“ตามมันไปเร็วเข้า”
เสียงของชายร่างใหญ่ดังขึ้นมาจากกลุ่มคนนับสิบ ที่กำลังวิ่งไล่ตามชายร่างเล็กที่อยู่ข้างหน้าพวกเขาอย่างกระชัดชิด
ชายร่างเล็กคนนั้นพยายามวิ่งลัดเลาะไปตามซอยต่าง ๆ หวังที่จะสลัดกับกลุ่มชายที่ตามมาให้หลุด แต่สุดท้ายเขาก็พลาดวิ่งเข้าไปเจอกับทางตันเสียแล้ว
“ในที่สุดก็หยุดวิ่งซักทีนะ คุณหนูเหยา”ชายร่างใหญ่ที่ดูจะแข็งแรงที่สุดในกลุ่มคนที่ไล่ตามทำเสียงยิ้มเยาะ พร้อมกับเดินเข้ามากระชากคอเสื้อของชายผู้ถูกตามล่า
แม้ชายหนุ่มผู้ถูกกระทำจะตัวเล็กกว่าอีกคนอยู่มาก แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะยอมแพ้ต่อร่างกายที่ใหญ่โตกว่าเลย เขาพยายามที่จะใช้กำปั้นทั้งสองทุบเข้าไปที่ใบหน้าของอีกฝ่าย แม้ว่ามันจะไม่สามารถที่จะทำร้ายกำแพงลม ที่เกิดจากพลังิญญาที่ชายคนนั้นปล่อยออกมาได้ ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงพยายามต่อไป
“อย่ามาเรียกข้าว่าคุณหนูเด็ดขาด ข้าคือผู้สืบทอดของตระกูลเหยา เป็ลูกผู้ชายเต็มตัวนะ”
สิ่งที่ชายตระกูลเหยาได้พูดออกมา หาได้ทำให้กลุ่มของชายร่างใหญ่นั้นกลัวไม่ แต่กลับเป็ที่น่าขบขันของชายกลุ่มนี้เสียมากกว่า
“ลูกชายของตระกูลเหยาที่แข็งแกร่งอะไร อ่อนแอเสียยิ่งกว่าผู้หญิง สงสัยข้าต้องจับเ้าแก้ผ้าออกมาเพื่อพิสูจน์ความเป็ชายเสียหน่อยแล้ว คุณหนูเหยา”
สิ้นเสียงของชายร่างใหญ่ เขาก็จับโยนเสื้อผ้าที่ชายตระกูลเหยาสวมใส่อยู่ออกทันที
“ช่างเป็หญิงที่แบนราบเสียจริง ๆ “
เสียงะโหัวเราะอย่างพึงพอใจของกลุ่มชายร่างใหญ่ดังขึ้นมาเป็ทอด ๆ นั้นยิ่งทำให้ความโกรธของชายผู้โดนกระทำอยู่ฝ่ายเดียวเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ความโกรธนั้นก็ไม่สามารถที่จะทำอันตรายใด ๆ ให้กับอีกฝ่ายได้เลย ตราบใดที่เขายังคงใช้พลังิญญาไม่ได้ ความคิดที่จะทำลายกำแพงลมนั้นก็คงเป็ได้แค่เื่เพ้อฝันไป
ไม่ว่าเขาจะพยายามออกแรงทุบต่อยมากซักแค่ไหน ร่างกายธรรมดา ๆ ของเขาซึ่งไร้พลัง ก็ไม่มีวันที่จะต่อกรกับผู้ที่ใช้พลังิญญาได้อยู่แล้ว แม้ว่าเขาจะรู้เื่นี้เป็อย่างดี และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดยชายกลุ่มนี้รุมทำร้าย แต่เขาก็ยังคงพยายามในรูปแบบของตัวเองต่อไป
ชายร่างใหญ่ยังคงไม่สาแก่ใจกับการรังแกคนที่อ่อนแอกว่าตนเอง เขาค่อย ๆ เอื้อมมือไปจับกางเกงของนายน้อยเหยา หวังที่จะกระชากมันออกมาเพื่อสร้างความอับอายให้แก่ชายหนุ่ม
แต่ก่อนที่เขาจะได้ทำตามที่ใจหวังก็มีมือของใครบางคนมาหยุดเขาเอาไว้เสียก่อน
เมื่อชายร่างใหญ๋เงยหน้าขึ้นมามองผู้ที่กล้ามาขัดจังหวะความสนุกที่กำลังได้ที่ จากใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ก็แปรเปลี่ยนไปเป็หวาดกลัวสุดขีด
“ท่านอาจารย์เหยาิ”ชายร่างใหญ่พูดขึ้นอย่างหวาดกลัว พร้อมกลับค่อย ๆ เดินถอยหลังไปรวมกลุ่มกับเพื่อนของตน
“ข้าว่าวันนี้เ้าเล่นแรงเกิดไปแล้วนะ เฉาซาง”ชายชรารูปร่างกำยำเดินเข้าไปหาผู้เป็ศิษย์อย่างช้า ๆ “ยังไงเขาก็เป็นายน้อยเหยา แม้ตอนนี้ด้วยวัยใกล้เต็มสิบแปดปี เขาจะยังใช้พลังิญญาไม่ได้ ก็ไม่ได้แปรว่าขยะเช่นนั้นจะไม่ใช่ลูกชายคนเดียวของเ้าสำนักเรา อย่าได้สร้างความอับอายให้แก่สำนักเหยาไปมากกว่านี้”
“ศิษย์เข้าใจที่ท่านอาจารย์สอนแล้ว งั้นศิษย์ขอตัวลา”
จากนั้นกลุ่มของชายนับสิบก็รีบวิ่งหนีชายผู้เป็อาจารย์ของตนไป ทิ้งให้อาจารย์เหยาิกับนายน้อยเหยา อยู่กันสองคนเพียงลำพัง
“เ้าเองก็เลิกสร้างความอับอายให้แก่สำนักได้แล้ว”อาจารย์เหยาิหันกลับมาพูดกับชายหนุ่ม
“แต่พวกนั้น...”
“ห้ามเถียง”ชายชราพูดขัดขึ้นมาอย่างหนักหน่วย ทำให้ชายหนุ่มได้แต่เก็บความไม่พอใจเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว
ตัวเขาเองนั้นก็ไม่อยากที่จะเกิดมาเป็ผู้ไร้พลังิญญาเช่นนี้เลยเหมือนกัน แม้จะพยายามฝึกควบคุมพลังิญญามากแค่ไหน หรืออาบยากระตุ้นิญญามากเพียงใด ก็ไม่ช่วยที่จะทำให้ระดับิญญาของเขาเพิ่มจากผู้ฝึกหัดระดับหนึ่ง เป็ระดับสองได้เลย
เด็กคนอื่น ๆ ส่วนใหญ่พออายุเริ่มที่จะเข้าสู่วัยสิบสอง ก็จะสามารถเปลี่ยนขั้นจากผู้ฝึกหัดเป็ขั้นนักสู้ได้แล้ว
มีเพียงเขาเท่านั้นที่ต่อให้กาลเวลาจะผ่านไปนานซักเพียงใดก็ไม่ช่วยที่จะทำให้ระดับพลังิญญาของเขาเพิ่มขึ้นได้เลย ทั้ง ๆ ที่เขาก็เกิดมาในตระกูลที่โด่งดังในเื่ของการต่อสู้แท้ ๆ คนในตระกูลส่วนใหญ่ต่างก็ได้รับขนานนามเป็ผู้มีความสามารถที่เยี่ยมยอดหน้าที่จับต้องได้ง่าย ๆ กันทั้งนั้น
ด้วยเหตุนี้ทำให้เขามักถูกมองว่าเป็ขยะของตระกลูเหยา มีแต่ผู้คนรังเกียจ และ้าที่จะให้เขานั้นออกจากตระกูลไปแต่โดยดี บ้านสำหรับเขามันก็ไม่ต่างอะไรกับสนามรบที่แต่ละวันจะมีคำพูดด่าท้อมากมายโถมเข้ามาไม่เว้นให้พักหายใจ ไม่เว้นแม้แต่ทาสรับใช้ที่ไม่ยอมที่จะเชื่อฟังคำสั่งของเขา
แต่เหตุผลเดียวที่ยังคงทำให้ชายหนุ่มยังคงทนสู้ต่อไปนั้น ก็เพราะคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยความรักของผู้เป็แม่ที่จากไป กับความหวังของผู้เป็พ่อที่ยังคงเชื่อมั่นในตัวของเขาเสมอมานั้น ทำให้เขายังคงมีแรงสู้ต่อไปในโลกที่เหมือนถูก์กลั่นแกล้งแบบนี้ได้
“ข้าไม่เข้าใจจริง ๆ เหตุใดท่านประมุขถึงได้ฝังใจเชื่อนักว่า ซักวันเ้าจะเปลี่ยนจากขยะเป็ผู้ยิ่งใหญ่ได้ เหยา ฟางโม่ เ้าจงจำเอาไว้ว่าขยะยังไงก็เป็ได้แค่ขยะ อย่าได้มีวันใดที่คิดลำพองว่าตัวเ้าจะขึ้นเป็ใหญ่ให้เสียเวลา”
อาจารย์เยาิจ้องมองดูฟางโม่ที่ได้แต่อดทนความเ็ปจากคำถูกดูถูกเขาเขาโดยไม่โต้ตอบอะไรอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเดินจากเขาไป
เมื่อเห็นว่าผู้เป็อาจารย์ได้เดินจากไปแล้ว ฟางโม่ก็คลายร่างกายที่เกร็จจนแข็งเหมือนหินออก มานอนแผ่อยู่บนพื้นของซอยตันที่ไร้ซึ่งผู้คนแห่งนี้
“ข้าเองก็ไม่ได้อยากเกิดมาเป็ขยะแบบนี้ซักหน่อย”น้ำตาของความอ่อนแอค่อย ๆ ไหลออกมาจากดวงตากลมสวยอย่างช้า ๆ
ภาพความอ่อนแอเช่นนี้ของฟางโม่ผู้อื่นคงมิเคยได้เห็นเป็แน่ เพราะตราบใดที่เขาไม่ได้อยู่คนเดียวเพียงลำพัง เขาก็จะทำตัวเข้มแข็งดั่งหินผ่าที่ไร้ความรู้สึก ต่อให้ใครทำร้ายหรือด่าทอเข้ายังไง ก็จะไม่มีทางได้เห็นน้ำตาของเขาแน่นอน และนี้ก็คือเกราะป้องกันความเ็ปเดียวที่ทำให้เขาอยู่รอดมาในตระกูลที่จงเกลียดจงชังเขาเสียยิ่งกว่าอะไรได้นั้นเอง
ต่อให้ความเ็ปทางร่างกายที่เขาได้รับมาในวันนี้จะมากมายเพียงใด แต่ก็ไม่เท่ากับความเ็ปจากคำว่าขยะจากปากของอาจารย์ที่เขาเคารพ แม้อาจารย์คนนั้นจะไม่ยอมรับตัวเขาเป็ศิษย์ในสำนักเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างไร เขาก็อยากที่จะมีซักวันที่อาจารย์เหยาิจะยอมมาสอนเขาเื่การใช้พลังิญญาซักครั้ง ถึงจะรู้ว่าความคิดนั้นยากเสียยิ่งกว่าการที่จะหาเพชรเม็ดงามที่ถูกโยนลงไปในมหาสมุทรเสียอีก
ฟางโม่ปล่อยให้น้ำตาพาความเ็ปและความอ่อนแอของเขาลงสู่พื้นดินได้ซักพัก ไม่นานเขาก็ปราดน้ำตาที่ไหลออกมาออกเสียจนหมด ก่อนจะลุกขึ้นไปเก็บเสื้อที่เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยเท้าของกลุ่มเฉาซางขึ้นมาปัดให้รอยดูจางลงเล็กน้อยขึ้นมาสวมใส่ แล้วจึงก้าวเดินออกไปในถนนที่มีผู้คนมากมาย เพื่อกลับไปยังบ้านของเขา
แม้ว่ารอยเท้าที่ประทับอยู่บนเสื้อของฟางโม่จะยังคงเด่นชัดอยู่หลายรอย จนเป็ที่ขบขันของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา แต่นั้นก็หาได้เป็ที่ใส่ใจของชายหนุ่มที่ได้สวมเกราะป้องกันไร้ความรู้สึกไม่ เขายังคงเดินต่อไปยังจุดหมาย แม้จะยังคงมีสายตาคนมองมาตลอดทาง
จนในที่สุดเขาก็เดินมาจนถึงหน้าบ้านของตัวเอง ถึงแม้เขาจะเรียกสถานที่แห่งนี้ว่าบ้าน แต่สำหรับลูกศิษย์หลาย ๆ คนต่างเรียกที่นี่ว่าโรงฝึก เพราะที่แห่งนี้นั้นเป็สถานที่พักของอาจารย์ประจำสำนักทุกคน และเป้นที่ฝึกให้แก่ลูกศิษย์ของสำนัก ทำให้ตัวบ้านนั้นมีขนาดใหญ่ และมีห้องเอาไว้รองรับมากมาย
ฟางโม่เดินตรงเข้าไปในบ้านโดยไม่สนใจสายตาดูถูกของเหล่าข้ารับใช้ที่เดินผ่าน จนมาถึงห้องของตัวเขาเอง
เมื่อเปิดประตูเข้าไป เขาก็พบกับพ่อที่กำลังรอเขาอยู่ในห้องแล้ว
“ลูกไปโดยอะไรมา”ผู้เป็พ่อมีท่าทีต้องใจเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยเท้ามากมายที่อยู่เต็มเสื้อของฟางโม่ ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะแปรเปลี่ยนไปเป็ความโกรธ “พวกมันอีกแล้วเหรอ พ่อจะเล่นพวกมันให้ถึงตายเลยคอยดู”
“พอเถอะขอรับท่านพ่อ”เมื่อเห็นท่าไม่ดีชายหนุ่มจึงรีบเขาไปหยุดพ่อของตนเอาไว้ ก่อนที่เื่ราวมันจะกลายเป็เื่ใหญ่เกินไป “ไม่มีใครทำอะไรข้าหรอกขอรับ ข้าสะดุดหกล้มเอง”
“หกล้ม แต่ได้รอยเท้ามาเต็มเสื้อนี่นะ แค่ดูก็รู้แล้วว่าลูกโดยอะไรมา”
“ข้าหกล้มจริง ๆ ขอรับท่านพ่อ”ฟางโม่พูดย้ำอีกครั้งด้วยเสียงที่หนักแน่น จนทำให้ผู้เป็พ่อนั้นได้แต่ถอนหายใจออกมา
“ก็ได้ ถ้าเ้าว่าหกล้มก็หกล้ม”ผู้เป็พ่อเอื้อมมือมาลูบศรีษะของฟางโม่อย่างเอ็นดู ผู้ที่เคยเห็นภาพตอนประมุขของตระกูลเหยาที่ดูโหดร้ายเมื่อตอนสมัยที่เขายังหนุ่ม เมื่อมาเห็นชายาุโในตอนที่อยู่กับลูกชายเช่นนี้แล้ว คงจะทำให้หลาย ๆ คนต้องประหลาดใจมากแน่ “พ่อขอโทษจริง ๆ นะลูกที่ทำให้เ้าเกิดมาเป็แบบนี้ มันเป็ความผิดของพ่อเอง”
“เื่นี้ไม่ใช่ความผิดของท่านพ่อหรอกขอรับ ไม่มีใครกำหนดถึงพลังของข้าได้ซักหน่อย”
“แต่ถึงแม้ตอนนี้ลูกจะไม่มีพลังิญญาแต่พ่อก็ยังเชื่อในคำทำนายที่แม่บอกเอาไว้ก่อนตายนะ”
“บางทีคำทำนายก็อาจผิดพลาดได้นะขอรับ”
“ไม่มีวัน”ท่านประมุขเหยาะโออกมาอย่างไม่พอใจ แต่เมื่อเห็นสีหน้าที่ใของผู้เป็ลูกก็ทำให้เขาใจเย็นลงได้ “พ่อลืมตัวไปหน่อย พอดีลูกพูดเมื่อกับที่เ้าเหยาิมันพูดจนทำให้พ่อหัวเสียนะ แต่ยังไงพ่อก็ยังคงเชื่อในคำพูดของแม่เ้าอยู่ดี”
“เื่ที่ว่าข้าจะได้กลายเป็ผู้ยิ่งใหญ่นั้นหรือขอรับ ถ้าดูจากความเป็จริงในตอนนี้ ข้าว่ามันคงเป็ได้เพียงแค่ความฝันเท่านั้น”
ผู้เป็พ่อถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะเดินไปยืนอยู่ที่หน้าประตูห้อง
“ลูกยังเล็กนัก ในอนาคตภายหน้าอาจมีอะไรเกิดขึ้นได้ทุกเวลา พ่อเชื่อเช่นนั้น ตราบใดที่ลูกยังคงมีชีวิต พ่อก็จะเชื่อมั่นในตัวลูกตลอดไป พ่อไม่กวนลูกแล้ว วันนี้พ่อแค่อยากจะมาให้กำลังใจเ้าเท่านั้นพ่อลาล่ะ”
พูดจบผู้พ่อก็เดินออกจากห้องกลับไปเป็ประมุขที่น่าเกรงขามของตระกูลเหยาตามเดิม ทิ้งให้ฟางโม่อยู่กับความคิดเื่ของคำทำนายในอดีตที่เขาเคยเชื่อในสมัยยังเด็ก
เดิมทีแล้วแม่ของฟางโม่ก็เป็เพียงแค่จอมยุทธ์ิญญาคนหนึ่งที่ได้เดินทางมาพบรักกับเหยา ฉิงซางที่เป็พ่อของฟางโม่ แล้วทั้งสองก็ตกลงปลงใจแต่งงานและครองรักกันแต่เพียงเท่านั้น เื่ความสามารถในการที่จะทำนายอนาคตอะไรนั้นไม่เคยมีในตัวของแม่เขาเลยซักนิด
แต่ในวันก่อนที่จะตั้งท้องฟางโม่ ในคืนนั้นแม่ของเขาก็ฝันถึงเทพองค์หนึ่งมาพูดคุยถึงเื่ของลูกที่จะเกิดมาว่าจะเป็ผู้ยิ่งใหญ่อยู่เหนือฟ้า และเป็เพียงผู้เดียวที่จะช่วยโลกจากหายนะได้ แล้วภายในไม่กี่วันต่อมา เธอก็ได้ตั้งท้องเขาขึ้นมา ทำให้ทุก ๆ คนในตระกูลเชื่อว่า ฟางโม่คือคนที่เทพองค์นั้นพูดถึง ซึ่งความจริงนั้นช่างแตกต่างจากคำทำนายโดยสิ้นเชิง
ฟางโม่ต่างหากที่ไม่สามารถต่อกรกับผู้ใดได้เลย แม้จะโตมากแค่ไหนกลับเป็ฝ่ายที่โดยแกล้งอยู่เป็ประจำ แม้อีกฝ่ายจะมีอายุน้อยกว่าเขามากก็ตามที
ฟางโม่นอนคิดถึงเื่ต่าง ๆ อยู่บนเตียงไปพลาง ฟังเสียงของผู้คนที่เดินนินทาถึงเื่ของเขาไปมาเหมือนตั้งใจจะให้เขาได้ยิน
“คำทำนายไร้สาระ”เขาบ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นมานั่งสมาธิผสานพลังิญญาเข้าไปกระตุ้นพลังิญญาในกายให้ตื่นขึ้นมา
เขานั่งสมาธิอยู่นานพอสมควร แต่ก็ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นเลยเหมือนเช่นทุกที ถ้าพูดถึงการผสานพลังิญญาคงจะยังเป็เื่ยากเกินกว่าความสามารถของเขาในตอนนี้ เพราะแม้แต่การััพลังิญญาในข้างต้น ฟางโม่ก็ยังไม่สามารถที่จะจับััของมันได้เลย
เขาถอนหายใจแล้วทิ้งตัวลงกลับไปนอนอีกครั้ง
“ทำไมถึงทำไม่ได้ซักทีนะ”
“ลูกพ่อเ้ายังอยู่หรือเปล่า”ประมุขเหยาเปิดประตูห้องเข้ามาหาลูกชายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“มีเื่อะไรขอรับ”
“ตามพ่อมา”
ฟางโม่ทิ้งความคิดที่มีออกจากหัวแล้วเดินตามผู้เป็พ่อเข้าไปในห้องรับแขก ที่มีอาจารย์เหยาิ กับอาจารย์หยวนที่เป็คนสนิทพ่อของตนจึงเป็เื่ปกติที่สองคนนี้จะเข้ามาคุยเื่สำคัญต่าง ๆ ด้วย กับอีกสองคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับอาจารย์สองท่านนี้ ไม่จำเป้นต้องเดาให้ยากก็รู้ได้ทันทีเลยว่าทั้งสองต้องเป้นสาเหตุของการที่เรียกเขามาคุยในที่นี้แน่นอน
เมื่อฟางโม่เห็นว่าผู้มาเยือนทั้งสองนั้นเป้นใครก็สร้างความใให้กับเขาไม่ใช่หน้า เพราะสองคนที่มาในครั้งนี้คนหนึ่งเป็ชายสู้วัยผู้กำลังทำหน้าเคร่งเครียดอยู่ตอนนี้เป็ถึงประมุขของตระกลูเยี่ย ส่วนอีกคนที่กำลังทำหน้าเศร้าอยู่นั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกเสียใจลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเขา ที่มีความสัมพันธ์เป็คู่หมั่นของฟางโม่มาั้แ่ที่พวกเขายังเด็กนั้นเอง
เมื่อเห็นทั้งสองมากันพร้อมหน้าพร้อมตาขนาดนี้แล้ว ฟางโม่ก็พอที่จะเข้าใจถึงเนื้อหาที่จะมาคุยกันในวันนี้แล้ว เขาค่อย ๆ เดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ กับอาจารย์หยวนทันที
เมื่อทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าแล้ว ประมุขเหยาจึงนั่งลงบนหัวโต๊ะแล้วเปิดการประชุมทันที
“เอาละมาเริ่มกันเลยดีกว่า”ประมุขเหยาเหล่ตามองไปทางประมุขเยี่ย “วันนี้ทางตระกูลเยี่ยได้ยื่นข้อเสนอเื่ของการยุติการหมั้นของ เหยา ฟางโม่ กับเยี่ย เทียนลงนับั้แ่วันนี้ นี่คือสิ่งที่เ้า้าสินะประมุขเยี่ย”
“ถูกต้อง”ประมุขเยี่ยใช้สายตาที่แหลมคมมองจิกไปทางฟางโม่ “ข้าไม่้าได้ลูกเคยที่ไม่สมประกอบ”
“เ้าหมายความเช่นไร ลูกชายข้าไม่สมประกอบตรงไหน”ประมุขเหยาตอบกลับไปด้วยเสียที่ดุดัน
“ในยุทธภพที่ทุกคนแม้แต่เด็กเล็ก ๆ ยังสามารถที่จะใช้พลังปราณและพลังิญญาได้เช่นนี้ แต่ลูกชายของท่านไม่สามารถที่จะดึงพลังอะไรออกมาได้เลย ยังไม่เรียกว่า ไม่สมประกอบอีกหรือ"ประมุขเหยากัดฟันระงับความโกรธเอาไว้แน่น แต่พอเขาจะกำลังจะพูดสวนกลับไป ทางประมุขเยี่ยก็พูดแทรกขึ้นมาดักทางเขาเอาไว้เสียก่อน “ถ้าท่านจะพูดถึงเื่ในอนาคต เื่นั้นถือว่ายังเป็สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น หากยังไม่เกิดขึ้นนับว่าไม่เป็ความจริง ไม่เป็ความจริง ก็คือหลอกลวง คำพูดหลอกลวงใช้เอามาเป็มูลไม่ได้นะท่านประมุขเหยา”
“แต่ท่านพ่อคะ ข้าไม่้าที่จะ..”
“เยี่ยเทียนเอ๋ย เ้าเป็ถึงอัจฉริยะของอัจฉริยะด้วยกัน จะมีซักกี่คนที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็ถึงขั้นอัศวินระดับหนึ่ง ด้วยวัยเพียงแค่สิบเก้าปีเช่นลูกกัน ลูกควรจะได้คนที่ดีกว่านี้”
“ทีก่อนที่ฟางโมจะเกิด เ้าจำคำพูดของตัวเองไม่ได้แล้วสินะ ว่าพูดอะไรไปบ้าง”
“ท่านประมุขขอรับนั้นก็เพราะเป็เื่ก่อนที่เ้าขยะ... ฟางโม่จะเกิดมานะขอรับ ผู้ใดจะไปคิดว่าเขาจะเป็ผู้ไม่สมประกอบเช่นนี้”อาจารย์เหยาิเสริมขึ้น เมื่อรู้ว่าคำพูดนั้นได้สร้างความโกรธให้ผู้เป็ประมุขไม่ใช่น้อย อาจารย์เหยาิจึงได้เสริมต่อ “นี้ก็เพื่อไม่ทำให้ตระกลูเหยาของเราต้องเป็ปัญหากับตระกลูเยี่ยนะขอรับ”
ฟางโม่ที่เงียบมองดูเหตุการณ์อยู่นาน แม้ใจของเขาจะไม่อยากให้การหมั่นครั้งนี้ต้องถูกยกเลิกไปเพียงใด แต่คงไม่อาจที่จะขัดความ้าของผู้ที่ประสงค์จะยกเลิกมันไม่ได้ การประชุมครั้งนี้ มันไม่ใช่เพื่อที่จะให้แต่ละฝ่ายออกความคิดเห็น แต่มันคือคำสั่งที่จะยกเลิกมันเท่านั้น แม้ว่าทั้งสองหนุ่มสาวจะไม่มีความ้าที่จะยุติมันเลยก็ตามที
ฟางโม่มองไปยังใบหน้าของเทียนผู้ที่เข้าหลงรักสุดดวงใจั้แ่ตอนที่ยังเป็เด็ก ในวันที่เขาลูกว่าจะได้แต่งงานกับเธอนั้น เขาดีใจมาก แต่ถ้าสุดท้ายเื่การแต่งหน้าจะต้องจบลงวันนี้คงจะสร้างความเสียใจให้กับเขาไม่ใช่น้อย แล้วเมื่อดูจากสีหน้าที่เศร้าหมอง เทียนเองก็คงจะคิดแบบเดียวกับเขาเหมือนกัน
เมื่อสาวที่เป็ที่รักของเขากำลังเสียใจ เขาจะปล่อยให้เื่นี้จบลงด้วยคำพูดของพวกผู้ใหญ่โดยที่เขาได้แต่นิ่งเฉยรับฟังแบบนี้ไม่ได้ แม้เดิมทีเขาจะไม่ใช่คนที่พูดอะไรไม่ดูฐานะของตัวเอง แต่ถ้าเพื่อเทียนครั้งนี้เขาคงต้องยอม
“งั้นเรามาเดิมพันกันหน่อยไหมขอรับ”ฟางโม่พูดขึ้นมา สร้างความประหลาดใจและหงุดหงิดให้กับผู้ร่วมประชุมทั้งหลายเป็อย่างมาก
“นี่ไม่ใช่เื่ของเ้า”อาจารหยวดพูดขึ้น
“งั้นจะชวนข้ามาทำไม ถ้าไม่ให้ข้าพูดอะไรเลย ข้าก็เป็คนของตระกูลเหยาเมื่อกันนะขอรับ”ฟางโม่เหล่มองไปที่เทียนเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยยิ้มเล็ก ๆ ของเทียน ก็ทำให้เขามีกำลังใจมากขึ้น “พ่อของข้ายังคงเชื่อมั่นในตัวของข้า ข้าก็จะเชื่อในสิ่งที่ท่านเชื่อเหมือนกัน ถ้าปล่อยให้ท่านประมุขเยี่ยมายกเลิกงานหมั่นง่าย ๆ แบบนี้ เื่ราวในวันนี้ผู้คนคงนำไปนินทาตระกูลเหยาของเรา จนต้องอับอายเป็แน่”
“งั้นเ้าคิดจะเดิมพันสิ่งใดกัน”ประมุขเยี่ยพูดขึ้นอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ แต่นั้นก็เหมือนจะเข้าทางของฟางโม่พอดี
“เดิมทีแล้วท่านเป็ผู้เริ่มงานหมั้นก่อนเอง เพราะฉนั้นถ้าคิดจะถอนหมั่นตามใจตัวเองคงจะไม่เป็ธรรมกับตระกูลเหยาของเราเกินไป และเพราะท่านพ่อของข้าที่เชื่อในตัวข้า ข้าก็จะขอเดิมพันกับมัน ในอีกสามเดือนข้างหน้า หรือก็คือวันครบรอบสิบแปดปีของข้า ถ้าข้ายังไม่สามารถที่จะก้าวข้ามขั้นผู้ฝึกหัด ไปเป็ขั้นนักสู้ได้ล่ะก็ การถอนหมั่นก็ถือเป็อันยกเลิก”
“วันครบรอบวันเกิดของเ้าที่ว่าทุกหนึ่งปีจะมีการทดสอบระดับพลังของทั้งตระกูลเหยาและลูกศิษย์ทั้งหมดสินะ”ประมุขเยี่ยนิ่งเงียบครุ่มคิดอยู่ซักพักก่อนจะแสยะยิ้มออกมา “ย่อมได้ขยะอย่างไรก็เป็ขยะ เ้าหนูเ้าเลือกการต่อรองที่โง่เสียจริง ๆ เป็อันว่าตกลงรับข้อเสนอนี้ อีกสามเดือนให้หลังข้าจะกลับมาดุความอับอายของตระกูลเ้า”
พูดจบประมุขเยี่ยกับลูกสาวก็ลุกจากไปจากห้องเหลือไว้แต่เพียงคนของตระกลูเหยาเท่านั้น
“วันนี้ข้าเตือนเ้าแล้ว เ้าขยะ ว่าอย่าได้คิดลำผองขึ้นตีตัวเสมอผู้เป็ใหญ่”อาจารย์เหยาิพูดขึ้นพร้อมกับเตรียมปล่อยหมัดที่เต็มไปด้วยพลังปราณเข้าใส่ฟางโม่ แต่ก็ถูกผู้เป็ประมุขหยุดเอาไว้เสียก่อน
“เ้าหยุดได้แล้วเหยาิ ลูกของข้าทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว มันคือการเดิมพันของลูกผู้ชาย”
“ท่านก็มัวแต่ให้ท้ายลูกชายจนหน้ามืดตามัว ถ้าก็น่าจะเห็นถ้าหากเขาไม่เข้ามาแทรก เราคงจะสามารถเรียกค่าชดเชยจากการขอยกเลิกการหมั่นได้มากมาย”
“แต่สุดท้ายก็ต้องเป็ขี้ปากชาวบ้านอยู่ดี”คำพูดของผู้เป็ประมุขทำให้ความโกรธของอาจารเหยาิลดลงไปได้มาก “ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหนก็ย่อมต้องทำให้ตระกูลเสียชื่อเสียงอยู่แล้ว พวกเ้าลืมจิติญญาตอนเป็หนุ่มที่อยู่กับข้าไปแล้วหรือไง ลูกผู้ชายยอมสู้จนตัวตายดีกว่าต้องมาเป็ที่นิทราของชาวบ้านโดยไม่ทำอะไรเลย”
“แล้วเราจะต้องทำอย่างไรหากเขาทำไม่ได้”อาจารย์ที่เงียบอยู่นานพูดขึ้นพร้อมกับหันมามองที่ฟางโม่
“เมื่อลูกชายข้ากล้าเอาตัวเองมาเดิมพัน ข้าก็ขอเดิมพันกับเขาด้วย หากเขาแพ้การเดินพันกับประมุขเยี่ย ข้าคนนี้จะของออกจากการเป็ประมุข”
“ท่านพ่อ”ฟางโม่ตะโนออกมาอย่างใ เช่นด้วยกับตาแก่ทั้งสองที่กำลังอึ่งในคำสั่งของท่านประมุขก่อนที่จะเผยรอยยิ้มแสนเ้าเล่ห์ออกมา
“ท่านพูดจริง ๆ นะท่านประมุขเหยา”อาจารย์หยวนพูดออกมาทั้งรอยยิ้ม
“แน่นอน ข้าพูดแล้วไม่มีคืนคำ แต่พวกเ้าทุกคน ต่อไปนี้ห้ามว่าร้ายหรือทำร้ายลูกชายของข้าอีกต่อไป”
“ท่านพ่อ ท่านไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนี้เลย”
“พ่อเชื่อในตัวลูกเสมอ ไม่ต้องห่วงไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พ่อจะอยู่ข้างลูกเอง”
ในตอนนี้ถึงแม้ในใจของฟางโม่จะรู้สึกอบอุ่นยินดีกับความรักที่พ่อของตนนั้นมีให้กับเขา แต่ความหวาดกลัวที่จะไม่สามารถเอาชนะเดิมพันในจิตใจนั้นมีมากกว่า เขาก็รู้ว่านั้นเป็เพียงอารมณ์ชั่ววูบที่พูดออกไปเพื่อที่จะไม่ให้เทียนต้องเสียใจ ผสมเข้ากับความเชื่ออันน้อยนิดของคำทำนาย แต่เขาก็ไม่เคยคิดว่าเื่มันจะมาใหญ่โตถึงขนาดเอาตำแหน่งประมุขของตระกูลเป็เดิมพันแบบนี้
ภาระอันหนักอึ้งที่เขารับรู้ได้ในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกสามเดือนข้างหน้า มันทำให้เขารู้สึกกลัวเสียเหลือเกิน ในหัวมีแต่เื่ของความเป็ไปไม่ได้เต็มไปหมด แต่สิ่งเดียวที่เขาคิดออกตอนนี้คงมีแต่คำว่าทำให้ดีที่สุด เพื่อคนทุกคนที่เขารัก แล้วก็รักในตัวของเขา