“แบล๊ควู๊ด”
เขากรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์
“เดดพูดใช่ไหม นี่เคลลี่ เรย์โนลด์นะ”
เสียงผู้ชายพูดมาจากปลายสาย
ความแปลกใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเดค
“เฮลโลเคลลี่ เป็ไงบ้างล่ะ ?”
“สบายดี”
เคลลี่ตอบเร็วๆไม่สนใจในคำทักทายนั้น
“เดคที่ผมโทรมาอยากจะถามว่าคุณจำผู้หญิงผมสีบลอนด์คนที่คุณเคยออกเดตด้วยเมื่อสัก 2-3 ปีก่อนได้ไหมดูเหมือนตอนนั้นเขาจะมาพักอยู่กับญาติที่นี่ตอนฤดูร้อนน่ะ”
เคคตัวแข็งไปทันทีเืในกายเหมือนจะเย็นลง
“แองจี้น่ะรึ?”
น้ำเสียงที่ถามออกไปแปร่งปร่าอยู่
“แองจี้...ใช่แล้ว”
เคลลี่อุทานออกมาอย่างพอใจ
เดคโน้มร่างไปข้างหน้าสีหน้ากระด้างขึ้น
“มีอะไรเกี่ยวกับเขางั้นหรือ?”
เดคถามอย่างคาดคั้น
“เขาแวะมาที่นี่เขามาหาอะไรดื่มที่บาร์ของอัลไอ้ผมก็เกิดจำเขาได้แต่นึกชื่อไม่ออกคิดว่าตัวเองจะเป็บ้าเสียให้ได้กว่าจะรู้ว่าเขาชื่ออะไรแน่ถึงได้ต้องโทรมาถามไงล่ะ”
เคลลี่เปล่งเสียงหัวเราะออกมาสั้นๆอย่างโล่งใจ
“เอาละตอนนี้ผมก็สบายใจได้แล้ว”
ประกายโทสะเจิดจ้าในอารมณ์ขับไล่ความเย็นเยือกที่เกิดขึ้นเมื่อครู่จนหมดสิ้นน้ำเสียงของเดคราบเรียบเหมือนไร้ความรู้สึกเมื่อถามออกไปว่า
“แล้วเขาพูดหรือเปล่าว่าเขามาที่นี่ทำไม?”
“เห็นบอกว่าบังเอิญผ่านมาเท่านั้นนี่”
เคลลี่ตอบอย่างไม่แยแส
“ผมคิดว่าคืนนี้เขาคงจะค้างที่โมเต็ลมากกว่า”
กรามของเดคขบกันเป็สันขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเคลลี่พูดเช่นนั้น
“เอาละผมเห็นจะไม่รบกวนคุณละนะเดค ฝากความคิดถึงให้มาริสสาด้วย”
“ได้”
เป็คำตอบที่ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิงความเจ็บเข้ามาครอบงำอยู่ในความคิด
เสียงจากปลายสายเงียบลงแล้วเดควางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องพยายามสงบระงับสติอารมณ์และโทสะที่บังเกิดขึ้นอย่างสุดความสามารถแต่ก็จวนเจียนจะเป็ทาสมันอยู่เลื่อนเก้าอี้ที่นั่งไปข้างหลังผลุดลุกขึ้นเดินรอบโต๊ะก่อนที่จะก้าวยาวๆ ออกจากห้องไป
เมื่อออกมาถึงห้องโถงกลางเขาก็หยุดหยิบเสื้อแจ็กเกตสีเนื้อซึ่งเคยสวมเป็ประจำจากที่แขวนพร้อมกับหมวกปีกกว้างสีเทาเข้ม ขณะที่สอดแขนเข้าไปในเสื้อเสียงฝีเท้าเบาๆก็ดังขึ้นเขาเบือนหน้าที่บึ้งตึงไปมอง และได้พบว่ามาริสสาน้องสาวของเขานั่นเองสีหน้าของเธอบอกความใอยู่
“นั่นพี่จะไปไหนคะ?”
มาริสสาขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ
“ลินดี้รอให้พี่เข้าไปสวัสดีก่อนนอนอยู่แน่ะ
“มีธุระต้องเข้าเมือง”
เดคตอบห้วนๆระงับอารมณ์ไว้อย่างยากลำบาก
ความตึงเครียดลอยตัวอยู่ในบรรยากาศมาริสสาแทบจะได้ยินเสียงปะทุของประจุไฟฟ้าอันแรงร้อนภายในห้องได้มันจะต้องมีเหตุร้ายอย่างมากเกิดขึ้นมิฉะนั้นเดคจะต้องไม่ทิ้งลินดี้ไปทั้งๆ ที่ยังมิได้พาแกเข้านอนแต่พี่ชายพร้อมแล้วที่จะเข้าไปในเมืองตามที่บอกโดยมิได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมมากไปกว่านี้
“ไปทำไมน่ะ?”
มาริสสาพลั้งปากถามออกไปและเห็นพี่ชายชะงัก จับมืออยู่กับลูกบิดประตูดวงตาคู่สีเทาฉายแววเ็าไม่บอกอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อสบตาเธอแต่กระนั้นมาริสสาก็ยังมีความรู้สึกว่าเปลวไฟอันแรงร้อนเผาผลาญอยู่เื้ัดวงตาคู่นั้น
“วันนี้มีโทรศัพท์มาแล้วเธอลืมบอกพี่บ้างหรือเปล่า?”
สำเนียงของเดคเหมือนจะเยาะอยู่เป็นัยประสมกับความรู้สึกตัดพ้อที่คล้ายกับเธอพยายามจะปิดบังอะไรไว้จากเขา
นอกเสียจากความเสียสละที่เธออุทิศให้พี่ชายแล้วมาริสสากับเดคไม่เคยสนิทสนมกันมากไปกว่านั้นโดยเฉพาะในลักษณะของพี่น้องที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกันมาริสสารักพี่ชายของเธอนัก และพร้อมที่จะตอบรับความสัมพันธ์ฉันพี่น้องเช่นที่ว่าเพียงแต่เดคเท่านั้นที่ยึดมั่นอยู่และไม่ยอมให้เธอใกล้ชิดสนิทด้วยซึ่งมาริสสาเข้าใจ ทั้งนี้เพราะเคคได้สูญเสียบุคคลอันเป็ที่รักไปหลายต่อหลายคนแล้วถ้าไม่มีลินดี้ เธอก็อยากจะเชื่อว่าเดคคงจะหมดความสนใจไยดีในมนุษย์เสียเลยด้วยซ้ำ
บุคลิกลักษณะของพี่น้องคู่นี้จึงแตกต่างกันอยู่มากและมีอยู่หลายครั้งที่เดคต่อว่ากับความใจอ่อนเกินไปของเธอ ยอมให้ใครมาหลอกได้ง่ายๆซึ่งความรู้เช่นนั้นทำให้มาริสสาน้อยใจนักอย่างเช่นในขณะนี้เมื่อเดคทำท่าราวกับว่าเธอปิดบังเื่สำคัญไว้จากเขา
“ไม่เห็นมีใครนอกจากตามรายการที่ฉันเขียนไว้ให้พี่นี่”
“ไม่มีเลย?”
สีหน้าของเดคบึ้งตึงขึ้นกว่าเดิม
“แม้แต่แองจี้งั้นเรอะ?”
สีหน้าของมาริสสาเผือดซีดลงด้วยความใซึ่งแววตาคมปลาบของเดดซึ่งจับสังเกตอยู่มองเห็นได้อย่างชัดเจนมาริสสาไม่เคยอำพรางความรู้สึกใดๆ ไว้จากเขาได้ มาริสสาออกจะเป็คนใจอ่อนและแองจี้ก็เก่งกว่าในเื่นี้
“แองจี้...”
มาริสสาอุทานชื่อนั้นออกมาเบาๆ
“นี่เขา ... ”
เธอทิ้งค้างคำถามไว้เพียงแค่นั้น
เดครู้แล้วว่าเธอจะถามอะไรต่อไป
“ใช่” เคลลี่โทรมาบอกว่าเวลานี้เขาอยู่ในเมือง
“แล้วพี่จะไปหาเขาอย่างนั้นหรือคะ?”
มาริสสาแทบจะลืมหายใจ
“ใช่อยากจะรู้ว่าเขาจะเอายังไงแน่”
น้ำเสียงของเดคบอกความจึงโกรธอยู่
“ถ้าอยากจะหาเื่ใส่ตัวก็จะให้”
“เดค...”
เสียงที่เรียกชื่อพี่ชายเกือบจะเป็การอ้อนวอนว่าไม่ให้เขาหักหาญเกินไปนักแต่ทว่าพี่ชายของเธอเดินออกจากห้องนั้นไปแล้ว
เมื่อแองจี้กลับมาถึงห้องพักในโรงแรมนั้นเธอตกอยู่ในสภาวะสับสนอย่างคนที่ตัดสินใจไม่ได้ปรกติแล้วเธอเป็คนที่มีความสามารถในการตัดสินใจเสมอ รู้ถึงความ้าของตัวเองและรู้ว่าจะจัดการกับทุกเื่ได้อย่างไร พร้อมทั้งสามารถควบคุมอารมณ์ได้ตลอดเวลาอย่างน้อยนั่นมันก็เป็สิ่งที่เธอเชื่อตัวเองเสมอมายกเว้นแต่ในเื่ที่เกี่ยวข้องกับเดค ซึ่งแม้ว่าบัดนี้จะขาดการติดต่อกันไปเธอใช้ชีวิตอยู่กับเดคเพียงชั่วระยะเวลาอันสั้นหลังจากที่สูญเสียทั้งพ่อและแม่ไปครั้งกระนั้นเธอพยายามไขว่คว้าหาที่ยึดเหนี่ยวเพื่อเติมลงในช่องว่างของชีวิตที่เกิดขึ้นและโชคดีนักที่รู้ตัวเสียแต่เนิ่นๆ
จริงละหรือที่เธอรู้ตัวเสียก่อน? แองจี้เดินวนใช้ความคิดไปทั่วห้อง สะท้านะเือยู่ในอารมณ์และประสาทสำนึกทำไมนะ...ทำไมเธอจึงลืมมันไม่ได้?ทำไมจึงไม่ทิ้งความหลังในอดีตเสีย? ถ้าแน่ใจว่าตัวเองได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้วทำไมความทรงจำรำลึกนั้น จึงได้ตามมารบกวนจิตใจทุกขณะอีก?
แองจี้เลิกถามตัวเองแล้วว่าทำไมเธอจึงกลับมาที่นี่เธอรู้ในคำตอบนั้นได้ดีว่ามันเป็เพราะตัวเองไม่อาจจะลืมได้แต่เมื่อมาถึงที่นี่แล้วจะทำอย่างไรต่อไป? แน่นอนที่สุดที่เธอไม่อาจจะหันหลังให้มันอย่างที่เคยทำมาในกาลก่อนแน่ถ้าความคิดของเธอไม่เคยกระจ่างในคำตอบข้อนี้มาก่อน
บัดนี้มันก็กระจ่างแจ้งแล้วและแล้วเธอก็สำนึกได้ถึงความเ็ปที่เกิดขึ้นกับร่างกายแทนที่จะเป็จิตใจที่หมกมุ่นอยู่กับความคิด แองจี้ก้มลงมองมือตัวเองและได้เห็นว่ามันบีบกระชับจนเืแทบจะเดินไม่ถึงปลายนิ้วรู้สึกแปลบปลาบอยู่ตรงปลายประสาท เธอเดินไปหยุดอยู่โต๊ะข้างเตียงเอื้อมมือไปเปิดกระเป๋าถือ หยิบซองบุหรี่ออกมา ในยามนี้แองจี้้าจะให้มือที่สั่นสะท้านนั้นจับอะไรบางอย่างไว้ เพื่อให้อารมณ์สงบลง
ความมั่นใจในตัวเองดูจะหมดไปเธอใคร่จะได้พูดอะไรกับใครสักคนหนึ่ง ใครคนที่จะสามารถให้คำแนะนำแก่เธอได้แต่จะโทรไปหาใครดีเล่า? มีใครที่พอจะไว้วางใจได้บ้าง? ดวงตาที่ฉายแววกระวนกระวายมองปราดไปยังเครื่องรับโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง
มีบุคคลอยู่คนหนึ่งที่ในระยะหลังๆนี้เขาให้ความสนใจในตัวเธออยู่มาก แองจี้มิได้ให้ความสนใจกับเขามากนักและไม่ยอมให้ตัวเองคล้อยตามอารมณ์ชั่วครู่ชั่วยามนั้นไปด้วย ในความลังเลใจนั้นเธอกดบุหรี่ซึ่งเพิ่งลามไหม้ไปได้แค่ครึ่งมวนลงในที่เขี่ยเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์หมุนหมายเลขโดยไม่จำเป็ต้องใช้ความคิดเพราะโดยปรกติเธอมีความสามารถในการจดจำหมายเลขโทรศัพท์ของบุคคลต่างๆ ได้อยู่แล้ว