ย้อนเวลาท่องยุทธภพ (meb e-book2เล่มจบ)

    บทที่ 15 ขุนเขาหลัก


    ศิษย์ใหม่ทุกคนล้วนตื่นเต้นกับการที่จะได้เข้าไปสู่ขุนเขาหลัก ยกเว้นเพียงข้าที่ไม่รู้สึกอันใดเลย... ขุนเขาหลักนั้น คือขุนเขาที่รวบรวมลูกศิษย์จากทุกสำนักมารวมตัวกัน เมื่อศิษย์ของทุกสำนักมารวมตัวกันแล้วก็จะทำการฝึกร่วมกัน หลังจากนั้นสามเดือนจึงจะประลองเพื่อคัดเลือกศิษย์ที่มีฝีมือมาเป็นศิษย์ผู้สืบทอดและศิษย์เอก ส่วนศิษย์ที่ไม่ได้รับคัดเลือกก็จะกลายเป็นศิษย์สายนอก และต้องคอยแข่งขันกันเองอยู่เสมอ หากด้อยฝีมือ ขุนเขาหลักก็จะทำการคัดออกทันที แน่นอนว่าถ้าเป็นเมื่อก่อน ข้าคงจะกระโดดโลดเต้นและดี๊ด๊ามากกว่านี้เป็นแน่ แต่พอมาตอนนี้ข้ากลับรู้สึกตึงเครียดเสียมากกว่า... เหตุใดจะต้องเป็นข้าที่ถือครองปราณธาตุทั้งหกด้วย? โลกนี้ช่างโหดร้ายยิ่งนัก จิตใจของข้ามันกำลังย่ำแย่ ฮือ... แอ๊ด... เสียงเปิดประตูดังขึ้นมาขัดความคิดภายในใจของข้า เป็นเฉินอู่ที่เข้ามานั่นเอง "อาหลิว!" นางเอ่ยชื่อข้าพร้อมส่งยิ้มตาหยี ก่อนจะวิ่งมาทางข้า ข้าตกใจเล็กน้อยและพยายามห้ามปรามนาง "เจ้า...! อย่าวิ่งสิ เดี๋ยวก็เป็นอันใดไปหรอก!" ข้าเอ็ดนางเล็กน้อยแต่สีหน้ากลับตรงกันข้าม "ฮ่าๆ ข้ามาวันนี้มีของจะให้เจ้า!" "ของ? ของอะไร?" ข้าถามด้วยความใคร่รู้ เฉินอู่ไม่เอื้อนเอ่ยแต่กลับยิ้มพลางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของตน นางหยิบขวดยากระเบื้องลายครามออกมาขวดหนึ่งก่อนจะยื่นมันให้กับข้า "รับไปเสียสิ" มือเล็กของนางยัดขวดยาลายครามให้กับมือข้า "ข้าจำเป็นต้องใช้ด้วยหรือ?" ข้ารับมาเปิดฝาขวดยาดู ก็พบว่ากลิ่นของมันหอมมาก มากเสียจนช่วยคลายความตึงเครียดของข้าไปได้เยอะพอสมควร เฉินอู่มองปฏิกิริยาของข้าก่อนจะเริ่มเอ่ยออกมา "ยาขวดนี้คือยาที่จะช่วยให้เจ้าซึมซับพลังปราณธาตุได้สะดวกมากยิ่งขึ้นอย่างไรเล่า!" นางพูดพลางตบบ่าข้าไปพลาง
    ยิ่งฟังข้าเองก็ยิ่งไม่เข้าใจขึ้นทุกที แต่ดูเหมือนว่านางคงจะสังเกตเห็นเครื่องหมาย"?"ที่ปรากฏบนอยู่ใบหน้าของข้าแล้วกระมัง "ยาขวดนี้มีสรรพคุณที่ช่วยป้องกันธาตุไฟเข้าแทรก อีกทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้ธาตุในตัวของเจ้าหักล้างกันเองอีกด้วย!" "โห...สุดยอดไปเลย..." ข้าอุทานออกมาอย่างยากที่จะเชื่อได้ ข้าตื่นเต้นกับยากระเบื้องขวดนี้ได้ไม่นาน ความสงสัยก็เกิดขึ้นมาภายในใจของข้า ราวกับว่าข้านึกบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบถามนางออกไป "อาอู่...แล้วตัวของเจ้าไม่ต้องใช้ยาขวดนี้หรอกหรือ? ร่างกายของเจ้าก็ไม่ค่อยแข็งแรงเสียด้ว..." "ข้าไม่ต้องใช้มันหรอก!" นางพูดขัดข้าขึ้นมา ก่อนที่จะเอ่ยทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง "และอีกอย่าง ข้าคงอยู่ไม่ถึงตอนที่จะใช้ยาขวดนี้หรอก..." คำพูดที่เสียงแทบจะกลืนไปกับสายลม
    แต่ทว่าข้ากลับได้ยินมันอย่างชัดเจน ฉับพลันในใจของข้าก็รู้สึกหวิวๆขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก นี่จะถือว่าเป็นลางบอกเหตุบางอย่างได้รึไม่? "เฉินอู่ เจ้าหมายความว่าอย่างไร?" เฉินอู่ส่ายหัวและยิ้มร่า "ไม่มีอันใดหรอก เจ้าเก็บข้าวของเตรียมขึ้นเขาเถอะ!" เมื่อพูดจบ เฉินอู่ก็รีบวิ่งแจ้นออกจากห้องของข้าไปทันทีข้ามองตามแผ่นหลังเล็กๆของนางไปโดยที่ในใจของข้าก็รู้สึกใจคอไม่ค่อยดีขึ้นมาเป็นระยะ...
    หลังจากที่เฉินอู่วิ่งออกมาจากห้องของอาหลินแล้ว นางจึงค่อยๆลดความเร็วลงทีละเล็กทีละน้อย ขาทั้งสองข้างของนางทรุดนั่งลงไปในทันที ร่างบางนั่งหอบหายใจอย่างรุนแรงจนตัวโยน เม็ดเหงื่อมากมายเริ่มผุดพรายขึ้นบนดวงหน้าของเด็กสาว มือเล็กเอื้อมมือขึ้นไปปาดเหงื่อบนใบหน้าของตนพลางทอดถอนใจ ฉับพลันความปวดร้าวบนใบหูทั้งสองของเด็กสาวก็พลันกำเริบขึ้นมา ตรงลำคอของเฉินอู่สัมผัสได้ถึงความอุ่นและกลิ่นคาวเลือดที่ไหลออกมาจากภายในหูของตน นางรีบเดินเข้าห้องของตนและปิดประตูทันที มือของเฉินอู่ก็มิวายควานหาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋ากระโปรงอยู่นานสองนานกว่าจะเจอนางนำผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเลือดสีแดงสดที่ไหลไม่ยอมหยุดทันที สายตาของนาง บัดนี้เริ่มพร่ามัวขึ้นมาแล้วเล็กน้อย
    "ยังดีที่เลือดของข้าไม่หยดตามทาง..." เฉินอู่ถอนหายใจขึ้นมาอีกครา ไม่นานนักเด็กสาวตัวน้อยก็พลันรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนและกระอักเลือดคำโตออกมาในที่สุด กองเลือดมากมายเปรอะเปื้อนไปทั่วพื้นไม้ของห้อง การเริ่มหายใจติดขัดขึ้นมาเป็นบางช่วง แต่ก็อาศัยการโคจรพลังลมปราณเข้ามาช่วยปรับสมดุลให้แก่ร่างกายของตน ไม่นานนัก หลังจากที่สามารถควบคุมอาการป่วยของตนได้แล้ว อาการของเฉินอู่เริ่มดีขึ้นมาเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่ถือว่าดีที่สุด เด็กสาวเอนหลังพิงเข้ากับผนังของห้องด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนจะปิดตาลงเพื่อพักผ่อนให้หายเหนื่อย "เช่นนี้ คงไม่ต้องถึงหนึ่งเดือน...ข้าก็คง..."
    เสียงดังเจื้อยแจ้วดังไปทั่วบริเวณเรือนพัก ชายฉกรรจ์ทั้งสามกับอีกหนึ่งเด็กชายกำลังคุยกันสนุกปากอย่างถึงพริกถึงขิง ยิ่งผ่านไปหลายก้านธูป พวกเขาก็ยิ่งคุยกันเสียงดังมากขึ้นเรื่อยๆ จ้าวหลิวนั่งหน้ามุ่ยคิ้วขมวด บ่งบอกถึงความรู้สึกที่ไม่สบอารมณ์เป็นที่สุด แต่เดิมมันคือห้องของข้า...จ้าวหลิวคนนี้ แต่ทว่าก่อนหน้านี้ อยู่ๆเจ้าพวกบ้าๆบอๆก็พากันแบกสัมภาระและฟูกที่นอนของตนเข้ามายังห้องของข้าโดยไม่บอกกล่าวใดๆ อีกทั้งยังพากันจับกลุ่มพูดคุยกันเสียงดังจนไม่เกรงใจเจ้าของห้องเช่นข้าเลยสักนิดเดียว "หนวกหู!!!" จ้าวหลิวตะโกนออกมาอย่างเหลืออด เพียงชั่วพริบตาเท่านั้น ทั้งสามคนที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานก็พลันพร้อมใจกันหุบปากลงในทันใด "ไม่เอาน่าเสี่ยวหลิว หลังจากที่พวกเราขึ้นเขากันไปก็ต้องแยกจากกันแล้ว มิสู้ใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้พูดคุยกันให้เต็มที่ไม่ดีกว่าหรือ?" ลู่จินพูดพลางยิ้มร่าไปพลาง "เจ้าก็พูดไปเถิด ว่าแต่...วันที่ทดสอบปราณธาตุเจ้าหายหัวไปอยู่ที่ใดกันเล่า!?" ฮุ่ยหวงย้อนถามลู่จินด้วยความสงสัย เมื่อทุกคนได้ยินเข้ากับคำถามของฮุ่ยหวง ก็พากันนึกได้ว่าในวันทดสอบปราณธาตุนั้น ลู่จินไม่ได้โผล่หัวออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วเจ้าหมอนี่ไปอยู่ที่ใดกัน?
    "ข้าก็..." สีหน้าของลู่จินถอดสีอย่างเห็นได้ชัด เขามองไปทางซ้ายทีขวาทีก่อนจะลอบถอนหายใจ "ก็ได้! ข้าบอกพวกเจ้าก็ได้! อันที่จริงแล้วข้านั้นเป็นศิษย์จากขุนเขาหลักที่ถูกส่งตัวเข้ามาสอดส่องการทดสอบของพวกเจ้าต่างหาก" สีหน้าของทุกคนต่างดูเหมือนจะยังไม่เชื่อในสิ่งที่ลู่จินกล่าว "วันนี้ที่พวกเจ้าจะขึ้นขุนเขาหลัก ก็เป็นหน้าที่ของข้าที่ต้องนำทางให้พวกเจ้า พอหลังจากที่พวกเจ้าขึ้นไปถึงขุนเขาหลักแล้วก็จะถูกจับแยกออกจากกันทันที หากมีวาสนาต่อกันก็คงได้มาอยู่ร่วมกลุ่มเดียวกัน" จ้าวหลิวเอ่ยถามด้วยความสงสัย "กลุ่ม?" ลู่จินอธิบายด้วยท่าทางที่สงบนิ่ง "เจ้าจะต้องจับกลุ่มกันเพื่อฝึกฝนร่วมกัน อีกทั้งยังมีการประลองหลังจากที่พวกเจ้าเข้าไปแล้วอีกด้วย" "เช่นนั้น...เจ้าจะไปอยู่ที่ใด?"หลางถามลู่จินออกมาเช่นกัน "ข้าก็กลับขุนเขาของข้าน่ะสิ! ฮ่าๆ" ลู่จินเอ่ยจบพร้อมกับปลดปล่อยเสียงหัวเราะออกมาอย่างสุดกำลัง
    คำพูดทิ้งท้ายของเฉินอู่วนเวียนอยู่ในหัวของข้าอยู่ตลอดเวลา ข้าก้มมองขวดยากระเบื้องที่นางเพิ่งมอบให้กับข้าเมื่อไม่นานมานี้ ข้าเดินวนไปวนมาในห้องของตนอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดข้าก็ตัดสินใจที่จะไปหาพี่น้องแซ่เฉิน หลังจากวันนั้นก็ยังไม่ได้พูดคุยกันเลย ข้าคงต้องถือโอกาสนี้แวะไปถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของพวกนางเสียแล้ว...ข้าไม่รอช้ารีบสะบัดเสื้อคลุมและมุ่งหน้าไปยังห้องพักของพี่น้องแซ่เฉินทันที ระหว่างทางที่ข้ากำลังจะเดินผ่านไปนั้น เหล่าศิษย์พี่เลี้ยงก็พากันวิ่งวุ่นเข้าออกห้องนั้นกันอย่างไม่ขาดสาย มีศิษย์พี่เลี้ยงผู้หนึ่งนางยกถังน้ำที่ปนเลือดและกำลังวิ่งไปทางห้องทำความสะอาด ข้าเดินเข้าไปยังห้องนั้นด้วยความใคร่รู้ สายตาของข้าก็พบกับพี่น้องแซ่เฉินทั้งหมดกำลังรวมตัวกันอยู่ในห้องนั้น ปากของข้ากำลังจะเอ่ยทักพวกนาง แต่ทว่า สายตาของข้าก็พลันเห็นร่างของเฉินอู่นอนนิ่งไม่ไหวติ่ง ใจของข้ากระตุกวูบทันทีโดยไม่ทราบสาเหตุ ข้ารีบวิ่งไปหาพวกนางโดยไม่สนอะไรทั้งสิ้น
    พี่น้องแซ่เฉินทั้งสี่หันมามองข้าทีละคนสองคน ดวงหน้าของพวกนางเปรอะไปด้วยคราบน้ำตา พวกนางร้องไห้เสียจนดวงตาแดงก่ำดูน่ากลัว "เฉินอู่นางเป็นอะไรไป?" ข้าเอ่ยถามเสียงสั่น สายตาของข้าจ้องมองร่างของนางที่กำลังหายใจเข้าออกอย่างแผ่วเบา เฉินอีมองมาทางข้าด้วยสีหน้าที่เศร้าสร้อย ก่อนจะหันกลับไปกุมมือน้องเล็กของตน "นางกำลังจะพ้นทุกข์แล้ว..." เสียงปนสะอื้นของเฉินอีกล่าวตอบข้า "หมายความว่าอย่างไร?" "เจ้าคงจะยังไม่รู้...เฉินอู่นั้นมีหูทิพย์ที่สวรรค์ประทานมาให้ตั้งแต่กำเนิด ทว่าพรสวรรค์ที่สวรรค์ประทานให้นั้นก็ต้องแลกมากับอายุขัยของผู้ที่ครอบครองมันเช่นกัน..." เฉินซานตอบคำถามของข้า แต่ถึงกระนั้น ความคลางแคลงที่อยู่ภายในใจก็มิได้ถูกทลายลงเลยแม้แต่น้อย เฉินซานปล่อยโฮออกมาโดยมิอาจอดกลั้นความเศร้าเอาไว้ได้ เฉินซื่อที่เห็นเช่นนั้นก็พลันสะอื้นไห้ตามเฉินซานไปด้วยอีกคน "เพียงแต่พวกข้าไม่คิดว่ามันจะกัดกินอายุขัยน้องเล็กของพวกเราได้รวดเร็วถึงเพียงนี้" "ทั้งๆที่ท่านผู้นั้นเป็นคนบอกแล้วว่านางจะอยู่ได้นานที่สุดสามเดือน เร็วที่สุดไม่เกินสองอาทิตย์ แต่ข้าก็ไม่คิดว่ามันจะเร็วจนน่ากลัวเช่นนี้..." เฉินเอ้อร้องไห้ออกมาอย่างหนัก พี่น้องทั้งสี่ต่างร้องไห้ดังระงมไปทั่วเรือนพัก ส่งผลให้กลุ่มของจ้าวหลิวสงสัยถึงที่มาของเสียงร้องไห้เหล่านั้น
    กลุ่มของจ้าวหลิวเองก็ไม่รอช้า รีบวิ่งไปยังที่มาของเสียงร้องไห้ทันที พวกเขาวิ่งมาก็พบกับบานประตูของห้องห้องหนึ่งที่ถูกเปิดกว้าง หญิงสาวทั้งห้ากำลังก้มหน้าร้องไห้กันโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด "อาหลิน..." เมิ่งฉิงไม่รอช้ารีบวิ่งไปหาหลี่หลินทันที มือเล็กๆของเมิ่งฉิงสัมผัสเข้ากับหัวไหล่ของหลี่หลินอย่างบางเบา เขาเลื่อนมือไปยังกลางหลังของน้องสาวตนก่อนจะลูบหลังของนางด้วยความแผ่วเบา... ข้าแอบส่งสายตามองค้อนเขาเล็กน้อย หากว่านับอายุวิญญาณของข้าแล้ว ปีนี้ข้าอายุสิบหกถึงสิบเจ็ดปีแล้ว ข้าไม่อยากให้เด็กน้อยอย่างเจ้ามาปลอบข้าหรอกนะ จางเมิ่งฉิง ฮือ...แต่ก็ขอบใจเจ้ามาก น้ำตาอีกสายใหญ่ก็พลันพรั่งพรูออกมาจากดวงตาของข้าไม่หยุดหย่อน ข้าร้องไห้พลางสะอื้นพลาง มือของเฉินอู่ขยับเล็กน้อย ปากของนางกำลังพึมพำบางอย่างขึ้นมา ข้าที่อยู่ใกล้นางมากที่สุดจึงตัดสินใจโน้มหูของข้าลงไปฟังคำพูดของนาง
    ข้าโน้มตัวลงไปได้ครู่หนึ่ง เฉินอู่ก็ฝืนยกมือของนางมากุมเข้าที่ไหล่เล็กๆของข้า "ข...ข้ารู้ว่าเจ้ามาจากที่ใด...ทำมันให้...สำเร็จ...นะ..." เสียงของนางค่อยๆแหบพร่าจนเลือนรางหายไปกับสายลม มือของนางที่เคยกุมไหล่ของข้าเอาไว้ก็พลันลื่นตกลงไปบนฟูกที่นอน ดวงตาของข้าเบิกกว้างด้วยความตกใจ นางรู้? ข้ามองกลับไปยังใบหน้าหน้าของเฉินอู่ก็พบว่าใบหน้าของนางกำลังยิ้มอยู่ แม้จะเป็นรอยยิ้มสุดท้ายที่ข้าได้รับจากนางก็ตาม... "หลับให้สบายนะ..." ข้าพูดพลางสัมผัสเบาๆที่หน้าผากของนาง แม้ข้าจะไม่รู้เช่นกันว่าเหตุใดข้าต้องสัมผัสที่หน้าผากของนาง แต่ข้าก็รู้สึกราวกับว่าเคยทำมันมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง พี่น้องแซ่เฉินพากันร้องไห้หนักกว่าเดิมร้อยเท่า พวกนางกรูกันไปกอดร่างของเฉินอู่ที่ไร้ซึ่งลมหายใจ ดูเหมือนว่าการที่จะขึ้นขุนเขาหลักคงจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆเสียแล้วกระมัง? เฉินอีและพี่น้องของนางนั่งคุยกันอยู่ครู่หนึ่งราวกับกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่างกันอยู่
    พวกนางชำเลืองมองมาทางข้าเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าให้กัน เฉินอีลุกเดินมาทางข้า นางย่อตัวลงเพื่อให้ส่วนสูงของข้าและนางเท่ากันก่อนที่จะยื่นมือทั้งสองของนางมาโอบไหล่ข้าไว้ "พวกข้าคงไปกับเจ้าไม่ได้แล้วล่ะ เสี่ยวหลิน...ขอโทษด้วยจริงๆ" นางกล่าวไปน้ำตาของนางก็ไหลออกมาด้วยเช่นกัน ข้ายกมือเล็กๆของข้าโอบคอนางตอบ ภาพตรงหน้าจึงดูเสมือนว่าพี่สาวและน้องสาวกำลังกอดร่ำลากันก็ไม่ปาน "ข้าเข้าใจ...ข้าจะรักษาตัวให้ดีที่สุด หวังว่าเราจะมีวาสนาเวียนกลับมาพบกันอีก?" เฉินอีพยักหน้ายิ้มรับ "แน่นอน...พวกเจ้าไปเถิด ถึงเวลาแล้ว" เฉินอียิ้มส่งข้าก่อนจะเดินกลับไปยังร่างของเฉินอู่ดังดิม ข้ามองตามหลังของนางไปได้ไม่นานก็เดินไปหาเมิ่งฉิง เมิ่งฉิงดึงข้าเข้ามากอดเอาไว้พลางลูบหัวของข้าไปมาด้วยความแผ่วเบา "โอ๋ๆ อย่าร้องเลย...เกิดแก่เจ็บตายล้วนเป็นเรื่องธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายอยู่แล้ว" เมิ่งฉิงพูดพลางยื่นผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาให้ข้า ด้วยความเคอะเขิน ข้าจึงรับผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาด้วยตัวเองทันที "เอาล่ะ พวกเจ้าก็เตรียมข้าวของเถิด ป่านนี้คงได้เวลาแล้วล่ะ" ลู่จินพูดพลางเร่งให้พวกข้าไปเก็บสัมภาระในการเดินทางทันที
    ใช้เวลาเพียงครู่เดียว พวกเราก็มายืนรวมตัวกันที่ลานกว้างของสำนักหยางอิน ลู่จินหยิบนกหวีดมรกตออกมาก่อนจะเป่ามันลงไป ทว่าแม้เขาจะเป่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่พวกข้ากลับไม่ได้ยินเสียงของนกหวีดเลยแม้แต่น้อย น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก! เวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป บนท้องฟ้าก็ปรากฏวิหคยักษ์กำลังบินตรงมายังลานกว้าง มันบินลงมาพร้อมๆกับย่อกายของมันลงให้พวกข้าได้ขึ้นไปนั่งบนหลังของมัน ข้า เมิ่งฉิง จ้าวหลิว ฮุ่ยหวง หลางและลู่จินได้พากันขึ้นมานั่งบนหลังของวิหคยักษ์จนเรียบร้อยแล้ว ลู่จินร่ายคาถาธาตุลมที่เป็นเกราะป้องกันออกมาล้อมรอบตัวของวิหค ก่อนจะส่งสัญญาณให้มันออกบินได้... ขุนเขาหลักจะเป็นอย่างไรนะ?...