“อืม” สวีซิ่วพยักหน้า
พอนึกถึงเรื่องที่ได้ยินมาบ้างเธอก็อดไม่ได้ที่จะเตือนต่งเสี่ยวเสี่ยว
“ฉันเห็นพวกปากไม่ดีในหมู่บ้านกำลังแอบคุยกันเหมือนจะคิดแผนอะไรสักอย่างพี่สาวเพิ่งกลับมาแค่ไม่กี่วัน ฉันกลัวเธอจะโดนพวกนั้นแกล้งเอา”
ต่งเสี่ยวเสี่ยวถือจอบเธอมองไปยังทางที่ฉินฮุ่ยเจียวทำงานอยู่ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาถอนหญ้าต่อ
“เดี๋ยวเลิกงานแล้วค่อยไปดู!”
พอพูดจบเธอก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ
“ได้ค่ะ!”
สวีซิ่วตอบรับอย่างกระตือรือร้นแล้วก็เริ่มลงมือถอนหญ้าอย่างเอาจริงเอาจังบ้าง
ตอนนี้ต่งเสี่ยวเสี่ยวมีงานทำที่มั่นคงแล้วผู้ใหญ่บ้านเลยมอบหมายงานเบาๆ ให้เธอทำ แม้แต่ถอนหญ้าก็แค่แปลงเล็กๆทำพอเป็นพิธีเท่านั้น
ดังนั้นต่งเสี่ยวเสี่ยวกับสวีซิ่วจึงเป็นกลุ่มแรกๆที่ทำงานเสร็จ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวถือกระติกน้ำเดินไปกับสวีซิ่ว ตรงไปยังทางที่ฉินฮุ่ยเจียวอยู่
ชาวบ้านต่างทักทายต่งเสี่ยวเสี่ยวอย่างสุภาพแม้แต่ป้าหลิวเองก็มีท่าทีต่อต่งเสี่ยวเสี่ยวดียิ่งกว่าเมื่อก่อนซะอีก
เพราะเธอรับซานจาจิ่วจากต่งเสี่ยวเสี่ยวไปขายตอนเช้าทำงาน ตอนบ่ายไปขายของ ช่วงนี้เลยทำเงินได้ไม่น้อยแถมยังกินเนื้อได้มื้อหนึ่งด้วย
ต่งเสี่ยวเสี่ยวคือเทพแห่งโชคลาภคือที่พึ่งของเธอ จะไม่ให้เอาใจใส่ได้อย่างไร?
เมื่อเวลาผ่านไป แสงอาทิตย์ก็ยิ่งแผดเผา
"ฉินฮุ่ยเจียวเธอไม่มียางอายบ้างหรือไง? เขาว่ากันว่าลูกผู้หญิงเมื่อแต่งออกไปก็เหมือนน้ำที่ไหลออกจากโอ่งเธอแต่งออกไปตั้งหลายปี ไม่มีข่าวคราวอะไร จู่ๆ ก็กลับมาเพราะได้ยินว่าน้องชายได้เมียดี ขายของได้ เลยหน้าด้านกลับมาขอพึ่งใบบุญสินะ?"
"นั่นสินะฉันได้ยินมาว่าแม่หม้ายในหมู่บ้านสองคนไปช่วยงานต่งเสี่ยวเสี่ยวแล้วได้เงินเยอะเลยนะป้าหลิวเองก็มีรายได้วันละหลายหยวนทั้งหมดก็เพราะต่งเสี่ยวเสี่ยวให้โอกาสนั่นแหละ! แต่ฉินฮุ่ยเจียวที่เป็นพี่สาวแท้ๆกลับมากินๆ นอนๆ อยู่บ้านฉินฟรีๆ ที่เขายอมให้คนนอกเข้าไปช่วยทำมาหากินแต่ไม่ยอมให้เธอทำ เพราะไม่รู้ว่ากลับมาด้วยจุดประสงค์อะไรกันแน่น่ะสิ!"
"อะไรกัน พวกเธออย่าพูดจาส่งเดชสิฉันได้ยินมาว่าฉินฮุ่ยเจียวถูกสามีไล่กลับมาต่างหากว่ากันว่าเพราะไม่มีทะเบียนสมรส แถมสามียังไปคบชู้กับพวกปัญญาชนที่มาจากในเมืองอีกก็เลยเขี่ยเมียแก่ๆ คนนี้ทิ้ง!"
คำพูดพวกนี้เรียกเสียงหัวเราะครืน
ต่งเสี่ยวเสี่ยวกับสวีซิ่วเดินเข้ามาก็เห็นผู้หญิงสามสี่คนกำลังล้อมวงเยาะเย้ยถากถางฉินฮุ่ยเจียวอยู่
ฉินฮุ่ยเจียวพูดไม่เก่งแถมยังไม่รู้จักโต้ตอบ ตอนนี้พอโดนคนพวกนั้นจงใจพูดจาดูถูกใส่ก็ถึงกับหน้าแดงหูแดง แต่พอได้ยินว่าพวกนั้นใส่ร้ายต่งเสี่ยวเสี่ยวเธอก็พยายามจะพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
"พวก… พวกเธอรังแกกันเกินไปแล้วนะ!"
พอเธอพูดออกมาแบบนั้นพวกผู้หญิงพวกนั้นก็หัวเราะกันอีก
ชาวบ้านที่อยู่ข้างๆ เห็นแล้วทนไม่ไหวอยากจะเข้าไปช่วย แต่ก็โดนพวกผู้หญิงพวกนั้นด่ากลับมา
พวกผู้หญิงปากกล้าทั้งหลายพูดกันเจ็บแสบเหลือเกินชาวบ้านที่นิสัยซื่อๆ ก็ไม่มีใครสู้ฝีปากพวกเธอได้ สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ไป
จ้าวอวิ๋นยิ้มเยาะเย้ยถากถาง"เธออย่ามาพูดจาเหลวไหลนะ พวกเราไม่ได้รังแกเธอสักหน่อยพวกเราแค่พูดความจริง!"
"นั่นสิพวกเราพูดความจริงไม่ได้หรือไง?"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหรี่ตาลงหยิบก้อนหินที่อยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วขว้างออกไป
ก้อนหินพุ่งเข้าใส่ศีรษะของจ้าวอวิ๋นพอดี
"โอ๊ย!"
จ้าวอวิ๋นร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเธอเอามือกุมหัวที่เจ็บ ก่อนจะหันไปด่า
"ไอ้บ้าตัวไหนมันขว้างหินมาเนี่ย!ใครมันกล้าทำร้ายฉัน..."
แต่พอหันมาเธอก็สบเข้ากับต่งเสี่ยวเสี่ยวเสียงก็ค่อยๆ แผ่วลง เพราะเริ่มรู้สึกผิด
ต่งเสี่ยวเสี่ยวยืนกอดอกมองกลุ่มหญิงชาวบ้านในทุ่งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"พูดสิ! ทำไมไม่พูดต่ออีกล่ะ?"
จ้าวอวิ๋นหลบสายตา พูดเสียงแห้งๆ"ฉันพูดความจริง เธอไม่เห็นต้องทำร้ายร่างกายกันเลยนี่?"
ตอนนี้หัวเธอก็ยังเจ็บตุบๆ อยู่เลย
ฉินฮุ่ยเจียวเห็นต่งเสี่ยวเสี่ยวมาเธอก็ถือจอบ วิ่งไปหาต่งเสี่ยวเสี่ยวด้วยดวงตาแดงก่ำ
สวีซิ่วกอดอก แล้วพูดออกมา
"พวกเธอไม่มีอะไรทำกันหรือไงงานที่แบ่งให้มันน้อยไปใช่ไหม? ไม่ตั้งใจหาแต้มแรงงานกลับมานั่งรวมหัวรังแกคนอื่น! อะไรกัน พวกเธอไม่รู้จักละอายใจบ้างหรือไง? ผัวบ้านใครกันนะ ที่เอาแต่มองสาวๆ ในหมู่บ้าน ถ้าไม่ติดว่าแก่แล้วละก็คงเขี่ยพวกเธอทิ้งไปนานแล้ว ยังกล้ามีหน้ามาว่าคนอื่นอีกเหรอ!”
สวีซิ่วที่เมื่อก่อนขี้อายวันนี้กลับด่าออกมาเป็นชุด ทำให้พวกผู้หญิงพวกนั้นรู้สึกไม่พอใจมาก
"นางคนแซ่สวี นางแม่ม่ายผัวตายที่ผัวเธอตายเพราะโดนเธอสาปแช่งนั่นแหละอย่าคิดว่าตอนนี้มีต่งเสี่ยวเสี่ยวหนุนหลังแล้วจะทำอะไรก็ได้นะ! ถุยถ้าพวกเธอไม่ส่งเสียงดังในตอนกลางคืน ทำท่าทางยั่วยวนพวกผู้ชายในหมู่บ้านจะหันมามองพวกเธอได้ยังไง!" จ้าวอวิ๋นด่ากราด
"เหอะ"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหัวเราะเยาะแล้วด่าสวนกลับไป
“คุมผัวตัวเองไม่ได้จะมาโยนความผิดให้ใครล่ะ! เมื่อเช้าไปตกส้วมมาแล้วยังไม่ได้แปรงฟันหรือไง? ถึงได้พ่นแต่คำสกปรกออกมาได้ขนาดนี้! จำไว้เลยนะต่อให้ฉันคิดธุรกิจอะไรขึ้นมา ก็ไม่มีวันให้คนอย่างพวกเธอมาทำด้วยแน่นอน!”
พอโดนต่งเสี่ยวเสี่ยวสวนกลับแบบนี้จ้าวอวิ๋นก็หน้าแดงก่ำ เตรียมจะด่ากลับแต่ก็ต้องสะดุ้งเฮือกกับสายตาเย็นเยียบของต่งเสี่ยวเสี่ยว
อยู่ๆ ก็ต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดขึ้นมาอีกครั้ง
"เอาแต่พูดจาใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นระวังจะได้โดนกรรมตามสนอง"
พูดจบเธอก็มองจ้าวอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา
จ้าวอวิ๋นพึมพำออกมา"ก็แค่พูดความจริง กรรมจะมาตามสนองได้ยังไงกัน"
เธอหันไปมองผู้หญิงคนอื่นๆ แล้วออกคำสั่ง
"ไปเถอะ! วันนี้ซวยจริงๆ"
ยังไม่ทันได้ก้าวไปไหน
กรี๊ด!
เสียงร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือดดังออกมาจากปากของจ้าวอวิ๋น
พอหันกลับไปก็เห็นจ้าวอวิ๋นนั่งจ้ำเบ้าอยู่ในทุ่งนา สองมือกุมเท้าขวาแน่น เลือดสดๆไหลออกมาตามซอกนิ้ว
เพราะความเจ็บปวดอย่างรุนแรงทำให้เธอเหงื่อแตกพลั่กตัวสั่นไปหมด
สวีซิ่วเห็นแบบนั้นก็หัวเราะสะใจ
"นี่ไง กรรมตามสนองแล้ว!"
เสียงร้องของจ้าวอวิ๋นดังมากพอรวมกับเสียงของสวีซิ่ว ชาวบ้านที่ทำงานอยู่แถวนั้นก็พากันแห่เข้ามาดู
พวกเขาเห็นเคียวเล่มหนึ่งปักอยู่บนกองดินบนเคียวมีเลือดติดเต็มไปหมด
ดูจากเลือดที่ติดอยู่บนเคียวนั่นหน้าเท้าของจ้าวอวิ๋นน่าจะถูกบาดเป็นแผลใหญ่ หรืออาจถึงขั้นพิการเลยก็ได้
จ้าวอวิ๋นเจ็บจนหน้าเบ้เหงื่อไหลเต็มหน้าผาก เธอกัดฟันแน่นแล้วตะโกนออกมาอย่างโกรธจัด
"ไอ้บ้าตัวไหนกัน!เอาเคียวมาปักไว้ในกองดินเนี่ย บ้าไปแล้วหรือไง!"
เมื่อกี้เธอมัวแต่มองทางข้างหน้าเลยไม่ทันเห็นว่าในกองดินมีเคียวปักอยู่
ชาวบ้านที่อยู่ข้างๆ พูดขึ้น"เมื่อกี้ตอนพวกเธอมาหาเรื่องเจียวเจียวเธอเองไม่ใช่หรือไงที่เอาเคียวไปปักไว้ตรงกองดิน ใครจะไปคิดว่าเธอจะซวยเดินไปเหยียบเคียวเข้าล่ะ!"
คราวนี้ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็อดขำไม่ได้เธอพูดจาเยาะเย้ยกลับ "เห็นไหมล่ะปากเสียขนาดนี้ ทำเรื่องเลวๆ เยอะ ก็ต้องเจอแบบนี้แหละนี่ไงที่เขาเรียกกรรมตามสนอง!"
จ้าวอวิ๋นโกรธจนแทบกระอักเลือดแต่ก็เถียงกลับไม่ได้
“เฮอะ!”