กลรักวังหลวง [서현]

    ตอนที่ 3 เล่ห์เหลี่ยมซังกุง

    ตอนที่ 3 เล่ห์เหลี่ยมซังกุง




    องค์ชายยืนเอามือไพล่หลังอยู่ริมหน้าต่างในพระตำหนัก สายตาเย็นชาที่เป็นเอกลักษณ์ประจำพระองค์เหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย ความรู้สึกยามนี้เหมือนมีพิษร้ายกัดกร่อนภายในอกช้าๆ สิ่งที่เขาคิดและตัดสินใจไปนั้นจะรุนแรงสำหรับสตรีคนหนึ่งหรือไม่หนอ นางผู้โดดเดี่ยวเงียบเหงา แม้มิใช่คนที่สนิทเสน่หาแม้เพียงนิด แต่ความเปล่าเปลี่ยวที่นางได้รับก็ทำให้พระองค์ทรงเกิดความรู้สึกสงสารขึ้นมาบ้างในห้วงพระทัย เหล่าข้าราชบริพารมักซุบซิบนินทาลับหลังกันว่าพระชายาฮวารยอนคนนี้เป็นที่ชิงชังสำหรับยิมโฮแทกุน ทว่าความจริงสิ่งที่เขามีให้หาได้ใช่ความรังเกียจ แต่เป็นความไม่ปลาบปลื้มในคู่ชีวี
    พระมเหสีคือหน้าที่ พระสนมเอกคือหัวใจ เป็นสิ่งที่รู้กันว่าเป็นความจริงสำหรับพระราชาทุกองค์ แต่เขายังมิใช่ราชา องค์รัชทายาทก็ยังมิใช่ เป็นเพียงองค์ชาย เหตุใดต้องถูกจับคู่อำนาจทางการเมืองให้แต่งงานกับลูกของขุนนางชั้นสูงที่เขาไม่ได้รักด้วยเล่า เขาจะไม่มีสิทธิ์สามารถเลือกได้ด้วยตนเองเทียวหรือ ความโกรธและความเบื่อหน่ายธรรมเนียมวังหลวงทำให้เขาพาลห่างเหินและเย็นชาพระชายาผู้น่าสงสารไปโดยปริยาย ทุกครั้งที่เจอกันแววเนตรอาวรณ์ซึ่งดูราวกับจะเปี่ยมไปด้วยน้ำตามักพยายามสบลึกมายังเขา เหมือนจะสื่อถึงความรักความจงรักภักดีที่นางมีให้ ทว่าพระองค์ก็ยังทรงเมินเฉยมาตลอด แต่ตะกอนลึกก้นบึ้งพระทัยนั้นกลับเต็มแน่นไปด้วยความรู้สึกผิด
    บทสนทนาที่พระองค์ทรงคุยกับมหาดเล็กคู่พระทัยในห้องทรงพระอักษรเมื่อยามเช้ายังคงดังก้องไปมาในหัว สองจิตสองใจว่าสิ่งที่รับสั่งออกไปนั้นเห็นควรแล้วหรือ เหมาะสมแล้วหรือ


    "เป็นเรื่องจริงหรือ" ยิมโฮแทกุนตรัสถาม
    "พ่ะย่ะค่ะ มีหลักฐานและพยานครบถ้วน หลายปากก็บอกตรงกัน ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับพระวินิจฉัยของพระองค์ว่าจะส่งเรื่องนี้ให้กรมอาญารึไม่" มหาดเล็กโชในชุดสีเขียวทูลตอบ ยืนอย่างสำรวมหน้าพระที่นั่ง
    "กรมอาญาหรือ" องค์ชายขมวดคิ้ว
    "พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย แต่ตามกฎของฝ่ายในต้องแจ้งให้พระมเหสีรู้เพื่อตัดสินโทษ แนเมียงบูมีข้อห้ามว่าเรื่องต่างๆ ล้วนเป็นความลับห้ามแพร่งพรายให้คนนอกรู้ แต่ถ้าหากองค์ชายจะแจ้งพระมเหสี โทษก็คือตายสถานเดียวพ่ะย่ะค่ะ"
    "แล้วถ้าจะลงโทษกันเองเงียบๆ ได้รึไม่ ข้าไม่อยากให้เสด็จแม่ต้องทรงกริ้วด้วยเรื่องเช่นนี้"
    "ย่อมได้พ่ะย่ะค่ะ ทรงรับสั่งมาได้ว่าจะลงโทษขั้นใด" มหาดเล็กโชเอ่ย
    ท่ามกลางความเงียบ ยิมโฮแทกุนหลับตาลงสักพักก่อนจะตรัสว่า
    "ลงโทษตามกฎที่มีบัญญัติไว้สูงสุด"
    เงียบกันไปอีกสักพัก มหาดเล็กโชคังอินที่ยืนก้มหัวรับคำสั่งก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองนายเหนือหัวอย่างไม่แน่ใจ ยิมโฮแทกุนละความสนใจจากตำราตรงหน้าและสบตาเข้ากับผู้ใต้บังคับบัญชาพอดี
    "มีอะไรหรือ มหาดเล็กโช" องค์ชายตรัสถามด้วยความสงสัย
    "ลงโทษ... ตามที่มีกฎบัญญัติไว้สูงสุดอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ" โชคังอินทูลถาม
    "ทำไมหรือ เจ้าตกใจอะไร"
    "พระองค์ทรงหมายถึง... ประทานยาพิษหรือ"
    ยิมโฮแทกุนเบิกตากว้างด้วยความตกพระทัย ก่อนจะรีบตรัสออกมาว่า
    "ข้าขอโทษ มหาดเล็กโช ข้ามิค่อยรู้ธรรมเนียมของฝ่ายใน ความหมายของข้าคือให้ลงโทษโดยการปลดนางออกจากตำแหน่งก็เท่านั้น หาใช่ประหารนางไม่ ข้าพูดผิดเอง"
    มหาดเล็กโชถอนหายใจด้วยความโล่งอก "หม่อมฉันก็เกือบเข้าใจผิด นึกว่าพระองค์จะให้นางถึงที่ตาย"
    "ข้าสับสนระหว่างโทษของฝ่ายในกับทางทหารไป อีกอย่างพูบูอินแม้จะมีลูกให้ข้าไม่ได้และมีโทษที่ออกไปหาหมอชาวบ้านแตะต้องวรกายอย่างอุกอาจก็จริง แต่ความผิดที่ว่านางคบชู้สู่ชายกับหมอคนนั้นข้ายังไม่ปักใจเชื่อ ข้าต้องสืบให้รู้ว่านางผิดจริงหรือถูกใส่ร้าย ในวังหลวงเจ้าก็รู้ดีว่ามีการใส่ร้ายป้ายสีกันตลอดเวลา เพื่ออำนาจ เพื่อขึ้นเป็นใหญ่ ฮวารยอนก็เช่นกัน หากนางบริสุทธิ์ข้าก็จะให้นางคืนตำแหน่งเดิม" ลียิมโฮพูดอธิบาย
    "พระองค์ทรงคิดว่าพระนางถูกใส่ร้ายหรือพ่ะย่ะค่ะ"
    "ข้าคิดเช่นนั้น เพราะเรื่องความผิดของนางที่หลุดออกมานั้น คนของข้าบอกว่าต้นตอจริงๆ มาจากคิมซังกุง ซังกุงคนสนิทของนางเอง"
    "หา คิมซังกุง จะเป็นไปได้อย่างไรกันพ่ะย่ะค่ะ คิมซังกุงจะให้ร้ายนายของตัวเองไปทำไมกัน มันไม่สมเหตุสมผลเลยนะพ่ะย่ะค่ะ"
    "สิ่งนี้คือสิ่งที่ข้าสงสัย คิมซังกุงเป็นซังกุงทรงอิทธิพลในแนเมียงบู อีกทั้งยังเป็นลูกหลานขุนนางชั้นสูงที่มีอำนาจมากในวังหลวงแทบทุกรัชสมัยของโชซอน ฉะนั้นคิมซังกุงอาจมีเบื้องหลังที่ข้าไม่รู้ ไหนจะหมอควังคยอมที่ถูกฆ่าตายอย่างลับๆ แน่นอนว่ามีคนบงการอยู่ ข้าจึงไม่สั่งลงโทษพูบูอินหนักนัก แค่ให้ปลดออกจากตำแหน่งชั่วคราวเพื่อไต่สวนความจริง"
    "ทรงมีพระวินิจฉัยที่ถูกต้องแล้ว หม่อมฉันจะรีบสั่งการลงไปพ่ะย่ะค่ะ" มหาดเล็กโชโค้งคำนับก่อนจะรีบเดินออกไปจากห้องทรงพระอักษรเพื่อถ่ายทอดคำสั่งขององค์ชาย


    ยิมโฮแทกุนถอนสายตาจากวิวทิวทัศน์นอกตำหนัก ก่อนจะเดินไปมาพลางคิดทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นอีกครั้ง
    ใช่ การปลดนางออกจากตำแหน่งก็ยังโหดร้ายเกินไปสำหรับพูบูอิน มันไม่เป็นธรรมสำหรับนางเลยสักนิด เขาต้องหยุดยั้งคำสั่งเดิม
    องค์ชายรับสั่งให้จัดเตรียมขบวนเสด็จไปยังตำหนักของพระชายา ไม่นานพระองค์ก็เสด็จมาถึง ทว่ามันกลับผิดปกติ หน้าตำหนักไร้นางในและทหารยืนอยู่เลยราวกับเป็นตำหนักร้าง แต่ยังไม่ทันที่พระองค์จะเสด็จเข้าไป ประตูก็เปิดออกพร้อมกับมีสตรีนางหนึ่งเดินออกมา
    "คิมซังกุง" ยิมโฮแทกุนตรัสขึ้นอย่างแปลกใจ
    ใบหน้าซังกุงคนสนิทของฮวารยอนพูบูอินเปื้อนเปรอะไปด้วยคราบน้ำตา บริเวณรอบดวงตาก็แดงช้ำอย่างคนที่ผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก มือที่ปกติต้องอยู่ในชายผ้าด้านหน้าของชุดทังอีเสมอนั้นบัดนี้ขยุ้มชายกระโปรงราวกับคนที่เจ็บปวดอย่างยิ่ง ร่างที่เดินมาคำนับให้องค์ชายก็สั่นสะท้านดุจคนต้องลมหนาว เมื่อนางโค้งคำนับให้องค์ชาย เข่านางก็อ่อนแรงจนนางทรุดนั่งลงกับพื้น
    "นายหญิง! " นางในหลายคนร้องขึ้น
    "เกิดอะไรขึ้นคิมซังกุง เจ้าเป็นอะไร แล้วพระชายาเล่า อยู่ที่ไหน" ลียิมโฮตรัสถาม
    คิมซังกุงสะอึกสะอื้นเล็กน้อยก่อนจะทูลตอบ
    "ขออภัยที่หม่อมฉันเสียมารยาทต่อหน้าพระพักตร์เพคะ แต่ในฐานะข้ารับใช้ผู้จงรักภักดี หม่อมฉันไม่อาจทนอดกลั้นต่อการจากไปของผู้เป็นนายได้เพคะ" พูดจบนางก็ร้องไห้โฮ เหล่ามหาดเล็กและนางในที่ได้ยินต่างพากันตกตะลึง
    "การจากไป ใครจากไป เจ้าพูดอะไรคิมซังกุง" องค์ชายถามอย่างร้อนรน
    "พระชายาฮวารยอน พระชายาสิ้นพระชนม์แล้วเพคะ"
    องค์ชายยืนนิ่งตะลึงงันราวกับคนถูกสาป สายตาจ้องมองไปที่ตัวตำหนักอย่างไม่เชื่อสายตา
    "ปะ... เป็นไปไม่ได้ นางจะตายได้ยังไง พูดจาเหลวไหลอะไร เจ้ากำลังหมิ่นเบื้องสูงอยู่รู้ตัวรึไม่! "
    "เพราะรับสั่งองค์ชายต่างหากเพคะที่ทำให้พระนางสิ้นชีพ" คิมซังกุงทูลทั้งน้ำตา
    "รับสั่งข้าอย่างนั้นรึ ข้าไม่ได้สั่งให้นางตาย เจ้าหมายถึงอะไร"
    "องค์ชายรับสั่งให้ปลดพระชายาออกจากตำแหน่ง ทันทีที่คำสั่งมาถึงพระนางก็สะเทือนพระทัยอย่างหนักหน่วง และในที่สุด... ในที่สุด" ถึงตรงนี้คิมซังกุงก็พูดต่อไม่ได้อีกเพราะก้มหน้าลงร่ำไห้อีกครั้ง
    "เจ้าพูดมาให้ชัดเจนคิมซังกุง บอกข้ามาว่าเกิดอะไรขึ้น" ยิมโฮแทกุนตรัสอย่างคนใกล้หมดความอดทนเต็มที พระสุรเสียงสั่นสะท้านพิกล
    "ละ... หลังจากพระนางทรงทราบคำสั่งให้ปลดจากตำแหน่ง พระนางก็ให้ทุกคนออกไปจากพระตำหนักและรับสั่งว่าอยากอยู่ลำพัง แม้หม่อมฉันก็เข้าพระพักตร์ไม่ติดเพคะ จนมีนางในคนหนึ่งเข้าไปพบว่าพระนางสิ้นพระชนม์แล้วเพคะ พระนาง... พระนางทรงเสวยยาฟู่จื่อ (1) เข้าไปเพคะ"
    "อะไรนะ! ทำไมฟู่จื่อถึงอยู่กับตัวนางได้ ยานี่แม้แต่ห้องเครื่องหรือสำนักหมอหลวงก็ถือว่าเป็นของต้องห้ามมิดชิด เหตุใดพูบูอินถึงมีมันในครอบครองได้เล่า" องค์ชายตรัสถาม
    "ไม่มีใครรู้เพคะ แต่พระนางน้อยพระทัยนัก จนในที่สุดก็ตัดสินใจลาโลกเพคะ"
    ยิมโฮแทกุนรู้สึกพื้นที่ยืนอยู่หมุนเล็กน้อย ความรู้สึกผิดที่อัดแน่นในพระทัยแล่นพรวดขึ้นมาจุกเป็นก้อนอยู่ที่ลำคอ ขอบตาร้อนผ่าวอย่างหาสาเหตุไม่ได้
    "ได้โปรด ทรงประหารหม่อมฉันเถิดเพคะ หม่อมฉันเป็นซังกุงคนสนิท แต่กลับปล่อยให้พระนางสิ้นชีพไปปรโลก ทรงประหารหม่อมฉันผู้ไม่เอาไหนคนนี้ด้วยเถิดเพคะ" คิมซังกุงทุ่มทอดกายร่ำร้อง
    "แล้ว... แล้วพระศพอยู่ที่ไหน ข้า... ข้าอยากเห็น... นาง" น้ำเสียงที่เปล่งออกมาสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด
    "พระศพของนางถูกนำออกไปทางประตูมรณะ (2) แล้วเพคะ" คิมซังกุงตอบปนเสียงสะอื้น
    "อะไรนะ ประตูมรณะหรือ" คราวนี้พระวรกายขององค์ชายทรงโงนเงนราวกับหอคอยสูงที่ฐานไม่มั่นคง มหาดเล็กโชรีบเข้ามาก้มตัวลงทำท่าจะแบกร่างของยิมโฮแทกุน
    "ข้าไม่เป็นไร" องค์ชายตรัสพลางหลับตาลงช้าๆ
    "องค์ชายเพคะ หม่อมฉันขอให้พระองค์เสด็จกลับตำหนักก่อนเถิดเพคะ การปลิดชีพตัวเองของพระชายาเป็นเรื่องสยดสยอง ถ้าเรื่องอัปมงคลนี้แพร่ไปถึงเซจากุง (3) ตำหนักใหญ่ (4) และตำหนักกลาง (5) จะต้องมีการไต่สวนขนานใหญ่แน่นอน ตอนนี้พระองค์ควรกลับไปก่อน หม่อมฉันจะจัดการทางนี้ให้ องค์ชายจะประทับที่นี่ไม่ได้ จะอย่างไรพระชายาก็ไม่มีทางฟื้นจากความตายได้นะเพคะ"
    ยิมโฮแทกุนยังยืนนิ่ง ฉับพลันพระองค์ก็ผลุนผลันวิ่งเข้าไปที่ตำหนักพระชายาและเลื่อนประตูเปิดออกก่อนจะพุ่งเข้าสู่ด้านในอย่างรวดเร็ว
    "องค์ชายเพคะ! " คิมซังกุงร้องอย่างตกใจ
    ในตำหนักไม่มีใคร ไม่มีสิ่งใด ทุกอย่างปกติและหม่นหมองอย่างบอกไม่ถูก อาจจะเป็นเพราะเพิ่งมีคนลาโลกจากไปในที่แห่งนี้
    "องค์ชาย รีบไปก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ" มหาดเล็กโชทูลขึ้น เขาเดินตามพระองค์มาอย่างห่างๆ ยิมโฮแทกุนเซเล็กน้อย มือข้างหนึ่งยันผนังอย่างคนหมดแรง องค์ชายเงยพระพักตร์ขึ้นมองก็พบว่าผนังตรงนั้นเป็นที่แขวนรูปวาดรูปหนึ่ง เป็นดวงอาทิตย์กำลังทอแสงเหนือเมฆอันสลับซับซ้อน
    รูปนี้เป็นรูปวาดฝีพระหัตถ์ที่พระชายาฮวารยอนทรงวาดให้เขาเพื่อสื่อถึงความเจริญรุ่งเรือง ความมั่งคั่ง ความบริบูรณ์สำหรับตำแหน่งแทกุน แต่เขากลับปฏิเสธอย่างไม่ไยดี ตอนนั้นจำได้ว่าแทบจะไม่ได้ชายตามองรูปนี้ด้วยซ้ำ ทว่าคราวนี้สามารถมองได้เต็มตา เห็นถึงความสวยงามอย่างแจ่มชัดเป็นครั้งแรก แต่ว่าคนวาดนั้นได้ตายจากไปเสียแล้ว
    "ข้าเพิ่งรู้ว่าเจ้าวาดรูปได้งดงามถึงเพียงนี้" องค์ชายตรัสเบาๆ ก่อนจะยกแขนปาดน้ำตาช้าๆ
    "องค์ชาย" มหาดเล็กโชทูลเตือนเสียงแผ่ว ลียิมโฮเงยหน้ามองทั่วตำหนักอย่างร้าวรานใจก่อนจะค่อยๆ เดินออกไปจากตำหนักพระชายา
    ไม่นาน องค์ชายและขบวนเสด็จก็เคลื่อนออกจากตำหนักพระชายาและหายลับไป ทิ้งความเงียบงันโศกเศร้าไว้เบื้องหลังอย่างน่าใจหาย ข้าราชบริพารหลายคนยืนซับน้ำตาเพื่อไว้อาลัยให้แก่พระชายาผู้วายชนม์ บางคนถึงกับคำนับแบบเต็ม (6) ด้วยความจงรักภักดี เสียงนกบางชนิดร้องขึ้นอย่างเศร้าๆ เป็นจังหวะจากที่ใดสักแห่ง สักพักทุกคนก็ค่อยๆ เดินแยกย้ายออกไปจากบริเวณ
    คิมซังกุงยืนขึ้นจากพื้น ใบหน้าที่เสแสร้งว่าเศร้าโศกบัดนี้เต็มใบด้วยรอยยิ้มเหยียดหยาม ดวงตาวาวโรจน์ฉายแววจงเกลียดจงชังเหลือประมาณ
    "ดีที่ข้าไหวตัวทันเอาร่างนางไว้ที่ห้องดองผัก หาไม่องค์ชายคงพบเข้า" คิมซังกุงพูดกับนางในคนสนิท
    "นางตายรึยังเจ้าคะ" นางในกระซิบถามด้วยความอยากรู้
    "นางอดทนนัก โดนพิษไปขนาดนั้นแต่ยังไม่ยอมตาย ข้าจึงสั่งคนให้แบกร่างนางไปทิ้งที่ห้องดองผักและขังไว้ ป่านนี้คงสิ้นใจไปแล้ว ข้าจะไปจัดการกับศพนางให้เร็วที่สุดเพราะองค์ชายต้องสืบสาวราวเรื่องแน่นอน" คิมซังกุงพูดจบก็รีบเดินไปทางห้องเครื่องทันที


    โปรดติดตามตอนต่อไป



    เชิงอรรถ

    (1) ฟู่จื่อ หมายถึง ชื่อยาพิษชนิดหนึ่ง มักใช้ประทานแก่คนที่ต้องโทษประหาร
    (2) ประตูมรณะ หมายถึง ประตูลับสำหรับนำนักโทษและชาววังที่ต้องโทษขั้นรุนแรงถึงชีวิต เป็นการลงโทษและฆ่ากันอย่างลับๆ ของมหาดเล็กและราชองครักษ์ เวลามีใครโดนนำตัวผ่านประตูนี้จะถูกจับมัดคลุมด้วยผ้าขาวและเป็นที่รู้กันว่าเป็นโทษขั้นร้ายแรงและจุดจบคือความตายเท่านั้น ประตูนี้ใครออกไปจะไม่ได้กลับเข้ามา ชื่อก็จะถูกลบออกจากวังหลวงอย่างลับๆ และห้ามให้มีใครพูดถึงอีก
    (3) เซจากุง หมายถึง ฝ่ายในขององค์รัชทายาท ในวังหลวงจะมีฝ่ายในอยู่สองส่วน ส่วนแรกคือแนเมียงบูเป็นฝ่ายในของพระราชา ส่วนสองคือเซจากุง
    (4) ตำหนักใหญ่ หมายถึง ตำหนักของพระราชา
    (5) ตำหนักกลาง หมายถึง ตำหนักของพระมเหสี
    (6) คำนับแบบเต็ม หมายถึง การแสดงความเคารพขั้นสูงสุด กล่าวคือ ยกแขนสองข้างเป็นระนาบเดียวกันในแนวขวางบริเวณหน้าผาก แบมือสองข้าง มือขวาทับมือซ้าย จากนั้นย่อเข่าซ้าย ก้มตัวลงต่ำ เข่าขวาย่อตามจนถึงพื้น หัวเข่าสองข้างประชิดติดกันและก้มตัวพร้อมกับมือสองข้างตรงหน้าผากให้จรดถึงพื้นและคำนับ

    นิยายแนะนำ

    ยุทธภพนี่กินได้ ใช่หรือไม่

    ยุทธภพนี่กินได้ ใช่หรือไม่

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    39K 1047
    เมื่อตัวร้ายทั้งใต้หล้าคือลูกของข้า

    เมื่อตัวร้ายทั้งใต้หล้าคือลูกของข้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    156 6
    รักนี้ต้องออนไลน์

    รักนี้ต้องออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    556 10
    เจ็ดเรือยอร์ช.....จอดเรือเช็ด!! NC++

    เจ็ดเรือยอร์ช.....จอดเรือเช็ด!! NC++

    นิยาย อีโรติก
    472 25
    ในเงาเสน่หา (กริช+พริ้มพราว)

    ในเงาเสน่หา (กริช+พริ้มพราว)

    นิยาย รัก
    2K 56
    พันธมิตรกาล : Lyra : Chronicle Of Time

    พันธมิตรกาล : Lyra : Chronicle Of Time

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    17K 180
    แผนลับจับกินเพื่อนสาวของหนุ่มวิศวะ [pwp]

    แผนลับจับกินเพื่อนสาวของหนุ่มวิศวะ [pwp]

    นิยาย อีโรติก
    274 19
    เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง (มีอีบุ๊ค 8 เล่มจบ ที่meb/ปิ่นโต)

    เฟิงหลี่เฉียง ยอดเสนาบดีแห่งหมิง (มีอีบุ๊ค 8 เล่มจบ ที่meb/ปิ่นโต)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    25K 243
    [มิตรภาพ] ข้าชอบร่ำสุรากับศิษย์พี่เฉินเมิ่ง

    [มิตรภาพ] ข้าชอบร่ำสุรากับศิษย์พี่เฉินเมิ่ง

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2K 41
    เมื่อผมตาย... แล้วกลายเป็นยมทูต

    เมื่อผมตาย... แล้วกลายเป็นยมทูต

    นิยาย Y (Yaoi)
    3K 27