“เอาไปเ้าหนู” จ้าวห่าวหลินยื่นส่งถังหูลู่ไม้หนึ่งให้เด็กขอทาน ส่วนตัวเองล้วงเอาแป้งย่างง่ายๆ ที่เตรียมไว้จากบ้านออกมากิน
เด็กน้อยมองถังหูลู่ในมือและมองดูแป้งย่างในมือของจ้าวห่าวหลินอย่างไม่เข้าใจเขาไม่เข้าใจว่าคุณชายท่านนี้มีเงินตั้งมากมายเหตุใดต้องมานั่งกินแป้งย่าง
“คุณชายข้ารู้จักเหลาอาหารอร่อยขอรับ” แววตาใสซื่อของเด็กน้อยทำให้จ้าวห่าวหลินยิ้มขำแค่มองก็รู้ว่าเ้าหนูนี่กำลังสงสารที่เขากินแค่แป้งย่าง
“ชื่ออะไร?”
“เสี่ยวกังขอรับ”เด็กน้อยก้มหน้างุดราวกับไม่ชื่นชอบชื่อนี้สักเท่าไร “กังที่แปลว่าแข็งแรงขอรับ”
จ้าวห่าวหลินเข้าใจได้ทันทีเด็กคนนี้คงเป็เด็กกำพร้าที่เร่ร่อนอยู่แถวนี้ ชาวบ้านเลยตั้งชื่อเรียกง่าย ๆให้กับเขาว่ากันว่าหากเด็กมีชะตาอาภัพให้ตั้งชื่อที่เรียบง่ายแต่เป็มงคลแล้วเด็กจะรอด
จ้าวห่าวหลินกัดแป้งย่างมองขึ้นไปบนฟ้าหากเป็เมื่อก่อนเขาคงไม่มีแม้แต่เหลือบมองเด็กขอทานคนนี้แม้แต่นิดเดียวไม่ใช่ว่าเขาไม่สนใจคนที่ต่ำต้อยกว่าตัวเองแต่เป็เพราะเขาในอดีตรู้สึกราวกับโลกนี้ทอดทิ้งเขาทุกอย่างมันช่างไร้ค่าและไร้สาระ ได้แต่รอวันตายไปวันวัน
แต่หลังจากที่ได้ผ่านโลกอีกใบได้เรียนรู้อะไรมากมายทำให้มุมมองความคิดของเขาเปิดกว้างมากขึ้นเขาก็มองเห็นอะไรมากกว่าความทุกข์ในใจของตัวเอง มองเห็นความทุกข์ของผู้คน
อย่างเช่นเด็กน้อยอย่างเสี่ยวกังเด็กตัวน้อยแค่นี้ยังต้องดิ้นรนต่อสู้ชีวิตไปวันวันเพื่อให้รอดส่วนเขาที่มีคนคอยช่วยเหลือดูแลและปกป้องกลับไม่เคยคิดดิ้นรนเลยแม้แต่นิดนี่....มันช่างน่าอับอายยิ่งนัก
ที่ผ่านมา....ชีวิตข้าช่างไร้ค่าอย่างแท้จริง
เมื่อนึกถึงอดีตใบหน้าของจ้าวห่าวหลินก็เศร้าลงเล็กน้อยทำให้เสี่ยวกังที่ยืนเลียถังหูลู่อยู่ด้านข้างมีสีหน้าเห็นใจเขาเม้มปากมองถังหูลู่ในมือก่อนจะส่งให้ “กินด้วยกันดีไหมขอรับ”
“ไม่ละเ้ากินไปเถอะ”
เสี่ยวกังคิดว่าจ้าวห่าวหลินรังเกียจที่จะกินถังหูลู่ต่อจากตัวเองใบหน้าของเขาหม่นลงเล็กน้อย
จ้าวห่าวหลินกัดแป้งย่างไปอีกหน่อยจนพออิ่มท้องเล็กน้อยขยี้หัวของเสี่ยวกังจนยุ่งเหยิง ก่อนจะยิ้มเยาะยัดแป้งย่างที่เหลือส่งให้“เอาไปกินสิ”
เสี่ยวกังตาโตรีบรับมากัดกินอย่างเอร็ดอร่อยและหิวโหยแป้งย่างธรรมดาแต่เมื่อเป็ของคุณชายมันช่างอร่อยยิ่งนักอร่อยอย่างที่ไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน
“ค่อยๆ กิน” จ้าวห่าวหลินเอ่ยเตือนพร้อมกระดกน้ำดื่มเล็กน้อย
“ทำไมเ้าถึงได้มาขโมยของผู้อื่น”
เสี่ยวกังที่กำลังกัดกินแป้งย่างอย่างหิวโหยนิ่งชะงักไปเล็กน้อยเม้มปากมีสีหน้าสำนึกผิด “น้องสาวคนหนึ่งที่อยู่กับข้าป่วยข้าอยากไปซื้อยาให้น้องสาวขอรับ”
“น้องสาวของเ้า?”
เสี่ยวกังส่ายหัว“ไม่ใช่ขอรับ เป็น้องสาวคนหนึ่งที่กำพร้าเหมือนกัน นางป่วยหนัก”
จ้าวห่าวหลินมองเด็กน้อยที่อายุประมาณห้าหกขวบอายุเท่ากับเขาตอนที่ถูกขับไล่ออกจากเมืองหลวงหากตอนนั้นเขาไม่ได้เป่ยเฉิงโหวไปช่วยไว้ได้ทัน หากรอดมาได้ไม่แน่ว่าเขาคงมีสภาพไม่ต่างกับเสี่ยวกังตอนนี้ก็ได้
อย่างน้อยในความลำบากของตัวเองเด็กคนนี้แตกต่างกับเขาที่เก็บตัวโทษชะตาโทษทุกสิ่งรอบข้าง แต่เด็กคนนี้เข้มแข็งไม่เพียงแต่ดิ้นรนเพื่อตัวเองแต่ก็ยังใจดีช่วยเหลือเด็กคนอื่นด้วยเช่นกัน
จ้าวห่าวหลินรู้สึกละอายใจนักเขาล้วงเอาลูกเต๋าสามลูกกับก้อนตำลึงเงินสี่ก้อนออกมาส่งให้เสี่ยวกัง“เ้ารู้ใช่ไหมว่าไม่ควรให้ใครรู้ว่าเ้ามีเงินติดตัว”
หากเด็กกำพร้าสองคนมีเงินมากขนาดนี้จะต้องดึงดูดคนเลวเข้าหาได้ง่ายอย่างแน่นอนเขาเองก็อยากจะช่วยเด็กทั้งสองคนแต่ว่าตอนนี้ตัวเองยังหลบหนีและอาศัยบ้านคนอื่นอยู่ด้วยซ้ำช่วยพวกเขาสองคนได้มากสุดก็เท่านี้
เสี่ยวกังพยักหน้าเข้าใจแม้ว่าอายุยังน้อยแต่เขาก็เห็นโลกมามาก เห็นคนชั่วไม่น้อย “เข้าใจขอรับ”เสี่ยวกังคุกเข่าลงกับพื้นโขกหัวขอบคุณจ้าวห่าวหลิน“ข้าเสี่ยวกังจะจดจำบุญคุณของคุณชายเอาไว้ตลอดชีวิตของข้าขอรับ”
จ้าวห่าวหลินไม่ได้พยุงเด็กขึ้นมาเพียงแค่เอ่ยเสียงเบา“ลุกขึ้น”
เสี่ยวกังลุกขึ้นเงยหน้ามองจ้าวห่าวหลินอย่างซาบซึ้งใจจ้าวห่าวหลินตบลงไปบนหัวของเขา "เอาเงินนี้ไปตั้งตัวแล้วกันตอนนี้ข้าช่วยเ้าได้แค่นี้ แต่หวังว่าต่อไปเ้าจะไม่ขโมยของคนอื่นอีก”
“ขอรับคุณชายข้าจะไม่ขโมยของผู้อื่นอีกแล้ว”
จ้าวห่าวหลินแย้มยิ้มเล็กน้อยเดินผ่านออกจากตรอกออกไป
เสี่ยวกังมองตามแผ่นหลังของคุณชายครั้งแรกที่เขาเจอกับคุณชายคือตอนที่คุณชายเข้าเมืองได้ไม่นาน
ตอนนั้นเขาเห็นว่าคุณชายท่านนี้ช่างเหมือนพวกที่เพิ่งเคยเข้าเมืองเป็ครั้งแรกหันซ้ายมองขวาหน้าตาตลกนัก แต่เขาแต่งตัวดีท่าทางร่ำรวยคิดว่าเป็เหยื่อชั้นดีที่พกเงินติดตัวไม่น้อยเป็แน่
เขาตั้งใจจะเอาเงินสักเล็กน้อยเพื่อเอาไปรักษาน้องสาวและที่ผ่านมาก็เคยขโมยเงินเช่นนี้หลายรอบแล้ว จึงมั่นใจในฝีมือตัวเองไม่น้อยเขาลงมืออย่างรวดเร็ว แต่ใครจะไปคาดคิด
....ล้วงอย่างไรก็ไม่เจอเงินคุณชายท่านนี้ดูดีเพียงแค่รูปลักษณ์ แต่ไร้เงิน
เพราะเสี่ยวกังใช้เวลาอยู่นานจนจ้าวห่าวหลินรู้สึกตัวคว้าหลังคอของเขายกขึ้นสุดท้ายเขาก็พาเด็กน้อยคนนี้ติดเข้าไปในบ่อนด้วย และเพราะเขาคิดไว้แล้วว่าจ้าวเฉิงเย่จะต้องหาเหยื่อคนต่อไปเขาเลยให้เสี่ยวกังไปขโมยลูกเต๋าแปดเหลี่ยมจากชายร่างใหญ่ผู้คุมบ่อน
และเพราะจ้าวเฉิงเย่เข้าใจว่าลูกเต๋าที่ขอทานตัวน้อยถือเป็ของทั่วไปเลยไม่ได้ตรวจสอบเขาเลยใช้ลูกเต๋าของบ่อนโกงบ่อนกลับมาได้อย่างง่ายดาย
จ้าวห่าวหลินโยนถุงเงินอ้วนกลมในมือเล่นหากเป็เมื่อก่อนเขาคงไม่แม้แต่ชายตามองเศษเงินเล็กน้อยเช่นนี้เป็อันขาดแค่เที่ยวเล่นเขาก็ใช้เงินอย่างน้อยก็พันกว่าตำลึงแล้วจะไปสนใจเศษเงินเล็กน้อยเช่นนี้เสียทีไหน
ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งตัวเองจะต้องใช้กลโกงสารพัดเพื่อให้ได้เศษเงินแค่ไม่กี่ตำลึงนี่เฮ้อ... นับวันชีวิตข้ายิ่งอนาถขึ้นเรื่อย ๆ
จ้าวห่าวหลินเก็บถุงเงินไว้ในอกเสื้อคงโง่น่าดูหากเขาเอาเงินก้อนใหญ่เช่นนี้มาแขวนเอวล่อโจรอีกรอบโดยเฉพาะที่ตอนนี้ร่างกายของเขาอ่อนแอเสียยิ่งกว่าเสี่ยวกังที่อายุเพียงแค่ห้าขวบ
จ้าวห่าวหลินมุ่งหน้าไปทางศาลาพักม้าตามเส้นทางที่ได้สอบถามก่อนหน้านี้ศาลาพักม้าอยู่ไม่ห่างประตูเมืองนัก
ศาลาพักม้าเป็ส่วนราชการที่คอยติดต่อส่งข่าวไปยังเมืองต่างๆ ต้องเป็ขุนนางขั้นเก้าขึ้นไปจึงจะสามารถส่งข่าวให้ไปยังที่อื่นได้ส่วนใหญ่แล้วจะส่งหนังสือว่าราชการกลับเมืองเยี่ยนเป่ย
นอกจากนี้ก็เป็เสมือนโรงเตี๊ยมต้อนรับขุนนางจากต่างถิ่นที่ใช้งานบ่อยก็คงไม่พ้นเหล่าผู้ตรวจการที่จะต้องลงพื้นที่ตรวจสอบการทำงานของเหล่าขุนนางอย่างลับๆ
จ้าวห่าวหลินมองดูความวุ่นวายของศาลาพักม้านอกจากจะเป็สถานที่ส่งข่าวแล้วศาลาพักม้าก็ยังเหมือนโรงเตี๊ยมราคาถูกที่เปิดให้เหล่านักเดินทางเข้าพักอีกด้วยจึงมีคนเข้าออกไม่น้อย
ทันทีที่จ้าวห่าวหลินไปถึงศาลาพักม้าก็เดินตรงไปยังเสี่ยวเอ้อร์ที่ดูแลศาลาพักม้า
เสี่ยวเอ้อร์มองจ้าวห่าวหลินครู่หนึ่ง“คุณชายท่านนี้ ท่าน้าห้องพักหรือขอรับ”
จ้าวห่าวหลินล้วงเอาหยกประจำตัวออกมายื่นส่งให้เสี่ยวเอ้อร์“นำหยกพกของข้าไปมอบให้ผู้ดูแลศาลาพักม้าที่นี่ บอกเขาว่าข้า้าพบเขาหน่อย”
น้ำเสียงทรงอำนาจกดข่มผู้คนทำให้เสี่ยวเอ้อร์ไม่กล้าแม้แต่ล่าช้าเขารีบคว้าหยกพกของคุณชายวิ่งตรงไปยังยังเรือนหลักที่อยู่ด้านหลัง
ผู้ดูแลศาลาพักม้าเมืองฉางมีนามว่าป๋อ แซ่ฉู่ แปลว่าอุดมสมบูรณ์ เขาเป็ชายรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์สมชื่อ เขามองไปยังผู้ช่วยที่วิ่งเข้ามาขมวดคิ้วมองอย่างสงสัย
“ใต้เท้าขอรับมีคนมาหาท่าน”
ฉู่ป๋อขมวดคิ้วเมืองเล็ก ๆ เช่นนี้ใครจะมาหาเขากัน หรือว่าจะเป็ท่านผู้ตรวจการ“ท่านผู้ตรวจการมาอย่างนั้นหรือ” เขารีบลุกขึ้นคว้าเสื้อคลุมตัวนอกขึ้นมาสวม
เสี่ยวเอ้อร์ย่อมรู้จักท่านผู้ตรวจการอยู่แล้วเขาส่ายหัวไปมายื่นหยกพกส่งให้ฉู่ป๋อ
“ไม่ใช่ขอรับเป็คุณชายท่านหนึ่งอายุประมาณสิบห้าสิบหก ผิวขาวหน้าตาหล่อเหลาเขาบอกให้ข้านำหยกพกมาส่งให้กับท่านเพื่อขอเข้าพบขอรับ”
คุณชาย?
ฉู่ป๋อรับหยกพกมาเพ่งดูอย่างพิจารณาก่อนจะดวงตาเบิกกว้างนี่มัน...ลายสลักรูปัคาบลูกแก้ว
ฉู่ป๋อกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่เขาไม่เคยคิดเลยว่าสถานที่กันดานเช่นนี้จะต้องมารองรับัตัวใหญ่เขามือไม้สั่นทำตัวไม่ถูกขึ้นมาครู่หนึ่ง ถือหยกพกในมือราวกับถือเผือกร้อน
“ใต้เท้า?”เสี่ยวเอ้อร์มองเ้านายของตัวเองอย่างมึนงง
“เ้า....เ้าไป ไม่สิ ข้าต้องไป ข้าจะไปรับรองคุณชายเอง ส่วนเ้า เอ่อ...ไปเตรียมชาหลงจิ่นที่ข้าได้มาจากเมืองเยี่ยนเป่ยไปรับรองคุณชายท่านจำไว้ว่าชาหลงจิ่นเท่านั้นเข้าใจไหม?”
พูดจบฉู่ป๋อเร่งรีบออกไปข้างนอกทันทีพร้อมกับหยกพก
คุณชายรูปร่างผอมสูงหน้าตาหล่อเหลาคมคายผิวขาว ท่าทางดูอ่อนแอไม่มีแรงแม้แต่จะมัดไก่ ดูท่าจะใช่จริง ๆ ด้วย
เหตุใดพระองค์ใหญ่เช่นนี้ถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้เขามองซ้ายมองขวา ....เหตุใดไม่มีผู้ติดตามเดินทางมาด้วยเล่า
ฉู่ป๋อเห็นจ้าวห่าวหลินจ้าวห่าวหลินเองก็เห็นฉู่ป๋อ ชายหนุ่มมองชายร่างอ้วนท้วนดูสมบูรณ์สมชื่อดูเหมือนว่าเมืองฉางจะไม่ยากจนอย่างที่คิดเสียทีเดียวเ้าหน้าดูแลศาลาพักม้าตัวเล็ก ๆ ยังกินอิ่มได้อยู่นี่
“ท่าน...”ฉู่ป๋อเตรียมคารวะเต็มพิธีการแต่โดนสายตามองดุเสียดแทงเข้ากระดูกของจ้าวห่าวหลินพุ่งเข้ามาใส่ทำให้เขาต้องกลืนน้ำลายข้าทำสิ่งใดผิด?
คิดแล้วคิดอีกก็เข้าใจรีบเอ่ยแก้แย้มยิ้มเป็กันเอง “คุณชาย ข้าน้อยดีใจนักที่ได้พบท่านเชิญเข้าไปดื่มชาข้างในก่อนขอรับ”
จ้าวห่าวหลินพยักหน้าเดินตามฉู่ป๋อเข้าไปด้านใน
ชายในชุดจอมยุทธดำกอดกระบี่ในมือมองชายหนุ่มเดินหายลับเข้าไปข้างในครู่หนึ่งก่อนจะใช้วิชาตัวเบาเหาะเหินเดินอากาศไปตามหลังคาบ้านเรือนกลับไปยังหอคอยสูงของเหลาอาหาร
คารวะมู่หรงจ้านด้วยท่าทางนอบน้อม
มู่หรงจ้านนั่งจิบน้ำชามองท้องฟ้าท่าทางสุนทรีย์ยิ่งนักเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เป็อย่างไรบ้าง?”
ชายชุดดำเล่าเื่ทุกอย่างั้แ่จ้าวห่าวหลินออกจากบ่อนให้มู่หรงจ้านฟังคารวะอีกครั้งแล้วจากไปราวกับสายลม
มู่หรงจ้านแย้มยิ้มสนุกไม่คิดเลยว่าที่เล็กๆ อย่างเมืองฉางแห่งนี้จะเป็ที่ที่พยัคฆ์หมอบัซ่อน[1]ไปเสียได้ตอนแรกก็คิดว่าคุณชายท่านนั้นเป็พวกคมในฝัก เขาจึงเกิดความสงสัยอยากรู้ว่าเป็คุณชายจากตระกูลไหนไม่คิดเลยว่าจะไปรู้สิ่งดี ๆ เข้าเสียได้
เขาเป็ใครกัน?
ผู้ตรวจการที่เมืองเยี่ยนเป่ยส่งมาตรวจสอบ?มีผู้ตรวจการที่อายุน้อยขนาดนี้ในเป่ยเฉิงด้วยหรือหากมีคนสอบราชการผ่านด้วยอายุน้อยเพียงนี้ในเป่ยเฉิงจะต้องเป็ที่รู้จักกันไปทั่วหากเป็เช่นนั้นเขาจะไม่รู้จักได้อย่างไรกัน?
เมืองนี่ชักสนุกมากขึ้นทุกทีแล้วสิ
มู่หรงจ้านโบกมือเรียกบ่าวรับใช้เข้ามาใกล้“บอกท่านพ่อว่าข้าจะอยู่ที่นี่ต่ออีกสักหน่อย”
ต้าเหิงตอบรับอย่างง่ายดาย“นายน้อยขอรับ บ่าวได้ยินว่าอีกไม่กี่วันคุณหนูสี่ตระกูลจางก็จะมาถึงที่นี่ด้วยขอรับหรือว่าท่านจะรอเจอคุณหนูสี่ก่อนดีหรือไม่ขอรับ”
จางลั่วซี?
มู่หรงจ้านแย้มยิ้ม“เจอหน่อยก็ดี ข้าไม่เจอนางนานแล้ว”
ตระกูลมู่หรงและตระกูลจางล้วนเป็ตระกูลการค้าขนาดใหญ่ทั้งคู่ตระกูลมู่หรงเน้นการค้าทางเรือ ส่งออกสินค้าแดนเหนือกับแดนใต้และแคว้นอื่นของต้าโจวเป็หลักส่วนตระกูลจางเน้นครองตลาดเป่ยเฉิงเป็หลัก
เดิมทีตระกูลจางเป็ปลาเล็กในบ่อใหญ่อยู่ในเมืองหลวงต้าโจว แต่เพราะเป็ตระกูลการค้าเล็ก ๆจึงไม่ได้มีชื่อเสียงนักไม่ต้องตาของตระกูลมู่หรงแม้แต่น้อย
จนกระทั่งผู้นำตระกูลจางตัดสินใจติดตามเป่ยเฉิงโหวมาบุกเบิกเป่ยเฉิงเมื่อสิบปีก่อนเขาก็ได้กลายเป็ตระกูลที่ได้รับความเชื่อใจจากเป่ยเฉิงโหวและครองตลาดเป่ยเฉิงกลายเป็ปลาใหญ่ในบ่อเล็กได้ในที่สุด
มู่หรงจ้านรู้จักจางลั่วซีนางเป็บุตรสาวคนเล็กของผู้นำตระกูลจาง แม้เป็หญิงแต่นางมีความทะเยอทะยานด้านการค้าอย่างมากอีกทั้งยังมีความสามารถสูงยิ่งกว่าพวกพี่ชายทั้งหลายด้วยซ้ำ
แต่ต่อให้จางลั่วซีจะมีความสามารถมากแค่ไหนก็ต้องแต่งออกตระกูลจางจึงไม่ได้สนับสนุนนางเท่าที่ควร ค่อนข้างน่าเสียดายนักเพราะแบบนี้เขาจึงเล็งหญิงสาวมานานแล้ว
หากได้หญิงสาวเช่นนี้เป็คู่ชีวิตย่อมดีเสียยิ่งกว่าคุณหนูในห้องหอที่วันวันรู้จักแต่วิธีการยั่วยวนเอาใจบุรุษแต่งหน้าแต่งตากรีดกรายในวงสนทนาของหญิงสาวชนชั้นสูง
ผู้หญิงแบบนี้มีอะไรน่าสนใจกัน?
........
หลังจากทำธุระที่ศาลาพักม้าเสร็จเรียบร้อยแล้วตอนแรกจ้าวห่าวหลินตั้งใจว่าจะกลับพร้อมกับเกวียนวัวของเฉินจ้านแต่ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะโดนไล่ออกมาอย่างไร้เยื่อใย
บอกว่ามีเพียงแค่ชาวบ้านที่จ่ายเงินจากหมู่บ้านเท่านั้นที่สามารถกลับเกวียนวัวได้แต่เพียงแค่ปรายตามองดูจ้าวห่าวหลินก็รู้แล้วว่าเขาแค่ไม่อยากให้เขานั่งเกวียนวัวกลับด้วยเท่านั้น
จ้าวห่าวหลินไม่อยากมีเื่ด้วยจำใจต้องเดินเท้ากลับหมู่บ้านอย่างช่วยไม่ได้ ยามคนเราตกอับหมูหมาก็ไม่เห็นค่า
เอาเถอะ...อย่างน้อยการเดินทางมาเมืองฉางครั้งนี้ก็ไม่เสียเปล่าทั้งได้ส่งจดหมายถึงท่านลุงหลี่แล้วยังได้วางสัญลักษณ์เส้นทางไปหมู่บ้านหนิวเจียและในตัวเมืองฉางด้วย
ต่อให้อี้โยวจะโง่แค่ไหนอย่างไรคราวนี้ก็จะต้องหาเขาเจอได้อย่างแน่นอน
จ้าวห่าวหลินมองเส้นทางยาวไกลเบื้องหน้าตอนนี้ใกล้ยามซวีแล้วท้องฟ้ามืดลงแล้ว ทำให้มองเห็นทางข้างหน้าได้ยากเขาเองก็ไม่มีตะเกียงติดตัวมาด้วย ได้แต่คลำทางท่ามกลางความมืด
ร่างกายนี้ค่อนข้างอ่อนแออยู่เป็ทุนเดิมอยู่แล้วทั้งวันยังได้กินเพียงแป้งย่างครึ่งแผ่น เดินทางไกลเป็เวลานาน
ลมหายใจเริ่มติดขัดมองเห็นหมู่บ้านห่างออกไปไม่ไกลนัก จ้าวห่าวหลินเอามือขยุ้มหน้าอกข้างซ้ายหมายให้ความเจ็บนี้ช่วยลดความเจ็บภายในที่กำลังเผชิญ
“เ้าหยางแน่ใจนะว่าเ้าหน้าหล่อนั่นเข้าเมืองไปนะ ดึกปานนี้แล้วยังไม่กลับมาอีก”
“แน่ใจสิไม่ใช่ว่าพี่จ้านบอกว่ามันคิดจะติดเกวียนกลับมาแต่โดนแกไล่ตะเพิดหรอกเหรอ?”
“อืมคนน่ารังเกียจที่เกาะท่านหมอกินแบบนั้นอย่าได้ให้ขึ้นเกวียนเลย อัปมงคลไปทั้งชาติ”
เสียงหัวเราะแว่วมาได้ยินจ้าวห่าวหลินยิ้ม ช่างเป็การพบพานศัตรูในที่แคบเสียจริง ให้ตายเถอะ....จะรังควานไปถึงเมื่อไรวะ
จ้าวห่าวหลินสะกดกลั้นความเ็ปยืดตัวตรงวางมาดข่มเดินตรงไปยังด้านหน้าหมู่บ้านเจอกับกลุ่มเด็กหนุ่มกลุ่มเดิมที่เคยหาเื่เขาก่อนหน้านี้ ไม่ใช่ใครที่ไหนเฉินหยาง เ้าคนว่างงานที่คอยปล่อยข่าวลือของเขานี่เอง
หนึ่งในพวกของเฉินพยางชูตะเกียงขึ้นสูงหลังจากเห็นเงาลางๆ ก่อนจะะโ
“มันกลับมาแล้วเ้าหยาง นั่นไง”
ทุกคนในกลุ่มมองไปตามทิศทางที่ชี้พบกับชายหนุ่มที่พวกเขากำลังตามหา
เฉินหยางถูมือไปมาอย่างคึกคะนองพยักหน้าไปทางจ้าวห่าวหลินเป็เชิงสั่งการคนอื่น ๆ ก็เริ่มตีวงล้อมรอบจ้าวห่าวหลิน
จ้าวห่าวหลินไม่ได้มีความรู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อยนี่มันการรังแกแบบเด็กมัธยมต้นชัด ๆ น่ารำคาญที่สุด
หากเป็ชาติก่อนเขาคงตบคว่ำไปหมดภายในห้านาทีด้วยซ้ำแต่ตอนนี้ร่างกายไม่เอื้ออำนวยอีกทั้งดูเหมือนอาการพิษกำลังจะกำเริบอีกด้วยนี่มันฉากบังคับแพ้แบบในเกมชัด ๆ บ้าเอ้ย
“ดูสิๆดึกดื่นมืดค่ำทำไมสามีของท่านหมอถึงได้มาเดินคนเดียวในที่เปลี่ยวเช่นนี้กันเล่า...ให้พวกเราไปส่งดีหรือไม่ขอรับ”เฉินหยางเดินเข้าไปตบไหล่จ้าวห่าวหลินอย่างสนิทสนม
จ้าวห่าวหลินเดินเว้นระยะห่างไม่ให้มือที่เอื้อมมาแตะโดนตัวเขา“ไม่ต้อง”
“โห! แข็งกร้าวเสียด้วย”ชายคนหนึ่งเอ่ยอย่างนึกสนุก “ทำไม จะวิ่งกลับไปหาท่านหมอหรือ อ่า...ไม่ใช่ว่าท่านหมอทิ้งไปแล้วหรอกหรือ”
สองสามวันนี้พวกเขาทั้งหลายไม่เห็นท่านหมอเข้าออกหมู่บ้านเพราะแบบนี้พวกเขาจึงกล้ามายืนดักรอที่หน้าหมู่บ้านเช่นนี้
จ้าวห่าวหลินส่งสายตาแข็งกร้าวบรรศยากาศรอบตัวหนักอึ้งขึ้น
มีหลายคนถอยหนีเล็กน้อยอย่างไม่ทันตั้งตัวนี่ยังเป็เ้าหนุ่มที่ไม่มีแรงแม้แต่มัดไก่คนนั้นอยู่หรือไม่?เหตุใดถึงรู้สึกน่ากลัวขนาดนี้ได้กัน
ทุกคนหันไปมองเฉินหยางเป็เชิงถามเฉินหยางทำใจดีสู้เสือเข้าไปยืนประจัญหน้ากับจ้าวห่าวหลินอย่างตรงไปตรงมา“เก่งนี่ที่ยังไม่หนี”
จ้าวห่าวหลินยิ้มเยาะเย้ย“เก่งนี่ที่ยังไม่กลับไปฟ้องพ่อ”
เปรี้ยง....
หมัดลุ่นๆ ซัดเข้าใส่จ้าวห่าวหลินเต็มแรงจ้าวห่าวหลินพยายามใช้ทักษะศิลปะการต่อสู้ในโลกก่อนโยกหลบความคิดของเขานะหลบไปแล้ว แต่ตัวของเขาไม่อาจก้าวทันความคิดหมัดกระแทกเข้าหน้าเต็มแรงจนรู้สึกมึนตั้งสติไม่ได้ชั่วขณะ
นี่เป็ครั้งแรกในสามชาติที่เขาโดนต่อย
“รุมมันอย่าให้ตายก็พอ”
เฉินหยางถีบจ้าวห่าวหลินกระเด็นกลิ้งไปด้านหลังเหล่าสหายกินดื่มที่รออยู่แล้วก็ตามไปทั้งเตะทั้งกระทืบ จับขึ้นมาต่อยตี
จ้าวห่าวหลินได้แต่ยกมือขึ้นมาปิดส่วนหน้าของตัวเองและลำตัวเอาไว้กัดฟันทนรับการต่อสู้ในครั้งนี้ใจของเขาอยากจะสวนกลับแต่ร่างกายตอบสนองไม่ทันสุดท้ายก็ไร้ประโยชน์
ความเ็ปเย็นวาบปรากฏขึ้นอีกครั้งจ้าวห่าวหลินคุ้นชินกับอาการนี้เป็อย่างดี
เมื่อคนดวงตกก็มักจะประสบเคราะห์ซ้ำซ้อนอย่างนั้นสินะ
ความเ็ปแล่นไปทั่วร่างโดยเฉพาะหัวใจของเขาที่ยังรู้สึกเย็นะเืเ็ปแสบร้อนราวกับหัวใจโดนน้ำแข็งเกาะกินสติเลือนรางแทบไม่รับรู้สิ่งใดต่อไป
นี่ข้าจะตายอย่างน่าอนาถอีกแล้วหรือ?
ข้าไปทำเวรกรรมใดกันถึงได้มีชะตาชีวิตที่เลวร้ายเช่นนี้์ท่านกลั่นแกล้งข้า ให้ความหวังข้าแล้วก็ทำให้ข้าตายอีกครั้ง ท่านสนุกนักหรือ
ท่านสนุกกับการกำหนดชีวิตเฮงซวยเช่นนี้ให้ข้านักใช่หรือไม่?
“เฮ้ย! หยุด”เสียงตวาดเคร่งเครียดดังขึ้น
เฉินเหลียงได้ยินจากหลินซื่อว่าเมื่อเช้าจ้าวห่าวหลินออกข้างนอกั้แ่เช้ายังไม่กลับพอถึงยามซวีเขาเลยถือตะเกียงออกมารอที่หน้าหมู่บ้านเห็นเกวียนวัวของเฉินจ้านกลับมาแล้ว แต่ก็ไม่พบจ้าวห่าวหลินเขาก็ยิ่งร้อนรนใจยิ่งนัก
พอถามจึงได้รู้ว่าจ้าวห่าวหลินเข้าเมืองตอนขากลับพยายามจะนั่งเกวียนวัวด้วยแต่เฉินจ้านไม่ยอมให้ขึ้นจ้าวห่าวหลินเลยเดินเท้ากลับมาแทน เขาจึงรีบออกมารับหน้าหมู่บ้านด้วยความกังวลใจ
ไม่คิดเลยว่าภาพที่เห็นคือจ้าวห่าวหลินโดนพวกเฉินหยางรุมทำร้ายาเ็สาหัส
“เสี่ยวหลิน”เฉินเหลียงเขย่าตัวจ้าวห่าวหลินด้วยความร้อนใจ
“เสี่ยวหลิน”คราวนี้เขย่าแรงกว่าเดิมแต่ไม่มีการตอบกลับ ทำให้พวกเฉินหยางเริ่มมองกันเลิกลั่กไม่ใช่ว่าตายแล้วหรอกนะ
เฉินเหลียงมองหน้าเฉินหยางอุ้มจ้าวห่าวหลินขึ้นทิ้งท้ายว่า “พวกเ้าเตรียมคำตอบให้ดีเถอะว่าจะตอบท่านหมออย่างไร?”
เฉินเหลียงรีบอุ้มจ้าวห่าวหลินที่เต็มไปด้วยเืวิ่งตึงตังเข้าไปในหมู่บ้านเวลานี้มีชาวบ้านหลายคนที่ยังไม่เข้านอนเพราะเพิ่งกลับมาจากเมืองฉางเห็นเฉินเหลียงอุ้มจ้าวห่าวหลินวิ่งผ่านไปก็รู้สึกใจคอไม่ดี
มีบางคนรีบวิ่งไปหาหัวหน้าหมู่บ้านท่าทางตื่นตะหนกหัวหน้าหมู่บ้านสบถ ชาวบ้านพวกนี้ไม่มีอะไรทำนักหรือถึงได้รู้จักแต่ก่อเื่บ้าบอที่สุด หึ! ดีจริง ๆ หากท่านหมอกลับมาเห็นสภาพสามีตัวเองเป็เช่นนี้ เขาจะเอาหน้าแก่ๆ ของตัวเองไปตอบท่านหมออย่างไง
เฉินจิ่งเรียกลูกชายคนโตรีบมุ่งหน้าไปบ้านสกุลหลี่ท้ายหมู่บ้านอย่างรวดเร็วภาวนาขอให้จ้าวห่าวหลินไม่ได้เป็อะไรมากนัก
เมื่อไปถึงตาชราเห็นสภาพโชกไปด้วยเืของจ้าวห่าวหลินก็นิ่งอึ้งไปชั่วขณะทำอะไรไม่ถูก
หลินซื่อใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าให้จ้าวห่าวหลินแ่เบาราวกับกลัวว่าแรงเกินไปจะทำให้ชายหนุ่มเจ็บได้ดวงตาของนางแดงก่ำมองจ้าวห่าวหลินด้วยความสงสารจับใจ
“สามีหรือว่าพวกเราจะพาเสี่ยวหลินเข้าเมืองไปหาหมอดี”
เฉินเหลียงมีสีหน้าไม่สู้ดีนักมองจ้าวห่าวหลินครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย
ร่างของชายหนุ่มชุ่มไปด้วยเหงื่อและเืร่างกายเย็นราวกับน้ำแข็งในหน้าหนาว ดูเหมือนจะไร้สติไปแล้วหากช้ากว่านี้เขาเองก็เกรงว่าจะสายเกินไปที่จะช่วยเสี่ยวหลินกลับมา
แต่ว่าเขาเองก็ไม่มีเงินนี่สิ
“ข้าจะจ่ายค่าหมอให้เองเ้ารีบพาสามีท่านหมอไปหาหมอเถอะต้าหลางเ้าไปบอกเสี่ยวจ้านให้เตรียมเกวียนพาสามีท่านหมอไปเมืองฉางเดี๋ยวนี้เลย”
เฉินต้าหลางมองพ่อของเขาด้วยท่าทางหนักใจ“ท่านพ่อประตูเมืองฉางปิดตอนยามห้าย เกรงว่าพวกเราไปถึงประตูเมืองฉางคงปิดไปแล้วขอรับ”
ทุกคนมองไปทางจ้าวห่าวหลินอย่างหนักใจ
เฉินจิ่งตัดสินใจแล้วไม่ว่าจะด้วยหัวหน้าหมู่บ้านหรือผู้าุโตระกูลเฉินเขาจะต้องจัดการเื่นี้ให้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะเป็เยี่ยงอย่างที่ไม่ดีต่อคนอื่นในตระกูลและในหมู่บ้านได้
เขามองไปยังลูกชายคนโตเฉินต้าหลางแน่วแน่
“บอกทุกคนว่าข้าจะเปิดศาลบรรพชนตัดสินโทษพวกเ้าหยาง หากพวกเ้าหยางไม่ไปรับผิดที่ศาลบรรพชนข้าจะตัดชื่อพวกมันทุกตัวออกจากตระกูล”
เฉินต้าหลางตะลึงการตัดชื่อออกจากตระกูลนับเป็ความผิดร้ายแรงอย่างยิ่งดูเหมือนท่านพ่อของเขาจะตัดสินใจแน่วแน่แล้วคราวนี้
---------------------------------------
[1] พยัคฆ์หมอบัซ่อนหมายถึง หลบซ่อนไม่ยอมเผยความสามารถของตนเองออกมา