ฮ่องเต้เทียนฮุยมองหลงเฟยเยี่ยที่ยืนอยู่ตรงหน้าตนเองเขาตกใจมากกว่าโกรธเสียอีก!
ทำไม่ได้?
กล้าพูดได้อย่างไรว่าทำไม่ได้?
ในเรื่องการอภิเษกหลงเฟยเยี่ยพูดต่อหน้าเขาหลายครั้งว่ามันเป็นไปไม่ได้แต่ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ ครั้งนี้เขากำลังเผชิญหน้ากับพระราชกฤษฎีกา!
ฮ่องเต้เทียนฮุยถอยหลังหนึ่งก้าวและถามด้วยน้ำเสียงที่โกรธเกรี้ยวว่า“หลงเฟยเยี่ย เจ้ากำลังพยายามต่อต้านคำสั่งอย่างนั้นหรือ?”
ใครจะรู้ว่าหลงเฟยเยี่ยกลับพูดอย่างเฉยเมยว่า“ข้าขัดขืนคำสั่ง”
น้ำเสียงของเขานิ่งมากแต่กลับเปล่งรัศมีที่ครอบงำซึ่งไม่สามารถเพิกเฉยได้ แม้ว่าจะปฏิเสธฮ่องเต้เทียนฮุยแต่เขาก็ยังอยู่เหนืออย่างมากจนไม่อาจล่วงละเมิดได้!
ฮ่องเต้เทียนฮุยตะลึงไปครู่หนึ่งราวกับว่าเขาถูกรัศมีของหลงเฟยเยี่ยครอบงำ
ไม่เขาเป็นฮ่องเต้ อำนาจของเขาไม่อนุญาตให้ใครมาท้าทาย
ฮ่องเต้เทียนฮุยกวาดโต๊ะสาส์นอย่างแรงมองไปที่หลงเฟยเยี่ยด้วยรัศมีอาฆาต หลังจากจ้องมองที่หลงเฟยเยี่ยครู่หนึ่งเขาก็ออกคำสั่งเสียงดังโดยไม่ลังเลว่า “ฉินอ๋องต่อต้านพระราชกฤษฎีกานำตัวเขาไปขังไว้ที่คุกวังหลวงไม่ว่าใครก็ห้ามเข้าเยี่ยมหากไม่ได้รับอนุญาตจากข้า!”
ทันทีที่คำพูดจบลงองครักษ์ก็เข้ามาและควบคุมตัวหลงเฟยเยี่ยฮ่องเต้เทียนฮุยมองเขาอย่างเย็นชาโดยคิดว่าเขาจะต้องเสียใจและร้องขอความเมตตาอย่างแน่นอน
แต่ใครจะรู้หลงเฟยเยี่ยกลับไม่ได้ขัดขืนพร้อมยกยิ้มอย่างเย้ยหยันและถูกองครักษ์พาตัวไปแบบนั้น
จนกระทั่งร่างสูงหายไปจากประตูฮ่องเต้เทียนฮุยก็นั่งลงบนเก้าอี้ราวกับตื่นจากฝันร้าย
เขารวบรวมสติและมองเซวียกงกงที่คุกเข่าอยู่ด้านข้างด้วยความโกรธ“เขา...เขา...เขากล้าขัดขืนคำสั่ง! เขาต้องการจะกบฏหรือไร?”
“คิดว่าข้าไม่กล้าทำเขาจริงๆอย่างนั้นหรือ? คราวนี้แหละ ข้าจะจัดการเขา!”
“เซวียกงกงเจ้าไป! เจ้าไป! ไปคุ้มกันให้ข้าไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าไปในตำหนักหุยสื่อแม้แต่ก้าวเดียวเจ้าไปบอกเขาว่าหากไม่อภิเษกกับองค์หญิงหรงเล่อชีวิตนี้ที่เหลือก็อย่าได้คิดจะออกมาเลย!”
…
เซวียกงกงที่หวาดกลัวหัวใจก็เต้นแรง เขารับใช้ฮ่องเต้มาสองชั่วอายุคนแล้วนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นคนที่กล้าขัดขืนกฤษฎีกาของฮ่องเต้สมองของเขาเต็มไปด้วยความว่างเปล่าไม่ได้ยินเลยแม้แต่น้อยว่าฮ่องเต้เทียนฮุยพูดว่าอะไร
“ยังไม่ไปอีกหรือไร!”
ฮ่องเต้เทียนฮุยคำรามด้วยความโกรธและกวาดทุกอย่างที่เหลือบนโต๊ะออกไป โกรธจนจมูกของเขาแทบจะมีควันออกมา!
เช่นนี้เซวียกงกงจึงจะได้สติเขาไม่กล้ารอช้าและรีบตะเกียกตะกายออกไป
ในวันนั้นข่าวแพร่ออกไปว่าฉินอ๋องขัดขืนพระราชกฤษฎีกาและถูกกักบริเวณในตำหนักหุยสื่อ ซึ่งทำให้ทุกคนต่างตื่นตกใจ
ต้องรู้ว่าอำนาจของฉินอ๋องในราชสำนักและตำแหน่งนั้นสูงส่งนั้นแม้แต่ฮ่องเต้เทียนฮุยก็ยังกลัวเขา ไม่มีทางยั่วยุเขาได้ง่ายๆ อย่างแน่นอนแต่หากยั่วยุเขาได้ นั่นก็แสดงว่าฮ่องเต้เทียนฮุยลงมืออย่างจริงจังแล้ว!
สถานการณ์เข้าขั้นร้ายแรง!
อี้ไท่เฟยเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้รับข่าวนางที่ทานอาหารไปได้ครึ่งหนึ่งก็หยุดชะงักและรีบเข้าวังไปทันที อย่างไรก็ตามนางไม่เพียงไม่สามารถเข้าไปในตำหนักหุยสื่อเพื่อพบหลงเฟยเยี่ยได้แต่ประตูทางฝั่งห้องตำราเองก็ปิดสนิทเช่นกัน
แม้ว่าจุดประสงค์ของการขัดขืนของฉินอ๋องจะไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะแต่การที่องค์หญิงหรงเล่อที่กลับอาณาจักรไปก่อนหน้านี้และการเคลื่อนไหวของสนามรบซานถูทำให้ทุกคนต่างตระหนักได้ไม่ว่าใครก็รู้ว่ามันต้องมีบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการอภิเษกเพียงพริบตาความคิดเห็นและข่าวลือที่แตกต่างกันแพร่สะพัดไปทั่วทุกที่ในนั้นก็มีข่าวลือที่ว่าฉินหวังเฟยทำเสน่ห์ใส่ฉินอ๋องและขัดขวางการอภิเษกนั้นเป็นที่พูดถึงมากที่สุด
อี้ไท่เฟยรออยู่ที่ห้องตำราทั้งวันจนกระทั่งถึงตอนเย็น ฮ่องเต้เทียนฮุยจึงจะออกมา
“ฮ่องเต้ฉินอ๋องแค่สับสนไปชั่วครู่ ให้ข้าเข้าไปเกลี้ยกล่อมเขาได้หรือไม่?”
ฮ่องเต้เทียนฮุยไม่แม้แต่จะมองอี้ไท่เฟยและเดินออกไปอี้ไท่เฟยรีบตามไป แต่กลับถูกขันทีห้ามไว้ท้ายที่สุดนางจึงไม่สามารถเข้าใกล้ได้อีก
“ฮ่องเต้ท่านเองก็ทรงทราบดีถึงนิสัยของเฟยเยี่ย เขาดื้อรั้นมาตั้งแต่ยังเด็กขอเพียงให้ข้าเกลี้ยกล่อมเขา เขาต้องเปลี่ยนใจแน่นอน ฮ่องเต้สถานการณ์ที่ชายแดนเปลี่ยนแปลงไปทุกๆ วัน ถ้าท่านยังเป็นเช่นนี้...”
ขณะที่อี้ไท่เฟยพูดไปได้ครึ่งหนึ่งฮ่องเต้เทียนฮุยก็ขัดจังหวะขึ้นด้วยความโกรธ “อี้ไท่เฟย ฉินอ๋องขัดขืนพระราชกฤษฎีกาไม่ใช่ว่าเป็นการกบฏหรอกหรือ?”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมาสีหน้าของอี้ไท่เฟยก็เปลี่ยนไป นางปิดปากในทันทีและยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
ฮ่องเต้เทียนฮุยมองนางอย่างเย็นชาแล้วถามอีกครั้งว่า “อี้ไท่เฟย เจ้าว่าฉินอ๋องจะกบฏหรือไม่?”
“ไม่เพคะ!ฉินอ๋องไม่กล้าเด็ดขาด! ท่านมั่นใจได้เลย!”
อี้ไท่เฟยคุกเข่าลงทันทีตั้งแต่ฮ่องเต้องค์ก่อนสวรรคต นางก็ไม่เคยคำนับใครอีกเลยแต่นางรู้ดีอยู่ในใจว่าความอาวุโสของนางเทียบไม่ได้กับอำนาจของฮ่องเต้
อำนาจของฮ่องเต้คือท้องฟ้าคือแผ่นดิน คือทุกสิ่ง!
เมื่อเห็นอี้ไท่เฟยคุกเข่าฮ่องเต้เทียนฮุยก็ส่งเสียงฮึอย่างเย็นชาและเดินจากไป
จนกระทั่งในตอนกลางคืนอี้ไท่เฟยกลับมาที่จวนฉินอ๋องอย่างเศร้าใจ มีผู้คนมาที่จวนไม่น้อยแล้วไม่ว่าจะเป็นขุนนางในราชวงศ์หรือขุนนางระดับสูงพวกเขาทั้งหมดต่างกำลังรอข่าวของอี้ไท่เฟย
เมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นผู้คนในราชสำนักก็มีปฏิกิริยาแตกต่างกันโดยธรรมชาติ บางคนก็ซ้ำเติมบางคนก็คอยสังเกตการณ์อย่างเงียบๆ และบางคนวิ่งไปช่วยเหลือกัน
หากมันเป็นเรื่องอื่นเป็นคนอื่นจะถูกจำคุกหรือไม่เหล่าขุนนางชั้นสูงที่มีอำนาจก็อาจจะรีบไปช่วยเหลือกันแต่ที่สำคัญคือคนที่ถูกขังอยู่ตอนนี้คือฉินอ๋อง!
ในอาณาจักรเทียนหนิงฮ่องเต้เทียนฮุยคือผู้ที่ยืนอยู่เหนือฉินอ๋อง แล้วใครจะไปช่วยได้?
เมื่อเห็นสีหน้าของอี้ไท่เฟยทุกคนที่เดิมทีต้องการถามอย่างร้อนรนใจก็เงียบลง แต่ละคนขมวดคิ้วแน่นพวกเขาไม่เพียงมาถามเกี่ยวกับสถานการณ์ในวังแต่มาเพื่อยืนยันว่าข่าวลือข้างนอกเป็นความจริงหรือไม่
ฉินอ๋องโปรดปรานหานอวิ๋นซีฟังคำใส่ร้ายของหานอวิ๋นซี ดังนั้นเขาเลยต่อต้านคำสั่งและปฏิเสธที่จะอภิเษกเรื่องนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ทำให้ผู้คนเหลือเชื่อ
อย่างไรก็ตามหลายคนเคยได้ยินเกี่ยวกับตราสิทธิพิเศษเมื่อไม่นานมานี้ และรู้สึกสงสัยอยู่ไม่น้อย
สุดท้ายมีใครบางคนอดไม่ได้ที่จะซักถาม “ไท่เฟย ในมือของฉินอ๋องมีเหรียญตราสิทธิพิเศษจริงหรือ? หากผ่านไปหลายวันแล้วยังหาวิธีไม่ได้ก็เชิญเหรียญของฮ่องเต้ผู้ล่วงลับออกมาจะดีกว่าหรือไม่?”
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ใบหน้าของอี้ไท่เฟยที่แต่เดิมมืดมนอยู่แล้วมืดมนยิ่งไปอีก
งานเลี้ยงอาหารค่ำครอบครัวในวันส่งท้ายปีเก่าเรื่องของฉางผิงและเหรียญตราสิทธิพิเศษ แม้ว่าจะมีการซุบซิบกันเล็กน้อยทว่าก็ไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณะ ตอนนี้นางก็จะไม่พูดออกมาในที่สาธารณะเด็ดขาด
นางก้มหน้าลงและเงียบไปเป็นเวลานานในที่สุด สุดท้ายก็ทำเพียงโบกมือให้ทุกคนออกไป
ทุกคนทำอะไรไม่ถูกและไม่กล้าถามไปมากกว่านี้ดังนั้นจึงทำได้แค่ออกไป
คำถามของฮ่องเต้เทียนฮุยยังคงก้องอยู่ในหูของอี้ไท่เฟยทำให้นางหวาดกลัว แต่ก็ไม่พอใจเช่นกัน
ในตอนนั้นฮ่องเต้องค์ก่อนประชวรหนักและฉินอ๋องก็ยังเยาว์วัย แต่ถ้าไม่ใช่เพราะไม่มีใครอยู่ข้างหลังนางตระกูลของนางคงไม่ได้มีอำนาจมากกว่าไท่เฮาราชบัลลังก์ก็อาจจะไม่ใช่ของฮ่องเต้เทียนฮุย!
“กบฏหรือ? ฮ่าฮ่า...”
หลังจากคิดไปคิดมาอี้ไท่เฟยก็หัวเราะเยาะตัวเอง
ในเวลานี้หานอวิ๋นซีที่อยู่นอกประตูมองดูทุกคนออกไป ก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องและเรียกอย่างแผ่วเบาว่า“หมู่เฟย...”
ทันทีที่นางทราบข่าวนางก็ตกใจเช่นกัน ไม่เคยคิดว่าฉินอ๋องจะขัดขืนพระราชกฤษฎีกานางกังวลมากจนอยากเข้าวังทันที แต่ถูกแม่นมจ้าวเกลี้ยกล่อมไว้เสียก่อน
นางเข้าวังเพื่อไปหาใครอ้อนวอนใคร? จะได้เจอเขาหรือไม่? จะขอร้องได้หรือไม่?
ฉินอ๋องจะปล่อยให้นางไปอ้อนวอนได้อย่างไร? ไม่ใช่ว่าเป็นการทำให้ตัวเองอับอายหรือไร
ในเวลานี้อี้ไท่เฟยที่ดึงสติกลับมา นางเงยหน้าขึ้นมองหานอวิ๋นซี มองไปมองมาจู่ๆก็ยิ้มอย่างเย็นชา “หานอวิ๋นซี เจ้ารู้จุดประสงค์ของการขัดขืนของฉินอ๋องหรือไม่?”
หานอวิ๋นซีเดาว่าคงเกี่ยวกับการอภิเษกไม่เช่นนั้นจะมีอะไรอีกที่ทำให้หลงเฟยเยี่ยกับฮ่องเต้ทะเลาะกันได้ขนาดนี้?
“เรื่องอภิเษกล่ะ!ตอนนี้ เจ้าคงมีความสุขมากสินะ?”
อี้ไท่เฟยพูดลุกขึ้นเดินไปหาหานอวิ๋นซีทีละก้าว แล้วถามอย่างเย็นชาว่า “ตอนนี้เจ้าพอใจหรือยัง?”
“ข้า…”
หานอวิ๋นซีถอยหลังไปสองก้าวแม้ว่านางจะเดาว่ามันคือเรื่องอภิเษก ทว่าเมื่อนางได้ยินอี้ไท่เฟยพูดยืนยันขนาดนี้หัวใจของนางก็เต้นเร็วขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้!
“เจ้าพอใจหรือยัง?” อี้ไท่เฟยคำรามทันที
หานอวิ๋นซีที่ไม่คาดคิดก็โพล่งออกไปว่า “ไม่!”
“เจ้ายังไม่พอใจอีกหรือ?” อี้ไท่เฟยขมวดคิ้วพร้อมยิ้มอย่างเย็นชา ส่ายหัวครั้งแล้วครั้งเล่า
“ข้าไม่ได้หมายความว่าเช่นนี้!เขาจะอภิเษกหรือไม่ มันเกี่ยวอะไรกับข้า เขาไม่เคยถามข้าสักคำ!”หานอวิ๋นซีโกรธและอธิบายเสียงดัง
หลงเฟยเยี่ยไม่เคยพูดเรื่องตวนมู่เหยากับนางเลยสักครั้ง!
อย่างไรก็ตามอี้ไท่เฟยกลับไม่เชื่อ จู่ๆ นางก็ลากหานหานอวิ๋นซีมาตรงหน้าและถามทีละคำว่า“หานอวิ๋นซี เจ้าใช้วิธีไหนหลอกหลงเฟยเยี่ยกันแน่?”
หลอก?
คำนี้ทำให้หานอวิ๋นซีไม่สามารถยืนอย่างมั่นคงได้อีกต่อไปนางล้มลงบนเก้าอี้ด้านหลังอย่างแรงโดยไม่มีทางออก
“หมู่เฟยท่านกำลังพูดถึงอะไร! ข้าเปล่าทำนะ!”
หลงเฟยเยี่ยจะไปเป็นคนที่ถูกหลอกได้อย่างง่ายๆได้อย่างไรกัน นอกจากนี้ ถ้านางสามารถหลอกหลงเฟยเยี่ยได้ตั้งแต่วันที่นางเข้าประตูมาจนถึงตอนนี้ นางก็คงไม่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเช่นนี้ไหนจะปัญหาที่มาไม่ขาดสายอีก
“เจ้าเปล่าทำ? ถ้าเจ้าไม่ได้ทำ แล้วทำไมเฟยเยี่ยถึงปฏิเสธการอภิเษกล่ะ? ในตอนที่อภิเษกกับเจ้า ก็ถูกบังคับให้อภิเษกเหมือนกันตอนนี้การอภิเษกกับองค์หรงเล่อ ก็ถูกบังคับเหมือนกัน มันต่างกันตรงไหน?” อี้ไท่เฟยถามทันที
นี่มัน…
ความแตกต่างคืออะไร? หากยืนกรานที่จะถามถึงความแตกต่างการอภิเษกกับองค์หญิงหรงเล่อคือการจับคู่ เป็นการจับคู่ที่สวรรค์สร้างส่วนการอภิเษกกับนาง คนทั้งเมืองจะหัวเราะเยาะอย่างไรล่ะ
หานอวิ๋นซีไม่มีอะไรจะพูด
ในตอนนั้นหลงเฟยเยี่ยถูกบังคับให้อภิเษกกับนางเขาไม่แม้แต่จะโผล่หน้ามาในวันอภิเษกด้วยซ้ำ แต่ในที่สุดเขาก็ยอมตกลง
ทำไมครั้งนี้ถึงได้มีท่าทางแข็งกร้าวขนาดนี้?
ความแตกต่างระหว่างการถูกบังคับให้อภิเษกกับคนหนึ่งคนกับการถูกบังคับให้อภิเษกกับคนสองคนมันแตกต่างกันอย่างไร? มันไม่สามารถที่จะยอมได้อย่างนั้นหรือ?
“เจ้าไม่ได้ทำ? ถ้าไม่ทำ ทำไมเขาถึงใช้เหรียญตราสิทธิพิเศษกับเจ้าล่ะ? ไม่ว่าเจ้าจะอยู่หรือตายมันเกี่ยวอะไรกับเขา? เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหรียญตราสิทธิพิเศษคือชีวิตที่สองของเขา”อี้ไท่เฟยถามด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวอีกครั้ง
คราวนี้หานอวิ๋นซียิ่งพูดไม่ออก หากไม่ได้ใช้เหรียญสิทธิพิเศษกับนางครั้งนี้หลงเฟยเยี่ยก็คงไม่ถูกกักบริเวณแบบนี้ แม้ว่าจะเป็นการกบฏฮ่องเต้เทียนฮุยก็ไม่อาจจับเขาได้
“หานอวิ๋นซีทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า! เพราะเจ้า!”
อี้ไท่เฟยกดมือทั้งสองลงบนไหล่ของหานอวิ๋นซีแล้วจับไว้แน่นมาก การจ้องมองที่เคียดแค้นดูเหมือนจะฉีกหานอวิ๋นซีให้เป็นสองส่วนในการเผชิญกับความรุนแรง นี่เป็นครั้งแรกที่หานอวิ๋นซีไม่มีข้อแก้ตัวและไม่ได้ผลักออกไป
นางตกตะลึงสับสน สมองของนางว่างเปล่า
อี้ไท่เฟยโกรธมากจนรู้สึกไม่ดีไปทั้งตัวในที่สุดนางก็พูดทิ้งท้ายไว้หนึ่งประโยค ก่อนที่จะเดินออกไป
นางพูดว่า“หานอวิ๋นซี เจ้ามันตัวหายนะ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับเฟยเยี่ยข้าจะไม่มีวันปล่อยเจ้าไป!”
หานอวิ๋นซีนั่งอยู่ในห้องเป็นเวลานานจนกระทั่งแม่นมจ้าวมาหา นางจึงจะรู้สึกตัวขึ้นมา
“แม่นมจ้าวจะไม่เกิดอะไรขึ้นกับท่านอ๋องใช่หรือไม่?” นางพูดพึมพำ
แม่นมจ้าวถอนหายใจ“การต่อต้านพระราชกฤษฎีกา...เป็นความผิดร้ายแรงฮ่องเต้กระตือรือร้นที่จะจับหางน้อยๆ ของท่านอ๋องมานานหลายปีแล้ว! เฮ้อท่านอ๋องทรงระแวดระวังอยู่เสมอ ครั้งนี้เป็นไปได้อย่างไร...”
เมื่อได้ยินเช่นนี้หัวใจของหานอวิ๋นซีก็จมลงสู่ก้นบึ้ง นางไม่ได้หลอกหลงเฟยเยี่ยแต่เป็นเพราะนางจึงต้องใช้เหรียญตราสิทธิพิเศษดังนั้นยังคงเป็นนางที่ทำร้ายหลงเฟยเยี่ย
ไม่นานเวลาก็ผ่านไปสิบวัน ไม่มีใครสามารถเกลี้ยกล่อมฮ่องเต้เทียนฮุยได้และไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ จากตำหนักหุยสื่อ ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือรอ
อี้ไท่เฟยเองก็ไม่ได้เข้าไปในพระราชวังอีกเลยเวลาที่เห็นหานอวิ๋นซีก็ไม่พูดไม่จาแต่สายตากลับเผยความอาฆาตจนสามารถฆ่าคนให้ตายได้!
หานอวิ๋นซีเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดนางไม่ได้ไปไหนและนั่งที่ประตูห้องนอนของหลงเฟยเยี่ยตลอดทั้งวัน
ในวันนี้แม่นมจ้าววิ่งเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก “หวังเฟยเพคะ หวังเฟย...”
หานอวิ๋นซีดีใจมากและรีบไปหานางทันที“แม่นมจ้าว มีข่าวอะไรใช่หรือไม่?”