บทที่ 20 เขาอยากให้เธอช่วยอะไรกันแน่?
ฟู่ซือเหยียนเห็นฉู่ซือเจียวถือแส้ แถมยังทำท่าทางเอาแต่ใจ เธอฟาดแส้ลงบนตัวหลีเกออย่างแรงราวกับจงใจแก้แค้น
เขาไม่คิดเลยว่าการตามใจฉู่ซือเจียวตลอดสองปีที่ผ่านมา จะทำให้เธอเอาแต่ใจตัวเองมากขึ้น ถึงขั้นกล้าใช้แส้ฟาดคนอื่นในกองถ่าย
ถ้าไม่มีตระกูลฟู่คุ้มครอง เธอคงตายไปหลายครั้งแล้ว!
ฟู่ซือเหยียนเก็บโทรศัพท์มือถือก่อนจะผลักประตูรถออกแล้วเดินลงมา เขารีบเดินไปที่กองถ่าย ตอนที่ฉู่ซือเจียวยกแส้ขึ้นจะฟาดลงไปอีกครั้ง เขาก็เรียกเธอไว้ก่อน “เจียวเจียว”
แม้เสียงจะไม่ดัง แต่หนักแน่นและทรงพลัง จนทุกคนในกองถ่ายได้ยินกันทั่ว
ฉู่ซือเจียวยังฟาดแส้ลงไปไม่ถึง พอเห็นฟู่ซือเหยียนมาเธอก็เปลี่ยนท่าทางเย่อหยิ่งเมื่อกี้เป็เด็กสาวน่ารักสดใส แล้ววิ่งเข้าไปกอดชายหนุ่มทันที “พี่เหยียน มาได้ยังไงคะ?”
เธอซบลงที่อกชายหนุ่ม
ฟู่ซือเหยียนมองด้วยสายตาเ็า แต่ก็ไม่ได้ผลักออก เพียงแต่พูดว่า “มารับเธอไปกินข้าวเที่ยง” จากนั้นก็มองไปรอบ ๆ อย่างไม่ตั้งใจ แล้วเห็นกวนรั่วหลิงประคองหลีเกอขึ้นมา
หลีเกอสวมชุดสีขาว เมื่อลุกขึ้นมาก็เห็นว่าที่กระโปรงของหญิงสาวมีรอยเปื้อนสีแดงเล็กน้อย ขณะเดินก็มีของเหลวหยดลงพื้นจากแขนเสื้อ ดูเหมือนว่าฉู่ซือเจียวจะมือหนักไปหน่อย
“ประธานฟู่”
“ประธานฟู่”
ไม่มีใครในวงการบันเทิงไม่รู้เื่ภูมิหลังของฉู่ซือเจียวและผู้สนับสนุนที่อยู่เื้ัเธอ
ฟู่ซือเหยียนเป็คนเก็บตัวมาก แม้แต่คนในประเทศก็แทบจะไม่เคยเจอตัวจริง ตอนนี้เมื่อได้เจอบุคคลสำคัญเช่นนี้ ทุกคนก็เข้ามาทักทาย แต่เขาเพียงแค่พยักหน้ารับเบา ๆ
ตอนที่ตามฉู่ซือเจียวไปที่ห้องพัก ฟู่ซือเหยียนชะงักฝีเท้าเล็กน้อย และพูดกับทีมงานข้างตัวว่า “เอายาที่ดีที่สุดให้นักแสดงสองคนที่อยู่ใต้ร่มไม้นั้น”
ทีมงานรีบพยักหน้ารัว ๆ
อีกด้านหนึ่งกวนรั่วหลิงประคองหลีเกอให้นั่งลงแล้ว จากนั้นก็รีบพับแขนเสื้อของเธอขึ้น เมื่อเห็นาแที่แขนของหลีเกอเต็มไปด้วยเื น้ำตาเธอแทบจะไหลออกมา “พี่นั่งรอตรงนี้นะ ฉันจะไปซื้อยามาให้”
เธอไม่มีชื่อเสียง ทั้งสองคนก็เป็เพียงนักแสดงตัวเล็ก ๆ ไม่มีสิทธิ์ได้รับยาจากกองถ่าย
แต่พอกวนรั่วหลิงกำลังจะไปซื้อยา ก็มีทีมงานกองถ่ายคนหนึ่งเดินมาหาพร้อมกับยื่นยาและสำลีม้วนหนึ่งให้เธอ แล้วก็เดินจากไปทำเอาเธออึ้งไปครู่หนึ่ง
ทีมงานให้ยาเธอด้วยเหรอ?
กวนรั่วหลิงคิดว่ามีคนเห็นหลีเกอได้รับาเ็จึงให้ยาเธอมา หลิงสบถอยู่ในใจอย่างเงียบ ๆ แล้วรีบใช้สำลีเช็ดแผลที่แขนของหลีเกอ
“พี่ ขอโทษนะ” กวนรั่วหลิงพูดขอโทษเบา ๆ
“แค่แผลถลอกนิดหน่อย ไม่เป็ไรหรอก” รั่วหลิงเป็น้องสาวแท้ ๆ ของเธอ เธอไม่มีทางปล่อยน้องไปโดยไม่ดูดำดูดีได้หรอก
เธอมองไปทางห้องพักนั้น เมื่อกี้เธอเห็นฟู่ซือเหยียนมาฉู่ซือเจียวก็วิ่งเข้าไปหา ดูเหมือนทั้งสองจะสนิทกันมาก “ผู้หญิงคนนั้น ใช่ ฉู่ซือเจียว หรือเปล่า?”
“นอกจากเธอแล้ว ในวงการบันเทิงจะมีใครถือตัวขนาดนั้นอีกล่ะ?”
หลีเกอเข้าใจแล้ว
เธอถึงว่าทำไมตอนแรกที่เห็นฉู่ซือเจียวถึงรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตา ที่แท้ก็เป็นักแสดงนำของผินโยวเอนเตอร์เทนเมนท์ ในเครือของบริษัทฟู่เธอรู้มาว่าบริษัทฟู่มีรองประธานคนหนึ่งเป็พ่อทูนหัวของฉู่ซือเจียว
แต่ไม่คิดว่าเื้ัผู้หญิงคนนี้ ผู้สนับสนุนหลักที่ใหญ่ที่สุดจะเป็ฟู่ซือเหยียน
กวนรั่วหลิงทายาให้หลีเกอ ปากก็ยังพูดไม่หยุด “ฐานะครอบครัวเธอก็ไม่ได้ดีอะไร แค่โชคดีที่มีผู้ใหญ่คอยหนุนหลัง ถ้าฉันมีโชคแบบเธอป่านนี้ฉันก็เป็ดาราดังได้เหมือนกันนั่นแหละ!”
“คนโง่อย่างเธอเนี่ยนะจะเป็ดาราดัง?” หลีเกอเขกหัวน้องสาวไปหนึ่งที
“แบบเดียวกับที่ถูกหลอกให้ถ่ายรูปเปลือย แล้วถูกขู่ว่าจะส่งตัวไปสถานีตำรวจหรือเปล่า?”
กวนรั่วหลิงใ แล้วก็ยิ้มแห้ง ๆ “พี่…รู้แล้วเหรอ?”
หลีเกอถามกลับว่า “เธอรู้ได้ยังไงว่ากระดุมข้อมือนั่นเป็ของ
ฟู่ซือเหยียน แล้วยังไปหาเขาถูกที่ด้วย?”
กวนรั่วหลิงไม่พูดอะไร
หลีเกอจึงหยิกหูเธอแรง ๆ หนึ่งที
“โอ๊ย! ฉันจะบอก ฉันจะบอกแล้ว!” กวนรั่วหลิงร้องออกมาด้วยความเ็ป “ฉันเอากระดุมข้อมือไปตรวจที่ร้านขายของแบรนด์เนมแล้วก็เพิ่งรู้ว่ากระดุมข้อมือนี้เป็ของคนใหญ่คนโตขนาดไหน”
“แล้วฉันก็ใช้ข้ออ้างเื่คืนกระดุมข้อมือ เพื่อนัดเจอกับประธานฟู่! พี่ ฉันไม่ได้คิดอะไรจริง ๆ นะ ฉันแค่จะคืนกระดุมข้อมือให้เขา แล้วก็ให้เขาจ่ายค่าตอบแทนฉันเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นเองน่ะ”
“ค่าตอบแทนเล็ก ๆ น้อย ๆ? นั่นห้าแสนเลยนะ เธอรู้ไหมว่ามันมากแค่ไหน!” หลีเกอะโใส่หน้าเธอ “เธอกล้าเอาเงินตั้งมากมายไปซื้อบทละคร เธอสมองเสื่อมไปแล้วหรือไง?”
“วงการบันเทิงมีการแข่งขันสูง ฉันไม่มีทางเลือกนี่! ฉันสวยขนาดนี้ จะให้ฉันไปเล่นเป็คนใช้งั้นเหรอ? กว่าฉันจะแย่งบทนี้มาได้มันยากมากเลยนะ!”
หลีเกอถึงกับกุมขมับ เธออยากจะฆ่าน้องสาวคนนี้ให้ตายซะ “กวนรั่วหลิง พี่เสียเงินให้เธอเรียนโรงเรียนศิลปะปีละเป็แสน เพื่อให้เธอกลายเป็ของเล่นของคนอื่นงั้นเหรอ!”
“ฉันรู้อยู่แล้วว่าพี่ต้องพูดแบบนี้!” กวนรั่วหลิงเม้มปากแน่น “พี่น่ะ ไร้เดียงสาเกินไป! วงการบันเทิงเป็เหมือนหม้อย้อมสีขนาดใหญ่ จะมีใครขาวสะอาดได้ล่ะ? ถ้าพี่เป็ห่วงฉันจริง ๆ ตอนนั้นก็ไม่ควรเลิกกับพี่จินหยางสิ! ถ้ามีเขาช่วยล่ะก็ ฉัน…”
หลีเกอตบหน้ากวนรั่วหลิงอย่างแรง
ชื่อที่ไม่ได้ยินมานานราวกับเป็งูพิษที่โผล่ขึ้นมาจากดินฉกกัดหลีเกอ พิษเย็นะเืไหลเวียนไปทั่วร่างกายของเธอ ริมฝีปากของเธอซีดเผือด มือของเธอก็สั่นเทา
“พี่?” ั้แ่เกิดมากวนรั่วหลิงยังไม่เคยถูกหลีเกอตีมาก่อน ฝ่ามือนี้ทำให้เธอตกตะลึง เธอจ้องมองหลีเกอด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ “พี่ตบฉัน?”
กวนรั่วหลิงรู้สึกไม่พอใจอย่างมากจึงะโใส่หลีเกอ “หรือว่าที่ฉันพูดมันไม่จริงงั้นเหรอพี่ถึงได้ตบฉัน? พี่ลองดูผู้ชายที่พี่แต่งงานด้วยสิ ขี้เหนียวจะตาย ไม่เคยพูดถึงเื่จะดูแลพวกเราเลย เงินที่พี่หาได้เกือบทั้งหมดก็ต้องยกให้ครอบครัวเขาไป พี่ดีกับครอบครัวเขาขนาดนี้ ฉันก็ไม่เห็นครอบครัวเขาปฏิบัติต่อพี่ดีสักเท่าไหร่เลยนี่!”
หลี่เกอโกรธจนตาแดงก่ำ เธอยกมือขึ้นจะตบหน้ากวนรั่วหลิงอีกครั้ง
แต่สุดท้ายก็หยุดไว้ได้ทัน
ใช่แล้ว น้องสาวของเธอพูดถูก คนอื่นเขาดูแลพ่อแม่ฝั่งตัวเอง แต่เธอกลับห่วงแต่ฝั่งสามี สุดท้ายก็เลยต้องมาเจอเื่แบบนี้ แต่ก็ยังดีที่เสียหายไม่มาก
“ฉันจะใช้ชีวิตยังไงก็เื่ของฉัน” หลีเกอสูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามกลั้นความโกรธเอาไว้ “ต่อไปนี้ห้ามพูดถึงชื่อนั้นให้ได้ยินอีก!”
เธอจ้องไปที่กวนรั่วหลิงด้วยสายตาเ็าและจริงจัง “ถ้าเธอยังกล้าพูดอีก เราก็ตัดขาดความเป็พี่น้องกัน! ส่วนเงิน 5000,000 ที่เธอยืมฟู่ซือเหยียนมา เธอก็ไปจัดการใช้หนี้เอง!”
กวนรั่วหลิงไม่เคยเห็นพี่สาวเป็แบบนี้มาก่อน เธอเหลือบมองหลี่เกอด้วยความกลัวสองครั้ง แล้วพยักหน้า
เธอไม่ค่อยรู้จักจินหยางเท่าไหร่ รู้แค่ว่าเป็แฟนที่พี่สาวคบตอนไปเรียนต่างประเทศ ครอบครัวเขารวยมาก ตอนคริสต์มาสปีนั้นเขาส่งปราสาทเล็ก ๆ มาให้เธอ ซึ่งมีมูลค่าถึงหนึ่งล้านห้าแสนหยวนเลยทีเดียว
ตอนแรกพี่สาวบอกว่าจะพาพี่จินหยางกลับมาให้รู้จักใน่ตรุษจีน แต่พอถึงตรุษจีน กลับมีแค่พี่สาวที่กลับมา แถมยังเปลี่ยนชื่อแล้วไปคบกับฟู่อวิ๋นจืออย่างรวดเร็วและแต่งงานกันในที่สุด
กวนรั่วหลิงพยายามถามหลีเกอว่าทำไมถึงเลิกกับพี่จินหยาง ตอนนั้น หลีเกอเกือบจะตบเธอ เพียงแค่เตือนว่าอย่าพูดถึงอีกเธอก็ไม่กล้าพูดอีกแล้ว
หลังจากที่ความโกรธในใจทุเลาลงบ้างแล้วหลีเกอจึงถามกวนรั่วหลิง “เธอเซ็นสัญญาอะไรกับประธานฟู่?”
“แค่สัญญาการเป็ล่ามเอง” กวนรั่วหลิงเหลือบมองพี่สาว เมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้โกรธ จึงพูดต่อว่า “ประธานฟู่ถามว่าพี่พูดภาษาอุยกูร์ได้ไหม ห้าแสนนี้เป็ค่าจ้างให้พี่ไปเป็ล่าม”
“แล้วเธอรู้ได้ยังไงว่าฉันพูดภาษานี้ได้?”
“ฉันไม่รู้หรอก!” กวนรั่วหลิงรีบเอามือกุมหัวกลัวว่าหลีเกอจะตีอีก “แต่ฉันคิดว่าพี่เก่งเื่ภาษาขนาดนั้น ต้องพูดภาษานี้ได้แน่ ๆ ตอนนั้นเลยพยักหน้าไป”
หลีเกอรู้สึกไม่ค่อยดีใจเท่าไหร่
ทำไมวันนั้นในห้องน้ำ ฝูซือเหยียนถึงถามเธอว่าพูดภาษาอุยกูร์ได้ไหม ดูเหมือนว่าเขาจะสืบประวัติเธอมาก่อนแล้ว แล้วจงใจล่อกวนรั่วหลิงให้ติดกับ ไม่งั้นคงส่งกวนรั่วหลิงไปสถานีตำรวจตั้งนานแล้ว
แต่ภาษานี้หลีเกอเรียนรู้มาจากหนังสือ นอกจากคนคนนั้นแล้วก็ไม่มีใครรู้ อีกทั้งคนที่พูดภาษานี้ได้ทั่วโลกมีไม่ถึงห้าสิบคน เธอเลยไม่ได้เขียนลงในประวัติตอนสมัครงาน
แล้วฟู่ซือเหยียนรู้ได้ยังไงว่าเธอพูดภาษานี้ได้?
เขาอยากให้เธอช่วยทำอะไรกันแน่?