ตอนที่ 43 เจ้าให้ลูกสาวผู้อื่นนอนในเล้าหมู ยังเป็นคนอยู่หรือไม่
เหอเหล่าหนิวที่เพิ่งกลับมาถึงหมู่บ้านโกวรู้สึกอับอายขายหน้า
เขาเห็นท่าไม่ดีจึงวิ่งออกไปโดยไม่ให้ใครเห็น ตั้งใจจะไปเชิญเจ้าหน้าที่ทางการประจำหมู่บ้านมา ทว่านึกไม่ถึง...
จบเห่แล้ว!
สิ้นคำอธิบายสวยหรูมากมาย เขาเพียงหวังว่าเจ้าหน้าที่ทางการจะเข้าข้างคนหมู่บ้านเดียวกัน ไม่เช่นนั้นเรื่องนี้คงยากรับมือแน่
ป้าหลิวเตือนให้ไป๋เพ่ยเพ่ยใจเย็นและอย่าทำเกินกว่าเหตุ พวกนางมาเพื่อ ‘ล้างมลทิน’ ให้ตนเอง อย่าได้ทำตัวไร้เหตุผล
เมื่อได้รับสัญญาณไป๋เพ่ยเพ่ยก็ข่มใจเอาไว้ ไม่แสดงท่าทีหยาบคายและงี่เง่าเหมือนเมื่อครู่ นางพูดคุยกับชาวบ้านคนอื่นอย่างสุภาพ อธิบายที่มาที่ไปและข้อเรียกร้องในเหตุการณ์ครั้งนี้
พอป้าเหอเห็นว่าคนหนุนหลังตนเองมาถึงแล้ว น้ำตานางพลันหยุดไหล รีบลุกขึ้นฟ้องทันที
ต่อให้ชาวบ้านจะเข้าข้างคนหมู่บ้านเดียวกัน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะทำการเลยเถิด พวกเขามองพ่อลูกตระกูลเซี่ย ก่อนละสายตาไปหาลูกชายตระกูลเหอที่ถูกมัดรวมกัน พลางถอนหายใจในใจก่อนบอก “ในเมื่อเป็นเช่นนั้นก็ทำอย่างที่พวกนางบอกเถิด ...”
สิ้นคำป้าเหอก็โพล่งขัดขึ้น
“ไม่ได้ ไม่มีทาง ลูกเขยมาช่วยงานครอบครัวแม่ยายไม่กี่วัน ทำไมต้องทำกับข้าถึงเพียงนี้ ข้าไม่ยอม เขาเป็นลูกเขย เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องทำงานให้ ...”
เจ้าหน้าที่ทางการไม่มองนาง กลับหันไปหาเหอเหล่าหนิว “ข้ายังพูดไม่จบ จัดการเมียเจ้าด้วย”
เหอเหล่าหนิวก้าวไปตบป้าเหอขณะบอก “หุบปาก! ไม่เห็นหรือว่าเขาพูดอยู่ เจ้าเป็นใคร นังคนไม่รู้ความ ไสหัวไปเสีย”
ป้าเหอกุมหน้าอย่างสะเทือนใจ ทว่าไม่กล้าเถียง นางทำได้เพียงสะอึกสะอื้นก่อนถอยออกไปด้านข้าง
ไป๋เพ่ยเพ่ยรู้สึกคุ้นเคยกับเหตุการณ์นี้ดี สีหน้าโศกเศร้าเมื่อครู่คล้ายสะใภ้ตนอย่างกับแกะ
บอกได้แค่ว่าสมเป็นแม่ลูกกัน
“เจ้าหน้าที่ทางการ ท่านว่า...” เหอเหล่าหนิวมองเจ้าหน้าที่ทางการด้วยสีหน้าวิงวอน
เจ้าหน้าที่ทางการเบาใจลงได้บ้าง และบอกกับไป๋เพ่ยเพ่ย “ที่พูดมาก็มีเหตุผล เราจะทำอย่างที่เจ้าบอก แต่สิ่งที่ป้าเหอพูดก็มีเหตุผลเหมือนกัน ถึงอย่างไรลูกชายเจ้าก็เป็นลูกเขยนาง สองครอบครัวเป็นญาติกัน ช่วยกันทำไร่นับว่ามีเหตุผล”
“แต่มันไม่ใช่เช่นนั้น ต่อให้เป็นคนงานข้างนอกก็ยังไม่มีใครจิกหัวใช้ให้ทำงานเช่นนี้ อย่างน้อยยังได้เงินค่าแรง เซี่ยหมิงหนานกลายเป็นเช่นนี้ ข้ากลับต้องซื้อไข่และอาหารมาบำรุงร่างกายลูกชาย ข้าทำเกินไปหรือ”
“ไม่มากเกินไปเลย แต่เจ้าก็รู้สถานการณ์ของตระกูลเหอ พวกเขายากจน หากมีเงินใช้มากมายคงไม่เป็นดังเช่นในตอนนี้...”
“ไม่เป็นไร หากไม่มีเงินชดใช้ก็ให้ลูกชายทั้งสามของพวกเขามาช่วยงานที่บ้านข้า และรับผิดชอบงานในส่วนของเซี่ยหมิงหนาน เช่นนั้นถึงจะยอมรับ ทว่าต่อไปเหอเหลียนจะไม่สามารถพาลูกชายข้ากลับไปบ้านเดิมได้อีก หากเขาไปข้าก็จะตามไปด้วย ตกลงไหม”
“ตามลูกสะใภ้กลับมาบ้านเดิมหรือ ข้าไม่รู้ แต่คิดว่าเจ้าอาจจะหวาดระแวงว่าลูกสะใภ้จะลักขโมย...”
นึกไม่ถึงว่าไป๋เพ่ยเพ่ยจะเอ่ยยอมรับหน้าตาเฉย “ข้าเพียงระวังเอาไว้ ครอบครัวเหอเลี้ยงดูลูกสาวมาเช่นนี้ แต่งออกเรือนไปแล้วยังให้ความสำคัญกับบ้านเดิม เอาของจากบ้านแม่สามีมาจุนเจือบ้านแม่ยาย เป็นธรรมดาที่ต้องถูกปลด ทว่าทุกคนย่อมรู้ดี หากทำเช่นนั้นผู้หญิงหมู่บ้านโกวจะเสื่อมเสียชื่อเสียงกันหมด ข้ากลัวจะทำให้ผู้อื่นพลอยเดือดร้อน จึงคิดว่าควรพยายามสั่งสอนลูกสะใภ้ให้มาก ถึงได้ทนไม่ไหวจนต้องมาหาถึงที่ ครอบครัวใดบ้างไม่มีปัญหา ต้องเรียนรู้กันไป ได้โปรดเข้าใจด้วย”
ฟังจากที่ไป๋เพ่ยเพ่ยพูดแล้วก็เหมือนว่าจะเป็นห่วงตระกูลเหอและหมู่บ้านโกว ราวกับนางไม่ได้ต้องการตัดความสัมพันธ์แต่อย่างใด
เจ้าหน้าที่ทางการคิดตาม เมื่อได้ยินไป๋เพ่ยเพ่ยกล่าวถึงเซี่ยต้ายาในครอบครัว บอกว่าลูกสาวคนโตของตนถูกทุบตีเกือบตายเพราะครอบครัวสามีทารุณอย่างไม่เป็นธรรม นางโกรธจนไปถึงบ้านและพาตัวกลับมา ทั้งสองครอบครัวนั้นจึงตัดขาดกัน
ยามนี้ชื่อเสียงของครอบครัวนั้นฉาวโฉ่ คาดว่าน่าจะมีหลายคนในหมู่บ้านเคยได้ยินข่าวนี้กันไม่ใช่หรือ
เจ้าหน้าที่ทางการตกใจ เขาเห็นว่าตอนนี้ไป๋เพ่ยเพ่ยเป็นคนคุยง่าย ทว่าลืมกิตติศัพท์ของนางผู้นี้ไปเสียสนิท คนที่เคยขอตัดขาดกับบ้านตระกูลเฉียวเพราะเรื่อง ‘ถูกปลด’ และ ‘หย่า’ มีอะไรที่นางทำไม่ได้อีก
การปลดลูกสะใภ้นั้นง่ายกว่าการบีบให้หย่ากันมาก
เขาหันไปปรึกษากับเหอเหล่าหนิว
ป้าหลิวลอบยกนิ้วชื่นชมไป๋เพ่ยเพ่ย!
มันได้ผลดีกว่าที่ป้าหลิวคาดเอาไว้ ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่รอช้าเอ่ยว่าตนต้องได้สิ่งที่ต้องการ
เซียหมิงหนานทำงานให้ตระกูลเหอมาหลายวัน ต้องได้ค่าแรงตามสมควร แม้ไม่สูงก็ห้ามต่ำ อีกทั้งครอบครัวอีกฝ่ายยังต้องมอบไข่และอาหารเพื่อบำรุงร่างกายของเขาอีกด้วย
ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้จิกหัวใช้ลูกเขยโดยไม่ได้กินอะไรเลยเล่า
ตระกูลเหอจำต้องชดใช้
เจ้าหน้าที่ทางการมองค้อนตระกูลเหอ รู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้ความเสียจนทำใจเข้าข้างไม่ลง
เมื่อคนหมู่บ้านหนิงซานเห็นเช่นนี้ก็เตรียมจะกลับ ทันใดนั้นเสียงตะโกนพลันดังขึ้นเรียกความสนใจของทุกคน
“ตายแล้ว จวนเอ๋อร์ของข้า เกิดอะไรขึ้นกัน จวนเอ๋อร์ ...”
“เร็วเข้า คนหมู่บ้านหนิงซานจะถูกฆ่าตายแล้ว”
คนหมู่บ้านโกวสะดุ้ง! ยังไม่จบเรื่องอีกหรือ! ใครก่อเรื่องวุ่นวายอีก
อยากจะสาปส่งนัก
หลังจากนั้นหญิงเฒ่าผู้หนึ่งก็วิ่งมาหาไป๋เพ่ยเพ่ยด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“เมียเซี่ยเหล่าเอ้อร์ เจ้ารู้ทักษะการแพทย์ใช่ไหม เจ้ารีบไปดูอาการที จวนเอ๋อร์จากครอบครัวหวงต้าเหลียงจะตายแล้ว นางตาลอยใหญ่แล้ว ...”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ไป๋เพ่ยเพ่ยก็รีบบอกให้อีกฝ่ายนำทางไป
คนหมู่บ้านหนิงซานไม่ทิ้งห่าง พากันติดตามไปทันที
เจ้าหน้าที่ทางการเหนื่อยใจ ได้แต่ตามไปพร้อมคนหมู่บ้านเดียวกัน ระหว่างทางก็สบถในใจ อย่าให้ข้ารู้ว่าเป็นฝีมือใคร ข้าจะฆ่าให้ตายเสีย!
บ้านตระกูลเกา
แม่เฒ่าเกาแผดร้องสุดเสียง ในมือถือลำไม้ไผ่ตั้งท่าจะตีคน
ภายในเล้าหมู หวงต้าเสิ่นปกป้องลูกสาว พลางก่นด่าแม่เฒ่าเกาว่าเป็นคนเลวทราม มีลูกชายไร้น้ำยา ไร้ทายาทสืบสกุล...
เรียกโดยง่ายว่าพวกนางมีปากเสียงกันด้วยถ้อยคำหยาบคาย
ในขณะนั้นมีเด็กคนหนึ่งนอนอยู่ในเล้าหมู เนื้อตัวสกปรก พลางร้องไห้ด้วยเสียงอ่อนแรง
ทุกคนต่างตกตะลึงเมื่อเห็นภาพนี้
ตายแล้ว! ลูกสาวหวงต้าเสิ่นเพิ่งพ้นอยู่ไฟมา เหตุใดถึงได้มาอยู่ที่เล้าหมูเล่า
ระหว่างอยู่ไป หวงต้าเสิ่นมาดูแลลูกสาวอยู่หลายวัน ทารกฟื้นตัวได้ดี นางเลี้ยงดูมาหลายปีแล้วในที่สุดก็มีลูกจ้ำม่ำ
ปรากฏว่า...
ทันทีที่หวงต้าเสิ่นเห็นไป๋เพ่ยเพ่ย นางก็เหมือนพบผู้ช่วยชีวิต แววตาเป็นประกาย “เมียเซี่ยเหล่าเอ้อร์ ลูกสาวข้าจะตายแล้ว นางหายใจอ่อนแรงมาก นางจะตายแล้ว ...”
หญิงที่เต็มไปด้วยโทสะเมื่อครู่กลับกลายตาแดงพลางสะอึกสะอื้นไห้
แม่เฒ่าเกาเห็นคนมาก็ไม่ต้องการแสดงถึงความอ่อนแอ ตั้งท่าจะใช้ไม้ตีไล่คนออกไป บอกว่าที่นี่เป็นเล้าหมูของตน ห้ามเข้ามาเด็ดขาด หากทำเล้าหมูของนางเสียหาย จะให้ชดใช้เสียให้หมด
“ให้ตายเถิด! เจ้ามีลูกชายไม่ได้ความ ให้ลูกสาวผู้อื่นนอนเล้าหมู ยังเป็นคนอยู่หรือไม่...” โจวต้าเหนียงที่มีสัมพันธ์อันดีกับหวงต้าเสิ่นพลันโกรธ ก่อนมองเหยียดแม่เฒ่าเกา
คนที่ไปเรียกไป๋เพ่ยเพ่ยก่อนหน้านี้และนำทางมาให้ก็คือโจวต้าเหนียง
“เจ้าเองก็มีลูกชายไม่ได้ความ สมควรถูกแทงนับพันครั้ง ข้าให้สะใภ้อยู่เล้าหมูผิดตรงไหน? ทำตัวน่าผิดหวังเช่นนี้จะโทษใครได้เล่า หากจะโทษก็โทษที่นางเป็นแม่ไม่มีความสามารถก็แล้วกัน...”