ตอนที่ 8 มื้อค่ำและกลุ่มดาว
อินจันทร์เดินกลับมารวมกลุ่ม สายตาเผยความพอออกพอใจอย่างเต็มเปี่ยมในความสามารถของเหล่านักผจญภัยที่ตนเลือกเฟ้นมา
“ยอดเยี่ยมมากครับ ทั้งความใจเย็น ความรู้ใจเข้าขากัน และความสามารถรายบุคคล ไร้ที่ติครับ” อินจันทร์เผยรอยยิ้มบาง
นักผจญภัยทั้ง 4 สลายพลังก่อนจะฉีกยิ้มเห็นฟัน ไม่ปกปิดความภาคภูมิใจในตัวเองแม้แต่น้อย นั่นย่อมเป็เื่ธรรมดา พวกเขาคือนักผจญภัยอันดับต้น ๆ ของเมืองศิลาลัย ความมั่นใจย่อมมาพร้อมกับความสามารถและประสบการณ์
“แน่นอนอยู่แล้วครับ อาจจะดูเหมือนอวดดี แต่ในหมู่นักผจญภัยระดับมรกตของเมืองนี้ มีไม่กี่คนหรอกครับที่จะเหนือกว่าพวกเรา ถึงจะเป็ในเมืองหลวงเราก็มั่นใจว่าไม่ด้อยกว่านักผจญภัยระดับเดียวกัน” อรุณพูดพลางฉีกยิ้ม
“คุณไพรแข็งแกร่งระดับรับแรงปะทะจากสัตว์อสูรได้โดยตรง ทำให้แนวหลังสามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ เสริมไปกับความสามารถในการควบคุมมือทั้ง 2ที่พลิกแพลงได้หลากหลาย ทำให้รุกและรับสัตว์อสูรจำนวนมากพร้อมกันได้”
“คุณราตรีนอกจากมีความสามารถการโจมตีระยะไกลที่หวังผลได้สูง ยังสามารถสะสมพลังเพื่อโจมตีปิดฉากเมื่อสบโอกาส ยังไม่รวมการสร้างจังหวะด้วยศรแสงเช่นเมื่อครู่ ส่งผลเป็อย่างยิ่งในการใช้งานครั้งแรก”
“ความสามารถในการเคลื่อนไหวใต้ผิวดินของคุณฟ้าเหมาะสมเป็อย่างมากสำหรับลอบโจมตีหรือโจมตีจุดตาย ยิ่งคำแห่งพลังของคุณฟ้าเสริมสร้างความสามารถในการโจมตีโดยเฉพาะอยู่แล้ว ทำได้ทั้งแนวหน้าและลอบโจมตี เพิ่มตัวเลือกในการต่อสู้”
"คุณอรุณสามารถป้องกันได้รอบทิศทาง ความเร็วของปฏิกริยาตอบสนองก็ยอดเยี่ยม เป็แนวหลังที่น่าไว้วางใจ"
อินจันทร์วิเคราะห์และกล่าวชมรายบุคคล แม้อายุจะยังน้อยห่างจากเหล่านักผจญภัยกว่าหลายรอบ แต่วุฒิภาวะและความสามารถในการบัญชาการการรบนั้นเหนือล้ำกว่าอายุตนไปไกล สมควรเป็การสอนสั่งจากตระกูลอุทุมพรรวมถึงความสามารถเฉพาะตัวของอินจันทร์
“ความสามารถเพิ่มเติมของแต่ละคนมีประโยชน์มากครับ หลังจากนี้ผมจะพัฒนาแผนการต่อสู้ของคณะเราโดยอ้างอิงจากพลังของทุกคนเพิ่มเติมนะครับ และแน่นอนว่าไม่ต้องบอกผมนะครับว่าคำของพวกคุณคืออะไร” อินจันทร์ยังคงหนักแน่นในการรักษาคำสัญญา
เป็ธรรมเนียมในหมู่นักผจญภัยที่คนที่ปฏิบัติงานร่วมกันจะไม่ถามถึงคำแห่งพลังของสหายร่วมรบ เพียงรับรู้ถึงสิ่งที่สหายสามารถใช้งานออกได้ในการต่อสู้ย่อมเพียงพอแล้ว ผู้ย่างก้าวเข้าสู่การขีดเขียนชะตาย่อมไม่เปิดเผยความสามารถของตนแก่คนแปลกหน้า
แม้ตามหลักแล้วจะเป็เช่นนั้น แต่ย่อมมีผู้ว่าจ้างมากมายที่ระบุลงไปในสัญญาถึงเื่การเปิดเผยคำแห่งพลัง โดยเฉพาะบุคคลระดับสูงที่้าความปลอดภัยอย่างเต็มที่ คนจำพวกนี้ย่อมไม่้าให้คนข้างกายสามารถลอบโจมตีตนได้ด้วยสิ่งที่ตนไม่ทราบมาก่อน
ย่อมแน่นอนว่าผู้รับภารกิจส่วนใหญ่มักไม่รับงานประเภทนี้ บุคคลระดับสูงส่วนมากจึงเลือกบ่มเพาะสร้างผู้ติดตามเองหรือใช้เพียงคนที่เห็นหน้าค่าตากันมานาน เสริมสร้างความเชื่อใจผ่านกาลเวลา ตาไกรสมควรเป็ประเภทหลังในฐานะของผู้คุ้มกันจากตระกูลอุทุมพร
ผู้ว่าจ้างหัวหมอบางจำพวกมักบังคับให้เปิดเผยคำแห่งพลังภายหลังหลังเริ่มงานโดยที่ไม่ระบุในสัญญา เป็ประเภทที่นักผจญภัยทั้งหลายต่างหลีกเลี่ยง
“พี่นิทานไร้ที่ติเช่นกันครับ ร่องรอยแม่นยำ ตรวจจับได้กว้างไกล แล้วยังสามารถระบุการลอบโจมตีดังเช่นเมื่อครู่ได้อีกด้วย” อินจันทร์หันไปยิ้มให้นิทาน
“ใช่ค่ะ ฉันยอมรับเลยว่าตอนแรกไม่รู้สึกถึงหมาป่าหางหนามตัวจ่าฝูงเลยสักนิด ขนาดว่าฉันอยู่แทบไม่ห่างจากมันเลย” ฟ้าเสริม ขมวดคิ้วพลางนึกถึงหมาป่าหางหนามจ่าฝูงที่ลอบโจมตีไพร
“เป็ความบกพร่องในฐานะแนวหลังจริง ๆ ค่ะที่ปล่อยให้มันเข้ามาใกล้ขนาดนั้นได้” ราตรีหน้ามุ่ย
“ไม่หรอกฟ้า มันกลบเสียงตัวเองได้เงียบสนิทเลยนะ สมควรเป็คำแห่งพลัง ลม หรืออะไรสักอย่าง อย่าว่าแต่เธอเลย ฉันสิ มันอยู่ข้างหลังแท้ ๆ ไม่รู้ตัวสักนิด” ไพรหัวเราะราวกับเื่ที่ตนเกือบตายเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
“ถึงจะชมมากแค่ไหนผมก็ไม่มีอะไรจะให้หรอกนะครับ” นิทานกล่าวติดตลก
“เป็ทางผมต่างหากครับที่สมควรใ น้องอินทร์ยังไม่ผ่านพิธีสลักคำแท้ ๆ แต่สามารถจัดการหมาป่าหางหนามได้” นิทานชมกลับ
“ขอบคุณมากครับ แต่เสียดายนิดหน่อยที่เ้ากวางพ่นไฟมันฉวยโอกาสวิ่งหนีไปได้ เนื้อของกวางพ่นไฟถือเป็อาหารชั้นสูงแท้ ๆ ผมวางแผนไว้ว่าคืนนี้เราจะใช้เนื้อกวางพ่นไฟฉลองความสำเร็จแรก น่าเสียดาย จริงสิ พี่นิทานลองแกะรอยหาตำแหน่งของมันอีกครั้งได้มั้ยครับ” อินจันทร์ถอนใจเสียดาย
“ไม่ต้องห่วงครับ” นิทานยิ้มตอบ
“งั้นเดียวเราพักผ่อนชั่วครู่ กลับสู่สภาพสมบูรณ์ก่อน ไว้ตามรอยหลังจากนั้นละกันครับ” อินจันทร์พูดกับคนที่เหลือ ทุกคนพยักหน้าน้อย ๆ ก่อนจะแยกย้ายกันหาที่นั่งพัก
“ผมหมายถึง ไม่ต้องห่วง ไม่จำเป็ต้องตามรอยหรอกครับ มันไม่ได้หนีไปได้ั้แ่ต้นแล้ว” นิทานฉีกยิ้มกว้าง มองไปทางแนวป่า
“โฮ่ง!”
นิทาน นิทาน กวางอร่อย ๆ ล่ะ!
คีตาที่ไม่รู้หายไปั้แ่เมื่อไหร่เดินออกมาจากแนวป่า ในปากคาบคอของกวางพ่นไฟตัวเมื่อครู่ลากมากับพื้น ตาทั้ง 2ดวงยังเบิกกว้าง แต่กลับไร้ลมหายใจ ที่คอมีรอยขย้ำขนาดใหญ่ คีตาส่ายหางไปมา ไร้รอยาแใด มีเพียงรอยเืรอบ ๆ ปาก
ทุกคนมองไปที่คีตา เผยอปากเล็กน้อย ตาสั่นระริก ตาไกรเลิกตาขึ้นมองเล็กน้อย หน้าผากย่นลง
“กะ..กวางพ่นไฟเวลามันใช้พลังมันวิ่งได้เร็วกว่าสัตว์อสูรระดับผู้เรียนรู้ส่วนใหญ่อีกนะ น่าจะพอๆ กับหมาป่าหางหนามตัวจ่าฝูงเลย” อรุณพูดเสียงสั่น
อินจันทร์และตาไกรหันมามองที่นิทาน ใบหน้ายังคงค้างด้วยสีหน้าตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า
“ผมบอกแล้วไงครับ คีตาเป็หมาที่เก่งนิดหน่อย” นิทานอมยิ้มขณะที่คีตาส่ายหางไปมาเดินมาหาเขา
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คืนนั้น พวกนิทานค้างแรมกันกลางป่า ต่างคนต่างเตรียมที่พักของแต่ละคนมาเอง เต็นท์ของนักผจญภัย ทั้ง4คนเป็เต็นท์แบบสามเหลี่ยมทั่วไป มีทางเข้าออกที่กว้าง เหมาะกับการรับมือกับการลอบโจมตีกะทันหัน
เต็นท์ของอินจันทร์พิเศษกว่าใครเพื่อน อินจันทร์หยิบผ้า 3ผืนออกมาจากกระเป๋า แต่ละผืนใหญ่ราวผ้าปูโต๊ะคุณภาพสูง เมื่ออินจันทร์นำผ้า3ผืนมาวางซ้อนกัน ผ้าทั้ง 3ผืนก็ขยายขนาดขึ้น ผืนบนสุดลอยขึ้นกลายเป็หลังคาสามเหลี่ยม ผืนที่2พันตัวเองเป็ทรงลูกบาศก์มาอยู่ใต้หลังคา ผืนสุดท้ายขยายให้กว้างและหนาขึ้น กลายเป็พรมหนานุ่มที่สามารถนอนได้ต่างเตียง
นิทานและเหล่านักผจญภัยลอบส่งสายตาอิจฉา
รวยโคตร โคตรรวย เข้าป่ายังเหมือนมาเที่ยวพักผ่อนได้ ราคาเท่าไหร่เนี่ย เรานอนกลางป่าทีไรตื่นมาปวดหลังทุกที นิทานบ่นอุบ
“นี่เป็ที่พักแรมพกพาน่ะครับ เป็วัตถุเสริมอาคมที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป ใช้ได้ 12ครั้งก่อนจะกลายเป็ผ้าธรรมดา ๆ ครับ สามารถไล่แมลงรบกวนและกลมกลืนไปกับธรรมชาติได้” อินจันทร์อธิบาย
“ถ้าจำไม่ผิดเหมือนจะราคา 6000ไกอานะ เพื่อนฉันที่เคยเข้าไปรับภารกิจในเมืองหลวงเล่าให้ฟัง” ไพรพูด
6000ไกอา ใช้ได้ 12ครั้ง เท่ากับนอนคืนละ 500ไกอา เงินเดือนฉันเดือนละ 20000ไกอาเองนะ…
“เ้าพระยาอุทุมพรเคยเล่าให้ฟังว่า สมัยที่รบกวาดล้างสัตว์อสูร จักรวรรดิมอบวัตถุสลักคำขั้นสูง ตะเกียงกัมปนาท ให้นักรบระดับผู้แสวงวิถีผู้หนึ่งใช้เป็การชั่วคราว เมื่อตะเกียงถูกจุด ตะเกียงกัมปนาทก็สำแดงมหากัมปนาท กินพื้นที่กว่าพันกิโลเมตร สังหารสัตว์อสูรระดับผู้แสวงวิถีไปทีเดียว 3ตน เห็นพระยาอุทุมพรบอกว่าตะเกียงนั้นหากนำมาประมูล ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 2000,000,000 ไกอาครับ”
ซื้อขนมให้คีตาได้เยอะเลยนะนั่น นิทานคิด
“ผู้แสวงวิถีงั้นเหรอ ฉันคงมุ่งหน้าไปได้ไม่ไกลระดับนั้นในการขีดเขียนชะตา สำหรับฉันแค่เป็อริยะได้ก็ไม่มีอะไรติดค้างแล้วล่ะ” อรุณพูดอย่างชื่นชม
“อริยะขั้นต้นอย่างผู้สลักไตรก็มีน้อยมากแล้วนะ ยังมีอริยะขั้นกลาง ผู้สลักจตุรที่น้อยลงไปอีก และ อริยะขั้ปลาย ผู้สลักเบญจที่ในหมู่นักสลักนับล้านคนอาจไม่มีสักคนอีก” ฟ้าพูดต่อ
“ผู้แสวงวิถียิ่งเป็ตัวตนที่อยู่สูงขึ้นไปอีก คิดไปไกลขนาดนั้นตอนนี้ก็ไม่ต่างจากฝันกลางวันล่ะนะ อันดับแรกก็ต้องเป็อริยะให้ได้ก่อน” ราตรีสายตาฉายแววมุ่งมั่น
“ผมก็ไม่รู้ละเอียดมากเหมือนกันครับ แต่เท่าที่รู้ โดยพื้นฐานแล้ว ผู้แสวงวิถีก็คือนักสลักคำระดับเบญจนั่นแหละครับ แต่ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าความแตกต่างคืออะไร” อินจันทร์อธิบายต่อพลางแอบชำเลืองมองไปที่ตาไกร
“หากคุณชายเล็กยังไม่ผ่านพิธีสลักคำ บ่าวไม่อาจบอกให้คุณชายเล็กทราบได้ครับ ท่านเ้าพระยาอุทุมพรกล่าวไว้ว่า บางสิ่งรู้ก่อนเวลาอันควร หากไม่มีผลดี ก็อาจนำมาซึ่งผลร้าย” ตาไกรตอบ
“ตัวตนระดับนั้นยังมีรายละเอียดอีกมากที่ผู้เรียนรู้อย่างเราไม่มีวันเข้าใจล่ะนะ” ฟ้าถอนหายใจ
“แต่ที่แน่ ๆ บาร์บีคิวกวางสุกแล้วนะครับทุกคน เรามากินกันก่อนดีกว่า” นิทานโรยพริกไทยเพิ่มเติมลงไปบนเนื้อกวางสีเนียนเสียบไม้ที่คั่นกลางด้วยผักต่าง ๆ อย่าง มะเขือเทศ สับปะรด พริกหยวก ส้มแห้งราดน้ำผึ้ง มะพร้าวเผา
กลิ่นหอม ๆ ของผักย่างทาด้วยน้ำมันคู่กับเนื้อกวางติดมันเล็กน้อยลอยตลบอบอวลชวนน้ำลายสอไปทั่วเขตพักแรม นิทานในฐานะที่เขาเป็เด็กกำพร้า จำเป็ต้องอยู่ตัวคนเดียวมาั้แ่เล็ก ความสามารถในการทำอาหารย่อมเป็สิ่งที่ขาดไม่ได้ ผ่านไปนานวันเข้าก็ยิ่งเข้ามือ
ราตรีเป็คนแรกที่จ้องมองบาบีคิวข้างกองไฟไม่วางตา ตาสีเขียวจับจ้องที่เนื้อกวางชิ้นโตกลิ่นหอมฉุย มันจากตัวเนื้อไหลมาผสมกับน้ำผักรสชาติหวานฉ่ำ หยดลงกองไฟส่งกลิ่นหอมฉุยกระตุ้นความอยาก
“ลองทานกันดูครับ สูตรพิเศษของผมเอง” นิทานหยิบไม้บาบีคิวยื่นให้
ราตรีเป็คนแรกที่รับบาบีคิวจากมือของนิทาน น้ำมันยังคงหยดติ๋งลงพื้นแม้อยู่ในมือราตรีแล้ว ราตรีบรรจงสูดดมกลิ่นของบาบีคิวในมือ หลับตาลงสีหน้าเคลิบเคลิ้ม
เมื่อกัดลงคำแรก น้ำในเนื้อกวางที่หมักมาอย่างดีก็กระจายไปทั่วปากราตรี ไอร้อนแผ่พุ่งจากตัวเนื้อเข้าสู่ปากอย่างพร้อมเพรียงกับกลิ่นหอมที่ไหลเข้าจมูก
เมื่อฟันกระทบลงที่ตัวเนื้อ ความเด้งแน่นก็กระจายไปทั่วปาก เนื้อกวางนั้นจะมีความเหนียวโดยธรรมชาติระดับหนึ่ง หากผ่านการหมักและนวดด้วยฝีมือของผู้ชำนาญ เนื้อเหนียวแข็งก็กลายเป็เด้งสู้ฟัน
ราตรียิ่งเคี้ยวยิ่งเพลิน อ้าปากกัดอีกคำ คราวนี้เกี่ยวติดส้มแห้งชุบน้ำผึ้งที่ปลายไม้มาด้วย รสเปรี้ยวตัดหวานจากส้มแห้งที่ผ่านการชุบด้วยน้ำผึ้งสร้างรสชาติอันแตกต่างจนราตรีต้องเม้มปากจากความเปรี้ยวแต่ความเปรี้ยวกลับตัดกับรสเค็มมันของเนื้อกวางอย่างลงตัว
คำถัดไปเป็มะพร้าวเผากับมะเขือเทศ รสเปรี้ยวอ่อนของมะเขือเทศสร้างความสดชื่นชะล้างความเลี่ยนในปากจากเนื้อกวาง ขณะที่กำลังเปรี้ยวกลับกัดลงไปที่มะพร้าวเผา กลิ่นหอมฉุยของเนื้อมะพร้าวที่ถูกเผาจนเกือบเกรียมกระจายไปทั่วทันที
ราตรีหลับตาพริ้ม มุมปากยิ้มน้อย ๆ หากแก้มยังคงเคี้ยวตุ้ย ๆ ไม่หยุด บาบีคิวไม้ใหญ่ลดพร่องไปเรื่อย ๆ จากการกัดคำใหญ่คำแล้วคำเล่า
เป็คนชอบกินจริง ๆ ด้วยเเฮะ ว่าแต่แม่นางเขาจะไม่แย่งของคนอื่นกินใช่มั้ย นิทานพยายามหุบยิ้มมุมปาก
“อร่อยสุดยอด!” อรุณเอ่ยปากชม ปากก็เคี้ยวตุ้ย ๆ
“รสชาติดีจริง ๆ นะเนี่ย ปกตินายทำอาหารเก่งขนาดนี้เลยเหรอนิทาน” ไพรพูดขณะอาหารยังเต็มปาก
“เคี้ยวให้หมดก่อนค่อยพูดสิยะ” ฟ้าแหว
“ก็เรื่อย ๆ แหละครับ เวลาเข้าป่าลาดตระเวนปกติผมก็ค้างในป่าตลอด ถ้ามีโอกาสก็ชอบซื้อวัตถุดิบนู่นนี่มาลองทำดู” นิทานหยิบบาบีคิวขึ้นมากินบ้างก่อนตอบ
นิทานหยิบเนื้อชิ้นใหญ่ที่ย่างไฟเฉย ๆ โดยไม่ผ่านการหมักและปรุงโยนไปให้คีตา
เย่!
คีตาะโงับอย่างแม่นยำก่อนจะนอนลงกินมื้อค่ำของตน
“อิจฉาเลยนะเนี่ย นักผจญภัยส่วนใหญ่เวลาค้างแรมในป่าก็กินพวกอาหารแห้งไร้รสชาติ เนื้อตากแห้งที่เตรียมไว้ หรือไม่ก็ข้าวโอ๊ตต้มน้ำเปล่าเท่านั้นแหละ” อรุณกล่าวอย่างอิจฉา
“แล้วนายไม่มีปัญหาเื่ร่องรอยบ้างเหรอนิทาน การกลบกลิ่นน่ะลำบากจะตาย ถ้าไม่กลบกลิ่นก็อาจมีพวกสัตว์อสูรตามกลิ่นมาอีก ถ้าไม่ใช่คณะหลายคนแบบครั้งนี้ก็ไม่น่าทำได้เลยนะ” ราตรีสงสัย แววตาเป็ประกาย หากเป็เคล็ดลับที่เธอก็ทำได้ เธอย่อมเต็มใจเรียนรู้มัน
เธอจะได้บอกลาอาหารแห้งซะที!
“ไม่มีปัญหาหรอกครับ ถ้าผมทำละก็ ไม่มีรอยอะไรเหลือแน่นอน” นิทานอมยิ้มเป็นัยว่าเป็ความลับ
ด้วยคำแห่งพลัง จางหาย เขาไม่จำเป็ต้องใส่ใจเื่สัตว์ที่ตามกลิ่นมาเลยสักนิด กลิ่นตกค้างจะเจือจางลงจนแทบไม่ได้กลิ่น หากไม่ได้ตั้งใจหากลิ่นนั้นโดยเฉพาะ หรือหากมีสัตว์อสูรเข้ามาในระยะ คีตาก็จะตรวจจับได้ทันที
ด้วยพลังจางหาย นิทานสามารถนอนในป่าบริเวณสัตว์อสูรชุกชุมได้อย่างไร้กังวล
ราตรีพยักหน้ารับ เข้าใจถึงความนัยที่นิทานจะสื่อ
“เนื้อกวางนุ่มสู้ฟัน ส้มแห้งชุบน้ำผึ้งสร้างความเปรี้ยวตัดกับรสเค็มของเนื้อกวาง มะพร้าวเผาเสริมกลิ่นหอมให้กระจายไปทั่วปากขณะที่เคี้ยว ยอดเยี่ยมจริง ๆ ครับพี่นิทาน” อินจันทร์ชมเปาะ
นายนี่ดูจะติดนิสัยชอบบรรยายนะเนี่ย เป็ครูรึไง นิทานคิดในใจหากใบหน้ายังคงยิ้มรับ
“คงเทียบกับพ่อครัวชั้นเลิศของตระกูลอุทุมพรไม่ได้มั้งครับ” นิทานเเซว
“ถ้าพูดเื่วัตถุดิบมันก็ใช่แหละครับ แต่อาหารที่ดีย่อมมีอะไรมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็ความคิดสร้างสรรค์ การจับคู่รสชาติ และอื่น ๆ อีกมากมายครับ” อินจันทร์อธิบาย
ขณะที่ทุกคนกินกันอย่างเอร็ดอร่อย นิทานสังเกตเห็นว่าบาบีคิวยังเหลืออีกไม้หนึ่ง ส่วนของตาไกรยังไร้ซึ่งคนแตะต้อง ตัวตาไกรเองก็ยืนกอดอกอยู่นอกเขตพักแรม คอยสอดส่องรอบ ๆ
นิทานคิดสักพัก เอื้อมมือไปหยิบบาบีคิวไม้สุดท้ายมาวางบนใบไหม้สะอาด ลุกขึ้นเดินไปทางตาไกร เมื่อนิทานลุกเดินเพียงไม่กี่ก้าว แม้ยังห่างจากตาไกรนัก แต่ตาไกรกลับหันมาทางนิทานอย่างรวดเร็วราวกับว่าพื้นที่ทั่วเขตพักแรมแห่งนี้อยู่ภายใต้สายตาของเขาทั้งสิ้น ตาไกรเลิกคิ้วแสดงสีหน้าประหลาดใจปนสงสัย
“ส่วนของคุณครับ” นิทานยื่นบาบีคิวหอมฉุยให้ตาไกร
“แค่ภารกิจ 2-3วัน ข้าไม่ต้องกินอาหารหรอกนะ” ตาไกรมองหน้านิทานสีหน้าไร้อารมณ์
“ผมก็ไม่ต้องครับ แต่มันอร่อย ผมชอบของอร่อย ผมเลยกินอาหารเป็ประจำ กินของอร่อย ๆ ดีต่อสุขภาพจิตนะครับ” นิทานยักไหล่
ตาไกรพ่นลมออกจากจมูกดังหึ มุมปากยกยิ้มขึ้นเป็สีหน้าเย้ยหยัน
“หึ อร่อยงั้นเหรอ เด็กชายแดนอย่างแกคงไม่รู้สินะว่าที่เรือนหลักของตระกูลอุทุมพรน่ะมีแม่ครัวระดับสูงคอยสร้างสรรค์ของคาวหวาน ชั้นเลิศในทุกมื้ออาหาร ประกอบไปด้วยวัตถุดิบหายากหรูหรามากมายอย่าง เห็ด 7เซียน เนื้อวัวไกรมอร์ ผักแส..”
“ครับ ๆ อาหารธรรมดา ๆ จากเด็กบ้านนอกคอกนาอวดดี ทำจากวัตถุดิบพื้น ๆ อย่างกวางพ่นไฟกับผักที่เก็บได้ตามป่าทั่ว ๆ ไป มันเทียบกับอาหารที่คุณกินเป็ประจำไม่ได้อยู่แล้วล่ะครับ” นิทานพูดขัดขึ้นมา
“แต่มันก็อร่อยนะครับ แถมคุณชายเล็กของคุณก็จ่ายผมเยอะซะด้วย จะให้ผมทำอาหารแบ่งคนทั้งกลุ่มยกเว้นคุณคนเดียว คนอื่นได้ยินเขาจะเอาผมไปพูดเสีย ๆ หาย ๆ เอา เพราะงั้นทน ๆ กินไปเถอะครับ” นิทานยัดบาบีคิวใส่มือตาไกรพลางพูด
ตาไกรมองบาบีคิวในมือ สีหน้ายังคงไร้อารมณ์ ผ่านไปสักพักจึงหยิบบาบีคิวในมือขึ้นมากัดคำนึง
นิทานลอบสังเกตสีหน้าไร้อารมณ์ของตาไกร นิทานเห็นม่านตาที่เบิกกว้างขึ้นนิดหน่อย กับแก้มที่เริ่มบดเคี้ยว อาหารอย่างช้า ๆ
นิทานยักไหล่ยิ้มให้ก่อนเดินจากมา
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
กลางดึก นิทานที่รับหน้าที่เฝ้ายามกะนี้ยังคงนั่งพิงเปล ข้างกายมีคีตาที่ยังไม่นอนเหมือนกันคอยทำจมูกฟุดฟิดไปทั่ว นิทานสางขนคีตาคิดอะไรไปพลาง ๆ ฆ่าเวลารอให้หมดกะของตน นิทานชำเลืองมองไปข้างเต็นท์ของอินจันทร์ ตาไกรยังยืนอยู่ข้างเต็นท์ สีหน้าเรียบเฉย ทำหน้าที่เฝ้าระวังราวกับั์หน้าวัด ตาไกรเหมือนััถึงสายตาได้ หันมามองนิทานแล้วจึงละสายตากลับ
คืนนี้ดาวเต็มฟ้า นิทานมองไปบนท้องฟ้า นึกถึงสมัยเด็กที่พ่อแม่มักพาเขามาดูดาว สอนให้เขารู้จักกลุ่มดาวต่าง ๆ นิทานมองไปที่ท้องฟ้าทิศตะวันออก มีดาว 6ดวงเรียงกันเป็วงกลมเบี้ยว ๆ ข้างในมีดาวอีก 3ดวงกระจายอยู่ภายใน
นี่คือกลุ่มดาวนาฬิกา กลุ่มดาวโปรดของแม่เขา แม่เขาบอกว่าแม่ชอบเวลาได้มองกลุ่มดาวนี้ลอยนิ่งอยู่บนท้องฟ้า กลางดวงดาราอื่นมากมาย มันเหมือนกับเวลาหยุดนิ่งลง มีเพียงแม่เขา และแสงดาวเต็มฟ้า
นิทานเงยหน้าขึ้นมองตรงไปทิศเหนือ กลุ่มดาวขนาดใหญ่อยู่ตรงนั้น กลุ่มดาวนี้มีดาวถึง 13ดวง 6ดวงในนั้นอยู่ทางขวา เรียงกันเป็รูปเหมือนสัตว์สี่ขา อีก 7ดวงเรียงกันเป็รูปสัตว์ตัวกลมมีขา เหมือนสัตว์สี่ขากำลังไล่สัตว์ตัวกลมอยู่ กลุ่มดาวนี้มีชื่อว่ากลุ่มดาวหมาป่าล่าแกะ เป็กลุ่มดาวโปรดของพ่อเขา นิทานเคยถามว่าทำไมถึงชอบกลุ่มดาวนี้ พ่อนิทานหัวเราะก่อนตอบว่า
ลูกผู้ชายที่ไหนจะไม่ชอบหมาป่าวิ่งไล่ล่าแกะบ้างล่ะ เท่จะตาย
นิทานวัยเด็กในตอนนั้นตาเป็ประกายก่อนพยักหน้าเห็นด้วยกับพ่อรัว ๆ
นิทานนึกถึงก็ยิ้มขำ ระหว่างที่เขาคิดอะไรเพลิน ๆ เวลาก็ผ่านล่วงเลยไป สักพักหนึ่งก็มีคนเดินออกมาจากเต็นท์ เป็ไพรนั่นเอง
ไพรมองมาที่นิทาน ทำนิ้ววน ๆ เป็สัญญาณหมายถึง ถึงเวลาเปลี่ยนกะแล้ว นิทานพยักหน้ารับน้อย ๆ ก็ปีนขึ้นเปลพร้อมคีตา
นิทานไม่ได้นอนในเต็นท์เหมือนนักผจญภัยที่เหลือ นิทานติดนิสัยการเอาผ้านุ่ม ๆ มาผูกเป็เปลนอนบนต้นไม้มากกว่า ภายในเปลมีคีตานอนขดอยู่ด้วย เป็ทั้งหมอนและผ้าห่มให้นิทานไปในตัว
เขาไม่จำเป็ต้องกังวลเื่แมลงหรือสัตว์มีพิษทั้งหลาย ด้วยพลังจางหายของเขา ถ้าแมลงไม่ได้ตั้งใจมากัดนิทานั้แ่ออกจากรัง ย่อมไม่มีแมลงตัวไหนหาเขาเจอ
นิทานยังไม่หลับ นิทานค่อนข้างมีปัญหากับการนอนมาั้แ่เด็กแล้ว ยิ่งเขาโตขึ้นอาการก็หนักขึ้นอีกระดับ เป็ฝันร้ายนาน ๆ ทีนั่นที่เขาชอบฝันเห็น จนบางที อาจจะพูดได้ว่าเขากลัวการนอนด้วยซ้ำ
ยังดีที่อาการไม่ได้หนักหนาถึงขนาดที่เขาจะนอนหลับไม่ได้เลยหรือพยายามอย่างไรก็นอนไม่หลับ เื่นี้ต้องยกให้เป็ความดีความชอบของคีตา
สมัยที่เขาเก็บคีตามาเลี้ยงใหม่ ๆ คีตามักนอนบนเตียงปูพื้นที่เขาเตรียมไว้ให้ แต่วันหนึ่งคีตาที่มักหลับไปก่อนก็สังเกตเห็นว่านิทานมักนอนไม่ค่อยหลับ คีตาในตอนเด็กจึงพยายามปีนเตียงของนิทานขึ้นมาหาเขา เลียหน้านิทานและนั่งเล่นกับเขาจนเขาผลอยหลับไป
ผ่านไปนานวันเข้าคีตาก็ปีนขึ้นมานอนขดกับนิทานบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ จนนิทานติดการนอนอิงขนนุ่ม ๆ ของคีตาไปซะแล้ว จากลูกหมาตัวเล็ก ๆ ที่ชอบหลับซุกอยู่ตรงอกเขา เวลานี้เป็หมาั์ที่เขานอนอิงท้องของมันต่างหมอนได้แล้ว นิทานชอบนอนฟังเสียงหัวใจของคีตา เสียงลมหายใจเป็จังหวะ และกลิ่นหอมอ่อน ๆ เหมือนกลิ่นหมึกในหนังสือเก่าจากตัวคีตา
เขารู้สึกสงบ เขาััได้ถึงความรัก เขาััได้ถึงความอบอุ่น และมันทำให้เขาสบายใจ เมื่อมีคีตาอยู่ข้าง ๆ เขารู้สึกว่าเขาสามารถหลับตาลงและเข้าสู่ห้วงนิทราได้ดังคนปกติทั่วไป