บทที่ ๒๒ : เตรียมตัว
“ฉันล้างแค้นให้เธอสำเร็จแล้วนะฟางเซียน” ชายหนุ่มในร่างหญิงสาวพึมพำในลำคอกับตัวเองพลางมองดูเหล่านักโทษแห่งอาณาจักรอี้ ถูกคุมขังแห่ประจานไปรอบเมือง “การล้างแค้นไม่จำเป็ต้องเข่นฆ่าเสมอไปหรอก เพราะการทำให้พวกมันเ็ปเสียยิ่งกว่าตายนั้นง่ายดายเพียงนิดเดียว”
อดีตไทเฮาชราดวงตาเบิกกว้างตงซีห่าวและอดีตเสนาอำมาตย์ในชุดนักโทษอ้าปากค้าง หลังจากที่พวกเขาออกจากคุกเป็ครั้งแรกในรอบหนึ่งปี
บ้านเมืองร้านค้าขวักไขว่เต็มไปด้วยผู้คนข้าวปลาอาหารผักผลไม้วางขายในราคาถูกแสนถูก อีกทั้งยังมีรถไฟวิ่งบนรางสวนกันไปมาตึกรามบ้านช่องของประชาชนหนาแน่นผิดหูผิดตาไปจากอดีตลิบลับ
ขบวนแห่ประจานลากจูงกลุ่มนักโทษเดินตามท้องถนนจากถนนดินแดงก็กลายเป็ถนนปูอิฐทุกเส้นสาย โรงตีเหล็กกำลังประดิษฐ์สิ่งของนำสมัยพวกเขากำลังทดลองไฟฟ้าเบื้องหน้ากลุ่มนักโทษ
เงินตราหมุนเวียนสะพัดไม่มีคนอดอยากและขอทานยาจก ท้องถนนเต็มไปด้วยรอยยิ้มของประชาชนจนกลุ่มนักโทษไม่กล้าสบตา
“ถ้าพวกเ้าไม่ลงจากตำแหน่งทางการเมืองพวกเราคงไม่อยู่ดีกินดีขนาดนี้หรอก” เด็กหญิงผู้หนึ่งะโใส่หน้าพวกนักโทษใบหน้านั้นสดใสยิ้มแย้ม “ฝ่าาทรงก่อตั้งโรงเรียนพวกเราทุกคนเรียนฟรีทุกคน สมัยที่เ้ายังเป็ขุนนางกันอยู่ข้ายังเป็เพียงเด็กโง่คนหนึ่งที่อ่านหนังสือไม่ออก”
อดีตเสนาอำมาตย์เฒ่าหันมามองหน้ากันไปมาั์ตาเศร้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัด
“แต่ก่อนพวกเราอดมื้อกินมื้อผอมหนังหุ้มกระดูกถ้าพวกเ้าไม่มีปัญญาบริหารบ้านเมือง ก็ไม่รู้จะไต่เต้าตำแหน่งเข้าวังไปทำไม”พ่อค้าปลาร่างอ้วนสบถบ่นลอยลมเมื่อเขาสังเกตเห็นกลุ่มนักโทษผู้เคยบริหารบ้านเมืองเดินผ่าน
“เดี๋ยวนี้เดินทางไปหนานซาก็แค่ครึ่งชั่วยามติดต่อทำมาค้าขายสะดวกนัก สิ่งที่เรียกว่ารถไฟนี่แสนสะดวกสบายสมัยที่พวกขุนนางชั่วอยู่แค่ถนนเส้นเดียวยังไม่ลงมือปูหิน น่าอนาถเสียจริง”ชายคนหนึ่งยืนรอรถไฟที่หน้าสถานีพร้อมกับชำเลืองมองกลุ่มนักโทษด้วยหางตา
“ในวังกินกันอิ่มหนำประชาชนจ่ายส่วยแล้วยังโกงกิน เงินภาษีก็ไม่เอาไปพัฒนาเมืองทีตำหนักในวังหลวงกลับใหญ่เอ๊าใหญ่เอา พอมาเป็ยุคของฝ่าาฟางเซียนพวกเราแทบไม่ต้องห่วงเื่ปากท้อง จะค้าขายอะไร จะทำอะไรก็ไม่มีคนมาคอยขูดรีดแถมขุนนางชุดใหม่ประชาชนยังมีสิทธิ์เลือกเข้าไปได้เอง ไม่มีการเล่นพรรคเล่นพวกอีกด้วย” ชายขายหมูถ่มน้ำลายลงพื้น เมื่อกลุ่มนักโทษเดินผ่านใบหน้าของเขามีแววไม่พอใจอยู่เล็กน้อย
กลุ่มนักโทษเดินคอตกเพราะบ้านเมืองในเวลานี้ ที่พวกเขากำลังเห็น... ล้วนแล้วแต่เจริญรุ่งเรืองกว่าเดิมหลายร้อยเท่าทั้งทั้งที่เวลาผ่านไปเพียงแค่ปีกว่าๆ เท่านั้น
“ข้ามีตาแต่ไร้แววคนเก่งคนดีเฉกเช่นนั้น กลับคิดฆ่าเพื่อหวังในอำนาจส่วนตัว” อดีตไทเฮาชราพึมพำน้ำตาคลอเบ้า“ช่างไร้ความสามารถ สมแล้วล่ะที่ต้องลงเอยแบบนี้”
อดีตมหาอุปราชตงซีห่าวผู้เดินตามหลังพยักหน้าแบบเห็นด้วย“ตาพวกเราช่างมืดบอด หากสนับสนุนพระนางขึ้นเป็ฮองเฮากันดีๆั้แ่แรก ราชวงศ์ฉีคงเจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป”
“ท่านแม่ข้าตระหนักดีแล้ว ข้านั้นไร้ความสามารถยิ่งนัก” ฉีชิงเหอเดินร้องไห้น้ำตาหยดตามถนนโดยไม่อับอายผู้คนในที่สาธารณะ
“ท่านพ่อ...”องครักษ์พิทักษ์ดวงดาวอ้ายเหรินยืนมองกลุ่มนักโทษด้วยแววตาเศร้าสร้อยร่างขาวยืนอยู่ด้านหลังฟางเซียนไม่ห่าง ขณะที่คณะพระเ้าแผ่นดินแห่งต้าอี้กำลังยืนรวมกลุ่มบนหอสูงเฝ้าดูสังเกตการณ์
“ก็ดีที่เ้ากลับตัวเสียได้ เห็นใช่หรือไม่ว่าความสุขของประชาชนคือความสุขของแผ่นดินหากเราดูแลพวกเขาดี พวกเขาก็จักทำประโยชน์ให้เราได้มากกว่าการขูดรีดภาษีเืปูน่ะมันมีไม่มากหรอก แต่หากขุนจนกลายเป็หมูจะขอแบ่งเืสักหน่อยมันก็ไม่ตาย” จักรพรรดินีฟางเซียนเอามือไพล่หลังกล่าวสอนข้ารับใช้ั์ตายังคงมองกลุ่มนักโทษเดินไปรอบเมืองอย่างแช่มชื่น “ระหว่างที่วังหลวงและวังหลังมีาเย็นใส่ร้ายป้ายสีหวังอำนาจแล้วใครเล่าจักดูแลประชาชน? ข้าดีใจนะ ที่เื่ทุกอย่างมันจบลงแล้ว”
“ทรงพระปรีชายิ่งนักเพคะฝ่าา” องครักษ์พิทักษ์ดวงดาวทั้งแปดถวายบังคม ใบหน้าของทุกคนดูสงบเสงี่ยมรับฟังคำสั่งสอน
“หลังประชุมว่าการยามเช้าเสร็จสิ้นพวกเราจักไปเข้าค่ายฝึกตนที่ภพเซียน” ร่างระหงในชุดจักรพรรดิสีแดงฉลุลายทองคำเอื้อนเอ่ยก่อนจะสะบัดชายผ้าคลุมหันหลังกลับไปท้องพระโรง โดยมีองครักษ์พิทักษ์ดวงดาวทั้งแปดคอยตามอารักขาอยู่ไม่ห่าง
เมื่อองค์จักรพรรดิทรงเสด็จมาถึงโถงประชุมมหาอุปราชโจว ซิงจี่ก็รีบหมอบกราบถวายรายงาน
“อาณาจักรมู่และอาณาจักรหยู ส่งสารมาบอกพวกเราว่าากับกองทัพปีศาจในอาณาจักรของพวกเขาจบลงแล้ว และกำลังจะเดินทางเข้าช่วยเหลืออาณาจักรเว่ยที่ดูเหมือนจะกำลังทำศึกใหญ่ที่สุดในทวีป หม่อมฉันจึงนำข้อความนำมาแจ้งให้ฝ่าาทรงทราบก่อนเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง” ชายหนุ่มหน้าแก่เอื้อนเอ่ยเพ็ดทูล
“ดี!แสดงว่า ทัพปีศาจเองก็คงไม่เท่าไหร่กระมังแบบนี้คงไม่ต้องพึ่งพากองทัพหน่วยพิเศษจากอาณาจักรเราแล้วก็ได้... ว่าแต่ซิงจี่...เ้าแจกโอสถ ‘เครื่องดื่มชูกำลัง’ แก่เหล่าทหารทุกคนแล้ว ใช่หรือไม่?”
“พ่ะย่ะค่ะตามพระบัญชาของฝ่าาทุกกระเบียดนิ้ว หลังจากที่พวกเขาดื่มกินโอสถทิพเข้าไป พวกเขาก็ล้วนแล้วแต่มีปราณบ่มเพาะระดับราชันย์กันหมดแล้วหม่อมฉันคาดการณ์ว่า...ในเวลานี้ กองทัพของพวกเราน่าจะเป็กองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปเฟิงหยูหลังจากที่สืบทราบความในอาณาจักรต่างๆ มาพอได้”
เฟยหลงพยักหน้าขึ้นลงเหมือนใช้ความคิดพลันเอ่ยถามขึ้นต่อ “แล้ว? รายงานการสูญเสียของแต่ละอาณาจักรซิข้าอยากรู้ว่า พวกเขาเป็อย่างไรกันบ้าง”
เสนาบดีกลาโหมคนใหม่ผู้เคยดำรงตำแหน่งเป็ราชองครักษ์เกราะทองเข้าถวายบังคมเบื้องหน้าฟางเซียนแบบเฉียบพลัน...
“หม่อมฉันปิง หย่งเล่อขอถวายรายงานแทนมหาอุปราชโจว ซิงจี่พ่ะย่ะค่ะ”รูปร่างสันทัดกำยำย่อขาทำความเคารพ ก่อนพูดเสริมขึ้นว่า “อาณาจักรมู่สูญเสียไป๗ มณฑล ทหารเสียชีวิตในสมรภูมิ สามหมื่นนาย... อาณาจักรหยูสูญเสีย ๕ มณฑลทหารเสียชีวิตในสมรภูมิ หนึ่งหมื่นนาย อาณาจักรเว่ยสูญเสีย ๒๑ มณฑล ทหารเสียชีวิตในสมรภูมิเจ็ดหมื่นนายส่วนอาณาจักรอื่นๆ หม่อมฉันยังมิได้รับรายงานเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“ที่ยังไม่ได้รับรายงานก็มีหลี่เฉิน หยวนสินะ ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้เสียก่อนทางรถไฟเชื่อมอาณาจักรคงสร้างเสร็จไปนานแล้ว แต่เื่นี้เอาไว้ก่อนฟังจากตัวเลขคร่าวๆ ที่ว่า มันค่อนข้างมากมายมหาศาลเลยนี่แบบนี้ไม่ใช่าธรรมดาๆ แล้ว” เฟยหลงวิเคราะห์ร่างระหงเดินเป็วงกลมใช้สมอง
“ตามคำตรัสของพระองค์พ่ะย่ะค่ะเื่นี้มิใช่เื่ที่จะประมาทได้เลยหากพวกปีศาจที่ว่านั่นทำลายพวกเว่ยได้สำเร็จ หากมันไม่ไปทางซ้ายคืออาณาจักรหลี่หรือไม่ไปทางขวาคืออาณาจักรหยวน แล้วหากพวกมันมุ่งหน้าลงใต้อย่างต่อเนื่องล่ะก็...เอ่อ...ก็จะเข้าปะทะกับอาณาจักรอี้ของพวกเราเต็มๆ” หย่งเล่อเอามือเลื่อนหุ่นจำลองกองทัพปีศาจที่อยู่บนโต๊ะแผนที่ให้เฟยหลงดูสีหน้าของทุกคนในโถงประชุมเริ่มไม่ค่อยสู้ดีสักเท่าไหร่
“ถ้าไม่มีเว่ยเป็ปราการสำคัญให้พวกเราอีกต่อไปการบุกของพวกปีศาจในภายภาคหน้า...พวกเราจะต้องรับมือเองราวกับเอาไม้ไผ่ไปกั้นเขื่อนแตกประชาชนผู้อยู่ชายแดนจะได้รับความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าหม่อมฉันจึงขอเสนอให้ใช้ป้ายสั่งการเรียก แปดจวนยุทธแห่งเมืองหลวงและสี่จวนยุทธแห่งหนานซาให้เข้าร่วมศึกาในครั้งนี้” อำมาตย์ผังถวายบังคมเสนอแนะ ขณะที่เฟยหลงเกาศีรษะ
“จวนยุทธ...เอ่อ หมายถึง...สำนักฝึกวิทยายุทธใช่หรือไม่? พวกจวนบุปผาหมื่นกระบี่ หรือพวกจวนตะวันจวนจันทราใช่หรือเปล่า?” ร่างระหงไต่ถามตามความสงสัย ขณะที่ทุกคนรอบโถงประชุมพยักหน้าเอ่ยตอบเป็เสียงเดียวกัน“พ่ะย่ะค่ะ/เพคะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ทำตามที่พวกเ้าเห็นสมควรได้เลย” เฟยหลงยิ้มมุมปากั์ตายังคงจ้องมองดูแผนที่ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะประชุมขนาดใหญ่ “เห็นทีนอกจากล้างแค้นให้เ้าคงยังไม่พอสินะ ‘ฟางเซียน’ คงต้องปกป้องทวีปบ้านเกิดของเ้าเสียด้วยแล้ว”ร่างระหงพึมพำในลำคอ
“หากได้จวนเทพยุทธพรรคต่างๆลงมือช่วยเหลือ เข้าพื้นที่ไปประจำจุดชนบทแถบชายแดนทั้งหลายพวกเราคงอุ่นใจขึ้นได้บ้าง” มหาอุปราชโจว ซิงจี่ฉีกยิ้มแบบมีหวังขุนนางคนอื่นๆ ก็มีสีหน้าดีขึ้นเช่นเดียวกัน
“ดังนั้นข้าขอปิดประชุมแต่เพียงเท่านี้ ดูเหมือนพวกเรายังพอมีเวลาเหลือในการเตรียมการอยู่”เฟยหลงบอกกล่าวกับทุกคน พลันสำทับต่อขึ้นว่า “พวกเราจะไม่รอให้ปีศาจทำลายเขื่อนของพวกเราแตกหรอกหนาพวกเราจักส่งทหารไปอาณาจักรเว่ยตามแผนเดิม ราวๆ หนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า หวังว่ามันพอจะทันการอยู่บ้าง”
“ทรงพระปรีชายิ่งนักฝ่าา...ขอจงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” เหล่าข้าราชบริพารน้อยใหญ่ก้มหัวลงคุกเข่าขณะที่เฟยหลงฝืนยิ้มเหงื่อกาฬไหล เพราะตัวเขาก็ยังคาดการไม่ถูกว่า...ผลลัพธ์ในคราวนี้จะออกมาเป็อย่างไร
หลังจบการประชุม...
เฟยหลงก็พาหญิงสาวเหล่าองครักษ์พิทักษ์ดวงดาวทั้งแปดไปยังห้องบรรทมของตัวเองก่อนจะส่งเสื้อยืด กางเกงยีนส์ ชุดเดรส กระโปรงแบบทันสมัยให้บรรดาสาวกของเขาสวมใส่
หรงเอ๋อหยิบเสื้อยืดสีขาวขึ้นมาดูใบหน้าแดงก่ำคิดลามก “โอ้วเยส...จะให้หม่อมฉันใส่เ้าสิ่งนี้จริงๆหรือเพคะ มันเหมือนจะมองเห็นเรือนร่างของหม่อมฉันได้เลยอย่างไรอย่างนั้น” เฟยหลงผงกหัวเป็เชิงตอบ พลางโยนชุดชั้นในกางเกงในให้เหล่าสาวๆ “ต้องใส่ ที่ภพเซียนเขาแต่งตัวกันเช่นนี้”
อ้ายเหรินหยิบยกทรงขึ้นมาดูจ้องตาแป๋วใบหน้างุนงงชวนสงสัย
“เสียเวลาชะมัดเอาแบบนี้แล้วกัน ทุกคนถอดเสื้อของตนเองออกให้หมด” ชายหนุ่มในร่างหญิงสาวะโโหวกเหวกโวยวายเพราะเหมือนเวลาจะไม่คอยท่าเขาสักเท่าไหร่... หากพวกเขายังชักช้าอยู่เช่นนี้แน่ล่ะ! พวกปีศาจอาจบุกอาณาจักรของเขาเมื่อไหร่ก็ได้
องครักษ์แห่งดวงดาวทั้งแปดหน้าแดงแจ๋แต่ก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย คนทุกคนแก้ผ้าจนเปลือยเปล่าเผยให้เห็นเรือนร่างได้สัดส่วน
แม้จะเคยชินกับร่างกายหญิงสาวมาพักใหญ่หากแต่ว่า...จิตใจชายหนุ่มก็ยังคงเป็ชายหนุ่มวันยังค่ำเื่ที่เขาคิดว่าง่ายแสนง่าย กลับดูเหมือนยากเย็นขึ้นเสียแล้วในตอนนี้
“พระองค์ทรงจ้องมองหม่อมฉันทำไมหรือเพคะ”อ้ายเหรินเอ่ยถาม ระหว่างที่เืกำเดาจักรพรรดินีไหลออกจมูก “ลมปราณเข้าแทรกข้านิดหน่อย”
เฟยหลงจึงตัดสินใจเปลือยร่างกายตนเองออกเช่นเดียวกันเพราะเขาไม่กล้าแตะต้องร่างกายสาวกสาวสวยทั้งแปดคนที่ยืนอยู่ “เดี๋ยวพวกเ้าทำตามข้านะ”
เหล่าทหารยามด้านหน้าได้ยินเสียงพูดคุยลอดประตูห้องบรรทมออกมาก็ต่างใบหน้าแดงแจ๋ถึงใบหูพลางซุบซิบกันด้วยอารมณ์กระชุ่มกระชวยขึ้นว่า “คิดไว้มิมีผิดว่าองค์จักรพรรดินีทรงมีรสนิยมเฉกเช่นนี้”
“อื้อ...ของดีทั้งนั้น ไม่ว่าหนึ่งในนั้นจะเป็ใคร หากได้มาก็ดูเหมือนจะเป็วาสนา”ทหารยามอีกนายหนึ่งตอบกลับจมูกบาน มันกำลังสูดลมหายใจแบบวัวแก่
“หากเรียงตามความสวยแล้วล่ะก็คงเป็องค์จักรพรรดินี องครักษ์อ้ายเหริน ตามด้วยยอดเทพยุทธหรงเอ๋อ” มโนภาพของเหล่าทหารยามเริ่มบานปลาย
“ต้องแบบน่ารักสิถึงจะดูดียิ่งกว่า เช่นแม่นางถิงถิง แม่นางเยี่ยนเอ๋อ และแม่นางเหมยลี่” น้ำลายของพวกมันเริ่มไหลหยดย้อย
ภายในห้องบรรทม...
เฟยหลงหยิบยกทรงขึ้นมาชูบรรดาสาวกสาวก็หยิบยกทรงขึ้นมาตาม ก่อนจะลอกเลียนการสวมใส่ของเฟยหลงแบบตั้งใจไม่ให้ผิดพลาด
“ว้าวมันเบาสบายขึ้นตั้งเยอะเลย ไม่หนักอีกแล้ว แบบนี้ข้าน่าจะฟันดาบได้ไวขึ้นอีก”หรงเอ๋อเอ่ยบอก ขณะที่ทุกสายตาจับจ้องมองหน้าอกขนาดมหึมานั่นแบบอิจฉา
“สิ่งนี้เรียกว่ากางเกงในเอาล่ะสวมมันซะ” ร่างระหงสาธิตให้ทุกคนดูและทุกคนก็ทำตามอย่างว่าง่าย
“คราวนี้...ไปเลือกเสื้อผ้าที่วางกองสุมอยู่บนโต๊ะตามแต่ใจพวกเ้าชอบ” จักรพรรดิคนสวยแห่งอี้เอ่ยสั่งการพลันสวมเสื้อยืดกางเกงยีนส์ขาสั้นก่อนใครเพื่อน
ถิงถิงนำกระโปรงมาคลุมศีรษะขณะที่หลินฮุ่ยเอากางเกงมาใส่แทนเสื้อ จนเฟยหลงต้องเอามือมาตบกระบาลของตัวเองเพื่อเรียกสติสงบอารมณ์
ในที่สุดองครักษ์ทั้งแปดก็จัดแจงแต่งตัวเสร็จสิ้นซึ่งมันก็ใช้เวลาไปพักใหญ่...
“เอาล่ะต่อไปนี้พวกเราจะมุ่งหน้าสู่ภพเซียน อย่าทำตัวปัญญาอ่อนให้ข้าอับอายเข้าเสียล่ะ”ชายหนุ่มในร่างหญิงสาวพูดกำชับ หน้าตาดูจริงจังพลันเชื่อมต่อประตูห้องบรรทมในมิตินี้ กับประตูห้องนอนของตัวเองในอีกโลก
โปรดติดตามตอนต่อไป