time-

    ‘21’ / 1

            สถานการณ์และบรรยากาศที่อึดอัดจนอยากจะออกไปจากที่นี่ขัดกับบรรยากาศคึกคักจากผู้คนในสวนสาธารณะลูซี่เหลือบมองอาม่าที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยความไม่เข้าใจ

            “ยัยแพงไปซื้อผลไม้ให้ฉันหน่อยสิ” อาม่าหันไปบอกกับแพงพยาบาลสาวคนสนิทที่คอยดูแลอาม่า“ค่ะ”

            แพงยื่นมือมารับเงินพลางเหลือบมองลูซี่ด้วยความเป็นห่วงลูซี่ยกยิ้มให้พี่พยาบาลสาวเพื่อให้เธอเห็นดังนั้นจึงสบายใจได้เปราะหนึ่งแต่ก็ยังอดห่วงอยู่ดีแต่ก็ต้องไป

            “งั้นแพงขอตัวก่อนนะคะ”พูดจบแพงก็เดินออกไปเหลือเพียงอาม่ากับลูซี่สองคนในตอนนี้

            “เมื่อวันก่อนฉันได้ยินว่าแกหนีกลับไปกับผู้ชายไม่ยอมทำงานให้เสร็จทำไมถึงได้ทำตัวเหลวไหลแบบนี้ห๊ะ”

            “หนูไมเกรนขึ้นทำงานไม่ไหวเลยวูบแล้วดีนมาช่วยไว้เขาเลยพากลับไปพักค่ะ”

            “อย่ามาอ้างกับอีแค่ไมเกรนแค่นี้ยังทนไม่ได้แล้วอนาคตจะไปทำงานหนักได้ยังไง”

            “แล้วทุกวันนี้หนูยังทำงานหนักไม่พอหรอต้องให้หนูเส้นเลือดในสมองแตกตายก่อนใช่มั้ยอาม่าถึงจะพอใจ”

            ลูซี่ตอกกลับอาม่าไปอย่างหมดความอดทนต่อให้เธอจะทำงานหนักสักเท่าไหร่ต่อให้เธอทำงานจนเข้าโรงพยาบาลหรือให้เธอทำงานจนตายอาม่าก็ไม่มีทางพอใจหรอก

            อาม่าทำท่าฟึดฟัดราวกับไม่พอใขในคำตอบที่เธอต้องการ“แกนี่ นิสัยเสียเหมือนแม่แกไม่มีผิดเลย”

            “หนูว่านิสัยหนูเหมือนอาม่ามากกว่านะคะ”

            “นี่แกด่าฉันว่านิสัยเสียเรอะ!”อาม่าขึ้นเสียงพร้อมกับหันมาแสดงสีหน้าที่ไม่พอใจ ลูซี่หันมองคนข้างๆด้วยสีหน้านิ่งพร้อมกับเลิกคิ้ว “ด่าหรอคะ ตรงไหนที่ว่าด่า หนูแค่พูดความจริงเฉยๆ”

            พูดยังไม่ทันขาดคำทันทีที่คนข้างตัวลุกขึ้นใบหน้าของลูซี่ก็หันตามแรงตบของอาม่า

            “ตอนนั้นฉันไม่น่าอนุญาตใจอ่อตนปล่อยให้แกรอดเลยรู้งี้ฉันน่าจะส่งคนให้ไปขโมยแกแล้วเอาไปทิ้งถังขยะซะก็ดีแกจะได้ไม่มาผยองใส่ฉันแบบนี้”

            ลูซี่ยันตัวขึ้นยืนประจันหน้ากับอาม่าพร้อมกับแสดงสีหน้าที่นิ่งสนิทและไม่หวาดหวั่นต่อคนตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย

            “ถ้าอาม่าไม่ชอบที่หนูทำตัวแบบนี้งั้นอาม่าก็ฆ่าหนูสิคะฆ่าหนูเลย” ลูซี่ก้มเอาใบหน้าเข้าไปใกล้ก่อนจะยกยิ้มอย่างเยือกเย็น“แต่จะฆ่าหนูคงยากหน่อยนะคะ ต้องเชือดให้ตายสนิท เพราะไม่งั้นหนูอาจจะตื่นขึ้นมาหลอกอาม่าได้”

            “นี่แก!!!”อาม่าทำท่าจะง้างมือตบลูซี่แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นว่าผู้คนรอบๆ เริ่มมองมาทางนี้

            ลูซี่ทำเสียงจุ๊ปากพร้อมกับยกยิ้ม“จุ๊ๆๆ ไม่เอาไม่อาละวาดนะคะอาม่า เห็นมั้ยว่าเริ่มมีคนมองเราแล้ว โอ๊ะเหมือนพี่แพงจะกลับมาแล้ว งั้นหนูขอตัวก่อนนะคะ พอดีต้องไปทำธุระต่อ ลาล่ะค่ะ”

            พูดจบลูซี่ก็หมุนตัวเดินออกจากตรงนั้นโดยไม่สนใจเสียงโวยวายและก่นด่าของอาม่า

            เดินออกมาจนพ้นรอยยิ้มเย็นเยือกเมื่อกี้ก็หุบลงขณะที่เดินอยู่จะเข้าตึกขาก็ต้องชะงักเมื่อเห็นไทม์ยืนอยู่ตรงหน้าสีหน้าของเขาดูเป็นกังวล

            “พี่ลูซี่โอเคมั้ยครับ”

            ประโยคคำถามธรรมดาแต่กลับทำให้ลูซี่น้ำตาเอ่อทันทีไทม์ที่เห็นดังนั้นเขาก็ตกใจเล็กน้อยก่อนจะรีบเดินเข้าไปกอดปลอบพร้อมกับจับศรีษะของอีกคนให้ซบลงที่ไหล่

            “ร้องออกมาเถอะครับผมจะคอยอยู่ข้างๆ พี่ลูซี่เอง”

            ภายในห้องพักฟื้นที่เงียบสนิทได้ยินแต่เพียงเสียงแอร์เสียงทีวีและเสียงจากด้านนอกห้องไทม์เหลือบมองคนข้างตัวที่กำลังซบไหล่ทอดมองวิวนอกหน้าต่างด้วยสายตาที่ว่างเปล่า

            “โอเคยังครับ”

            “ค่ะขอบคุณนะคะ” ลูซี่ผงกหัวก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้เพื่อเป็นการบ่งบอกว่าเธอโอเคดีแล้ว“ดีแล้วครับ”

            ไทม์ส่งยิ้มกลับไปเขาไม่เชื่อหรอกว่าเธอโอเคแล้วจริงๆแม้ใบหน้าจะยิ้มแต่เขาเห็นว่าแววตาของเธอยังคงเศร้าออยู่

            ตอนที่ไทม์ตื่นขึ้นมาแล้วเห็นสีหน้าอึดอัดของลูซี่จากระเบียบของพักฟื้นเขาก็รีบวิ่งตรงดิ่งลงไปหาเธอทันทีด้วยความเป็นห่วงแล้วพอยิ่งเห็นลูซี่ร้องไห้เขาก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวด คงเพราะเขาเริ่มมีความรู้สึกดีๆต่อเธอเลยทำให้อยากเห็นรอยยิ้มของเธอมากกว่าหน้าเศร้าแบบนี้

            ก๊อกๆๆ

            “ขออนุญาตนะคะ”เสียงพยาบาลจากด้านนอกให้ผมลุกจากที่นั่ง พอประตูเปิดออกก็พบกับพยาบาลคนหนึ่งพร้อมกับเอกสารและถุงยา

            “อาการเป็นไงบ้างเอ่ย”

            “ดีขึ้นแล้วครับ”

            “ดีแล้วเดี๋ยววันนี้เรากลับบ้านได้เลยนะ ส่วนนี่ยากินต่อเนื่องจนหมดนะแล้วถ้าอาการไม่ดีขึ้นหรือแพ้ยาให้มาหาพบแพทย์ทันทีเลยนะคะ”รับถุงยามาพร้อมกับตรวจยาที่อยู่ในถุง

            ยาเยอะไม่ใช่เล่นเลยนะเนี่ย

            “ครับขอบคุณมากครับ แล้วค่ารักษาต้องจ่ายยังไงหรอครับ”

            “อ๋อหนูคนนั้นชำระค่ารักษาให้แล้วค่ะ เรากลับบ้านได้เลย”

            ไทม์เหลือบมองลูซี่ที่กำลังคุยโทรศัพท์กับใครสักคน“โอเคครับ ขอบคุณมากนะครับ”

            หลังจากคุณพยาบาลออกไปไทม์ก็เข้าไปเปลี่ยนชุดกลับเป็นชุดใหม่ซึ่งคิดว่าลูซี่น่าจะเป็นคนเอามาให้

            “เสร็จแล้วหรอคะกลับกันเลยมั้ย” ลูซี่หันมาถาม ดูเหมือนว่าสีหน้าของเธอจะดูดีขึ้นกว่าเมื่อกี้นะ

            “ครับ”

            รถยนต์คันหรูคันเดิมค่อยๆขับไปตามถนนเส้นหลักตรงกลับเข้ากรุงเทพฯตอนแรกไทม์ก็กะจะกลับเข้าค่ายต่อแต่ลูซี่และเพื่อนๆ บอกว่าอยากให้เขากับบูมพักแต่ทั้งสองคนไม่อยากทิ้งงานแต่สุดท้ายก็เลือกไม่ได้บวกกับวันนี้ก็วันสุดท้ายของค่ายแล้วพวกติมเลยพรีเซ้นท์แทน

            ไทม์เหลือบมองคนข้างๆจะว่าไปตั้งแต่ที่ออกจากโรงพยาบาลมาลูซี่ก็ยังไม่ยิ้มเลยนั่งไปสักพักเหลือบเห็นป้ายบอกทางที่บอกถึงสถานที่ที่หนึ่งจู่ๆในหัวก็เกิดปิ๊งไอเดียบางอย่างขึ้นมา

            “พี่ลูซี่ครับแวะสวนสาธารณะกันมั้ยครับ”

            ขณะที่กำลังเทียบจอดที่สี่แยกไฟแดงลูซี่ก็หันมาพร้อมกับเลิกคิ้ว“อยากไปหรอคะ”

            “ผมอยากไปครับกับพี่ลูซี่”

            ลูซี่มองเขาก่อนจะยกยิ้มมุมปากออกมาเล็กน้อย“เอาสิคะ ถ้าหนูอยากไปพี่ก็จะพาไป”

            ไทม์ยกยิ้มพอใจกับคำตอบ“ขอบคุณครับ”

             

             

            รถยนต์คันหรูขับมาตามทางที่ป้ายบอกทางบอกใช้เวลาไม่กี่นาทีก็ถึงจุดหมายลูซี่เทียบจอดที่ข้างบึงน้ำทันทีที่จอดสนิททั้งคู่ก็เดินลงมาก่อนลูซี่จะนั่งลงบนกระโปรงรถเหลือเพียงไทม์ที่ยืนมองไม่กล้าขึ้นไปนั่ง

            “ไม่มานั่งหรอคะ”ลูซี่ตบที่ว่างข้างๆ ไทม์ยืนมองอย่างเกร็งๆ “นั่งได้หรอครับ ผมกลัวรถเป็นรอย”

            ลูซี่ยกยิ้มเบาๆ“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ รถพี่ไม่เป็นรอยง่ายๆ หรอกค่ะ แต่ถ้ามันเป็นรอยเพราะหนูจริงๆพี่จะเก็บรอยเอาไว้เป็นที่ระลึกเก็บไว้ดูเลยค่ะ”

            คำตอบของเธอทำเขาถึงกับไปไม่เป็นไม่ใช่ว่าไม่ดีใจนะ แต่แบบนี้มันกลับยิ่งทำให้เขาไม่กล้านั่งมากกว่าแต่ว่ากลับมาเล่นมุกได้ดังเดิมแบบนี้แสดงว่าดีขี้นแล้วสินะ

            ไทม์ค่อยๆปีนขึ้นไปนั่งที่ฝากระโปรงรถพลางเหลือบมองคนข้างๆดูเหมือนลูซี่จะกลับมาทำหน้าเศร้าอีกแล้ว

            “ทำไมถึงอยากมาที่นี่หรอคะ”ลูซี่เอ่ยถามขณะที่สายตาของเธอยังทอดมองวิวทิวทัศน์ตรงหน้า

            “ผมอยากเห็นรอยยิ้มของพี่ลูซี่ครับ”

            “ยังไงนะคะ?” คำตอบของไทม์คำตอบของไทม์ทำเอาลูซี่ถึงกับต้องหันมาเลิกคิ้ว

            “เอ่อ…ก็แบบคือ…จะว่ายังไงดี” ไทม์ตอบอย่างเลิ่กลั่ก ตอนแรกกะจะตอบแบบเท่ๆแต่พอเจอลูซี่หันมาทำหน้าแบบนั้นยิ่งทำให้เขาเลิ่กลั่กอธิบายไม่ถูก

            “คือแบบ…ผมอยากให้พี่ลูซี่หายเครียดแล้วก็…อยากให้พี่ลูซี่ยิ้มด้วย เลยคิดว่าถ้ามาที่นี่พี่ลูซี่น่าจะหายเศร้าน่ะครับ”

            ลูซี่ที่ได้ยินก็ยกยิ้มก่อนจะหัวเราะออกมา“ขอบคุณนะคะ ขอบคุณจริงๆ”

            ไทม์ยกยิ้มอย่างดีใจเหตุผลคงเป็นเพราะคนข้างๆในที่สุดลูซี่ก็กลับมายิ้มแล้วแต่เหมือนรอบนี้เธอจะยิ้มกว้างกว่าทุกทีที่เคยเห็นแต่แค่นี้มันก็ทำให้ไทม์ใจฟูแล้ว แค่นี้แหละ ที่เขาต้องการ

            “ไอติมครับไอติมไอติมมั้ยครับ”

            เสียงรถขายไอติมจากด้านหลังดังขึ้นให้ทั้งสองคนหันไปมอง

            “กินไอติมกันมั้ยครับ”

            “เอาสิคะ”

            ลูซี่กับไทม์พากันเดินนมาที่รถไอติมสายตาของทั้งสองสำรวจป้ายที่แสดงถึงรสชาติก่อนจะจิ้มเลือก

            “ผมเอารสสตอเบอรี่กับวนิลาช็อคชิพใส่ข้าวเหนียวครับพี่ลูซี่เอารสอะไรครับ”

            “เอาเหมือนไทม์เลยค่ะ”

            “งั้นเอาสตอเบอรี่กับวนิลาช็อคชิพสองใส่ข้าวเหนียวสองถ้วยครับ”

            รอไม่นานก็ได้ไอติมไทม์ฉวยโอกาสจ่ายเงินก่อนเพื่อไม่ให้ลูซี่จ่ายเธอจ่ายให้เขาเยอะแล้วครั้งนี้เขาเลยขอเป็นคนจ่ายบ้าง

            ทั้งคู่เดินมาหย่อนตัวลงที่พื้นหญ้าหน้ารถก่อนจะเอนพิงหลังกับหน้ารถทั้งสองคนนั่งกินไอศครีมกันอย่างเงียบๆ แต่มีพูดคุยกันบ้างนั่งกินกันไปพอหมดถ้วยด้วยความเสียดายไทม์เลยจัดการยกซดไอศครีมที่ละลายอยู่ก้นถ้วย

            “ซู้ด!!!!อร่อยจัง”

            ท่าทางการซดไอศครีมของไทม์ทำเอาลูซี่ถึงกับหลุดหัวเราะจะไม่ให้เธอหลุดหัวเราะได้ไงก็ไทม์เล่นซดดังขนาดนั้นแถมปากยังเลอะไอศกรีมอีก

            “หึปากหนูเลอะแล้วค่ะ หันมาสิเดี๋ยวพี่เช็ดให้”

            ไทม์หันหน้าตามคำสั่งแต่ก็ต้องตกใจเมื่ออีกคนไม่ได้ใช้มือหรือทิชชูเช็ดแต่อย่างใดแต่เธอกลับใช้ริมฝีปากอันนุ่มนวลเช็ดแทน

            “พะ-พี่ลูซี่!!”

            “อยู่นิ่งๆสิคะ”

            ลูซี่เอื้อมมือมาล็อคใบหน้าเมื่อเห็นว่าไทม์ตกใจเขินจนเผลอดิ้นริมฝีปากเรียวค่อยบรรจงเม้มและค่อยๆ ใช้ชิ้นเลียไอศครีมที่รอบปากอย่างช้าๆไทม์เกร็งไปทั้งตัวมือหนากำเสื้ออีกคนแน่นก้อนเนื้อในอกเต้นตุ๊บๆราวกับจะหลุดออกมาข้างนอก

            “เสร็จแล้วค่ะ”

            ลูซี่ผละตัวออกก่อนจะเลียปากของตัวเองแล้วยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ต่างกับอีกคนที่ช็อคค้างอยู่

            “พี่ลูซี่ทำแบบนี้ผม…เขินนะครับ” ไทม์พูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้

            ลูซี่ยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจ“แทนคำขอบคุณน่ะค่ะ”

            “เอ๊ะ?” คำตอบของลูซี่ทำเอาไทม์ถึงกับงงงวย

            ลูซี่เงยหน้ามองท้องฟ้าก่อนจะเอนพิงไหล่ของไทม์แล้วยกยิ้ม“ขอบคุณนะคะ ขอบคุณที่คอยอยู่ข้างกันนะคะ”

            “ผมสิครับต้องขอบคุณที่ผ่านมาพี่ลูซี่คอยช่วยผมตลอด ถ้าไม่ได้พี่ลูซี่ผมก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ผมจะเป็นยังไงบ้าง ขอบคุณนะครับ”

            ไทม์หันไปยกยิ้มให้ลูซี่แต่นั่นกลับทำให้เธอรู้สึกอยากจะจับเขามาจูบเสียเหลือเกินแต่ก็ไม่ทันที่จะห้ามใจลูซี่ก็ทำการเอื้อมมือไปจับใบหน้าของไทม์ก่อนจะบรรจงจูบทาบบนริมฝีปากของเขา

            ลูซี่ค่อยๆละเมียดค่อยๆ ชิมความของไอศกรีมรสตอเบอรี่และวนิลาช็อคชิพจากปากของอีกคนความตื่นเต้นในตอนแรกที่ใจเต้นตุ๊บๆตอนนี้เริ่มผ่อนคลายและเคลิบเคลิ้มกับจูบอันแสนหวานของเธอ

            ลูซี่ผละตัวออกก่อนจะกดริมฝีปากลงที่แก้มแดงฝาดแต่นั่นกลับยิ่งทำให้ไทม์เขินตัวแทบแตกมากขึ้นไปอีก

            ตอนแรกลูซี่เศร้าอยู่แท้ๆแต่ทำไมพอหายเศร้าดันกลับมาเป็นแบบนี้ได้ล่ะเนี่ย มันเขินนะ!เขินจนจะมุดดินอยู่แล้วเนี่ย!

            ลูซี่เอนศรีษะซบกับไหล่ของเขามือเรียวเอื้อมมาจับมือแน่นทำให้สัมผัสถึงความอบอุ่นที่เคยสัมผัสอยู่ในหลายๆ ครั้งไทม์กำมือตอบแอบลอบยิ้มมุมปากแล้วเอนหัวซบที่ศรีษะของเธอก่อนจะหลับตาลง

            “ขอบคุณอีกครั้งนะคะ”

            “ผมก็…ขอบคุณเหมือนกันครับ”

     

             

            “เจอพี่รหัสยังอ่ะ”

            “ยังอ่ะไม่ใช่ว่าเลิกกิจกรรมรับน้องไปแล้วไม่ใช่หรอ”ติมตอบไทม์ขณะที่สายตายังคงจดจ่อกับเกมในมือถือวันนี้บูมลาเพราะเห็นว่าไปทำธุระที่บ้าน

            หลังจากที่ไม่มีกิจกรรมรับน้องพวกปี1 ก็มีแค่เรียนกับกิจกรรมของมหาวิทยาลัยที่เข้าเท่านั้นส่วนพวกรุ่นพี่ก็มีคุยบ้างแต่ก็ไม่ได้คุยมากกันขนาดนั้นเพราะไม่ได้มีใครสนิท

            ส่วนฟาโรห์เวลาเจอก็มีคุยมีทักทายกันบ้างแต่ก็ไม่ค่อยจบสวยเท่าไหร่เพราะทุกครั้งเขาเข้ามาคุยมักจะจบด้วยการเถียงกับติมทุกครั้งซึ่งเขาก็ไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของทั้งคู่หรอกแต่ดูว่าน่าจะมีอะไรมากกว่าที่เขาคิด

            “ไงเด็กๆ”

            พูดยังไม่ทันขาดคำคนที่คิดถึงก็โผล่มาฟาโรห์ยกยิ้มทักทายทุกคนก็ยิ้มตอบยกเว้นติมที่คงทำหน้าบึ้งพร้อมกับจิ๊ปากอย่างไม่สบอารมณ์

            “สวัสดีครับ”

            “หวัดดีพี่เอาของมาให้”

            ไทม์รับถุงกระดาษมาพร้อมกับเปิดดูพบว่าข้างในมันคือหนังสือนิยายเล่มหนึ่งที่ถ้าจำไม่ผิดเป็นเรื่องที่เขาอยากได้ด้วย

            “ขอบคุณนะครับว่าแต่…ให้ผมเรื่องอะไรหรอครับ”

            “ต้อนรับสายรหัสไง”

            “เอ๊ะ? สายรหัสหรอครับ”ฟาโรห์ไม่ตอบอะไรเพียงแต่ยกยิ้มเท่านั้นก็ว่าแล้วว่าทำไมฟาโรห์ถึงให้สายสิญจน์สีฟ้าให้เขาที่แท้ก็เป็นสายรหัสกันนี่เอง

            “แล้ววันนี้ตอนเย็นว่างมั้ย”

            “ว่างครับมีอะไรรึเปล่าครับ”

            “พอดีพวกพี่ปีอื่นๆเขาจะเลี้ยงสายรหัสน่ะ เลยให้พี่มาชวนเรา”

            “อ๋อได้สิครับ”

            “เยี่ยมเลยพวกเราจะไปด้วยก็ได้นะ เดี๋ยวพี่แจ้งพวกพี่เขาให้”ฟาโรห์หันไปบอกติมที่เอาแต่จดจ่อกับเกม ซึ่งแน่นอนว่าคำตอบของติมคือ…

            “ไม่”ติมตอบเสียงหนักแน่นพร้อมกับมองอีกคนด้วยสายตาที่ราวกับจะพุ่งกระโดดกัดคอฟาโรห์ได้ทุกเมื่อ

            “ทำไมล่ะพี่อยากให้เราไปนะ” ติมหันมาเลิกคิ้วพร้อมกับทำหน้ากวน “เรา? โทษนะสนิทกันหรอถึงมาชวน”

            “ติม!”ไทม์หันไปปรามเพื่อนแต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเพราะตอนนี้ทั้งคู่ได้เริ่มทำสงครามประสาทแล้ว

            “ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะหืม? งอนพี่หรอครับ”ฟาโรห์พูดด้วยน้ำเสียงล้อเล่นพร้อมกับเอื้อมมือไปขยี้ผมของติมแต่ก็ถูกอีกคนปัดมือออก

            ไทม์ที่ยืนมองเหตุการณ์พินิจพิจารณาทั้งที่ทั้งสองคนกำลังตีกันอยู่แท้ๆ แต่ทำไมเขาสัมผัสได้ถึงบรรยากาศหวานแปลกๆ นะ

            หรือว่า…

            “ไอ้ไทม์มึงหยุดความคิดประหลาดๆเลยนะ”

            “เอ๊ะ? อะไรหรอ”หันไปพบว่าเพื่อนมองเขาอย่างจับผิด

            ก็มันน่าคิดมั้ยล่ะดูดิ ตอนเจอกันวันแรกๆ ยังดีอยู่เลย แล้วมาวันนี้ตีกันเฉย แถมไอ้ประโยคแปลกๆราวกับคนกำลังกุ๊กกิ๊กกันไม่สงสัยสิแปลก

            “มึงกูถามจริงนะ พี่ฟาโรห์เขาจีบมึงหรอ” ติมที่ได้ยินถึงกับหันมาคิ้วขมวดใส่“จะบ้าเรอะ! ไม่มีทาง”

            “หรอ”

            “พอๆๆเลิกคุยเรื่องนี้กันได้แล้ว” ติมเก็บของเพื่อเตรียมตัวจะหนีขึ้นเรียนไทม์ยิ่งเห็นว่าเพื่อนทำท่าจะหนีเขาก็เกิดนึกสนุก

            “นี่ติม~ ไม่ได้มีอะไรกันจริงๆอ่ะ”ไทม์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกวนทำให้เพื่อนชายต้องหันมาพร้อมกับเอามือบีบหัวเขาเบาๆเป็นเชิงหมั่นไส้

            “บอกว่าไม่มีไง”

            “โอ๊ย~” ไทม์ทำท่าแอ็คติ้งว่าเจ็บก่อนจะหัวเราะออกมา

            “พวกเธอมายืนหัวเราะอะไรตรงนี้เนี่ย”สองหนุ่มที่กำลังยืนหัวเราะกันต้องหยุดก่อนจะหันไปมองพบว่าเป็นอาจารย์ที่เข้าสอนเซคพวกเขา

            สองหนุ่มหันมามองหน้ากันก่อนจะพากันวิ่งเข้าห้องเรียนทิ้งให้อาจารย์ยืนงงอยู่หน้าประตู

    คล้ายกับเรื่องtime- ที่คุณอ่าน