การต่อสู้ดำเนินไปอย่างเข้มข้นดูจากการต่อสู้เห็นได้ว่าเหล่าทหารคุ้มกันนั้นได้เตรียมตัวมาอย่างดีสำหรับรับมือฝูงแมงป่องนี้ พวกเขารับมือกับมันอย่างเป็ระเบียบไม่เพลี่ยงพล้ำ
ใช้ไฟในการบังคับเส้นทางเดินของพวกมันใช้โล่ในการป้องกันและโจมตีจากด้านนอก ด้วยธนูะเิ ธนูเพลิง และเวทเพลิงเหล่าทหารโจมตีฝูงแมงป่องอย่างต่อเนื่องเหล่าสัตว์ร้ายที่กระหายหิวยิ่งต่อสู้ยิ่งดุดัน
พวกมันตอนนี้ล้มตายไปกว่าครึ่งแล้วส่วนทหารคุ้มกันนั้น เพียงได้รับาเ็ แต่ยังไม่ถึงขั้นเสียชีวิตทันไดนั้นด้านหลังฝูงแมงป่องทะเลทรายบนพื้นทรายค่อยๆมีก้ามแมงป่องสีแดงเพลิงผุดขึ้นมาจากผืนทรายดูจากก้ามอันใหญ่โตที่ค่อยๆโผล่ออกมานั้น แน่นอนว่ามันต้องเป็เป็ตัวาาแมงป่องแน่แล้ว
าาแมงป่องตัวสีแดงเพลิงค่อยๆคืบคลานออกมาจากผืนทรายมันดูโกรธเกรี้ยวเงี้ยวงุด เดินงุ่นง่านเข้ามาโจมตีใส่เหล่าทหารคุ้มกันในทันได
าาแมงป่องตัวนี้มันไม่กลัวไฟเหล่าทหารคุ้นกันเห็นดังนั้น จำเป็จะต้องต้อนเ้าาาตัวนี้แยกออกไปจัดการต่างหางเพราะถ้าเกินมันเข้าโจมตีพร้อมกับเหล่าแมงป่องที่เหลือนั้น มันจะทำไห้แนวไฟเสียหาย
เหล่าหัวหน้าทหารคุ้มกันที่มีผีมือสูงห้าคนได้เข้าโจมตีเ้าตัวาาแมงป่องและล่อมันออกไปแล้วถ้าเกิดพวกเขาสังหารเ้าตัวนี้ได้ก็นับว่าการเดินทางนี้คุ้มค่าเลยทีเดียวเพราะาาแมงป่องสีแดงตัวนี้นับเป็สัตว์อสูรหายากชนิดหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็เหล็กในของมันที่มีพิษร้ายก้ามของมันยังนำไปหลอมเป็โล่ เกล็ดตามตัวก็นำไปหลอมเป็ชุดเกราะที่มีมูลค่ามหาศาลได้
ดังนั้นเหล่าหัวหน้าทหารคุ้มกันจึงมีความกระเหี้ยนกระหือในการจู่โจมาาแมงป่องตัวนี้ยิ่งพวกเขาใช้วิธีการหลอกล่อด้านหน้าสองคน อีกสามคนคอยลอบจู่โจมเน้นโจมตีหางของมันก่อน ตัดส่วนที่อันตรายที่สุดของมันออกไปจากนั้นจึงลอบโจมตีจากใต้ท้องและส่วนข้อต่อต่างๆของมัน
ในที่สุดใช้เวลากว่าหนึ่งชั้วโมงาาแมงป่องตัวสีแดงเพลิงก็ถูกจัดการในที่สุด เศษชิ้นส่วนกระจัดกระจายเป็ชิ้นๆเหล่าฝูงแมงป่องที่เหลือ เมื่อเห็นตัวาาถูกกำจัดก็รีบมุดทรายหนีในทันไดเมื่อจบการต่อสู้ เหล่าทหารคุ้มกันปาดเจ็บหนักสามคน ปาดเจ็บเล็กน้อยสิบกว่าคนไม่มีคนเสียชีวิต
แสดงให้เห็นถึงการชำนาญในการรับมือของพวกเขาทหารคุ้มกันกลุ่มนี้นับได้ว่าเป็มืออาชีพอย่างแท้จริงแต่นี่ก็ยังนับว่าเป็แค่ส่วนน้อยของอันตราย ในพื้นที่ทะเลทรายแห่งนี้
กองคาราวานหยุดพักเพื่อจัดการกับสินาหนึ่งวันเช้าวันถัดมาจึงเริ่มเดินทางต่อไปตอนนี้พวกเขาเดินทางยังไม่ถึงครึ่งทางเสียด้วยซ้ำ เดินทางต่อมาอีกราวสิบวัน
ตอนนี้พวกเขาเดินทางอยู่ในส่วนลึกของพื้นที่ทะเลทรายแล้วจากการศึกษาของอี้เหรินเฟิ่ง หากจะเดินทางข้ามทะเลทรายแห่งนี้ ต้องกำหนดทิศทางการเดินทางจากดวงดาวบนฟ้ายามค่ำคืนเท่านั้นเพราะในตอนกลางวันนั้น นอกจากดวงอาทิตย์บนฟ้านั้นไม่สามารถหาสิ่งไดมากำหนดทิศทางได้เลย
แต่ในเช้าวันหนึ่งจู่ๆเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นจู่ๆก็เกิดลมกรรโชคแรง ท้องฟ้ามืดมิดถูกบดบังด้วยเม็ดทราย บัดนี้กลางทะเลทรายอันร้อนระอุอยู่ๆก็เกิดพายุทรายขึ้น พายุลูกนี้รุนแรงยิ่งมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยมาถึงก็หอบหิ้วกองคาราวานลอยปลิวไปตามลม
ทุกคนไม่ว่าจะเป็ผู้ไดก็ไม่มีทางขัดขืนไดๆได้ทั้งสิ้นต่างก็ถูกพายุพัดลอยหายไปในท้องฟ้าอย่างหมดสิ้นหนทางขัดขืน อี้เหรินเฟิ่งก็เช่นกันเขาลอยเคว้งอยู่บนฟ้าถูกพัดปลิวลอยไปตามลม แล้วเขาก็หมดสติไปในที่สุด
อี้เหรินเฟิ่งกว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ไม่รู้ว่ากี่วันผ่านไปแล้วเขาลืมตาสะลึมสะลือมองไปรอบๆ จินฉานเห็นดังนั้นก็พูดออกมา
"ท่านพี่สลบไปตั้งสองวันแหนะตอนนี้เราอยู่ตรงส่วนไหนของทะเลทรายก็ไม่รู้"
"ไม่มีใครตกอยู่ใกล้ๆเราสักคนเลยท่านพี่แล้วเราจะเอายังไงต่อดีเนี่ย"
อี้เหรินเฟิ่งได้ยินก็มองสำรวจโดยรอบ
"คงต้องรอกลางคืนเราถึงจะสามารถกำหนดทิศทางในการเดินทางต่อได้"
"ส่วนกองคาราวานนั้นข้าคิดว่าคงหาคนรอดได้ยาก"
"คงต้องเอาตามท่านว่าแล้วท่านพี่"
ทั้งสองจึงได้หยุดรออยู่ที่เดิมเพื่อรอกลางคืนไม่กล้าเดินสุ่มสี่สุ่มห้าไปเรื่อย กลัวจะออกนอกเส้นทางพอตกดึงจึงได้กำหนดทิศทางเพื่อออกเดินทางต่อในตอนเช้า
เช้าวันถัดมาทั้งสองจึงได้ออกเดินทางต่อไปตามทิศทางที่กำหนดเดินทางมากว่าสองวันไม่เจอแม่แต่สัตว์อสูรสักตัว อี้เหรินเฟิ่งเริ่มเหงาแล้ว
ทันไดนั้นด้านหน้าไกลๆสุดลูกหูลูกตาอี้เหรินเฟิ่งก็เหลือบไปเห็นจุดเขียวๆเล็กๆแห่งหนึ่งกลางทะเลทรายเขาจึงเรียกจินฉานไห้ดูแล้วพากันรีบเดินทางไปยังทางนั้น
เมื่อเข้ามาถึงระยะที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนนั้นอี้เหรินเฟิ่งจึงได้เห็นว่าจุดเขียวๆนั้นคือพื้นที่โอเอซิสแห่งหนึ่งรอบๆเต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้า ตรงกลางมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่อยู่แอ่งน้ำแห่งนี้กว้างราวๆสามสิบไร่เห็นจะได้
อี้เหรินเฟิ่งเห็นดังนั้นก็ดีใจรีบวิ่งไปยังแหล่งน้ำ"น้ำ น้ำ น้ำ ฮ่าฮ่าฮ่า น้ำน้ำน้ำน้ำ"
ตูม !!!! อี้เหรินเฟิ่งมาถึงก็กระโจนลงน้ำก่อนเลยเป็อันดับแรกอยู่ท่ามกลางทะเลทรายอันแห้งแล้งกว่าครึ่งเดือนสิ่งที่เขาโหยหาที่สุดแน่นอนว่าต้องเป็การอาบน้ำเย็นชื่นใจเช่นนี้เขาว่ายน้ำเล่นอย่างสบายใจกว่าหนึ่งชั่วโมงถึงจะยอมขึ้นจากน้ำ
แต่แปลกมากโอเอซิสแห่งนี้ทั้งๆที่เป็แหล่งน้ำ แต่เขากลับไม่เจอเข้ากับสัตว์ไดๆในนี้เลยมีก็เพียงแต่ปลาในแอ่งน้ำนี้เท่านั้น อี้เหรินเฟิ่งไม่ได้คิดมากอาจเป็เพราะสถานที่แห่งนี้นั้น อยู่ลึกเข้ามากลางทะเลทรายจนเกินไปก็เป็ได้ถึงไม่มีสัตว์ไดๆผ่านเข้ามา เพราะกว่าจะมาถึงที่แห่งนี้ ก็คงหิวตายกันไปหมดแล้ว
เขาดำลงไปจับปลาเพื่อนำมาเป็อาหารจำนวนมากวันนี้เขาจะกินปลาย่างไห้ท้องแตกไปเลย ทั้งสองจับปลาทำอาหารกินตลอดทั้งบ่ายจากนั้นจึงทำที่พักเพื่อพักผ่อนต่อไป อี้เหรินเฟิ่งคิดว่าจะพักอยู่ที่นี่สักสี่ห้าวันเอาไห้หายเหนื่อยก่อนค่อยออกเดินทางต่อ
ตกกลางคืนจู่กลางแอ่งน้ำก็มีแสงประหลาดก่อตัวขึ้นแสงสีเหลืองสองดวง อยู่ๆก็โผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำ แต่เมื่อมองดีๆนั้นมันไม่ใช่ดวงไฟไดๆ แต่เป็ดวงตาขนาดใหญ่สองดวงมันเป็ดวงตาของสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง
มันคือดวงตาของจระเข้ั์ตัวหนึ่งมันมีลำตัวสีน้ำตาลอ่อน ลำตัวยาวนับสิบเมตร นี่อาจจะเป็หนึ่งเหตุผลที่แอ่งน้ำแห่งนี้ไม่มีสัตว์ไดๆเลยเพราะคงไม่มีสัตว์ตัวไหนหนีรอดคมเขี้ยวของเ้าตัวนี้ไปได้
เมื่อมันโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำนั้นอี้เหรินเฟิ่งก็ััถึงมันได้ในทันที อี้เหรินเฟิ่งเก็บกลิ่นอายของตัวเองหายกลืนไปกับความมืดมิดในทันที ที่จริงนั้นอี้เหรินเฟิ่งค้นพบการมีอยู่ของมันั้แ่ตอนกลางวันแล้ว
แต่มันไม่ยอมเผยตัวออกมาอี้เหรินเฟิ่งก็ไม่มีเหตุที่จะต้องไปสู้กับมันใต้น้ำไห้เสียเปรียบเขาคิดว่าต่างคนต่างอยู่ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ในที่สุด เ้าั์ตัวนี้ยังคงทนต่อความหิวของตัวมันเองไม่ไหว จำต้องออกมาล่าในตอนกลางคืนจนได้
อี้เหรินเฟิ่งซุ่มดูมันจากบนต้นไม้เ้าจระเข้นั้นมันเห็นจุดที่พักแรมของเขาแล้ว มันก็ว่ายน้ำตรงดิ่งเข้ามาหาในทันไดมันสามารถกลืนเต็นท์เข้าไปทั้งหลังได้อย่างสบายๆ
อี้เหรินเฟิ่งเห็นมันค่อยๆคลานขึ้นบกมาจึงค่อยๆหยิบเขี้ยวหมาป่าขึ้นมา ทุกการกระทำเงียบเชียบ ไร้ซึ่งเสียงหรือพลังงานไดๆอี้เหรินเฟิ่งกำเขี้ยวหมาป่าไว้ในมือปราณดาบสั่นะเืควบรวมอยู่ตรงปลายเขี้ยวหมาป่า
เมื่อจระเข้ั์เข้ามาในระยะอี้เหรินเฟิ่งก็ไปโผล่อยู่บนหัวอันใหญ่โตของมันเพลงดาบสูญตากระบวนท่าที่สามดาบสะบั้นิญญาถูกปล่อยออกไป
เสียงดัง สึบ!! ดังขึ้นมาเบาๆใต้คางจระเข้ั์ระเปิดออกมารูเท่าแตงโมในทันได ปราณดาบทะลวงจาก้าหัวะเิทะลุออกด้านล่าง จระเข้ั์ที่อาศัยอยู่ในบึงแห่งนี้มานับร้อยปีตายในดาบเดียว