ฉีเมี่ยวได้ยินคำพูดนี้ก็ไม่ได้ตอบรับทันทีไปย้ายเก้าอี้สี่เหลี่ยมบุแพรมานั่งข้างกายเขาก่อน
ั้แ่นางเข้าประตูมาแววตาของไป๋ซีอวิ๋นก็ไม่เคยห่างจากร่างนาง สายตาลึกซึ้งไม่ปิดบังแม้แต่น้อย
เพียงแต่ฉีเมี่ยวยังคงรู้สึกอึมครึม
เพื่อตั๋วอาหารระยะยาวของนางก็น่าสงสารซื่อจื่อครองตำแหน่งสูงแต่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ฉีเมี่ยวคว้ามือของเขา
บุรุษผู้นี้โครงร่างสูงใหญ่กลับมีเนื้อไม่มาก แขนผอมหนังหุ้มกระดูก ผิวซีดไร้ความเปล่งปลั่ง
เขาเป็ถึงซื่อจื่อพ่อเขายังเป็ถึงท่านโหว แต่นั่นแล้วอย่างไร ไม่พูดถึงว่าบนร่างเขาถูกพิษเรื้อรังย่ากับแม่ยังร่วมมือกันทรมานเขา อีกทั้งเขาถูกพิษไม่ใช่วันสองวันหมอสมัยโบราณก็คงไม่ได้ให้ตำแหน่งเปล่าๆ เหตุใดไม่มีสักคนตรวจรักษาเขาให้ดี
ถ้ามีคนดูแลเขาให้ดีเขาคงไม่ถึงขนาดครึ่งตัวลงโลงเช่นในยามนี้
ฉีเมี่ยวเห็นอกเห็นใจเื่ราวชีวิตของเขาจมูกเจ็บแปลบอยู่บ้าง นิ้วหยกเรียวยาววางบนตำแหน่งเส้นชีพจรของเขาเคลื่อนไหวยิ่งละเอียดอ่อนนุ่มนวล
ไป๋ซีอวิ๋นมองนางเงียบๆโดยตลอด ถูกนางปฏิบัติอย่างทะนุถนอมเช่นนี้ หัวใจที่เ็ามานานหลายปีก็อบอุ่นขึ้น
ลั่วหย่งยิ้มแย้มหยอกล้อ“ไม่นึกว่าจื่อจินแม้ไม่สง่างามเหมือนก่อนยามนี้ยังทําให้คนรักคนหลงเช่นนี้ ข้าเห็นแล้วก็วางใจ”จื่อจินคือนามรองของไป๋ซีอวิ๋น
ฉีเมี่ยวตรวจรักษาต่อไปอย่างไม่สะดุ้งะเืแต่กลับเตรียมใจไว้แล้ว
สมัยโบราณบุรุษผู้ใดไม่มีสามภรรยาสี่อนุซื่อจื่อครองตำแหน่งสูง แม้ไม่เป็ที่ชื่นชอบแต่ฐานะก็ยังอยู่ตรงนี้หรือจะไม่เคยมีสตรี?
ตรวจสองมือให้เขาแล้วฉีเมี่ยวแน่ใจว่าเืของนางมีประโยชน์ต่อไป๋ซีอวิ๋นจริงๆเพียงแต่ประสิทธิภาพของยามีจำกัด ยามนี้ไม่ได้ผลอีกต่อไปนางจะหาเวลาว่างไปซื้อสมุนไพร จากนั้นประกอบกับอาหารและเืของนาง ไม่แน่ว่าอาจจะรักษาเขาได้จริงๆแม้ขั้นตอนลำบากหน่อยก็คุ้มค่าที่จะลอง
“เช้านี้ทั้งเดินทั้งพูด ซื่อจื่อเหนื่อยมากแล้ว สุขภาพท่านเป็สิ่งสำคัญยกน้ำชาข้าไปเองก็พอ ปกติท่านสุขภาพไม่ดีเหล่าไท่จวินกับอานลู่โหวฮูหยินไม่ตำหนิอยู่แล้วข้าไปแสดงความเคารพคนในจวนแล้วจะกลับมาจัดเตรียมอาหารกลางวันให้ท่านทันที”
“ข้าต้องไปกับเ้า เช้านี้เ้าก็เห็นแล้ว สถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดี”
“ท่านวางใจ ข้ารับมือได้” ฉีเมี่ยวก้มตัวพยายามประคองเขาด้วยแขนข้างเดียว ดึงหมอนสี่เหลี่ยมออกจากข้างหลังเขาประคองเขานอนราบ
ไป๋ซีอวิ๋นสูดกลิ่นหอมระรวยบนร่างนางอย่างชื่นใจ“เมี่ยวเอ๋อร์ วันนี้ไม่ต้องไปยกน้ำชาพรุ่งนี้ข้าดีขึ้นค่อยไปกับเ้า”
“มารยาทไม่สมบูรณ์เทียบเท่ากับสร้างจุดอ่อนให้ผู้อื่นโจมตีเช่นนี้ไม่เหมาะสม” ฉีเมี่ยวยิ้มอย่างร่าเริง “ซื่อจื่อวางใจเถิด ข้าเพิ่งแต่งเข้ามา แม้ไม่เป็ที่ชื่นชอบของแม่สามี แต่พวกเขารักชื่อเสียงของตนเพื่อไม่ให้คนนอกวิพากษ์วิจารณ์ก็คงไม่ทำอะไรข้า”
“เ้าเพิ่งแต่งเข้ามา ไม่รู้จักพวกเขา”ไป๋ซีอวิ๋นพูดด้วยเสียงเหนื่อยล้าแหบแห้ง “วันหน้าข้าดีขึ้นจะอธิบายให้เ้าฟังอย่างละเอียด วันนี้เ้าฟังข้า ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่ต้อนรับพวกเราเรือนชิ่นหยวนไม่ไปก็ไม่เป็ไร ข้าจะให้คนไปรายงาน บอกว่าทางข้านี้ห่างเ้าไม่ได้ ไม่ให้เ้าไป”
เขาพูดจบลั่วหย่งข้างๆ อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้ “ไม่นึกว่าเ้าก็มีวันที่รักหยกถนอมบุปผา[1]”
ฉีเมี่ยวสองแก้มแดงเรื่อพวกเขาเพิ่งรู้จัก บอกว่า ‘ห่างกันไม่ได้’ ดีจริงหรือ
แต่ซื่อจื่อคิดเพื่อนางเช่นนี้นางรู้สึกว่าแม้เขาลมหายใจอึมครึมก็ไม่น่ากลัวถึงเพียงนั้นแล้ว
ฉีเมี่ยวขานรับส่งๆกล่อมไป๋ซีอวิ๋นนอนก่อน เพราะเขาเหนื่อยมากแล้ว ชั่วครู่ก็หายใจสม่ำเสมอ
ลั่วหย่งมองสีหน้าของสหายสนิทคราวนี้ถึงลุกขึ้นอำลา
ฉีเมี่ยวส่งเขาถึงทางเดิน
“น้องสะใภ้ เมื่อครู่ล่วงเกินไม่น้อย หวังว่าเ้าจะให้อภัย” ลั่วหย่งแสดงความเคารพ
ฉีเมี่ยวรีบแสดงความเคารพตอบ“คุณชายลั่วพูดเกินไปแล้ว ท่านก็ทำเพื่อซื่อจื่อ” มองรอบๆ ไม่มีคนนอก ถึงพูดว่า “เพียงแต่วันนี้ท่านมาที่จวนคนนอกรู้แล้วไม่เป็ไรหรือ”
“แม้รู้แล้วอย่างไร ให้พวกเขาหาสายสนกลในไม่เจอยิ่งดี” ลั่วหย่งยิ้มพูด “เดี๋ยวข้าจะหาหมอชื่อดังมาให้เร็วที่สุดทางจื่อจินนี้ต้องรบกวนเ้าดูแลให้มาก”
“เหตุใดคุณชายลั่วต้องเกรงใจ เขาเป็สามีข้า ข้าจะดูแลอย่างแน่นอน”
ถ้าเป็สตรีอื่นผู้ใดจะยอมรับความจริงที่ว่าแต่งให้สามีขี้โรคเช่นนี้ทั้งต้องเผชิญหน้ากับญาติอันประเสริฐได้ต่อให้ไม่ได้โวยวาย เกรงว่าต้องไม่สบอารมณ์ นางกลับต่างออกไปอ่อนโยนจิตใจดีงามเช่นนี้โดยตลอด ดูแลไป๋ซีอวิ๋นอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
ลั่วหย่งมองนางอย่างชื่นชมในใจด่าว่าแม่ทัพฉีปฏิบัติต่อบุตรสาวในภรรยาเอกเช่นนี้ไม่ได้เื่ พลางกล่าวอำลาอีกครั้ง
ฉีเมี่ยวไม่สะดวกออกไปมองเขาไปไกลแล้วถึงสั่งอวี้เหลียนกับเวิ่นเหลียนข้างกาย “พวกเ้าสองคน ไปที่ห้องนอนนำกล่องไม้แดงและห่อผ้าข้างกล่องเครื่องแป้งของข้ามาไปเรือนจิ่นซิ่วกับข้ายกน้ำชาให้เหล่าไท่จวินปิงเหลียนกับอ้ายเหลียนอยู่รับใช้ท่านซื่อจื่อ จำไว้ว่าถ้ามีคนมาให้บอกว่าซื่อจื่อเหนื่อยหลับไปแล้ว ไม่พบผู้ใดทั้งนั้น”
“เ้าค่ะ ฮูหยิน”อวี้เหลียนกับเวิ่นเหลียนขานรับแล้วไป ไม่นานก็นำสิ่งของมา
ฉีเมี่ยวกลัวว่าความทรงจำที่สืบทอดมาจะผิดพลาดจึงเปิดห่อผ้าออกดู เห็นข้างในเป็รองเท้าที่เตรียมไว้ให้พ่อสามีกับแม่สามีรวมทั้งพัดที่เตรียมไว้ให้เหล่าไท่จวินและของขวัญพบหน้าสำหรับคนรุ่นเดียวกันในพิธียกน้ำชาใจถึงค่อยสงบขึ้นบ้าง
ไม่ว่าสำหรับนางหรือเ้าของร่างเดิมก็ยกน้ำชาเป็ครั้งแรกยิ่งกว่านั้นสามีของนางไม่อาจอยู่ด้วย
ฉีเมี่ยวละทิ้งความกังวลจัดผมแล้วพาสาวใช้สองนางออกจากเรือนชิ่นหยวน มุ่งหน้าสู่เรือนจิ่นซิ่ว
ยามนี้เรือนจิ่นซิ่วมีกลุ่มคนรับใช้ยืนอยู่เหล่าไท่จวินนั่งตัวตรงในตำแหน่งหลักของห้องโถงใหญ่ข้างหลังพิงกรอบลับแลไม้จันทร์แดงแกะสลักลายต้นสนกับกระเรียนอายุยืนขนาดใหญ่ถือประคำหยกแข็ง[2]ไว้ในมือไม่พูดอะไรสักคำทำให้มองอารมณ์ของนางไม่ออก
อานลู่โหวฮูหยินจางซื่อที่นั่งตัวตรงในตำแหน่งล่างมีสีหน้าเขียวคล้ำตั้งนานแล้วขมวดคิ้วด่าว่า “พวกไร้ประโยชน์ เลี้ยงพวกเ้าเสียข้าวสุก ให้พวกเ้าไป‘ตั้งใจ’รับใช้ซื่อจื่อกับซื่อจื่อฮูหยินยังทำได้ไม่ดี ซ้ำยังถูกส่งกลับมาอยู่ไปก็อับอายโดยแท้!”
“ท่านแม่โปรดระงับโทสะ”ไป๋ซีหย่วนบุตรชายคนโตในอนุภรรยากับหลิวซื่อลูกสะใภ้คนโตก็ลุกขึ้นยืนสองคนดูท่าทางหวาดกลัวยิ่งนัก
คุณชายสามไป๋ซีมู่ตบไหล่อานลู่โหวฮูหยินอย่างปลอบโยน“เหตุใดท่านแม่ต้องโมโหพวกคนรับใช้พวกเขารับใช้ได้ไม่ดี พี่สะใภ้รองก็เพิ่งแต่งเข้ามากลัวเสียหน้าท่านแม่หนุนหลังเรือนชิ่นหยวนหน่อยถึงจะถูก”
อานลู่โหวฮูหยินหัวเราะเยาะ“ยกน้ำชายังมาสายได้ ฉีหย่งผู้นั้นเป็คนกักขฬะโดยแท้ลูกสาวเกิดมาก็มีมารดาเลี้ยงดูแต่ไม่สั่งสอน!”
ไป๋ซีมู่ขมวดคิ้วคิดว่าคำพูดนี้ของมารดารุนแรงเกินไปสักหน่อย
คุณหนูสี่ไป๋ซีหลันกับคุณหนูห้าไป๋ซีซีที่ยืนห้อยมือก็ขมวดคิ้วหลุบตานิ่งเงียบ
ในยามนี้เองข้างนอกมีคนรับใช้มารายงาน ”เรียนเหล่าไท่จวินฮูหยิน ซื่อจื่อฮูหยินมาแล้ว”
“นางยังรู้จักมา!”อานลู่โหวฮูหยินเบนสายตาออกอย่างหงุดหงิด “บอกนางในเมื่อไม่อยากมาวันหลังก็ไม่ต้องมาแล้ว!”
“จางซื่อ” อานลู่โหวฮูหยินพูดจบในที่สุดเหล่าไท่จวินที่นับลูกประคำก็ลืมตาขึ้นพูดว่า “เ้าตึงเครียดเกินไปแล้วอยู่ต่อหน้าคนรุ่นหลังจะเป็ท่าทางอย่างไร”
อานลู่โหวฮูหยินฟังแล้วเม้มปากอารมณ์ไม่พอใจแวบผ่านบนใบหน้าที่บำรุงได้อย่างเหมาะสม สุดท้ายไม่ส่งเสียงอีก
ในที่สุดอานลู่โหวที่นิ่งเงียบดื่มชาอยู่นานก็วางถ้วยชาพูดอย่างเอื่อยเฉื่อย “พอแล้ว ถึงอย่างไรฉีซื่อก็เป็สะใภ้ใหม่เ้าเป็แม่สามีแยกเขี้ยวยิงฟันไม่รู้จักวางตัวให้ดีวันหน้าจะให้ผู้อื่นนับถือได้อย่างไร”
พูดจบฉีเมี่ยวเข้าห้องมาพร้อมกับสาวใช้
ชุดสีสว่างชมพูอ่อนคู่กับเหลืองอ่อนแม้อ่อนจางยิ่งแต่ยังงดงามนัก ผมยาวดำขลับเติมเต็มหน้าตาเพริศแพร้วขาวผ่องราวหิมะของนางดวงตาดุจระลอกคลื่นฤดูใบไม้ร่วง เมื่อกวาดตามองทุกคนในห้องเบาๆราวกับดวงดาวหลั่งไหลเข้าสู่ั์ตานาง เปล่งประกายระยิบระยับ
เหล่าไท่จวินอานลู่โหวฮูหยินและลูกสะใภ้คนโตหลิวซื่อเคยเห็นนางแล้ว ยังอดตะลึงมองไม่ได้
อานลู่โหวไป๋หย่งชุนนั่งตัวตรงในตำแหน่งหลักอดโน้มตัวไปข้างหน้าไม่ได้ สายตาจ้องบนเงาร่างอ่อนหวานแช่มช้อยเขม็ง
ฉีเมี่ยวถูกมองจนอึดอัดไปทั้งตัวซ้ำยังเพราะรู้ว่าบิดาผู้ให้กำเนิดของนางจะให้นางไปเอาใจพ่อสามีหลังจากไป๋ซีอวิ๋นตายย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะรู้สึกรังเกียจ
พูดตามตรงไป๋หย่งชุนเกิดมาหน้าตาดูดี แม้วัยใกล้ห้าสิบอ้วนท้วนสมบูรณ์อยู่บ้างบนใบหน้าก็มีริ้วรอย แต่ยังเห็นได้ว่าในวัยเยาว์เป็บุคคลที่หล่อเหลาสง่างามเพียงมองภายนอก ผู้ใดจะจินตนาการได้ว่าคนผู้นี้เป็คนซื่อเหมือนแมวนอนหวดเช่นนี้
ฝืนกลั้นความรู้สึกไม่สบายตัวจากการถูกจ้องมองฉีเมี่ยวทำความเคารพ “เมื่อครู่ซื่อจื่อไม่สบาย ข้าอยู่ดูแลดังนั้นจึงมาช้าเหล่าไท่จวิน ท่านพ่อ ท่านแม่โปรดให้อภัย”
เสียงนางนุ่มนวลอ่อนหวานไพเราะราวกับนกขมิ้นออกจากหุบเขา ทำให้ไป๋หย่งชุนใจอ่อนยวบโดยแท้ไม่รอให้เหล่าไท่จวินเอ่ยปากก็พูดว่า “พูดอะไรกันในเมื่อแต่งเข้ามาแล้วก็เป็คนครอบครัวเดียวกัน เหตุใดต้องเห็นเป็คนนอกเช่นนี้”
เหล่าไท่จวินรู้ว่านิสัยเสียนั้นของลูกชายกำเริบอีกแล้วเพียงแต่นิ่งเงียบ
อานลู่โหวฮูหยินหัวเราะเยาะขึงตาใส่ฉีเมี่ยวอย่างดุเดือด “อยู่จวนแม่ทัพไม่เคยเรียนกฎเกณฑ์ใช่หรือไม่มาถึงจวนอานลู่โหวของพวกเราไม่ใช่ว่าจะสามารถกำเริบเสิบสานเช่นเมื่ออยู่กับครอบครัวของเ้าต่อให้ไม่เข้าใจอะไรเลย ดีร้ายก็ต้องรู้มารยาทกระมัง นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วเ้าให้ผู้าุโรอคอยเช่นนี้ ไม่รู้จักกาลเทศะ?”
อานลู่โหวฮูหยินลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหาฉีเมี่ยวช้าๆ
ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งพบว่าบนร่างนางมีกลิ่นหอมระรวยที่ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายบอกไม่ได้ว่าเป็กลิ่นดอกไม้อะไร แต่ทำให้คนได้กลิ่นแล้วสบายใจอย่างยิ่ง
“ยังแต่งหน้าทาแป้งอีก สามีเ้าใกล้ตายแล้วยังจะแต่งเนื้อแต่งตัวเ้าแต่งให้ผู้ใดดู!”อานลู่โหวฮูหยินโบกมือปัดห่อผ้าในมือของอวี้เหลียนรองเท้าหัวฝังหินหยกสองคู่ในนั้นร่วงพื้น
ตามธรรมเนียมของแคว้นโจวสะใภ้ใหม่แต่งเข้ามาต้องทำรองเท้าให้พ่อแม่สามีกับมือ
ไป๋หย่งชุนขมวดคิ้วพูดว่า“จางซื่อ เ้าทำเกินไปแล้ว ยังไม่นั่งลงอีก? ดูสิสะใภ้ใหม่ใหมด!”
ไป๋ซีมู่ก็เป็ห่วงฉีเมี่ยวไปประคองอานลู่โหวฮูหยิน “ท่านแม่ รีบนั่งลงเถอะ”
คนรับใช้ยกถาดน้ำชามา
ฉีเมี่ยวกัดริมฝีปากอยากสะบัดแขนเสื้อแล้วไปจริงๆ
พ่อสามีเป็คนบ้ากามแม่สามีก็เป็คนเสียสติเหล่าไท่จวินปกติหน่อยแต่ใบหน้ายิ้มแย้มราวกับพระศรีอริยเมตไตรยเดาไม่ถูกเลยว่าในใจคิดอะไร พี่ชายสามีและภรรยาระวังตัวแจ หญิงสาวสองนางข้างๆมีสีหน้าไม่เป็มิตรทั้งที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน น่าจะเป็ไป๋ซีหลันกับไป๋ซีซีน้องสาวสามีสองคนของนาง
ครอบครัวนี้ประกอบกับสามีที่ใกล้จะกลับบ้านเก่าได้ทุกเมื่อวันหน้านางจะใช้ชีวิตอย่างไร
อยากไปแต่ไปไม่ได้เพราะพ่อแม่ของครอบครัวบ้านเดิมก็ไม่ดีไปกว่ากันเท่าใด
ฉีเมี่ยวอยากร้องไห้ให้พวกเขาเห็นโดยแท้...
นางหลุบตาหยิบกาน้ำชามารินชาผู้ใดจะรู้ว่าเพิ่งหิ้วขึ้นมาหูกาน้ำชาก็หักทันที!
เสียงเครื่องลายครามแตกกาน้ำชาตกแตกเป็เสี่ยงๆ น้ำชากระเซ็นใส่ชายกระโปรงกับหน้ารองเท้าฉีเมี่ยวร้อนจนกรีดร้องก้าวถอยหลัง
[1] รักหยกถนอมบุปผา สำนวนจีน หมายถึงมีความอ่อนโยนต่อหญิงสาว
[2] หยกแข็ง คือหยกเจไดท์ หรือที่มักเรียกกันว่าหยกพม่า