสายตาผู้อื่นอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ได้ส่งผลอะไรแต่สำหรับเขาแล้วนี่คือบุญคุณอันใหญ่หลวง โดยเฉพาะบันทึกที่หาได้ยากยิ่งเล่มนี้หากเป็นสมัยก่อน เขาไม่มีทางได้มันมาแน่นอนตอนนี้ของที่ตนหวงแหนกลับถูกคนทำเหมือนมันไม่มีคุณค่าแล้วยังกระทำกับมันอย่างป่าเถื่อน ภายในใจของเขาทั้งโกรธและตำหนิที่ตนเองไร้ความสามารถ
“ลุงเฝิง! ท่านมาจากไหนก็รบกวนกลับไปทางนั้นดีกว่ามาหลายวันเช่นนี้ ครอบครัวคงคิดถึงและเป็นห่วงแล้ว” ผ่านไปไม่นานลั่วจิ่งเฉินก็เอ่ยออกมาด้วยเสียงแหบพร่า เรื่องมาถึงตอนนี้เขาพูดมากไปก็เปล่าประโยชน์ จึงได้แต่รีบเขียนมันออกมาถือว่าเป็นคำตอบให้กับใต้เท้าเฉียนและไม่ผิดต่อความหวังดีที่มีให้ตน
ลั่วจิ่งเฉินขับไล่เฝิงเจิ้งชูอย่างไม่อ้อมค้อมเฝิงเจิ้งชูแทบไม่อยากจะเชื่อหูตนเอง เพียงเพราะการกระทำเล็กน้อยถึงขับไล่ไสส่งเขา
“เจ้าคิดจะขับไล่ข้าหรือ?”
“เชิญ!”
“เพียงเพราะของไร้ค่าไม่มีประโยชน์นี้เจ้าก็จะไล่ข้าไปหรือ?”
“นี่ท่าน!” ลั่วจิ่งเฉินสะบัดแขนเสื้อดั่งคำว่าวิถีไม่ตรงกันก็อย่าทำอะไรร่วมกันเลย เขาไม่มีแก่ใจจะอธิบายแม้แต่คำเดียวแน่นอนว่าเขาเองก็กลัวว่าหากอยู่ต่อ เขาจะทำเรื่องที่ไร้มารยาทมากกว่านี้ดังนั้นจึงได้แต่เดินกลับเข้าห้องไป เมื่อไม่เห็นย่อมไม่รำคาญใจ!
เฝิงเจิ้งชูถูกหักหน้าอย่างหนักจึงเดือดดาลขึ้นมา!
“ข้ามาหาเพื่อขอคำชี้แนะจากพวกเจ้าถือเป็นการให้เกียรติพวกเจ้ามาก แค่ฉีกตำราไร้ประโยชน์ก็เพราะกลัวเจ้าเดินทางผิดตอนนี้เจ้ากลับทำลายความหวังดีของข้า! ช่างทำให้ข้าโมโหยิ่งนัก! ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!” เฝิงเจิ้งชูโมโหจนตาแดงก่ำก่อนจะหอบสัมภาระขึ้นรถม้าและออกจากเมืองชิงหยางโดยไม่สนใจสิ่งใดอีก
“นายท่านวันนี้ดึกแล้ว มิสู้เราค่อยออกเดินทางวันพรุ่งดีไหมขอรับ?” เสี่ยวเอ้อร์เห็นว่าฟ้าเริ่มมืดนายท่านก็ยังโมโห อาจจะเกิดเรื่องได้ง่ายดาย
“เจ้าไม่ไป? หากเจ้าไม่ไปเช่นนั้นข้ากลับเอง!” เฝิงเจิ้งชูโมโหแล้วบ่าวรับใช้คนหนึ่งมีหรือจะห้ามปรามได้ รีบหยิบข้าวของและออกจากประตูไป แต่เสี่ยวเอ้อร์มีหรือจะให้เขาเดินทางกลับไปคนเดียวจึงรีบตามหลังไป
ลั่วจิ่งซีคิดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะจบลงเช่นนี้จึงมองจ้าวจือชิงอย่างทำอะไรไม่ถูก
“เป็นเช่นนี้ได้อย่างไรกัน? หวังว่าพี่ใหญ่คงไม่โมโหจนล้มป่วยหรอกนะ?”
“หึ อย่างเขาน่ะหรือ?” จ้าวจือชิงส่งเสียงออกมาอย่างไม่เห็นด้วยเขาอยากเห็นเหลือเกินว่าเมื่อลั่วจิ่งเฉินรู้ตัวตนที่แท้จริงของเฝิงเจิ้งชูแล้วจะเสียใจกับการกระทำที่ขับไล่อีกฝ่ายในวันนี้หรือไม่ “หากเจ้ามีเวลาว่างห่วงพี่ชายเจ้ามิสู้ห่วงตาเฒ่านั่นดีกว่า หากเกิดเรื่องกับเขาจริงเส้นทางขุนนางของพี่ชายเจ้าก็คงเดินต่อไม่ได้แล้ว”
-----