เช้าวันใหม่ของฤดูหนาวช่างจืดจางและไร้ซึ่งความอบอุ่นสิ้นดีแสงตะวันของรุ่งอรุณสาดส่องลอดผ่านรอยแตกของผนังดินเข้ามาเป็ลำแสงเล็ก ๆตกกระทบกับผงฝุ่นละอองที่ลอยคว้างอยู่ในม่านอากาศ
กองฟืนน้อยนิดที่อันฉู่อี้อุตส่าห์ฝ่าพายุหิมะไปหามาได้เมื่อคืนนี้เวลานี้มอดดับลงจนเหลือเพียงซากเถ้าถ่านสีเทาหม่น
ความหนาวเหน็บที่เคยถูกไล่ต้อนออกไปจากห้องหับตอนนี้กลับมาทวงพื้นที่คืนแล้ว มันแทรกซึมผ่านรอยแยกของประตูหน้าต่างบ้านคืบคลานเข้ามาเกาะกุมกระดูกดำของผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในบ้านดินซอมซ่อหลังนี้
เสียงลมหวีดหวิวด้านนอกยังคงดังต่อเนื่องแทบไม่ต่างจากเสียงของสัตว์ร้ายคำรามมันตอกย้ำถึงความโดดเดี่ยวและความสิ้นหวังของบ้านดินหลังน้อยที่ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้านหงจงได้เป็อย่างดี
บนเตียงเตาที่เริ่มเย็นชืดจ้าวเฟยเฟยขยับตัวตื่นขึ้นอย่างยากลำบากความเ็ปจากการคลอดบุตรเมื่อคืนนี้ ยังคงตกค้างอยู่ทั่วสรรพางค์กายเธอรู้สึกเหมือนว่าร่างกายท่อนล่างฉีกขาดออกเป็เสี่ยง ๆและเรี่ยวแรงที่มีอยู่อย่างน้อยนิด ยิ่งเหลือน้อยลงกว่าเดิม
เธอยกมือขึ้นมาขยี้เปลือกตาเบาๆ ก่อนจะชะงักงันไปดื้อ ๆเมื่อััได้ถึงความหยาบกร้านบนนิ้วมือเรียวเล็กของตัวเอง อันที่จริงนิ้วมือของเธอเป็อย่างนี้มาได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว แต่เธอก็ไม่เคยคุ้นชินกับมันสักที
มือที่เคยขาวผ่องนุ่มนวลจากการได้รับการทะนุถนอมมาตลอดชีวิตตอนนี้กลับแดงก่ำและหยาบกร้าน ิับริเวณข้อนิ้วแตกระแหงเป็แผลเล็ก ๆซึ่งเกิดจากความแห้งแล้งและความหนาวเย็นของอุณหภูมิโดยรอบ
จ้าวเฟยเฟยลูบคลำใบหน้าััได้ถึงความแห้งตึงและสากระคายกว่าปกติ
"บ้าที่สุด"จ้าวเฟยเฟยพึมพำเสียงแหบแห้ง "มือฉัน...หน้าฉัน...พังหมดแล้ว!"
เธอหันไปมองทารกน้อยที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ข้างกายแทนที่จะรู้สึกรักใคร่เอ็นดูตามสัญชาตญาณของคนเป็แม่ แววตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความหงุดหงิดและเบื่อหน่ายเด็กน้อยในห่อผ้าอย่างที่สุด
"เพราะเสียงนั่นของแกแท้ๆ เลยทำให้ฉันไม่กล้าหนีไปไหน อันเจียหลินแกมันตัวภาระชัด ๆ"จ้าวเฟยเฟยบ่นพึมพำ"ถ้าไม่มีแกสักคนป่านนี้ฉันคงหนีไปเสวยสุขกับสหายเซียวแล้วคงไม่ต้องมาทนหิวทนหนาวจนตัวแตกลายงาแบบนี้"
โครกคราก…
ความหิวโหยเริ่มเปล่งเสียงร้องประท้วงกระเพาะอาหารของเธอบิดเกร็งจนเกิดเสียงคำราม จ้าวเฟยเฟยนึกถึงอาหารเช้าร้อน ๆที่เคยกินสมัยอยู่บ้านเดิม ข้าวต้มเนื้อสับ ไข่ตุ๋น และหมั่นโถวขาวนุ่มช่างเป็อาหารที่เธอใฝ่ฝันหา แต่ทว่าภาพความเป็จริงตรงหน้านี้ มีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น
จ้าวเฟยเฟยเอี้ยวหน้าหันไปมองที่มุมห้องเห็นอันฉู่อี้นั่งกุมท้องที่ร้องโครกครากไม่หยุดใบหน้าของเขาหมองคล้ำและซูบตอบยิ่งกว่าเมื่อวานเขาควานมือลงไปในถุงแป้งข้าวโพดเก่า ๆ หวังจะเจอเศษข้าวหรือเศษแป้งที่หลงเหลืออยู่บ้างแต่ทว่าปลายนิ้วกลับััได้เพียงความว่างเปล่าเท่านั้น
ทุกอย่างหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่เสี้ยวเดียวแป้งข้าวโพดที่เหลืออยู่น้อยนิดเขาแอบต้มกินเพื่อประทังความหิวหลังจากกลับจากออกไปหาฟืน ทำให้เช้านี้ไม่หลงเหลืออะไรที่สามารถทำเป็มื้อเช้าได้เลย
"หมดแล้ว"อันฉู่อี้เอ่ยเสียงต่ำ น้ำเสียงของเขาแฝงความสิ้นหวังเอาไว้ในที
"หมด? หมดงั้นเหรอ! หมายความว่ายังไง!" จ้าวเฟยเฟยตวาดแว้ดเสียงแหบแหว"อย่าบอกนะ ว่าเมื่อคืนแกทำกินคนเดียวจนหมดเกลี้ยง! แล้ววันนี้ฉันจะกินอะไร!ฉันเพิ่งคลอดลูกนะ ต้องกินของบำรุงร่างกายเพื่อให้มีน้ำนม! ไอ้สารเลวเอ๊ยแกเป็หัวหน้าครอบครัวประสาอะไร ถึงปล่อยให้เมียอดอยาก!"จ้าวเฟยเฟยบ่นไฟแลบอย่างไม่ลืมหูลืมตา
อันฉู่อี้ตวัดสายตามองภรรยาอย่างเ็า"นังผู้หญิงปากมาก! บ่นอยู่ได้ น่ารำคาญ บ่นเก่งขนาดนี้ งั้นแกก็กินลมกินแล้งไปสิ!"
“ไอ้ผู้ชายเห็นแก่ตัว!!”จ้าวเฟยเฟยสบถด่าอย่างหัวเสีย
“แล้วไงวะ ก็คนมันหิวหิวก็ต้องกิน ก็ถูกแล้ว ฉันออกไปหาฟืนข้างนอกมาให้ แกควรขอบคุณฉันสิไม่ใช่มาด่ากราดอยู่แบบนี้!” อันฉู่อี้เองก็ใช่ว่าน้อยหน้าเขายอมให้หล่อนด่ากราดอยู่ฝ่ายเดียวซะที่ไหน แต่ทว่าชั่วแวบหนึ่งในหัวของอันฉู่อี้ก็พลันนึกอะไรดี ๆ ขึ้นมาได้ “รึแก…อยากให้ฉันออกไปปล้นเสบียงบ้านคนอื่น?”
สมกับเป็บิดาตัวร้ายจริงๆ แผนที่อันฉู่อี้คิดได้แต่ละอย่าง ไม่นำพาให้ชีวิตของตัวเองตกหล่นลงเหวก็พลอยทำให้คนในบ้านต่างต้องเดือดร้อนไปตาม ๆ กัน
"ไอ้โง่เอ้ย!ปล้นของกินบ้านคนอื่น เดี๋ยวก็ได้ถูกประณามและถูกขับไล่ออกไปจากหมู่บ้านหรอกแค่นี้ก็แทบไม่มีที่ให้ซุกหัวนอนอยู่แล้ว แกจะแส่หาเื่อีกทำไม”จ้าวเฟยเฟยแม้หล่อนจะปากจัดและมีนิสัยเ้าเล่ห์เ้ากลยิ่งกว่าอันฉู่อี้แต่หล่อนก็ไม่คิดทำอะไรแผลง ๆ จำพวกบอกให้สามีออกไปปล้นเสบียงบ้านคนอื่น
การปล้นเสบียงจากบ้านสมาชิกในหมู่บ้านถ้ามันทำได้ง่ายดายขนาดนั้น ป่านนี้ผู้คนคงดักปล้นกันให้ควั่ก
“ฉู่อี้!แกเป็สายเืตระกูลอันไม่ใช่เหรอ ถ้าอยากได้เสบียง มันง่ายนิดเดียว…แกก็แค่บากหน้ากลับไปบ้านใหญ่ตระกูลอัน ขอเสบียงจากพ่อแม่และน้องชายของแกหรือไม่แกก็ไปขอเบิกเสบียงล่วงหน้าจากหัวหน้าหน่วยผลิตก็ได้!"
จ้าวเฟยเฟยเอ่ยชี้นำสามีอย่างคนเ้าเล่ห์
"บ้าไปแล้วเหรอไง!"อันฉู่อี้ตะคอกกลับเสียงแข็ง เส้นเืข้างขมับปูดโปนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด"จะให้ฉันบากหน้าไปขอทานพวกมันงั้นเร๊อะ? ฝันไปเถอะพ่อตัดขาดฉันไปแล้ว ส่วนไอ้หัวหน้าหน่วยนั่น มันรอซ้ำเติมฉันอยู่แกอยากให้ฉันเอาศักดิ์ศรีไปทิ้งรึไง นังผู้หญิงสมองกลวงสิ้นคิด!!"
สำหรับอันฉู่อี้ที่เคยเป็ทหารเก่าศักดิ์ศรีถือเป็เื่สำคัญตอนนี้ศักดิ์ศรีที่ว่ามันค้ำคอเขาจนแทบหายใจไม่ออกแล้ว ต่อให้เขาจะหิวจนไส้กิ่วหรือต่อให้เขาจะนอนอดตายอยู่ที่นี่เขาก็จะไม่มีวันบากหน้าไปขอร้องคนพวกนั้นเด็ดขาด
ความหยิ่งยโสในสายเือดีตนายทหารทำให้เขาไม่ยอมก้มหัวให้ใครโดยเฉพาะคนที่เคยดูถูกเขา!
เมื่อสิ้นเสียงสบถด่าของอันฉู่อี้ความเงียบงันก็เข้าปกคลุมห้องนอนห้องนี้อัตโนมัติบรรยากาศอึมครึมภายในห้องสี่เหลี่ยมคับแคบสร้างความตึงเครียดให้สองสามีภรรยาอย่างเหลือล้น
แต่แล้วทันใดนั้น… จู่ๆกลิ่นเหม็นเปรี้ยวและกลิ่นคาวรุนแรงบางอย่างก็ลอยคละคลุ้งตีขึ้นมาทำลายบรรยากาศความเงียบงันกลิ่นนี้ไม่ใช่กลิ่นของมูลสัตว์ แต่มันคือกลิ่นของมูลคน!
"อุแว้!แอ้!"
สัญชาตญาณทางร่างกายของทารกน้อยแรกเกิดบีบบังคับให้อันเจียหลินส่งเสียงร้องประท้วงออกมาอย่างเหลืออดเพราะเธอเบื่อหน่ายที่ต้องมาฟังพ่อแม่ทะเลาะกันั้แ่เช้าตรู่
แม้อันเจียหลินหรือเทพธิดาน้อยหวังเปาเป่าจะบังคับเสียงในหัวได้แต่เธอไม่สามารถบังคับการขับถ่ายของร่างกายได้ตามใจชอบ การขับถ่ายในครั้งนี้ถือเป็การขับถ่ายของเสียออกมาตามกลไกธรรมชาติของร่างกายเด็กทารกนี่คือสิ่งที่เธอหลีกเลี่ยงไม่ได้!
กลิ่นเหม็นตลบอบอวลลอยโชยไปทั่วห้องแคบๆ ร้อนให้จ้าวเฟยเฟยจำต้องยกมือขึ้นปิดจมูกด้วยความรังเกียจตามสัญชาตญาณ
"อี๋! แหวะ!โอ๊ย! เหม็นจะตายอยู่แล้ว!" จ้าวเฟยเฟยร้องโวยวายเสียงอู้อี้ลอดไรฟัน"แค่อ่อนเพลียจากการคลอดลูกเมื่อคืน และต้องทนหิวอยู่แบบนี้ก็หงุดหงิดจะตายอยู่แล้ว ไม่ทันไรแกยังจะมาขี้ให้ฉันตามเช็ดอีกงั้นเหรอช่างเป็ตัวภาระที่น่ารำคาญจริง ๆ"
จ้าวเฟยเฟยด่ากราดทารกน้อยที่นอนอ้าปากร้องไห้โยเยอยู่ในห่อผ้าเน่าๆ อย่างหัวเสียเดือดดาล
อันฉู่อี้ลุกหนีไปยืนพิงกับขอบประตูใบหน้าของเขายังคงเ็าดุจเดิม "เหม็นจนจะอ้วกอยู่แล้ว! เฟยเฟย!รีบจัดการลูกแกซะ"
"ฉู่อี้! นี่ก็ลูกแกเหมือนกันนั่นแหละ!ขยันเสียบเช้าเสียบเย็นจนฉันคลอดนังตัวภาระนี่ออกมาแล้วยังจะโยนว่ามันเป็แค่ลูกฉันคนเดียวงั้นเหรอ!"
จ้าวเฟยเฟยเถียงฉอดคำไม่ตกฟากแต่เมื่อเห็นว่าสามีไม่สนใจ เอาแต่ปั้นหน้าเ็าเหมือนก้อนน้ำแข็งและหล่อนเริ่มรู้สึกเหม็นหืนจนแทบทนไม่ไหวหล่อนจึงจำใจต้องลุกขึ้นจากเตียงเตาอย่างทุลักทุเลเพื่อรีบไปจัดการกับความโสโครกนี่ซะ
จ้าวเฟยเฟยขยับตัวหนึ่งครั้งความเ็ปรวดร้าวก็แล่นลิ่วขึ้นมาเล่นงานหล่อนหนึ่งครั้ง การเป็คุณแม่หลังคลอดสำหรับเธอมันไม่ง่ายเลยจริง ๆ
จ้าวเฟยเฟยเม้มริมฝีปากและขบฟันแน่นเพื่อต่อสู้กับความเ็ปที่แล่นลิ่วขึ้นมาเล่นงานร่างกายของเธอไม่หยุดหย่อนมือเรียวเล็กคว้าไปกระชากผ้าอ้อมเก่า ๆ ที่ฉีกมาจากเสื้อตัวเก่าของสามีจากนั้นเดินเนิบ ๆ เนือย ๆ ไปที่มุมห้องใช้ผ้าอ้อมผืนนั้นชุบลงในถังน้ำที่อุณหภูมิเย็นเฉียบจนเกือบจะกลายเป็น้ำแข็ง
จ้าวเฟยเฟยเดินถือถังน้ำใบเล็กที่มีน้ำอยู่ค่อนถังกลับมาที่เตียงเตาด้วยท่าทางทุลักทุเลน่าสงสารแต่ถึงอย่างนั้นสามีตัวดีของเธอก็ยังไม่คิดจะปรี่เข้ามาช่วยเขายังคงเอาแต่ยืนพิงขอบประตูบ้าน แล้วเฝ้ามองดูเธอด้วยสายตาเรียบนิ่งเหมือนคนเบื่อโลก
สามีคนนี้ของเธอสารเลวและใจจืดใจดำได้ใจจริง ๆ
"เกิดมาก็สร้างแต่ปัญหา"จ้าวเฟยเฟยบ่นกระปอดกระแปดไม่จบไม่สิ้นเธอใช้ผ้าอ้อมผืนนั้นเช็ดทำความสะอาดก้นให้ลูกสาวอย่างลวก ๆ แบบขอไปทีแรงมือของเธอไม่ได้เบาเลยสักนิด ถูไปถูมาก็ทำผิวบอบบางของทารกแดงเถือกเป็ทางยาว
อันเจียหลินในร่างทารกน้อยขมวดคิ้วมุ่นอ้าปากร้องไห้โยเยตามธรรมชาติของมนุษย์แรกเกิดแต่ทว่าในใจของเธอกลับกำลังครุ่นคิดกับตัวเองเพียงลำพังว่า
‘มารดาคนนี้มือหนักชะมัดน้ำก็เย็นเจี๊ยบ คิดจะแช่แข็งข้าหรือไง? เฮ้อ…ดูท่าแล้ว…ถ้าข้าไม่ทำอะไรสักอย่าง นางคงทิ้งขว้างข้าแน่ ๆ’
เซียนหญิงน้อยถอนหายใจในใจเธอรู้จริตของมารดาผู้นี้ดี คนอย่างจ้าวเฟยเฟย ไม่ได้้าความรักจากบุตรสาวแต่หล่อน้าผลประโยชน์ต่างหาก
และอีกหนึ่งสิ่งที่เธอให้ความสำคัญและเทิดทูนยิ่งกว่าสิ่งใดก็คือ ‘ความงดงามของสตรี’ ดังนั้นเพื่อควบคุมมารดาผู้นี้ให้อยู่ในกำมืออันเจียหลินรู้แล้วว่า ควรจะจัดการกับจ้าวเฟยเฟยด้วยวิธีไหน
‘เอาเถอะถือว่าเป็ค่าจ้างเลี้ยงดูก็แล้วกัน’ อันเจียหลินครุ่นคิดในใจ