บทที่ 6 กลับบ้านกับเธอไปแต่งงาน
"แต่งงานฟ้าแลบอะไรกัน? พวกเรารู้จักกันมาห้าปีแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะฉันต้องไปปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง ฉันคงไปลากตัวเธอกลับบ้านไปแล้ว ป่านนี้จะปล่อยให้มีเื่ของหยางเทียนเหอได้ยังไง"
พูดถึงหยางเทียนเหอ ฉินซวงซวงก็รู้สึกผิดขึ้นมา เพราะเ้าของร่างเดิมหมั้นกับผู้ชายคนนั้นมาสามปีแล้ว จะปฏิเสธก็ไม่ได้
ฉินซวงซวงที่ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ก้มหน้าก้มตากินข้าว อยากจะเอาหน้าซุกเข้าไปในชามเสียให้รู้แล้วรู้รอด
เมื่อเห็นท่าทางของสาวน้อย เสิ่นเฉินิก็คิดว่าเธอกำลังรู้สึกผิด เลยคีบเนื้อล้วนใส่ชามให้ "ไม่กินผักไม่ได้นะ กินไม่หมดมันน่าเสียดาย รู้ไหมว่ามันเป็สิ่งที่น่าละอายมาก"
ฉินซวงซวงวางชามข้าวลง แล้วคีบหมูแดงใส่ชามให้เสิ่นเฉินิบ้าง "คุณก็กินสิ พรุ่งนี้เรากลับบ้านไปแต่งงานกัน"
อย่างไรก็ต้องแต่งงานอยู่แล้ว สู้แต่งกับผู้ชายตรงหน้าเลยก็แล้วกัน ทหารเป็อาชีพในฝันของเธอในชาติที่แล้ว แต่น่าเสียดายที่หาคนที่ใช่ไม่ได้สักที
ไม่คิดเลยว่าชาตินี้พอข้ามเวลามาก็คว้ามาได้คนหนึ่ง ทั้งยังหน้าตาดีมีคุณภาพคับแก้ว ไม่เสียเปรียบเลย ถ้าอย่างงั้น...แต่งก็แต่ง!
ฉินซวงซวงกับเสิ่นเฉินิกำลังคุยเื่การแต่งงาน แต่หยางเทียนเหอกลับนอนหน้าดำคร่ำเครียดอยู่บนเตียงในหอพัก
ไม่คิดเลยว่าฉินซวงซวงจะใจแข็งขนาดนี้ อ้าปากก็ขอเงินตั้งพันหยวน เงินที่เขาเก็บหอมรอมริบมาตลอดหลายปีเอามารวมกันก็ยังไม่พอ ต้องหาเพิ่มอีกต่างหาก
ตั๋วอาหารห้าร้อยจินเขาก็หาไม่ครบ ต้องไปปรึกษาเฉินจูจู
ก่อนหน้านี้ที่หยางเทียนเหอตอบตกลงกับฉินซวงซวงทันที ก็เพราะไม่อยากให้เธอเอาเื่นี้ไปพูดให้เป็เื่ใหญ่ กลัวจะมีผลกระทบในแง่ลบ เลยใช้วิธีถ่วงเวลาไปก่อน จะให้เขาหามาให้มากมายขนาดนั้นในคราวเดียวก็ลำบากอยู่เหมือนกัน
เื่ที่เฉินจูจูเคยตามจีบเสิ่นเฉินิเขาก็รู้ แต่หลังจากนั้นเฉินจูจูก็มาหาเขา หยางเทียนเหอลังเลอยู่หลายวัน กลัวว่าเสิ่นเฉินิจะกลับมาแล้วหึง
ที่แท้เขาก็คิดมากไปเอง เสิ่นเฉินิไม่ได้ชอบเฉินจูจูสักหน่อย จะไปหึงอะไร...
เฉินจูจูเองฐานะทางบ้านก็ไม่เลว เงื่อนไขก็ดี แต่หยิ่งยโสไปหน่อย ถ้าแต่งงานกับเธอไป คงไม่มีทางได้ผึ่งผายแน่
ตอนนี้เฉินจูจูก็รู้สึกเจ็บใจไม่ต่างกัน ไม่คิดเลยว่าคนที่เสิ่นเฉินิชอบจะเป็ฉินซวงซวง คู่หมั้นของหยางเทียนเหอ
พูดไปก็เหมือนเื่ตลก เธอตามจีบเขามานานขนาดนั้น ผู้ชายคนนั้นกลับไม่เคยแม้แต่จะมองเธอด้วยซ้ำ พอเจอฉินซวงซวงกลับยิ้มร่าเริง ไม่ใช่ว่าแค่เคยช่วยชีวิตเขาไว้ครั้งหนึ่งเหรอ ถึงขนาดต้องตอบแทนด้วยการแต่งงานเลยรึไง?
เสิ่นเฉินิ! นายมันน่ารังเกียจ เธอไม่ดีตรงไหน ทำไมถึงไม่เคยมองเธอบ้าง!
หลังกินข้าวเสร็จ เสิ่นเฉินิก็พาฉินซวงซวงไปดูหนังเื่ ‘วีรบุรุษใจแกล้ว’ หนังเื่นี้ชาติที่แล้วเธอเคยดูในช่องหนังเก่า เอามาดูซ้ำอีกรอบก็ยังคงสนุกเหมือนเดิม
เสิ่นเฉินิเห็นเธอดีใจขนาดนี้ ก็ยินดีดูเป็เพื่อนเธอ เพียงแต่ว่ามือของเขามักจะวางลงบนหัวของเธอโดยไม่รู้ตัว และลูบเบา ๆ อยู่บ่อยครั้ง
ฉินซวงซวงอยากจะถามหลายครั้งแล้วว่า ‘นี่คุณลูบหัวแมวอยู่หรือไง’
หลังจากดูหนังจบ เขากับเธอก็เดินกลับโรงแรมด้วยกัน ยังไม่ทันถึงหน้าประตู ก็มีร่างใครคนหนึ่งพุ่งออกมาจากความมืด พอสังเกตดูดี ๆ ก็พบว่าเป็หยางเทียนเหอ
“คุณมาทำอะไรที่นี่?” เสิ่นเฉินิถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ “เตรียมเงินกับตั๋วมาครบหรือยัง?”
“ยังครับ...” หยางเทียนเหอมองหน้าเธออย่างขอความช่วยเหลือ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าแดงก่ำ “ซวงซวง! ผม...”
“เรียกสหายฉิน!” เสิ่นเฉินิจ้องเขม็งไปที่หยางเทียนเหอ พร้อมกับเอ่ยเตือนด้วยความไม่พอใจ “เธอไม่ใช่คนที่จะมาเรียกซวงซวงแบบนั้นได้”
หยางเทียนเหอกัดริมฝีปากแน่น ก่อนจะหันไปมองเธออีกครั้ง “สหายฉิน! ผมขอจ่ายเงินก่อนแปดร้อยหยวน และตั๋วอาหารสามร้อยจินได้ไหมครับ? ที่เหลือผมจะรีบเอามาให้ทีหลัง”
“ได้ พรุ่งนี้เช้าเอามาให้ด้วยนะ”
ฉินซวงซวงยังไม่ทันตอบตกลง เสิ่นเฉินิก็รับปากแทนเธอไปแล้ว เขาตบบ่าหยางเทียนเหออย่างแรง จนหยางเทียนเหอเซถลาแทบเสียหลัก
“พวกเราจะรออยู่ที่โรงแรม คุณกลับไปได้แล้ว!”
“ครับ!”
หยางเทียนเหอทำความเคารพแบบทหารแล้วเดินจากไป ฉินซวงซวงขมวดคิ้ว “ทำไมคุณถึงยอมให้เขาค้างค่าใช้จ่ายแบบนี้ล่ะคะ ถ้าเขาลืมเอาเงินมาให้ฉันจะทำยังไง?”
“ไม่” เสิ่นเฉินิทำหน้าเคร่งขรึมขณะบีบแก้มของฉินซวงซวงเบา ๆ “เขาเป็ทหารใต้บังคับบัญชาของฉัน เขาไม่กล้าเล่นตุกติกหรอก อีกห้าวันฉันจะกลับกองทัพ และจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็รองผู้บัญชาการ ตำแหน่งผู้บังคับการจะว่างลง
หยางเทียนเหอที่ไปพัวพันกับเฉินจูจู มีความเป็ไปได้สูงว่าเขาเล็งตำแหน่งผู้บังคับการไว้แล้ว เธอลองคิดดูสิว่าเขาจะกล้าเล่นตุกติกไหม?”
“เก่งขนาดนั้นเลยเหรอ อายุยังน้อยก็ได้เป็ผู้บังคับการแล้ว?”
ฉินซวงซวงรู้สึกว่าหยางเทียนเหอเป็คนฉลาด รู้จักใช้เส้นสายเพื่อไต่เต้า แต่พูดยังไม่ทันจบ เธอก็ถูกขยี้ผมจนยุ่งเหยิง
“เก่งอะไรกัน อายุยังน้อยได้เป็ผู้บังคับการแล้วมันยังไง ฉันยังเป็ถึงรองผู้บัญชาการได้เลย ทำไมเธอไม่ชมว่าฉันเก่งบ้างล่ะ ฉันเก่งกว่าเขามาก ทำไมไม่เคยได้ยินเธอชมฉันเลย?”
“ฉันไม่ได้ชมเขาสักหน่อย” ฉินซวงซวงจ้องเสิ่นเฉินิพร้อมกับยกมือขึ้นมาสางผมของตัวเอง “ฉันยังพูดไม่จบเลย คุณรีบร้อนอะไร ฉันกำลังจะบอกว่าหยางเทียนเหอเป็คนร้ายลึก รู้จักใช้เฉินจูจูต่างหาก”
เสิ่นเฉินิเอียงคอมองอย่างพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงยิ้มออกมา “เธอก็พูดถูก ครั้งนี้ถ้าไม่มีเฉินจูจู หยางเทียนเหอคงขึ้นเป็ผู้บังคับการยาก
แต่พอมีเฉินจูจู มันก็ไม่เหมือนกันแล้ว เพราะยังไงก็เป็ถึงลูกสาวของรองผู้บัญชาการ ทุกคนต่างก็มีฝีมือสูสีกัน ใครได้เป็ผู้บังคับการก็คงไม่ต่างกัน สุดท้ายแล้วก็ต้องวัดกันที่เส้นสาย”
“ถ้าฉันไปอยู่ที่กองทัพ จะต้องไปอยู่หอพักเดียวกับพวกเขาเหรอ?”
“ใช่แล้ว บ้านพักของกองทัพเราส่วนใหญ่จะอยู่ด้วยกันหมด” เสิ่นเฉินิจับมือเล็ก ๆ ของฉินซวงซวงแล้วบีบเบา ๆ “เธออย่ากลัวไปเลย เฉินจูจูไม่กล้าทำอะไรเธอหรอก”
“ฉันไม่ได้กลัว” ฉินซวงซวงจับมือใหญ่ที่หยาบกร้านของผู้ชายตรงหน้าไว้ “แค่รู้สึกอึดอัดใจ อยู่กับพวกเขาแล้วรู้สึกแปลก ๆ น่ะ”
“มันก็ต้องเป็แบบนี้แหละ”
เสิ่นเฉินิยังไม่อยากกลับไป อยากอยู่กับหญิงสาวต่ออีกสักหน่อย
คนที่เขาเฝ้าคิดถึงมาตลอดในที่สุดก็ปรากฏตัว เขามีความสุขมาก แต่ก็ไม่รู้จะแสดงออกอย่างไร จึงจูงมือเธอเดินเล่นข้างนอกสักพัก
ฉินซวงซวงรู้สึกว่าวันนี้เป็วันที่น่าตื่นเต้นจริง ๆ เธอเองก็ยังไม่ง่วงนัก จึงเดินตามเสิ่นเฉินิไปเรื่อย
ทั้งคู่เดินเล่นกันจนค่ำ จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับห้องพัก
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉินซวงซวงทานอาหารเช้าเสร็จ หยางเทียนเหอก็มาหา เอาเงินและตั๋วมาให้เธอ สุดท้ายก็ไม่พูดอะไรแล้วเดินจากไป
เสิ่นเฉินิบอกว่าจะออกไปข้างนอก กลับมาอีกทีก็ใกล้เที่ยงแล้ว เขาหอบกระเป๋าเดินทางใบโตสองใบกลับมาด้วย ข้างในไม่รู้ว่ามีอะไร บรรจุมาจนเต็ม
หลังจากทานอาหารเที่ยงเสร็จ ทั้งคู่ก็นั่งรถของค่ายทหารไปที่สถานีรถไฟในเมือง พอมาถึงที่นี่ ฉินซวงซวงก็เพิ่งเข้าใจว่าที่เขาพูดนั้นเป็เื่จริง
เขาจะพาเธอกลับบ้านไปแต่งงาน
รถไฟออกเดินทางจากเมืองไห่เฉิง พวกเขานั่งมาสิบกว่าชั่วโมงจึงถึงตัวอำเภอ ตอนลงจากรถไฟก็เช้าตรู่ของอีกวันแล้ว
ทั้งสองคนหาอะไรรองท้องกันที่สถานีรถไฟ จากนั้นเสิ่นเฉินิก็พาเธอไปที่กองทัพประจำอำเภอ ต่อมาก็ไปที่บริษัทขนส่ง เขาไปหาคนรู้จักเพื่อขอยืมรถจี๊ปมาขับกลับบ้าน
จริง ๆ แล้วฉินซวงซวงก็ขับรถเป็ เพียงแต่ไม่เคยขับรถจี๊ปรุ่นเก่าแบบนี้
เสิ่นเฉินิชำนาญมาก เขาหมุนกุญแจ สตาร์ตรถ เข้าเกียร์ เหยียบคลัตช์ เร่งเครื่อง ทำได้คล่องแคล่วมากจริง ๆ
ยุคนี้ผู้ชายที่ขับรถเป็มีไม่มากนัก
ไม่ใช่มีคำพูดติดปากอยู่ประโยคหนึ่งเหรอ?
‘เมื่อกำพวงมาลัย เงินทองก็ไหลมาเทมา’
อาชีพคนขับรถเป็อาชีพที่กินดีอยู่ดี ไม่เหมือนยุคหลังที่ใคร ๆ ก็ขับรถเป็