ด้านฮาลิมที่ยังรู้สึกเป็ต่ออยู่เมื่อเช้านี้เพราะสามารถชิงตัดหน้าอุสมานไปรับเนตรนภาออกจากโรงพยาบาลได้ก่อนและได้อยู่ทานอาหารกลางวันร่วมกับเธอในห้องหากพอตกเย็นใจกลับร้อนรุ่มด้วยแรงแค้นเมื่อได้รับโทรศัพท์จากลูกน้องที่เขาสั่งให้คอยเฝ้าดูหญิงสาวที่คอนโดฯรายงานมาว่าอุสมานมาหาเนตรนภาที่นี่ั้แ่เที่ยงและจนป่านนี้ก็ยังไม่กลับลงมาเลย
ขึ้นไปทำอะไรอยู่เป็นานสองนานทำไมแนนนี่ถึงไม่ไล่มันกลับบ้านซะทีฮาลิมครุ่นคิดด้วยความหงุดหงิดพลางเดินไปเดินมาอยู่ในห้องทำงานพอคิดว่าเนตรนภาอยู่สองต่อสองกับอุสมานภายในห้องพักชายหนุ่มก็อดคิดอย่างอกุศลไม่ได้พอคิดแล้วในใจก็ยิ่งเดือดพล่านด้วยความหึงหวง
“โธ่โว้ย!” ฮาลิมปัดเอกสารบนโต๊ะทำงานทิ้งด้วยความเกรี้ยวกราด ใบหน้าหล่อเหลาที่สาวๆหลงใหลบัดนี้ถมึงทึงดูน่ากลัวแถมสายตายังวาวโรจน์ราวกับอยากฆ่าใครสักคนซึ่งคนคนนั้นจะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากอุสมาน จามินรา ผู้เป็ทั้งศัตรูทางธุรกิจและตอนนี้ก็กำลังเป็ศัตรูทางหัวใจของเขา
ไม่มีทาง!เขาจะไม่มีวันยอมแพ้มันอีกเด็ดขาด!คราวนี้เขาต้องชนะ...ต้องชนะมันให้ได้! ฮาลิมคำรามลั่นในใจอย่างคั่งแค้นตลอดเวลาที่ผ่านมาชายหนุ่มต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ต่ออุสมานทั้งเื่งานและเื่ส่วนตัวพระเ้าช่างไม่ยุติธรรม ส่งเขามาเกิดแล้วเหตุใดต้องส่งอุสมานมาเป็คู่แข่งด้วย
อุสมานทำให้เขาเหมือนคนด้อยค่ามันทำอะไรก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีหมด ธุรกิจเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆขึ้นไปในขณะที่ธุรกิจของเขากลับตกต่ำจนขาดทุนย่อยยับอยู่หลายครั้งดีทว่ามีเงินจากธุรกิจด้านอื่นมาหมุนเวียนทำให้รอดพ้นวิกฤตไปได้อุสมานไปที่ไหนก็มีแต่เสียงชื่นชมมีผู้หญิงล้อมหน้าล้อมหลังอยู่ตลอดเวลาจริงอยู่ว่าหน้าตาเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าอีกฝ่ายแต่ชื่อเสียงกับฐานะก็ไม่อาจสู้ได้จึงทำให้ผู้หญิงหลายๆคนที่เขาหมายตาเอาไว้ไปให้ความสนใจอุสมานแทน
เมื่อเนตรนภาก้าวเข้ามาในชีวิตทำให้ฮาลิมเริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้างหญิงสาวทำให้เขาสะใจเมื่อผลงานการออกแบบของเธอสร้างกำไรให้แก่บริษัทเป็อย่างมากจนสามารถทำให้บริษัทของอุสมานะเืได้เนตรนภาเหมือนเกิดมาเพื่อมาช่วยเขาล้างแค้นอุสมาน แต่เหตุการณ์ในวันนี้กำลังทำให้เขาหวั่นเกรงดูท่าแล้วอุสมานจะเอาจริงเพราะฮาลิมไม่เคยเห็นอีกฝ่ายแล่นมาหาผู้หญิงคนไหนเช่นนี้มาก่อนเลย
หากไม่อยากเสียเนตรนภาไปให้อุสมานเขาต้องทำอะไรสักอย่างให้เด็ดขาดไปฮาลิมคิดอย่างหนักก่อนรอยยิ้มจะผุดขึ้นตรงมุมปากชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานแล้วกดอินเตอร์คอมบอกเลขาหน้าห้องให้เรียกยัดซิมให้เข้ามาพบเขาในห้องโดยด่วน
“เ้านายมีงานอะไรจะให้ผมทำหรือครับ” ยัดซิมถามเสียงเรียบหน้าเฉย
“งานเก่า”
เ้านายและลูกน้องสบตากันนิ่งก่อนยัดซิมจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“เมื่อไรครับ”
“วันนี้ หาโอกาสเหมาะๆจัดการมันซะอ้อ...เลือกลูกน้องฝีมือดีหน่อยล่ะเพราะฉันไม่้าให้พลาดเหมือนคราวที่แล้วอีก”
“ครับ” ยัดซิมรับคำแล้วเดินออกจากห้องไป
“วันนี้ฉันจะทำให้แกสิ้นชื่อให้ได้ไอ้อุสมาน!” ฮาลิมคำรามเสียงลอดไรฟัน ดวงตานั้นเหี้ยมเกรียมไร้ซึ่งความปรานีใดๆ
หลังจากทานสปาเกตตีของศัตรูจนอิ่มหนำแล้วอุสมานก็เริ่มอารมณ์ดีขึ้นจึงชวนเนตรนภาออกไปนั่งรับลมเย็นๆที่ชานระเบียงด้วยกัน ชายหนุ่มยืนเท้าแขนกับราวระเบียง สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆพร้อมกวาดตามองทิวทัศน์ยามบ่ายจัดของเมืองที่ตนเองเติบโตมา
“วิวตรงนี้สวยดีนะครับสามารถมองเห็นเมืองหลวงได้เกือบทั้งหมดเลยทีเดียว”ชายหนุ่มหันมาส่งยิ้มให้คนร่างบางที่นั่งอยู่บนเก้าอี้สีขาวนวลก่อนชวนคุยด้วยน้ำเสียงรื่นรมย์เนตรนภาแย้มยิ้มบางๆ พลางลุกขึ้นเดินมายืนเคียงข้างคนตัวใหญ่แล้วตอบด้วยน้ำเสียงเดียวกัน
“ใช่ค่ะ” เธอพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “พอตกกลางคืนทุกบ้านจะเปิดไฟกันหมดมันดูสวยงามมากเลยล่ะค่ะเหมือนกำลังดูดาวเลย แต่ฉันชอบตอนเวลาเย็นๆ มากกว่านะคะ”
“ทำไมล่ะครับ”
“คุณเห็นผืนทรายตรงโน้นมั้ยคะ” หญิงสาวชี้นิ้วไปข้างหน้าเพื่อชี้ให้ชายหนุ่มได้เห็นผืนทรายที่อยู่นอกตัวเมืองผืนทรายว่างเปล่าซึ่งหากมองจากตรงที่ทั้งสองยืนอยู่ก็จะเห็นทรายผืนนี้คล้ายกับูเา“ตอนกลางวันมันก็แค่ผืนทรายธรรมดาๆ ไม่มีอะไรแต่พอตกเย็นพระอาทิตย์ดวงโตๆเคลื่อนต่ำลงหามัน ผืนทรายธรรมดาก็เปล่งประกายราวกับทองคำ มันเป็ภาพที่สวยงามมากเลยนะคะมันน่าหลงใหลจนฉันต้องมานั่งมองมันทุกๆ วันอย่างไม่รู้เบื่อเลยล่ะค่ะ”
สายตาเคลิ้มฝันของหญิงสาวเรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากริมฝีปากบางเฉียบของคนตัวใหญ่
“ผมก็ชอบนะมันดูน่าหลงใหลจริงๆ อย่างคุณว่า” เขาพยักหน้าสนับสนุนก่อนจะยิ้มพรายตาวาววับยามโน้มหน้าลงเอ่ยกับคนข้างกาย“แต่จากมุมนี้ผมไม่ค่อยแน่ใจ คงต้องขอรอดูเย็นนี้ก่อน”
เนตรนภานิ่งอึ้งเพราะรู้ว่าได้ชี้โพรงให้กระรอกเ้าเล่ห์เสียแล้วหญิงสาวมองค้อนแล้วหันไปอมยิ้มทางอื่นเพราะอดขำอีกฝ่ายไม่ได้ สงสัยต่อไปนี้เวลาพูดอะไรเธอคงต้องระวังซะแล้วไม่อย่างนั้นเข้าทางคนตัวโตข้างกายหมดแน่ๆ
“แนนนี่...คุณเคยขี่ม้าชมพระอาทิตย์ตกดินกลางทะเลทรายมั้ย”
“ไม่เคยค่ะ” เธอหันมาตอบ
“แล้วคุณอยากไปมั้ยล่ะ”เขาถามยิ้มๆ พลางหลุบเปลือกตาลงเพื่อซ่อนประกายตาบางอย่างไว้
“อยากสิคะฉันก็เคยคิดไว้เหมือนกันว่าจะลองไปเที่ยวดูสักครั้งหนึ่ง ไหนๆ ก็มาทำงานอยู่ที่นี่ทั้งทีถ้าไม่ได้เที่ยวชมทะเลทรายเลยคงแปลกน่าดู” เนตรนภาเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ
“ถ้าคุณอยากไปผมขออาสาพาเที่ยวเอง” อุสมานรีบเสนอตัวทันทีตามแผน “นอกจากพาเที่ยวทะเลทรายแล้วจะพาไปเที่ยวที่อื่นๆด้วย คุณเคยไปที่ไหนมาบ้างหรือยังครับ”
“ก็หลายที่นะคะ แต่ส่วนมากจะอยู่ใกล้ๆแถวคอนโดฯ มากกว่าค่ะ” หญิงสาวตอบแล้วจาระไนให้ชายหนุ่มฟังว่าไปเที่ยวที่ไหนมาบ้างแล้ว
“โอเคถ้าอย่างนั้นเอาไว้คุณหายเป็ปกติดีเมื่อไรผมจะพาคุณเที่ยวให้ทั่วเมืองเลย”
“เอ...ฉันจำได้ว่ายังไม่ได้รับปากว่าจะให้คุณพาเที่ยวเลยนะคะ” เนตรนภาทักท้วงยิ้มๆ ไม่ได้จริงจังอะไรนัก อุสมานหัวเราะเขินๆก่อนจะพูดเหมือนบังคับกลายๆ
“ก็ตอบตกลงสิครับ”
คราวนี้เนตรนภาหัวเราะออกมาเลยทีเดียว
“นี่คุณขออาสาหรือว่าบังคับกันแน่เนี่ย”
“ไม่ใช่ทั้งอาสาและบังคับ...แต่เป็ขอร้องต่างหากขอร้องให้คุณไปเที่ยวกับผม” อุสมานบอกเสียงหวานปนออดอ้อนเล็กน้อยเนตรนภาส่ายหน้ายิ้มๆ ทั้งขำทั้งโมโหคนข้างกายที่เล่นลิ้นเก่งนัก พูดจนได้ผลประโยชน์ตามที่ตัวเอง้าเก่งเหลือเกิน
“ตกลงค่ะ” หญิงสาวตอบรับในที่สุดเพราะใจไม่แข็งพอ อีกอย่างเธอก็มีเหตุผลรองรับด้วย “ให้คุณซึ่งเป็เ้าของบ้านพาเที่ยวก็ดีเหมือนกันจะได้เที่ยวได้ทั่วและอาจได้ราคาถูกด้วยอีกอย่างฉันจะได้รู้เส้นทางไว้เวลาพ่อกับแม่มาจะได้ไม่พาหลง”
“ถ้าถึงตอนนั้นคุณไม่ต้องกลัวหลงหรอกเดี๋ยวผมพาไปให้ก็ได้” อุสมานเสนอตัวบริการอย่างใจดี
“ฉันไม่รบกวนคุณหรอกค่ะ” หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธพลางเอ่ยอย่างเกรงอกเกรงใจ
“ไม่รบกวนหรอกผมยินดีพาคุณพ่อคุณแม่ของคุณเที่ยว จะได้รู้จักกันไว้ไง”
“ทำไมต้องรู้จักกับพ่อแม่ของฉันด้วยคะ” เนตรนภาเงยหน้าขึ้นถาม จ้องมองใบหน้าคมสันนิ่งอุสมานมองตอบก่อนจะส่งยิ้มให้แล้วว่า
“ก็...เราเป็เพื่อนกันแล้วนี่ครับ”ซึ่งต่อไปก็อาจเป็มากกว่าเพื่อนชายหนุ่มต่อประโยคสุดท้ายในใจเพราะกลัวว่าพูดออกไปแล้วจะสร้างความไม่พอใจให้หญิงสาว
เนตรนภาพยักหน้ารับคำของเขาก่อนจะเบือนหน้าหันไปมองทิวทัศน์แทนคิ้วเรียวดำขลับขมวดมุ่นเล็กน้อยด้วยความสงสัยสงสัยว่าทำไมเธอถึงรู้สึกผิดหวังในคำตอบของเขาและถ้าไม่อยากรู้สึกแบบนี้เธอหวังให้เขาตอบว่าอะไรล่ะตอบว่าเพราะชอบเธออย่างงั้นหรือ?
หญิงสาวใกับความคิดของตนเอง บ้า! คิดอะไรบ้าๆมันไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย เราไม่ได้หวังคำตอบแบบนั้นเลย ไม่ใช่! เนตรนภาพยายามปฏิเสธจึงเผลอแสดงกิริยาออกมาด้วยการส่ายหน้าจึงทำให้อุสมานที่จับจ้องอยู่ตลอดอดถามด้วยความสงสัยไม่ได้
“แนนนี่ครับ คุณเป็อะไรส่ายหน้าทำไมครับ”
“คะ?”เธอหันมาถามเขาด้วยใบหน้างงๆ แต่พอทบทวนจนจำได้ว่าเขาถามอะไรจึงตอบอย่างเขินๆ “คือ...ฉันคิดอะไรเพลินไปหน่อยน่ะค่ะ”
อุสมานฟังแล้วก็อมยิ้มอย่างเอ็นดูจับใจก่อนจะบอกเธอเสียงนุ่ม
“พระอาทิตย์กำลังจะตกแล้วครับ”
เนตรนภามองไปที่ดวงอาทิตย์กลมโตแสงสีส้มอ่อนๆ กำลังอาบไล้ไปทั่วผืนทรายเบื้องหน้า ถึงแม้พวกเธอจะอยู่ไกลลิบแต่ก็ยังสามารถเห็นความงดงามตามธรรมชาติโดยไม่มีสิ่งใดปรุงแต่งสักนิดเดียวได้ร่างสองร่างยืนมองภาพเบื้องหน้าด้วยหัวใจที่สงบและเป็สุข สุข...ที่มีความอ่อนหวานเจือปนอย่างที่ไม่เคยััมาก่อนเลย
พอสองทุ่มกว่าๆ อุสมานก็เดินออกมาจากห้องของเนตรนภาด้วยสีหน้าเปี่ยมสุขชายหนุ่มเดินผิวปากเป็เพลงไปตลอดทางซึ่งเพลงที่ร้องก็เป็เพลงรักที่เคยได้ยินน้องสาวเปิดฟังอยู่บ่อยๆพอประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นล่างสุดอุสมานก็ก้าวออกมา รีมที่นั่งรออยู่ในห้องโถงจึงรีบลุกขึ้นเดินเข้ามาหาผู้เป็นายทันที
รีมกระซิบอะไรบางอย่างกับอุสมานก่อนทั้งสองจะเดินออกจากคอนโดฯไป จากนั้นรถเบนซ์สีดำคันใหญ่ก็แล่นไปบนถนนใหญ่ก่อนจะเลี้ยวแยกเข้าถนนสายเล็กๆ เส้นหนึ่งไปสองข้างทางมีบ้านตั้งเรียงรายอยู่หลายหลังมีเสาไฟฟ้าให้แสงสว่างพอสมควรทว่ายิ่งเข้าไปลึกเท่าไรก็ยิ่งเปลี่ยวสองข้างทางเริ่มไม่มีบ้านเรือนท้องถนนเบื้องหน้ามีแต่ความมืดมิดเพราะไร้เสาไฟฟ้าให้แสงสว่าง
ขับต่อมาอีกประมาณยี่สิบนาทีรถคันใหญ่ก็ชะลอความเร็วลงจากนั้นก็เลี้ยวขวาขับเข้าไปในทะเลทรายอีกประมาณสองกิโลเมตรก็หยุดจอดสงบนิ่งประตูรถทั้งทางด้านหน้าและหลังถูกเปิดออกก่อนร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มทั้งสามจะก้าวลงมา
รีมกับบาห์จะเดินมาเปิดกระโปรงท้ายรถออกจึงปรากฏร่างชายหนุ่มอีกสองคน ซึ่งถูกมัดมือมัดเท้าปิดปากเอาไว้นอนคุดคู้อยู่ในนั้นสภาพของทั้งคู่ยับเยิน มีาแตามเนื้อตัวและใบหน้าเต็มไปหมด
“เอาพวกมันออกมา” อุสมานสั่งด้วยเสียงทรงอำนาจ รีมกับบาห์จะช่วยกันหิ้วเชลยทั้งสองออกมาจากท้ายรถแล้วโยนกองไว้แทบเท้าเ้านายของพวกเขา
อุสมานมองพวกมันด้วยรอยยิ้มเยาะหยันรีมเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เขาฟังหมดแล้ว ระหว่างที่เขาอยู่บนห้องของเนตรนภารีมกับบาห์จะที่นั่งรออยู่ในห้องโถงของคอนโดฯ สังเกตเห็นสองคนนี้ทำลับๆ ล่อๆ อยู่ข้างรถของเขาสองบอดี้การ์ดจึงวางแผนจับผิดโดยการให้รีมนั่งอยู่ที่เดิมแล้วบาห์จะก็ทำทีเป็เดินไปเข้าห้องน้ำก่อนจะแอบออกมาทางด้านหลังของคอนโดฯแล้วอ้อมมาจับตาดูผู้ต้องสงสัยทั้งสองจึงได้เห็นว่าพวกมันมีอาวุธติดตัวมาด้วยเท่านั้นแหละบาห์จะก็เดาได้ทันทีว่าพวกมันเป็คนของใครเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลอบกัดกันแบบนี้
เหตุการณ์เฉียดตายของอุสมานคราวก่อนเป็บทเรียนสำคัญจึงทำให้สองบอดี้การ์ดระแวงระวังรอบตัวมากขึ้นกว่าเดิมเป็สองเท่าสิ่งใดที่ผิดปกติไม่อาจเล็ดลอดสายตาของทั้งสองไปได้เมื่อรู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นรีมกับบาห์จะก็วางแผนตลบหลังคนร้ายทันทีเกมแมวล่าหนูจึงเริ่มขึ้นและสุดท้ายหนูก็เสร็จแมวจนได้ด้วยอาการที่สะบักสะบอมพอสมควรเนื่องจากไม่ยอมให้จับดีๆ
อุสมานนั่งยองๆ บนส้นเท้าเอื้อมมือมาดึงแผ่นเทปกาวที่ติดปากเชลยออกคนหนึ่งอย่างแรงจนคนโดนลอกแสบปากไปหมด
“ใครส่งพวกแกมา” แม้จะพอเดาได้แต่ก็อยากได้ยินจากปากคนทำอยู่ดี
“กูไม่บอก!” มันะโตอบกลับทันที
“ปากแข็งดีนี่ฉันอยากจะรู้นักว่าปากของแกจะหนักจนทนมือทนตีนได้มั้ย”อุสมานว่าก่อนจะหันไปพยักหน้าให้กับรีมที่ยืนรอท่าอยู่แล้วเพียงเ้านายถอยออกไปรีมก็เดินเข้ามาแทนจากนั้นก็ประเคนฝ่าเท้าให้เชลยปากแข็งไปเต็มๆเท้าเสียทีหนึ่ง
“ปากแข็งนักนะมึงมาดูสิว่ามึงจะยอมโดนกระทืบตายที่นี่หรือว่าจะพูดเพื่อมีชีวิตอยู่” รีมพูดไปก็กระทืบไปไม่ยั้ง อุสมานส่งสัญญาณให้ลูกน้องอีกคน บาห์จะจึงเปิดปากเชลยอีกคนออกแล้วจัดการซ้อมไม่ยั้งเช่นกัน
“พอก่อน” อุสมานยกมือห้ามแล้วเอ่ยถามอีกครั้ง “ว่าไงจะตอบได้หรือยังว่าใครส่งพวกแกมา”
พวกมันสองคนมองหน้ากันเองใบหน้าของแต่ละคนอาบไปด้วยเื เนื้อตัวช้ำระบมไปหมดซึ่งถ้าโดนอีกชุดใหญ่มีหวังคงช้ำในตายแน่ๆ
“ว่าไง”
รีมกับบาห์จะหวังจะเข้ามากระทืบซ้ำอีกครั้งเมื่อพวกมันยังไม่ยอมเปิดปากพูดสักทีทว่าเพียงแค่ง้างเท้าขึ้นเท่านั้นเชลยหนึ่งในสองก็รีบพูดขึ้นมา
“ลูกพี่ยัดซิม! ลูกพี่ยัดซิมใช้พวกเรามา”
อุสมานยิ้มเย็นพลางเดินเข้ามาใกล้เชลยทั้งสอง
“เ้านายพวกแกนี่เล่นบทหมาลอบกัดไม่เลิกเสียทีนะ”ชายหนุ่มเอ่ยอย่างสมเพช
“แล้วจะทำยังไงกับไอ้สองคนนี้ต่อไปดีครับ” รีมเอ่ยขอความคิดเห็นจากเ้านายหนุ่ม
“อย่าฆ่าพวกผมเลย ได้โปรด” พวกมันร้องขอชีวิตเสียงหลง ไม่มีความสงสารในแววตาคมกริบของอุสมานสักนิดแถมลำขาแกร่งยังเตะเข้าที่อกจนพวกมันล้มหงายหลังตึงไป
“เวลาจะตายกลับร้องขอชีวิตทีตอนแกฆ่าคนอื่นทำไมไม่คิดเสียดายชีวิตเขาบ้างฮะ!”
“พวกผมไม่มีทางเลือกผมต้องทำตามคำสั่งเ้านาย ได้โปรด...ไว้ชีวิตพวกผมด้วยเถอะ”
“พวกแกมีทางเลือกแต่ไม่เลือกเองต่างหากล่ะเอาเถอะ ฉันจะไว้ชีวิตพวกแก” อุสมานตัดสินใจไว้ชีวิต พอพวกมันได้ยินก็แสดงอาการดีใจจนเห็นได้ชัดแต่แล้วความดีใจก็ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนก เมื่อได้ฟังคำพูดต่อมาของชายหนุ่ม “แต่ไว้ชีวิตก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สั่งสอน” อุสมานยิ้มเหี้ยมดวงตาไร้แววปรานีเพราะคนเดนตายอย่างพวกมันปรานีไปก็เปล่าประโยชน์
“ฉันจะสั่งสอนว่าอย่าเห็นชีวิตใครเป็ผักเป็ปลาที่คิดจะฆ่าเมื่อไรก็ได้อีกมือของพวกแกมันเปื้อนเืมาเยอะแล้วสมควรหยุดได้ซะที” จบคำชายหนุ่มก็หันไปสบตากับบาห์จะไม่ต้องเอ่ยคำลูกน้องคู่ใจก็รู้ใจเ้านายได้ดี มีดสั้นคมกริบจึงถูกยื่นส่งให้ผู้เป็นายรับมาถือไว้ก่อนจะกดสปริงตรงด้ามถือทำให้ใบมีดสีเงินโผล่ขึ้นมา
“จะ...จะทำอะไร” มันร้องถามเสียงตะกุกตะกัก ใบหน้าอาบเืที่บัดนี้แห้งเกรอะกรังไปแล้วซีดเผือดลงทันทีแล้วมันก็ต้องร้องเสียงหลงเมื่อถูกจับให้นอนคว่ำหน้าลงกับพื้นทรายรีมกดข้อมือที่ถูกมัดของมันไว้แน่น ส่วนบาห์จะนั่งทับหลังมันไว้ไม่ให้ดิ้นหนีไปไหนได้“อย่า! อย่าทำผม ได้โปรด!” มันอ้อนวอนด้วยความหวาดกลัว
“ไม่ต้องกลัวฉันไม่ฆ่าพวกแกหรอก แค่อยากสั่งสอนให้ราบจำจะได้ไม่ไปทำร้ายใครได้อีกเท่านั้น” อุสมานบอกเสียงเย็นก่อนจะทรุดตัวลงนั่งยองๆ บนส้นเท้าอีกครั้ง
“อ๊าก!!!!” มันร้องโหยหวนด้วยความเ็ปเมื่อถูกมีดอันคมกริบตัดนิ้วชี้กับนิ้วกลางของมันออกทั้งสองมือเพื่อนอีกคนตาเหลือกพลางกระเถิบถอยหลังหนีอย่างลนลานแต่ก็ไม่สามารถพ้นมือของรีมกับบาห์จะที่ตามมาจับตัวเอาไว้ได้แล้วมันก็ถูกลงทัณฑ์ไม่ต่างหากเพื่อนของมันสักนิดเดียว
“ฉันขอนิ้วพวกแกเป็การแลกเปลี่ยนกับชีวิตก็แล้วกันที่ฉันไม่ตัดหมดเพราะ้าให้โอกาสพวกแกได้ทำมาหากินเลี้ยงชีวิตอย่างสุจริตส่วนนิ้วชี้กับนิ้วกลางที่ฉันตัดไปเพื่อไม่ให้พวกแกใช้เกี่ยวไกปืนฆ่าใครได้อีก” อุสมานบอกเสียงกร้าวพลางส่งมีดเปื้อนเืให้กับรีมไปจัดการทำความสะอาดก่อนจะสั่ง“จัดการห้ามเืให้พวกมันแล้วเอาไปไว้หลังรถเหมือนเดิม”
“ครับ” รีมกับบาห์จะรับคำสั่งแล้วปฏิบัติตามอย่างรวดเร็ว เสียงร้องครวญครางด้วยความเ็ปของเชลยทั้งสองดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณดูแล้วช่างน่าเวทนายิ่งนักแต่ไม่ใช่สำหรับรีมกับบาห์จะพวกเขามองดูมันด้วยสายตานิ่งเฉยไม่มีความสงสารแม้สักนิดเดียวในความรู้สึกนั่นก็เพราะพวกมันทำเลวเอาไว้มากมายฆ่าคนราวกับผักปลาได้อย่างเืเย็นเพียงเพราะเห็นแก่เงินทอง
เ้านายเขาทำแค่นี้ยังถือว่าเมตตาแล้วเพราะหากไม่เมตตาพวกมันคงไร้ลมหายใจไปนานแล้วความจริงเ้านายของพวกเขาไม่ใช่คนโหดร้ายใจอำมหิตเลยสักนิดอุสมานทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมาไม่เคยลอบกัดใคร อาจมีใช้อิทธิพลนิดหน่อยแต่ก็ไม่เคยเกินเลยหรือเอาเปรียบคู่แข่งมากนักคนในตระกูลจามินราไม่ใช่มาเฟียฉะนั้นจึงไม่เคยสั่งฆ่าใครก็ตามที่ขัดผลประโยชน์แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่แพะที่ใครจะมาจับเชือดได้ง่ายๆ เหมือนกัน
อยู่นิ่งก็ใช่ว่าจะไม่มีเขี้ยวเล็บตรงกันข้ามอุสมานมีเขี้ยวเล็บมากเชียวล่ะ เพียงแต่จะใช้หรือไม่ใช้ก็เท่านั้นเองซึ่งหากใช้ขึ้นมาคนๆ นั้นคงหมดสิ้นทุกอย่างแม้กระทั่งลมหายใจ!
เวลาผ่านไปเพียงยี่สิบนาทีรถเบนซ์คันใหญ่ก็แล่นออกจากทะเลทรายอันเวิ้งว้างสู่ถนนเส้นเดิมตามปกติเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน